ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สังขปาลชาดก
ชาดกที่ ๕๒๔ · จัตตาฬีสนิบาตชาดก

สังขปาลชาดก

ว่าด้วยสังขปาลนาคราชบำเพ็ญตบะ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๙๕ · บรรทัด ๑๐๔๒๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสังขปาลชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๓

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภอุโบสถกรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อริยาวกาโสสิดังนี้.

ความพิสดารว่า คราวนั้น พระบรมศาสดาทรงยังอุบาสกทั้งหลายผู้รักษาอุโบสถให้ร่าเริงแล้วตรัสว่า โบราณบัณฑิตทั้งหลาย ละนาคสมบัติอันใหญ่แล้ว เข้าจำอุโบสถเหมือนกัน อุบาสกเหล่านั้น ทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล พระเจ้าแผ่นดินมคธ เสวยราชสมบัติในพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดในพระครรภ์ แห่งพระอัครมเหสีของพระราชานั้น. พระชนกชนนีทรงขนานพระนามว่า ทุยโยธนกุมาร เธอเจริญวัยแล้ว ไปเรียนสรรพศิลปศาสตร์ในเมืองตักกศิลา กลับมาแสดงศิลปะถวายพระราชบิดา ต่อมาพระราชบิดาจึงอภิเษกพระกุมารไว้ในราชสมบัติ แล้วผนวชเป็นพระฤาษีอยู่ในพระราชอุทยาน พระโพธิสัตว์ได้เสด็จไปยังสำนักของพระราชบิดาวันละ ๓ ครั้ง. ลาภสักการะใหญ่เกิดขึ้นแก่พระราชฤาษี. พระราชฤาษีไม่สามารถจะทำแม้เพียงกสิณบริกรรมได้ด้วยความกังวลนั้น จึงทรงดำริว่าลาภสักการะของเรามากมาย เราอยู่ที่นี่ไม่สามารถจะตัดรกชัฏนี้ได้ เราจักไม่บอกลาพระโอรส ไปเสียในที่อื่น. พระราชฤาษีไม่บอกให้ใคร ๆ รู้ เสด็จออกจากสวน ดำเนินล่วงมคธรัฐเข้าไปอาศัยจันทกบรรพต ทำบรรณศาลาอยู่ณ ที่นั้น ในสถานที่พอไปมาได้ แต่แม่น้ำกัณณเวณณาอันไหลออกจากลำน้ำชื่อสังขปาละ เขตมหิสกรัฐ กระทำกสิณบริกรรม ยังฌานและอภิญญาให้บังเกิดแล้ว ดำรงชีพด้วยการเที่ยวขอเลี้ยงชีพ. นาคราชชื่อสังขปาละออกจากกัณณเวณณานทีพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เข้าไปหาพระราชฤาษีนั้นเป็นครั้งคราวพระราชฤาษีก็แสดงธรรม แก่พญาสังขปาลนาคราชนั้น. ต่อมาพระราชโอรสของพระราชฤาษีนั้น อยากจะทรงพบพระชนก แต่ไม่ทราบสถานที่เสด็จไปจึงโปรดให้เที่ยวติดตาม ทรงทราบว่าประทับอยู่ในสถานที่ชื่อโน้น ก็เสด็จไปณ ที่นั้น พร้อมด้วยข้าราชบริพารมากมาย เพื่อทรงเยี่ยมเยียนพระราชฤาษีรับสั่งให้ตั้งค่าย ณ ที่ส่วนหนึ่ง พร้อมด้วยอำมาตย์สองสามคน เสด็จมุ่งหน้าต่ออาศรมสถาน ขณะนั้น สังขปาลนาคราช กำลังนั่งฟังธรรมอยู่กับบริวารจำนวนมาก เหลือบเห็นพระราชาเสด็จมา จึงไหว้พระฤาษีลุกขึ้นจากอาสนะหลีกไป พระราชาถวายบังคมพระบิดาทรงทำปฏิสันถาร ประทับนั่งแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นั่นพระราชาที่ไหนเสด็จมายังสำนักของพระคุณท่าน ตรัสตอบว่า ลูกรัก นั่นคือพญาสังขปาลนาคราช ทรงเกิดความโลภในนาคพิภพ เพราะอาศัยสมบัติของพญานาคราชนั้น ประทับอยู่สองสามวันโปรดให้จัดภิกษาหารถวายพระราชบิดาเป็นประจำ แล้วเสด็จกลับยังพระนครของพระองค์ทีเดียว โปรดให้สร้างโรงทานไว้ในทิศทั้ง ๔ ยังสกลชมพูทวีปให้เอิกเกริก ทรงบริจาคทาน รักษาศีล ทำการรักษาอุโบสถกรรม ปรารถนานาคพิภพ ในที่สุดแห่งพระชนมายุ ก็ได้ไปบังเกิดเป็นพญาสังขปาลนาคราชในนาคพิภพ เมื่อล่วงผ่านเลยไป เธอเป็นผู้เดือดร้อนรำคาญในสมบัตินั้นนับแต่นั้นมา ก็ปรารถนากำเนิดมนุษย์อยู่รักษาอุโบสถกรรม เมื่อพญาสังขปาลนาคราชอยู่ในนาคพิภพคราวนั้น การอยู่รักษาอุโบสถ ไม่สำเร็จผล ย่อมถึงศีลพินาศ. จำเดิมแต่นั้น ท้าวเธอจึงออกจากนาคพิภพไปขดวงล้อมจอมปลวกแห่งหนึ่ง ในระหว่างทางใหญ่ และทางเดินเฉพาะคน ๆ เดียว ไม่ห่างแม่น้ำกัณณเวณณานที อธิษฐานอุโบสถ เป็นผู้มีศีลอันสมาทานแล้ว สละตนในทานมุขว่า ชนทั้งหลายผู้มีความต้องการด้วยหนังและเนื้อเป็นต้นของเรา จงนำหนังและเนื้อเป็นต้นไปเถิด แล้วนอนอยู่บนยอดจอมปลวก บำเพ็ญสมณธรรมอยู่รักษาอุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ แล้วไปสู่นาคพิภพในวันปาฏิบท.

วันหนึ่ง เมื่อพญานาคราช สมาทานศีลนอนอยู่อย่างนี้ มีชาวปัจจันตคาม ๑๖ คน คิดกันว่า พวกเราจักไปหาเนื้อมา มีอาวุธครบมือ เที่ยวไปในป่าเมื่อไม่ได้อะไร ก็กลับออกมา พบพญานาคราชนั้นนอนอยู่บนจอมปลวกคิดกันว่า วันนี้พวกเราไม่ได้แม้แต่ลูกเหี้ย พวกเราจักฆ่าพญานาคราชนี้รับประทาน แล้วคิดต่อไปว่า นาคราชนี้ใหญ่โต เมื่อถูกจับ คงจะหนีไปเสียจักต้องเอาหลาวแทงที่ขนดทั้ง ๆ ที่ยังนอนทีเดียว ทำให้หมดกำลังแล้วคงจับเอาได้ ต่างถือหลาวเป็นต้นเข้าไปใกล้ร่างกายแม้ของพระโพธิสัตว์ขนาดเท่าเรือโกลนลำใหญ่ลำหนึ่ง เช่นเดียวกับพวงมะลิอันบุคคลวงตั้งไว้ นาคราชนั้นประกอบด้วยนัยน์ตาคล้ายเมล็ดมะกล่ำ ศีรษะเช่นกับดอกชัยพฤกษ์และดอกมะลิย่อมงามเกินที่เปรียบได้. ด้วยเสียงฝีเท้าของคนทั้ง ๑๖ คน พญานาคจึงโผล่ศรีษะออกจากวงขนด ลืมดวงตาอันแดงมองเห็นคนเหล่านั้น มีมือถือหลาวเดินมา จึงคิดว่า วันนี้มโนรถของเราจักถึงที่สุด เรามอบตนในทานมุขแล้วจึงนอนอธิษฐานความเพียร เราจักไม่ลืมตาดูคนเหล่านี้ เอาหอกทิ่มแทงสรีระของเรา ทําให้เป็นช่องน้อยช่องใหญ่ ด้วยอํานาจความโกรธ เพราะกลัวศีลของตนจะทำลายจึงอธิษฐานมั่นคง สอดศีรษะเข้าไปในวงขนดนอนอยู่อย่างเดิม. ครั้นคนเหล่านั้นเข้ามาใกล้แล้ว จึงจับหางพญานาค กระชากให้ตกลงภาคพื้นเอาหลาวอันคมแทงที่ขนดแปดแห่ง สอดหวายดำมีหนามเข้าไปตามช่องที่แทงเอาคานสอดในที่ทั้งแปดแล้ว พากันเดินทางกลับหนทางใหญ่ พระมหาสัตว์นับแต่ถูกแทงด้วยหลาว ก็มิได้ลืมตาดูคนเหล่านั้น ด้วยอำนาจความโกรธแม้ในที่แห่งเดียว เมื่อถูกเขาเอาคานทั้งแปดหามไป ศีรษะก็ห้อยลงกระทบพื้นลำดับนั้น คนเหล่านั้น พูดกันว่า ศีรษะของพญานาคห้อยลง จึงให้นอนในทางใหญ่ เอาหลาวเล็กแทงที่ช่องจมูก แล้วเอาเชือกร้อย แล้วยกศีรษะพาดที่ปลายคาน ช่วยกันยกขึ้น เดินทางต่อไปอีก.

ขณะนั้น กุฏุมพีชื่ออาฬาระ ชาวเมืองมิถิลา เขตวิเทหรัฐ นั่งบนยานอันสบาย พาเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางผ่านไป เห็นลูกบ้านชาวปัจจันตคามกำลังหามพระโพธิสัตว์เดินไปอย่างนั้น จึงให้มาสกทองคนละซองมือ กับโคพาหนะ ๑๖ ตัว แก่คนทั้ง ๑๖ คน และให้ผ้านุ่ง ผ้าห่ม แก่คนเหล่านั้นทุกคน ทั้งให้ผ้าผ่อน และเครื่องประดับ แม้แก่ภรรยาของคนเหล่านั้น ขอร้องให้ปล่อยพญานาคไป. พญานาคไปยังนาคพิภพ มิได้มัวโอ้เอ้อยู่ในนาคพิภพเลย ออกไปหาอาฬารกุฎุมพีพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก กล่าวคุณของนาคพิภพแล้ว เชิญกุฎุมพีนั้นไปยังนาคพิภพ ประทานยศใหญ่พร้อมด้วยนางนาคกัญญาสามร้อยแก่กุฎุมพีนั้น ให้อิ่มหนำสำราญด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ อาฬารกุฏุมพีอยู่บริโภคกามอันเป็นทิพย์ ในนาคพิภพสิ้นเวลาประมาณหนึ่งปีแล้วบอกพญานาคว่า สหาย เราปรารถนาจะบวช รับเอาบริขารบรรพชิตแล้วไปจากนาคพิภพ บวชอยู่ในหิมวันตประเทศสิ้นกาลนาน ต่อมาจึงเที่ยวจาริกไปจนถึงเมืองพาราณสี พักอยู่ในพระราชอุทยาน รุ่งขึ้นเข้าไปยังพระนครเพื่อภิกษาจารได้ไปสู่ประตูพระราชวัง ครั้งนั้นพระเจ้าพาราณสี ทอดพระเนตรเห็นอาฬารดาบสนั้นแล้ว ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถ จึงรับสั่งให้นิมนต์มา ให้นั่งเหนือปัญญัตตาอาสน์ ให้ฉันโภชนะมีรสเลิศต่างๆ แล้วประทับนั่งบนอาสนะตำแหน่งหนึ่ง ทรงนมัสการ เมื่อจะทรงปราศัยกับดาบสนั้น ตรัสคาถาที่ ๑ความว่า

ท่านเป็นผู้มีรูปร่างงดงาม มีดวงตาแจ่มใส ข้าพเจ้าสำคัญว่า ท่านผู้เจริญคงบวชจากสกุล ไฉนหนอ ท่านผู้มีปัญญาจึงสละทรัพย์ และโภคสมบัติออกบวช เป็นบรรพชิตเสียเล่า ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยาวกาโสสิ ความว่า พระเจ้าพาราณสีตรัสถามว่า ท่านเป็นผู้มีโอกาส คือสรีระงามหาโทษมิได้ ได้แก่เป็นผู้มีรูปงามยิ่ง. บทว่า ปสนฺนเปตฺโต ความว่า มีดวงเนตรประกอบด้วยประสาททั้ง ๕. บทว่า กุลมฺหา ความว่า ข้าพเจ้าสำคัญว่า ท่านคงเป็นผู้บวชจากตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ หรือตระกูลเศรษฐี. บทว่า กถํ นุ ความว่า เพราะเหตุไรหรือท่านผู้เป็นบัณฑิต ทำอะไรเป็นอารมณ์จึงได้สละทรัพย์และโภคสมบัติออกจากเรือนบวชเสีย. บทว่า สปญฺโ ได้แก่บุรุษผู้เป็นบัณฑิต.

ถัดจากนั้นไป ควรทราบความเกี่ยวโยงแห่งคาถา ด้วยสามารถแห่งคำโต้ตอบ ระหว่างดาบส และพระราชาดังต่อไปนี้

อาฬารดาบส ทูลว่า

ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นจอมนรชน อาตมาภาพ ได้เห็นวิมานของพญาสังขปาลนาคราช ผู้มีอานุภาพ มากด้วยตนเอง ครั้นเห็นแล้ว จึงออกบวชโดยเชื่อ มหาวิบากของบุญทั้งหลาย. พระราชาตรัสว่า บรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่กล่าวคำเท็จ เพราะ ความรัก เพราะความกลัว เพราะความชัง ข้าพเจ้า ถามท่านแล้ว ขอท่านได้โปรดบอกเนื้อความนั้นแก่ ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้ฟังแล้ว จักเกิดความเลื่อมใส. อาฬารดาบส ทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็นอธิบดีในรัฐมณฑล อาตมาภาพเดินทางไปค้าขาย ได้เห็นบุตรนายพราน ช่วยกันหามนาคผู้มีร่างกายใหญ่โต เดินร่าเริงไปใน หนทาง. ดูก่อนพระจอมประชานิกร อาตมาภาพมาประจวบเข้ากับลูกนายพรานเหล่านั้น ก็กลัวจนขนลุกขน พอง ได้ถามเขาว่า ดูก่อนพ่อบุตรนายพราน ท่านทั้ง หลายจะนำงูซึ่งมีร่างกายน่ากลัวไปไหน ท่านทั้งหลาย จักทำอะไรกับงูนี้. เขาพากันตอบว่า งูใหญ่มีกายอันเจริญ พวกเรานำไปเพื่อจะกิน เนื้อของมันมีรสอร่อยมัน และอ่อนนุ่ม ดูก่อนท่านผู้ เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ ท่านยังมิได้เคยลิ้มรส. เราทั้งหลายไปจากที่นี่ ถึงบ้านของตนแล้ว จะ เอามีดสับกินเนื้อกันให้สำราญใจ เพราะว่าเราทั้งหลาย เป็นศัตรูของพวกงู. อาตมาภาพจึงพูดว่า ถ้าท่านทั้งหลาย จะนำงูใหญ่มีกายอันเจริญนี้ไป เพื่อกิน เราจะให้โค ๑๖ ตัว แก่ท่านทั้งหลาย ขอให้ ปล่อยงูนี้เสียจากเครื่องผูกเถิด. พวกเขาตอบว่า ความจริง งูตัวนี้เป็นอาหารที่ชอบใจของเรา ทั้งหลายโดยแท้และเราทั้งหลายเคยกินงูมามาก ดูก่อน นายอาฬาระผู้เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ เราทั้งหลายจักทำ ตามคำของท่าน ดูก่อนท่านผู้เป็นบุตรของชาววิเทหะ แต่ว่าท่านจงเป็นมิตรของเราทั้งหลาย. ชนเหล่านั้นแก้นาคราชออกจากเครื่องผูก นาคราชได้พ้นจากเครื่องผูกซึ่งเขาร้อยไว้ที่จมูกกับบ่วงนั้น แล้วบ่ายหน้าตรงไปทิศปราจีน หลีกไปได้ครู่หนึ่ง. ครั้นบ่ายหน้าตรงไปทิศปราจีน ได้สักครู่หนึ่ง มีดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา เหลียวมาดูอาตมาภาพ อาตมาภาพได้ตามไปข้างหลังของนาคราชในคราวนั้น ประคองอัญชลีทั้ง ๑๐ นิ้ว เตือนว่า ท่านจงรีบไปเสียโดยเร็ว ขอพวกศัตรูอย่าจับได้ อีกเลย เพราะว่าการสมาคมกับพวกพรานบ่อย ๆ เป็น ทุกข์ ท่านจงไปสถานที่ ๆ พวกบุตรนายพรานจะไม่ เห็น. นาคราชนั้นได้ไปสู่ห้วงน้ำใส มีสีเขียว น่ารื่นรมย์ มีท่าราบเรียบปกคลุมไปด้วยไม้หว้าและย่างทราย เป็นผู้ปลอดภัย มีปีติ เข้าไปยังนาคพิภพ. ดูก่อนพระจอมประชานิกร นาคราชนั้นครั้น เข้าไปสู่นาคพิภพแล้ว ไม่ช้าก็มีบริวารทิพย์มาปรากฏ แก่อาตมาภาพ บำรุงอาตมาภาพเหมือนบุตรบำรุงบิดา ฉะนั้น พูดจารื่นหู จับใจว่า ท่านอาฬาระ ท่านเป็นเหมือนมารดาบิดาของ ข้าพเจ้า เป็นดังดวงใจ เป็นผู้ให้ชีวิต เป็นสหาย ข้าพเจ้าจึงกลับได้อิทธิฤทธิ์ของตน ข้าแต่ท่านอาฬาระ ขอเชิญท่านไปเยี่ยมนาคพิภพของข้าพเจ้า ซึ่งมีภักษา หารมาก มีข้าวและน้ำมากมาย ดังเทพนครของท้าววาสวะ ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิมานํ ความว่า อาตมาภาพเห็นวิมานกาญจนมณี เพรียบพร้อมด้วยนาฏกิตถีสมบัติร้อยเศษของพญาสังขปาลนาคราช. บทว่า ปุญฺานํ ความว่า ครั้นเห็นมหาวิบากแห่งบุญที่นาคราชนั้นมาข้าพเจ้าจึงออกบวชด้วยศรัทธาอันเป็นไป เพราะเชื่อกรรม เชื่อผลแห่งกรรมและเชื่อปรโลก.

บทว่า น กามกามา ความว่า ราชาตรัสว่า บรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่พูดเท็จ เพราะวัตถุกามบ้าง เพราะกลัวบ้าง เพราะโทสะบ้าง. บทว่าชายิหีติ ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความเลื่อมใส โสมนัส จักเกิดแก่ข้าพเจ้าบ้าง เพราะได้ฟังถ้อยคำของท่าน.

บทว่า วาณิชฺชํ ความว่า ดาบสทูลว่า เมื่ออาตมาภาพเดินทางไปด้วยคิดว่าจักทำการค้าขาย. บทว่า ปเถ อทฺทสาสิมฺหิ ความว่า อาตมานั่งไปบทยานน้อยข้างหน้าเกวียน ๕๐๐ เล่ม ได้เห็นมนุษย์ชาวชนบทในหนทางใหญ่. บทว่า ปวฑฺฒกายํ ความว่า ผู้มีร่างกายอ้วนพี. บทว่า อาทายความว่า หาบไปด้วยคานแปดอัน.

บทว่า อวจสฺมิ แปลว่า ได้กล่าวแล้ว. บทว่า ภีมกาโย แปลว่าผู้มีร่างกายอันน่ากลัว. อาฬารกุฏุมพี ร้องเรียกบุตรนายพราน ด้วยถ้อยคำที่น่ารักว่า " พ่อบุตรพรานไพร ". พวกบุตรนายพราน พากันกล่าวตอบอาฬารกุฏุมพีว่า " แน่ะเจ้าลูกชาววิเทหะ " ดังนี้ เพราะความที่อาฬารกุฎุมพีอยู่ในวิเทหรัฐ.

บทว่า วิโกฏยิตฺวา ได้แก่ สับ (หรือตัด). บทว่า มยญฺหิ โว สตฺตโว ความว่า ก็พวกเราเป็นศัตรูของนาคทั้งหลาย. บทว่า โภชนตฺถํ ความว่า เพื่อจะบริโภค. บทว่า มิตฺตญฺจ โน โหหิ ความว่า ขอท่านจงเป็นมิตรของพวกเรา รู้คุณที่พวกเรากระทำแล้ว. บทว่า ตทสฺสุ เต ความว่าดูก่อนมหาราชเจ้า ครั้นบุตรนายพรานเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว อาตมาภาพได้ให้โคมีกำลัง ๑๖ ตัว เครื่องนุ่งห่ม ทรัพย์คนละร้อย ๆ ทองคำหนึ่งมาสกแก่บุตรนายพรานเหล่านั้น และผ้ากับเครื่องประดับแก่ภรรยาทั้งหลาย ของบุตรนายพรานเหล่านั้น.

ลำดับนั้น บุตรนายพรานเหล่านั้นให้พญาสังขปาลนาคราชนอนลงบนภาคพื้น เพราะความกักขฬะของตน พากันเอาเถาหวายดำซึ่งพราวไปด้วยหนามเกี่ยว เริ่มฉุดลากปลายหางมา ที่นั้นอาตมาภาพเห็นนาคราชลำบาก เมื่อจะไม่ให้ลำบาก จึงเอาดาบตัดเถาวัลย์เหล่านั้นค่อย ๆ นำออกมิให้ลำบาก โดยทำนองที่เด็ก ๆ คลายเกลียวจากผ้าโพกที่มุมในเวลานั้น บุตรนายพรานเหล่านั้นสอดเครื่องผูกผ่านช่องจมูก แล้วร้อยเข้าในบ่วง เพราะฉะนั้น จึงพากันแก้พญานาคจากเครื่องผูกนั้น. ดาบสหมายความว่า นำเชือกนั้นออกจากจมูกของนาคราชนั้น พร้อมกับบ่วง. บุตรนายพรานเหล่านั้น ครั้นปล่อยนาคราชอย่างนี้แล้ว เดินไปได้หน่อยหนึ่ง ก็พากันแอบเสียด้วยคิดว่า นาคนี้ทุรพลภาพในเวลามันตายแล้ว เราจักหามเอาไป.

บทว่า ปุณฺเณหิ ความว่า ฝ่ายนาคราชนั้น บ่ายหน้าสู่ทิศปราจีนไปได้หน่อยหนึ่ง มีดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา มองดูอาตมาภาพ. บทว่า ตทสฺสาหํ ตัดบทออกเป็น ตทา อสฺส อหํ ความว่า ครั้งนั้นอาตมาภาพตามหลังนาคราชไป.

บทว่า คจฺเฉว ความว่า อาฬารดาบสกล่าวว่า อาตมาได้กล่าวอย่างนี้กะพญานาคราชนั้น. บทว่า รหทํ ความว่า นาคราชนั้นได้ไปสู่ห้วงน้ำกัณณเวณณานที. บทว่า สมฺโมนตํ ความว่า อันโน้มน้อมไปด้วยต้นชมพู่และต้นอโศก ที่ฝั่งทั้งสอง. บทว่า นิตฺติณฺณภโย ปตีโต ความว่า ได้ยินว่านาคราชนั้นกำลังดูห้วงน้ำอยู่ ได้แสดงความเคารพแต่อาฬารกุฏุมพี โผขึ้นมาจนกระทั่งถึงหาง. สถานที่ซึ่งพญานาคนั้นดำไปๆในน้ำนั่นเอง เป็นที่ปลอดภัยเพราะเหตุนั้น นาคราชนั้นจึงเป็นผู้ปลอดภัย พ้นภัย ได้ความร่าเริงยินดีเข้าไป.

บทว่า ปวิสฺส ความว่า ครั้นเข้าไปแล้ว. บทว่า ทิพฺเพน เมความว่า มิได้ถึงความประมาทในนาคพิภพ เมื่ออาตมาภาพยังไม่เลยฝั่งกัณณเวณณานทีไป พญานาคราชได้มาปรากฏข้างหน้าอาตมาภาพ พร้อมด้วยทิพยบริวาร. บทว่า อุปฏฺหิ แปลว่า เข้ามาใกล้.

บทว่า อพฺภนฺตโร ความว่า ท่านเป็นเช่นกับเนื้อหัวใจ. ท่านมีอุปการคุณแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจักทำสักการะแก่ท่าน. บทว่า ปสฺส เม นิเวสนานิ ความว่า เชิญท่านไปชมนาคพิภพของข้าพเจ้า. บทว่า มสกฺกสารํ วิย ความว่า ขุนเขาสิเนรุบรรพต ท่านเรียกว่า มสักกสาระเพราะมีแก่นเป็นแท่งทึบ โดยหาความยุบถอน ย่อหย่อนมิได้ นาคราชหมายเอาดาวดึงส์พิภพ อันตนสร้างไว้ในนาคพิภพนั่นเอง จึงกล่าวข้อนี้.

ตอนที่ ๑ / ๓ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๖๖๙–๖๙๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จัตตาฬีสนิบาตชาดก · ๒๓๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๔. สังขปาลชาดก (๕๒๔)

ว่าด้วยสังขปาลนาคราช

(พระเจ้ากรุงพาราณสีตรัสว่า)

[๑๔๓]

ท่านมีลักษณะคล้ายพระอริยะ มีดวงตาแจ่มใส

เห็นจะเป็นคนบวชออกจากสกุล

ไฉนหนอท่านผู้มีปัญญาจึงสละทรัพย์และโภคะ

ออกจากเรือนบวชเสียเล่า

(อาฬารดาบสกราบทูลว่า)

[๑๔๔]

ขอถวายพระพรมหาบพิตรผู้เป็นเทพแห่งนรชน

อาตมาได้เห็นวิมานของพญาสังขปาลนาคราช

ผู้มีอานุภาพมากด้วยตนเอง

ครั้นเห็นแล้ว จึงได้บวช

เพราะเชื่อวิบากอันยิ่งใหญ่แห่งบุญทั้งหลาย

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๔๕]

บรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่กล่าวคำเท็จ

เพราะความรัก เพราะความชัง เพราะความกลัว

พระคุณเจ้า โยมถามแล้ว

ขอพระคุณเจ้าโปรดบอกเนื้อความนั้นแก่โยมเถิด

เพราะได้ฟัง ความเลื่อมใสจักเกิดขึ้นแก่โยมบ้าง

(อาฬารดาบสกราบทูลว่า)

[๑๔๖]

ขอถวายพระพรมหาบพิตรผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้น

อาตมาเมื่อเดินทางไปค้าขายได้เห็นพวกบุตรของนายพราน

พากันหามพญานาคตัวมีร่างกายอ้วนพีใหญ่โตร่าเริงเดินไปในหนทาง

[๑๔๗]

ขอถวายพระพรพระองค์ผู้จอมชน อาตมานั้น

ได้มาประจวบเข้ากับเขาเหล่านั้น ก็เกิดกลัวจนขนพองสยองเกล้า

จึงได้ถามขึ้นว่า พ่อบุตรนายพรานทั้งหลาย พวกท่านจะนำนาค

ซึ่งมีร่างกายน่ากลัวตัวนี้ไปไหน จะทำอะไรกับนาคตัวนี้

(พวกเขาตอบว่า)

[๑๔๘]

วิเทหบุตร พวกเราจะนำนาคตัวนี้ไปเพื่อบริโภค

นาคตัวนี้มีร่างกายอ้วนพีใหญ่โต เนื้อของมันมาก

อ่อนนุ่ม และอร่อย ท่านยังมิได้รู้รสเนื้อมัน

[๑๔๙]

พวกเราจากที่นี่ไปถึงที่อยู่ของตนแล้ว

จะเอามีดสับกินเนื้อกันให้สำราญ

เพราะว่าพวกเราเป็นศัตรูของนาคทั้งหลาย

(อาตมาจึงพูดว่า)

[๑๕๐]

ถ้าพวกท่านจะนำนาค

ซึ่งมีร่างกายอ้วนพีใหญ่โตตัวนี้ไปเพื่อจะบริโภคไซร้

ข้าพเจ้าจะให้โคผู้ซึ่งมีกำลังแข็งแรงแก่พวกท่าน ๑๖ ตัว

ขอพวกท่านจงปล่อยนาคตัวนี้จากเครื่องพันธนาการเถิด

(พวกเขาตอบว่า)

[๑๕๑]

ความจริง นาคนี้เป็นอาหารที่ชอบใจของพวกเราอย่างแท้จริง

และพวกเราก็เคยกินนาคมามาก

แต่พวกเราจะทำตามคำของท่าน นายอาฬารวิเทหบุตร

และขอท่านจงเป็นมิตรของพวกเราด้วยนะ

[๑๕๒]

บุตรนายพรานเหล่านั้นจึงแก้นาคราชตัวนั้น

ออกจากเครื่องพันธนาการซึ่งสอดเข้าทางจมูกร้อยไว้ในบ่วง

นาคราชตัวนั้นพ้นจากเครื่องผูกแล้ว

ครู่หนึ่งจึงบ่ายหน้าสู่ทิศปราจีนหลีกไป

[๑๕๓]

ครั้นบ่ายหน้าสู่ทิศปราจีนไปได้ครู่หนึ่ง ได้เหลียวกลับมา

มองดูอาตมาด้วยดวงตาทั้ง ๒ ที่นองไปด้วยน้ำตา

ในคราวนั้น อาตมาได้ประคองอัญชลีทั้ง ๑๐ นิ้ว

เดินตามไปข้างหลัง กล่าวเตือนว่า

[๑๕๔]

ท่านจงรีบด่วนไปโดยเร็วเถิด ขอศัตรูอย่าจับท่านได้อีกเลย

เพราะการสมาคมกับพวกพรานอีกเป็นทุกข์

ท่านจงไปยังสถานที่ที่พวกบุตรนายพรานไม่เห็นเถิด

[๑๕๕]

นาคราชนั้นได้ไปสู่ห้วงน้ำใส สีเขียวครามโอภาส

มีท่าอันงดงาม น่ารื่นรมย์ใจ

ปกคลุมไปด้วยหมู่ต้นหว้าและต้นอโศก

เป็นผู้ปลอดภัย เบิกบานใจ ได้เข้าไปสู่นาคพิภพ

[๑๕๖]

มหาบพิตรผู้จอมชน นาคราชนั้น

ครั้นเข้าไปยังนาคพิภพนั้นได้ไม่นาน

ได้มาปรากฏแก่อาตมาพร้อมด้วยบริวารเป็นทิพย์

บำรุงอาตมาเหมือนบุตรบำรุงบิดา

กล่าวถ้อยคำอันจับใจสบายหูว่า

(พญานาคสังขปาละกล่าวว่า)

[๑๕๗]

ท่านอาฬาระ ท่านเป็นมารดาบิดาของข้าพเจ้า

เป็นดังดวงใจ เป็นผู้ให้ชีวิต เป็นสหาย

ข้าพเจ้าจึงได้อิทธิฤทธิ์ของตนคืนมา

ขอเชิญท่านไปเยี่ยมที่อยู่ของข้าพเจ้า

ซึ่งมีอาหารเพียงพอ มีข้าวและน้ำมากมาย

ดุจขุนเขาสิเนรุพิภพของท้าววาสวะ

(พญานาคสังขปาละกล่าวว่า)

[๑๕๘]

นาคพิภพนั้นประกอบไปด้วยภูมิภาค

ภาคพื้นที่ไม่มีก้อนกรวด อ่อนนุ่มและงดงาม

มีหญ้าเตี้ยๆ ปราศจากฝุ่นละออง น่าเลื่อมใส

เป็นสถานที่ระงับความเศร้าโศกของผู้ที่เข้าไป

[๑๕๙]

มีสระโบกขรณีที่ไม่อากูล สีเขียวครามเพราะแก้วไพฑูรย์

มีสวนมะม่วงที่น่ารื่นรมย์ยิ่งนักทั้ง ๔ ทิศ

ติดผลอยู่เป็นนิตย์ตลอดฤดูกาล มีทั้งผลสุก ผลห่าม และผลอ่อน

(อาฬารดาบสกราบทูลว่า)

[๑๖๐]

ขอถวายพระพร นรเทพมหาบพิตร ณ ท่ามกลาง

สวนมะม่วงทั้ง ๔ ทิศ มีนิเวศน์เลื่อมปภัสสรสร้างด้วยทองคำ

[๑๖๑]

ณ นิเวศน์นั้น มีเรือนยอดและห้องโอฬาร

สร้างด้วยแก้วมณีและทองคำ วิจิตรด้วยศิลปะอเนกประการ

ซึ่งเนรมิตไว้ดีแล้วติดต่อกัน เต็มไปด้วยนางนาคกัญญาทั้งหลาย

ผู้ประดับตบแต่งร่างกายล้วนสวมใส่สายสร้อยทองคำ มหาบพิตร

[๑๖๒]

สังขปาลนาคราชผู้มีผิวพรรณไม่ทรามนั้น รีบขึ้นสู่ปราสาท

ซึ่งมีอานุภาพนับไม่ได้ มีเสา ๑,๐๐๐ ต้น

อันเป็นสถานที่อยู่ของภรรยาผู้เป็นมเหสีของเขา

[๑๖๓]

และนารีนางหนึ่งไม่ต้องเตือน

รีบนำอาสนะอันสำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์ มีค่ามากงดงาม

ประกอบด้วยแก้วมณีชั้นดีมีราคามาปูลาด

[๑๖๔]

ลำดับนั้น นาคราชจูงมืออาตมาให้นั่ง

ณ อาสนะอันเป็นประธานโดยกล่าวว่า

นี้อาสนะ ท่านผู้เจริญโปรดนั่ง ณ อาสนะนี้เถิด

เพราะบรรดาท่านผู้เป็นที่เคารพทั้งหลายของข้าพเจ้า

ท่านผู้เจริญก็เป็นคนหนึ่ง

[๑๖๕]

ขอถวายพระพร พระองค์ผู้จอมชน

และนารีอีกนางหนึ่งรีบนำน้ำเข้ามาล้างเท้าอาตมา

เหมือนภรรยาล้างเท้าภัสดาสามีสุดที่รัก

[๑๖๖]

และนารีอื่นอีกนางหนึ่งรีบประคองถาดทองคำ

น้อมนำภัตตาหารที่น่าพอใจ มีแกงหลายชนิด

มีกับหลายอย่างเข้ามา

[๑๖๗]

ภารตะมหาบพิตรพระองค์ นารีเหล่านั้นรู้ใจภัสดา

บำเรออาตมาผู้บริโภคเสร็จแล้วด้วยดนตรีทั้งหลาย

ยิ่งไปกว่านั้น นาคราชเข้าไปหาอาตมา

พร้อมด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์

อันโอฬารมิใช่น้อย กล่าวว่า

[๑๖๘]

ท่านอาฬาระ ภรรยาของข้าพเจ้าทั้ง ๓๐๐ นางเหล่านี้

ล้วนเอวบางร่างน้อย มีผิวพรรณดังกลีบปทุม

ท่านอาฬาระ นางเหล่านี้พึงบำเรอกามแก่ท่าน

ขอท่านโปรดให้นางเหล่านั้นบำเรอท่านเถิด

(อาฬารดาบสกราบทูลต่อไปว่า)

[๑๖๙]

อาตมาได้เสวยกามรสอันเป็นทิพย์อยู่ ๑ ปี

คราวนั้น จึงได้ถามยิ่งขึ้นไปว่า นาคสมบัตินี้

ท่านได้เพราะทำกรรมอะไร ได้อย่างไร

ไฉนท่านจึงได้ครอบครองวิมานอันประเสริฐ

[๑๗๐]

ท่านได้โดยไม่มีเหตุ หรือเกิดเพราะใครน้อมมาเพื่อท่าน

ท่านทำเอง หรือเทวดาทั้งหลายให้

ข้าพเจ้าถามเนื้อความนั้นกับท่านนาคราช

ไฉนท่านจึงได้ครอบครองวิมานอันประเสริฐ

(พญานาคสังขปาละตอบว่า)

[๑๗๑]

วิมานนี้ข้าพเจ้าได้มาโดยไม่มีเหตุหามิได้

เกิดเพราะใครน้อมมาเพื่อข้าพเจ้าก็หาไม่

ข้าพเจ้าทำเองก็หาไม่

แม้เทวดาทั้งหลายก็มิได้มอบให้

แต่ข้าพเจ้าได้เพราะบุญกรรมซึ่งมิใช่บาปของตน

(อาฬารดาบสถามว่า)

[๑๗๒]

วัตรของท่านเป็นอย่างไร

อนึ่ง พรหมจรรย์ของท่านเป็นอย่างไร

นี้เป็นผลแห่งวัตรและพรหมจรรย์ที่ท่านประพฤติดีแล้วอย่างไร

นาคราช ขอท่านโปรดบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิดว่า

ท่านได้วิมานนี้อย่างไรหนอ

(พญานาคสังขปาละตอบว่า)

[๑๗๓]

ข้าพเจ้านั้นได้เป็นพระราชา ผู้เป็นใหญ่กว่าชนชาวมคธ

มีนามว่า ทุโยธนะ มีอานุภาพมาก

ได้เห็นชัดว่า ชีวิตมีเพียงนิดหน่อย ไม่เที่ยง

มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา

[๑๗๔]

ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ได้ให้ข้าวและน้ำ

เป็นทานอย่างไพบูลย์โดยเคารพ

พระราชวังของข้าพเจ้าในคราวนั้น เป็นดุจบ่อน้ำ

ทั้งสมณะและพราหมณ์จึงอิ่มหนำสำราญ

[๑๗๕]

ณ ที่พระราชวังนั้น ข้าพเจ้าได้ให้พวงดอกไม้

ของหอม เครื่องลูบไล้ ประทีป ยานพาหนะ

ที่พักอาศัย ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน

ข้าวและน้ำเป็นทานโดยเคารพ

[๑๗๖]

นั่นเป็นพรตและนั่นเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า

นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้นที่ข้าพเจ้าประพฤติดีแล้ว

เพราะวิบากแห่งกรรมนั้นนั่นแล ข้าพเจ้าจึงได้วิมานนี้

ซึ่งมีอาหารเพียงพอ มีข้าวและน้ำมากมาย

และสมบูรณ์ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง

แต่วิมานนี้ไม่จีรังยั่งยืนและไม่เที่ยง

(อาฬารดาบสถามว่า)

[๑๗๗]

บุตรนายพรานทั้งหลาย ผู้มีอานุภาพน้อย ไม่มีเดช

ย่อมเบียดเบียนท่านผู้มีอานุภาพมาก มีเดชได้

เพราะเหตุไร ท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยเหตุอะไร

ท่านจึงได้ตกอยู่ในเงื้อมมือของบุตรนายพรานได้

[๑๗๘]

มหันตภัยตามมาถึงท่านหรือหนอ

หรือว่าพิษแล่นไปไม่ถึงรากเขี้ยวของท่าน

ท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยเหตุอะไรแลหรือ

ท่านจึงถึงความทุกข์ในสำนักของพวกบุตรนายพราน

(พญานาคสังขปาละตอบว่า)

[๑๗๙]

มหันตภัยตามมาถึงข้าพเจ้าก็หาไม่

พิษของข้าพเจ้าพวกบุตรนายพรานเหล่านั้นก็ไม่อาจจะทำลายได้

แต่ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายที่ท่านประกาศไว้ดีแล้ว

ยากที่จะล่วงได้ดุจเขตแดนแห่งสมุทร

[๑๘๐]

ท่านอาฬาระ วัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ

ข้าพเจ้าเข้าจำอุโบสถอยู่เป็นนิตย์ คราวนั้น

พวกบุตรนายพราน ๑๖ คนถือเชือกและบ่วงอันมั่นคงมา

[๑๘๑]

พวกพรานช่วยกันเจาะจมูกแล้วร้อยเชือก

แล้วช่วยกันหามนำข้าพเจ้าไป

ข้าพเจ้าอดกลั้นความทุกข์เช่นนั้น มิได้ทำให้อุโบสถกำเริบ

(อาฬารดาบสถามว่า)

[๑๘๒]

พวกบุตรนายพรานได้เห็นท่าน

ผู้สมบูรณ์ด้วยพลังและผิวพรรณที่หนทางที่เดินได้คนเดียว

นาคราช ก็ท่านเป็นผู้เจริญแล้วด้วยสิริและปัญญา

ยังบำเพ็ญตบะอยู่เพื่อประโยชน์อะไร

(พญานาคสังขปาละตอบว่า)

[๑๘๓]

ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าบำเพ็ญตบะ

เพราะเหตุแห่งบุตร เพราะเหตุแห่งทรัพย์สมบัติ

หรือแม้เพราะเหตุแห่งอายุก็หาไม่

แต่เพราะข้าพเจ้าปรารถนากำเนิดแห่งมนุษย์

เพราะเหตุนั้น จึงบากบั่นบำเพ็ญตบะ

(อาฬารดาบสถามว่า)

[๑๘๔]

ท่านมีนัยน์ตาแดง มีรัศมีรุ่งเรือง ประดับตบแต่งร่างกาย

ตัดผมและโกนหนวดเรียบร้อย

ลูบไล้ผิวพรรณด้วยดีด้วยจันทน์แดง

ส่องสว่างไปทั่วทิศ ดุจราชาแห่งคนธรรพ์

[๑๘๕]

ท่านเป็นผู้บรรลุเทวฤทธิ์แล้ว มีอานุภาพมาก

พรั่งพร้อมด้วยกามคุณทุกอย่าง

นาคราช ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กับท่านว่า

มนุษยโลกประเสริฐกว่านาคพิภพนี้ เพราะเหตุไร

(พญานาคสังขปาละตอบว่า)

[๑๘๖]

ท่านอาฬาระ นอกจากมนุษยโลกแล้ว

ความบริสุทธิ์หรือความสำรวมไม่มี

ก็ข้าพเจ้าได้กำเนิดมนุษย์แล้ว

จักกระทำที่สุดแห่งชาติและมรณะ

(อาฬารดาบสกล่าวว่า)

[๑๘๗]

เป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในสำนักของท่าน

ได้รับการบำรุงด้วยข้าวและน้ำ ท่านนาคินทร์ผู้ประเสริฐ

ข้าพเจ้าจากมนุษยโลกมานาน จะขอลาท่านไป

(พญานาคสังขปาละถามว่า)

[๑๘๘]

บุตร ภรรยา และชนที่ข้าพเจ้าชุบเลี้ยง

ซึ่งข้าพเจ้าพร่ำสอนเป็นนิตย์ว่า พึงบำรุงท่าน

ไม่มีใครสักคนสาปแช่งท่านแลหรือ ท่านอาฬาระ

ก็การได้พบเห็นท่านนับว่าเป็นที่พอใจของข้าพเจ้า

(อาฬารดาบสตอบว่า)

[๑๘๙]

บุตรสุดที่รักพึงได้รับการปฏิบัติ

อยู่ในเรือนมารดาบิดาแม้โดยประการใด

ท่านก็ปฏิบัติข้าพเจ้าในที่นี้แล ประเสริฐกว่าแม้โดยประการนั้น

เพราะจิตของท่านเลื่อมใสในข้าพเจ้า นาคราช

(พญานาคสังขปาละกล่าวว่า)

[๑๙๐]

แก้วมณีสีแดง ซึ่งนำทรัพย์มาให้ได้ของข้าพเจ้ามีอยู่

ท่านจงถือเอาแก้วมณีอันโอฬารไปยังที่อยู่ของตน

ครั้นได้ทรัพย์แล้ว จงเก็บแก้วมณีไว้

(อาฬารดาบสกล่าว ๒ คาถาว่า)

[๑๙๑]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร กามทั้งหลายแม้เป็นของมนุษย์

อาตมาก็ได้เห็นแล้ว เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

เพราะเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย อาตมาจึงบวชด้วยศรัทธา

[๑๙๒]

ทั้งคนหนุ่มทั้งคนแก่

ย่อมมีกายแตกทำลายไป เหมือนผลไม้หล่นจากต้น

มหาบพิตร อาตมาเห็นข้อปฏิบัติอันไม่ผิดแม้นี้ว่า

ความเป็นสมณะนั่นแลประเสริฐ จึงได้บวช

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๙๓]

ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต

คิดเหตุการณ์ได้เป็นอันมาก ชนเหล่านั้นควรคบโดยแท้

พระคุณเจ้าอาฬาระ โยมได้ฟังเรื่องของนาคราช

และของพระคุณเจ้าแล้ว จักทำบุญให้มาก

(อาฬารดาบสกล่าวว่า)

[๑๙๔]

ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต

คิดเหตุการณ์ได้เป็นอันมาก ชนเหล่านั้นควรคบโดยแท้

ขอเดชะพระราชา พระองค์ทรงสดับเรื่องนาคราชและของอาตมาแล้ว

ขอจงทรงบำเพ็ญบุญให้มากเถิด

สังขปาลชาดกที่ ๔ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๒๓. อลัมพุสาชาดกชาดกถัดไป๕๒๕. จุลลสุตโสมชาดก