ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สังกิจจชาดก
ชาดกที่ ๕๓๐ · สัฏฐินิบาตชาดก

สังกิจจชาดก

ว่าด้วยสังกิจจฤาษีแสดงธรรมและอธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัตต์

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๙๐ · บรรทัด ๕๙๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสังกิจจชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๔

เรื่องเล่า

ขอถวายพระพร ธรรมเป็นทางถูก ส่วนอธรรม เป็นทางผิด อธรรมย่อมนำไปสู่นรก ธรรมย่อมส่งให้ ถึงสุคติ นรชนผู้ประพฤติอธรรม มีความเป็นอยู่ไม่ สม่ำเสมอ ละโลกนี้ไปแล้วย่อมไปสู่คติใด อาตมภาพ จะกล่าวคติคือนรกเหล่านั้น ขอพระองค์ทรงสดับคำ ของอาตมภาพเถิด. นรก ๘ ขุมเหล่านี้ คือ สัญชีวนรก ๑ กาฬสุตตนรก ๑ สังฆาฏนรก ๑ โรรุวนรก ๑ มหา โรรุวนรก ๑ ต่อมาก็ถึงมหาอเวจีนรก ๑ ตาปนนรก ๑ ปตาปนนรก ๑ อันบัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้แล้ว ก้าวล่วงได้ยาก เกลื่อนกล่นไปด้วยเหล่าสัตว์ ผู้มี กรรมหยาบช้า ก็เฉพาะนรกขุมหนึ่ง ๆ มีอุสสทนรก ๑๖ ขุม เป็นที่ทำบุคคลผู้กระด้างให้เร่าร้อนน่ากลัว มีเปลวเพลิงรุ่งโรจน์ มีภัยใหญ่ ขนลุกขนพองน่าสะพรึงกลัว มีภัยรอบข้าง เป็นทุกข์ มี ๔ มุม ๔ ประตู จัดแบ่งไว้เป็นส่วน ๆ มีกำแพงเหล็กกั้น โดยรอบ มีฝาเหล็กครอบ ภาคพื้นของนรกเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นเหล็กแดงลุกโพลง ประกอบด้วยเปลวไฟ ลุกแผ่ไปตลอดที่ ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ ตั้งอยู่ทุกเมื่อ. สัตว์ทั้งหลายมีเท้าในเบื้องบน มีศีรษะในเบื้องต่ำ ตกลงไปในนรกนั้น สัตว์เหล่าใดกล่าวล่วงเกินฤๅษี ทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ผู้มีตบะ สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความ เจริญอันขจัดแล้ว ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรก เหมือน ปลาที่ถูกเฉือนให้เป็นส่วน ๆ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีปกติกระทำกรรมอันหยาบช้า มีตัวถูกไฟไหม้ทั้ง ข้างในข้างนอกเป็นนิตย์ แสวงหาประตูออกจากนรก ก็ไม่พบประตูที่จะออก ตลอดปีนับไม่ถ้วน สัตว์เหล่า นั้นวิ่งไปทางประตูด้านหน้า จากประตูด้านหน้าวิ่ง กลับมาทางประตูด้านหลัง วิ่งไปทางประตูด้านซ้าย จากประตูด้านซ้าย วิ่งกลับมาทางประตูด้านขวา วิ่ง ไปถึงประตูใด ๆ ประตูนั้นก็ปิดเสีย สัตว์ทั้งหลายผู้ ไปสู่นรก ย่อมประคองแขนคร่ำครวญเสวยทุกข์มิใช่ น้อย นับเป็นหลาย ๆ พันปี เพราะเหตุนั้น บุคคล ไม่ควรรุกรานท่านที่เป็นคนดี ผู้สำรวม มีตบธรรม ซึ่งเป็นดุจอสรพิษมีเดชกำเริบร้ายล่วงได้ยา ฉะนั้น. พระเจ้าอัชชุนะ ผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้นเกตกถะ มีพระกายกำยำ เป็นนายขมังธนู มีพระหัตถ์ตั้งพัน มี มูลอันขาดแล้ว เพราะประทุษร้ายพระฤๅษีโคตมโคตร ฝ่ายพระเจ้าทัณฑกีได้เอาธุลีโปรยลงรดกีสวัจฉฤาษี ผู้ หาธุลีมิได้ พระราชาพระองค์นั้น ถึงแล้วซึ่งความ พินาศ ดุจต้นตาลขาดแล้วจากราก ฉะนั้น พระเจ้า เมชฌะคิดประทุษร้าย ในมาตังคฤาษีผู้เรืองยศ รัฐมณฑลของพระเจ้าเมชฌะ พร้อมด้วยบริษัทก็สูญ สิ้นไปในครั้งนั้น ชาวเมืองอันธกวินทัย ประทุษร้าย กัณหทีปายนฤาษี โดยช่วยกันเอาไม้พลองรุมตีจนตาย ไปเกิดในยมสาธนนรก ส่วนพระเจ้าเจติยราชนี้ ได้ ประทุษร้ายกปิลดาบส แต่ก่อนเคยเหาะเหินเดินอากาศ ได้ ภายหลังเสื่อมสิ้นฤทธ์ ถูกแผ่นดินสูบ ถึงมรณกาล เพราะเหตุนั้นแล บัณฑิตทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญการ ลุอำนาจแห่งฉันทาคติเป็นต้น บุคคลไม่ควรเป็นผู้มีจิต ประทุษร้าย พึงกล่าววาจาอันประกอบด้วยสัจจะ ถ้าว่า นรชนผู้ใดมีใจประทุษร้าย เพ่งเล็งท่านผู้รู้ ผู้ถึงพร้อม ด้วยวิชชาและจรณะ นรชนผู้นั้น ย่อมไปสู่นรกเบื้องต่ำ. ชนเหล่าใดพยายามกล่าววาจาหยาบคาย บริภาษ บุคคลผู้เจริญทั้งหลาย ชนเหล่านั้น ไม่ใช่เหล่ากอ ไม่ใช่ทายาท เป็นเหมือนต้นตาลมีรากอันขาดแล้ว อนึ่ง ผู้ใดฆ่าบรรพชิตผู้ทำกิจเสร็จแล้ว ผู้แสวงหาคุณ อันยิ่งใหญ่ ผู้นั้นจะต้องหมกไหม้อยู่ในกาฬสุตตนรก ตลอดกาลนาน. อนึ่ง พระราชาพระองค์ใด ตั้งอยู่ในอธรรม กำจัดชาวแว่นแคว้น ทำชาวชนบทให้เดือดร้อนสิ้น พระชนม์ไปแล้ว จะต้องหมกไหม้อยู่ในตาปนนรก ในโลกหน้า และพระราชาพระองค์นั้น จะต้องหมกไหม้อยู่ตลอดแสนปีทิพย์ อันกองเพลิงห้อมล้อมเสวย ทุกขเวทนา เปลวไฟมีรัศมีซ่านออกจากกายของสัตว์ นั้น สรรพางค์กายพร้อมทั้งปลายขนและเล็บของสัตว์ ผู้มีไฟเป็นภักษา มีเปลวไฟเป็นอันเดียวกัน สัตว์นรก มีตัวถูกไฟไหม้ ทั้งข้างในและข้างนอกอยู่เป็นนิตย์ เป็นผู้อันทุกข์เบียดเบียน ร้องไห้คร่ำครวญอยู่เหมือน ช้างลูกนายหัตถาจารย์แทงด้วยขอ ฉะนั้น. ผู้ใดเป็นคนต่ำช้า ฆ่าบิดาเพราะความโลภหรือ เพราะความโกรธผู้นั้นต้องหมกไหม้อยู่ในกาฬสุตตนรก สิ้นกาลนาน บุคคลผู้ฆ่าบิดาเช่นนั้น ต้องหมกไหม้อยู่ใน โลหกุมภีนรก นายนิรยบาลทั้งหลายเอาหอกแทงสัตว์ นรกนั้นผู้ถูกไฟไหม้อยู่จนไม่มีหนัง ทำให้ตาบอด ให้ กินมูตรกินคูถ กดสัตว์นรกเช่นนั้น ให้จมลงในน้ำแสบ นายนิรยบาลทั้งหลายให้สัตว์ นรกกินก้อนคูถที่ร้อนจัด และก้อนเหล็กแดงอันลุกโพลง ให้ถือผาลทั้งยาวทั้งร้อนสิ้นกาลนาน งัดปากให้อ้าแล้วเอาเชือกผูกไว้ ยัดก้อนเหล็กแดงเข้าไปในปาก ฝูงสุนัขแดง ฝูงสุนัข ด่าง ฝูงแร้ง ฝูงกา และฝูงนกตระกรุม ล้วนมีปาก เป็นเหล็ก ต่างมารุมจิกกัดลิ้นให้ขาดแล้ว กินลิ้นอัน มีเลือดไหล เหมือนก็ของอันเป็นเดนเต็มไปด้วย เลือด ฉะนั้น นายนิรยบาลเที่ยวเดินทุบตีสัตว์นรกผู้ฆ่า บิดานั้น ซึ่งมีร่างกายอันแตกไปทั่ว เหมือนผลตาลที่ ถูกไฟไหม้ จริงอยู่ ความยินดีของนายนิรยบาลเหล่านั้น เป็นการเล่นสนุก แต่สัตว์นรกต้องได้รับทุกข์ คนผู้ ฆ่าบิดาเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ ต้องอยู่ในนรก เช่นนั้น. ก็บุตรฆ่ามารดาจากโลก นี้แล้ว ต้องไปสู่ที่อยู่ แต่งพระยายม ย่อมเข้าถึงความทุกข์อย่างยิ่ง ด้วยผล แห่งกรรมของตน พวกนายนิรยบาลที่ร้ายกาจ ย่อม บีบคั้นสัตว์ผู้ฆ่ามารดา ด้วยผาลเหล็กแดงบ่อย ๆ ให้ สัตว์นรกดื่มกินโลหิตที่เกิดแต่ตน อันไหลออกจาก กายของตน ร้อนดุจทองแดงที่ละลายคว้างบนแผ่นดิน สัตว์นรกนั้นลงไปสู่ห้วงน้ำเช่นกับหนองและเลือด น่าเกลียดดังซากศพเน่า มีกลิ่นเหม็นดุจก้อนคูถ หมู่ หนอนในห้วงน้ำนั้น มีกายใหญ่ มีปากเป็นเหล็กแหลม ทำลายผิวหนัง ชอนไชไปในเนื้อและเลือด กัดกิน สัตว์นรกนั้น ก็สัตว์นั้นถึงนรกนั้นแล้ว จมลงไปประ มาณชั่วร้อยบุรุษ ศพเน่าเหม็นฟุ้งไปตลอดร้อยโยชน์ โดยรอบ จริงอยู่ แม้จักษุของตนผู้มีจักษุ ย่อมคร่ำคร่า เพราะกลิ่นนั้น ดูก่อนพระเจ้าพรหมทัต บุคคลผู้ฆ่า มารดา ย่อมได้รับทุกข์เห็นปานนี้. พวกหญิงผู้รีดลูกย่อมก้าวล่วงลำธารนรกอันคม แข็ง ที่ก้าวล่วงได้แสนยาก ดุจคมมีดโกน แล้ว ตกไปสู่แม่น้ำเวตรณีที่ไปได้ยาก ต้นงิ้วทั้งหลาย ล้วน แต่เป็นเหล็กมีหนาน ๑๖ องคุลี มีกิ่งห้อยย้อยปกคลุมแม่น้ำเวตรณี ที่ไปได้ยากทั้ง ๒ ฟาก สัตว์นรก เหล่านั้น มีตัวสูงโยชน์หนึ่งลูกไฟที่เกิดเองแผดเผา มีเปลวรุ่งเรืองยืนอยู่ ดุจกองไฟ ตั้งอยู่ที่ไกล ฉะนั้น. หญิงผู้ประพฤตินอกใจสามีก็ดี ชายที่คบหาภรรยาผู้อื่นก็ดี ต้องตกอยู่ในนรกอันเร่าร้อนมีหนามคม สัตว์นรกเหล่านั้น ลูกนายนิรยบาลทิ่มแทงด้วยอาวุธ กลับเอาศีรษะลง ลงมานอนอยู่ ถูกทิ่มแทงด้วย หลาวเป็นอันมาก ตื่นอยู่ตลอดกาลทุกเมื่อ ครั้นพอ รุ่งสว่าง นายนิรยบาล ก็ให้สัตว์นรกนั้นเข้าไปสู่ โลหกุมภีอันใหญ่ เปรียบดังภูเขามีน้ำเสมอด้วยไฟอัน ร้อน บุคคลผู้ทุศีล ถูกโมหะครอบงำ ย่อมเสวย กรรมของตน ที่ตนเองกระทำชั่วไว้ในปางก่อน ตลอด วันตลอดคืน ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง ภรรยาใดที่เขาช่วยมาด้วยทรัพย์ ย่อมดู หมิ่นสามี แม่ผัวพ่อผัว หรือพี่ผัวน้องผัว นายนิรยบาล เอาเบ็ดมีสายเกี่ยวปลายลิ้นของหญิงนั้นฉุดคร่า มา สัตว์นรกนั้นเห็นลิ้นของตนซึ่งยาวประมาณ ๑ วา เต็มไปด้วยหมู่หนอน ไม่อาจอ้อนวอนนายนิรยบาล ย่อมตายไปหมกไหม้ในตาปนนรก. พวกคนฆ่าแกะ ฆ่าสุกร ฆ่าปลาดักเนื้อ พวกโจร คนฆ่าโค พวกพราน พวกคนผู้กระทำคุณในเหตุมิใช่ คุณ (คนส่อเสียด) ลูกนายนิรยบาลเบียดเบียนด้วย หอกเหล็ก ฆ้อนเหล็ก ดาบและลูกศร พุ่งหัวให้ตก ลงสู่แม่น้ำแสบ คนทำคดีโกง ถูกนายนิรยบาลทุบตี ด้วยฆ้อนเหล็ก ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า แต่นั้น ย่อมกิน อาเจียนของสัตว์นรกเหล่าอื่น ผู้ได้รับความทุกข์ทุกๆ เมื่อ ฝูงกาบ้าน ฝูงสุนัข ฝูงแร้ง ฝูงกาป่า ล้วนมีปาก เหล็ก ต่างพากันรุมจิกกัดกินสัตว์นรก ผู้กระทำกรรม อันหยาบช้า ดิ้นรนอยู่ ชนเหล่าใดเป็นอสัตบุรุษ อัน ธุลีปกปิดให้เนื้อชนกันจนตายก็ดี ให้นกตีกันจนตาย ก็ดี ชนเหล่านั้น ต้องไปตกอุสสทนรก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม ปโถ ความว่า ธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ เป็นทางที่ดำเนินไปสู่สุคติ เป็นทางเกษม ไม่มีภัยเฉพาะหน้า. บทว่า วิสมชีวิใน คือ สำเร็จการเลี้ยงชีพโดยอธรรม. บทว่านิรเย ความว่า อาตมภาพจะกล่าวนรกที่บังเกิดแก่สัตว์เหล่านี้แด่พระองค์. บทว่า สุโณหิ เม ความว่า พระมหาสัตว์แม้ถูกพระราชาตรัสถามถึงนรกที่พวกชนผู้ฆ่าบิดาบังเกิดเกล้า ก็มิได้แสดงนรกนั้นก่อนแล้วจึงกล่าวอย่างนี้ เพื่อจะแสดงมหานรก ๘ ขุม และอุสสทนรก ๑๖ ขุม. ถามว่า เพราะเหตุไร ? แก้ว่าเพราะเมื่อพระมหาสัตว์แสดงถึงนรกที่ตรัสถามนั้นก่อน พระราชาพึงมีพระหฤทัยแตกสวรรคตเสียในที่นั้นเป็นแน่แท้ ก็พระราชาทอดพระเนตรเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้ไหม้อยู่ในนรกเหล่านี้ ย่อมจะถือเอาไว้เป็นตัวอย่าง ทรงมีอุปัตถัมภกกรรมอันเกิดพร้อมแล้ว ด้วยทรงเข้าพระทัยว่า แม้สัตว์เหล่าอื่นก็มีกรรมอันชั่วช้าเลวทรามมากเหมือนกับตัวเรา เราจักต้องหมกไหม้ในระหว่างแห่งนรกเหล่านี้ ดังนี้แล้ว ก็จักเป็นผู้หาพระโรคคือความกลัวมิได้ ก็เมื่อพระมหาสัตว์แสดงนรกเหล่านั้น ทำแผ่นดินให้แยกออกเป็น ๒ ภาค ด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ก่อนแล้ว จึงแสดงภายหลัง เนื้อความแห่งคำเหล่านั้น มีดังต่อไปนี้ สัตว์นรกทั้งหลาย อันนายนิรยบาลถืออาวุธต่าง ๆ อันลุกโพลงแล้ว ตัดให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ย่อมมีชีวิตอยู่บ่อย ๆ (คือตายแล้วก็เกิดมารับกรรมอีก) ในนรกนี้เหตุนั้น นรกนั้นจึงชื่อว่า สัญชีวะ. นายนิรยบาลทั้งหลาย พากันบันลือโห่ร้องติดกันไม่ขาดระยะ ถืออาวุธต่างชนิดที่ไฟลุกโพลง ติดตามไล่ฆ่าสัตว์นรกทั้งหลาย ผู้กำลังวิ่งหนีไป ๆ มา ๆ อยู่บนเหนือแผ่นดินโลหะอันลุกโพลงด้วยไฟ เมื่อสัตว์ล้มลงบนแผ่นดินที่ลุกเป็นไฟแล้ว จึงขึงสายบรรทัดอันลุกโชนด้วยไฟ แล้วถือขวานที่ไฟกำลังติด พากันโห่ร้องทำสัตว์นรกผู้คร่ำครวญอยู่ด้วยเสียงอันน่าเวทนาเป็นอย่างมากให้เป็น ๘ ส่วนบ้าง ๑๖ ส่วนบ้าง เป็นไปอยู่ในนรกนี้ เหตุนั้น นรกนั้นจึงชื่อว่า กาฬสุตตะ. ภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟทั้งหลายลูกใหญ่ ๆ หลายลูก กระทบสัตว์อยู่ในนรกนี้ เหตุนั้น นรกนั้น จึงชื่อว่าสังฆาฏะ ได้ยินว่า นายนิรยบาลทั้งหลาย ให้สัตว์นรกะข้าไปในแผ่นดินเหล็กที่ลุกโพลง ได้ ๙ โยชน์เพียงเอว แล้วกระทำไม่ให้หวั่นไหวในนรกนั้น ลำดับนั้นภูเขาเหล็กอันลุกโพลง ลูกใหญ่ ๆ เกิดขึ้นแต่ด้านทิศบูรพา ครางกระหึ่มอยู่เหมือนเสียงอสนีบาต กลิ้งมาบดสัตว์เหล่านั้น ราวกะว่าบดงากระทำให้เป็นผงแล้วไปตั้งอยู่ในทิศปัจฉิม แม้ภูเขาเหล็กที่ตั้งขึ้นแต่ทิศปัจฉิม ก็กลิ้งไปเหมือนอย่างนั้นนั่นแล แล้ว ตั้งอยู่ในทิศบูรพา อนึ่ง ภูเขาทั้ง ๒ ลูกนั้นได้กลิ้งมาปะทะกันแล้ว บดขยี้สัตว์นรก ดุจบีบลำอ้อยในเครื่องยนตร์สำหรับบีบอ้อยฉะนั้น สัตว์นรกทั้งหลาย ย่อมเสวยทุกข์ในสังฆาฏนรกนั้น ตลอดหลายแสนปีเป็นอันมาก ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า เทฺว จ โรรุวา ความว่า โรรุวนรก ๒ คือ ชาลโรรุวะ ๑ธูมโรรุวะ ๑. บรรดาโรรุวนรกทั้ง ๒ นั้น ชาลโรรุวะเต็มไปด้วยเปลวไฟอันแสดงคล้ายเลือด ดำรงอยู่ตลอดกัป. ธูมโรรุวะเต็มไปด้วยควันอันแสบ. ในโรรุวนรกทั้ง ๒ นั้น เปลวไฟจะแทรกเข้าไปตามปากแผลทั้ง ๙ ของพวกสัตว์นรกผู้หมกไหม้อยู่ในชาลโรรุวะแล้ว จึงเผาสรีระ. ควันแสบแทรกเข้าไปตามปากแผลทั้ง ๙ ของเหล่าสัตว์นรกผู้ไหม้อยู่ในธูมโรรุวะ แล้วจึงค่อยทำสรีระให้เป็นผงไหลออกมาคล้ายดังแป้ง ฉะนั้น . สัตว์นรกผู้หมกไหม้อยู่ในนรกแม้ทั้ง ๒ นั้น ย่อมร้องดัง ท่านจึงเรียกนรกแม้ทั้ง ๒ นั้นว่า โรรุวะ. ความว่างเปล่า คือระหว่างคั่นของเปลวไฟ สัตว์ผู้หมกไหม้อยู่ และทุกข์ของสัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่มีในนรกนี้ เหตุนั้น นรกนั้นจึงชื่อว่า อวิจิ. อวีจินรกเป็นสถานที่ใหญ่ จึงได้ชื่อว่า มหาอวีจิ. จริงอยู่ ในมหาอวิจินรกนั้น เปลวไฟทั้งหลาย ตั้งขึ้นแต่ฝาด้านทิศบูรพาเป็นต้นแล้ว กลับมากระทบในฝาด้านทิศปัจฉิมเป็นต้น ทะลุฝาก่อนแล้วจับข้างหน้าได้ ๑๐๐ โยชน์ เปลวไฟที่ตั้งขึ้นในเบื้องต่ำย่อมกระทบเบื้องบน เปลวไฟที่ตั้งขึ้นเบื้องบนย่อมกระทบในเบื้องต่ำขึ้นชื่อว่า เปลวไฟทั้งหลาย ในอวีจิมหานรกนี้ ย่อมไม่มีระหว่างอย่างนี้นั่นแหละ ก็สถานที่มีประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ภายในมหานรกนั้น เต็มไปด้วยสัตว์ทั้งหลายหาระหว่างคั่นไม่ได้เลย ประดุจดังทะนานเต็มไปด้วยน้ำนมและแป้ง ฉะนั้น ประมาณของเหล่าสัตว์ผู้หมกไหม้อยู่ ย่อมไม่มีด้วยอิริยาบถทั้ง ๔และสัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ย่อมไหม้อยู่ในที่เฉพาะของตนเท่านั้น. ขึ้นชื่อว่า ระหว่างแห่งสัตว์ทั้งหลายในมหานรกนี้ ย่อมไม่มีด้วยประการฉะนี้. อุเบกขาอันเป็นอกุศลวิบาก ๖ อย่างที่เหลือ ย่อมเป็นอัพโภหาริก เพราะความที่ทุกข์ในมหานรกนั้นมีกำลัง เผาอยู่เนือง ๆ เปรียบเหมือนหยาดแห่งน้ำผึ้ง ๖ หยาดในปลายลิ้น ย่อมเป็นอัพโภหาริก เพราะความที่หยาดของทองแดงอันเป็นส่วนที่ ๗ เป็นของมีกำลังเผาอยู่เนืองๆ ฉะนั้น. ทุกข์เท่านั้น ย่อมปรากฏ คือ ย่อมปรากฏหาระหว่างมิได้. ขึ้นชื่อว่าระหว่างแห่งความทุกข์ในมหานรกนี้ ย่อมไม่มีด้วยประการฉะนี้. อวีจิมหานรกนี้นั้นรวมทั้งฝาทั้งหลาย วัดโดยผ่ากลางได้ ๓๑๘ โยชน์ วัดโดยรอบได้ ๙๕๔ โยชน์รวมทั้งอุสสทนรกด้วยเป็นหมื่นโยชน์. บัณฑิตพึงทราบความที่อวีจิมหานรกนั้นเป็นสถานที่ใหญ่ถึงเพียงนี้.

นรกใดเผาสัตว์ทั้งหลายไม่ให้กระดิกได้ เพราะฉะนั้น นรกนั้นจึงชื่อว่าตาปนะ. นรกใดย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้เร่าร้อนอย่างเหลือเกิน เพราะฉะนั้นนรกนั้นจึงชื่อว่า ปตาปนะ. นายนรยบาลทั้งหลาย ย่อมให้สัตว์นั่งบนหลาวเหล็กที่ลุกโพลง มีประมาณเท่าลำตาล ในตาปนนรกนั้น แผ่นดินภายใต้แต่ที่นั้น ย่อมลุกโพลง ส่วนหลาวไม่ติดไฟ สัตว์ทั้งหลายย่อมลุกเป็นเปลวเพลิงนรกนั้น ย่อมเผาสัตว์ไม่ให้กระดิกได้ ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง นายนิรยบาลย่อมประหารสัตว์ผู้เกิดในนรกนอกนี้ ด้วยอาวุธทั้งหลายที่กำลังลุกโชนแล้วให้ขึ้นสู่ภูเขาเหล็กมีไฟโพลง. ในเวลาที่สัตว์เหล่านั้น ยืนอยู่บนยอดภูเขา ลมอันมีกรรมเป็นปัจจัย ย่อมประหารสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่านั้นไม่อาจจะทรงตัวอยู่ได้บนภูเขานั้น ก็มีเท้าในเบื้อง มีศีรษะในเบื้องต่ำตกลงมา. ลำดับนั้นหลาวเหล็กลุกเป็นไฟ ย่อมตั้งขึ้นแต่แผ่นดินเหล็กเบื้องต่ำ. สัตว์นรกเหล่านั้นก็เอาศีรษะกระแตกหลาวเหล็กเหล่านั้นทีเดียว มีร่างกายทะลุเข้าไปในหลาวเหล็กเหล่านั้นลุกโพลงไหม้อยู่. นรกนั้น ย่อมเผาสัตว์ให้เร่าร้อนเหลือเกินด้วยประการฉะนี้แล.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๔ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๑๖๕–๑๙๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัฏฐินิบาตชาดก · ๒๕๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๕๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. สังกิจจชาดก (๕๓๐)

ว่าด้วยสังกิจจฤๅษี

(พระศาสดาทรงปรารภพระเจ้าอชาตศัตรูผู้ทำปิตุฆาต จึงตรัสสังกิจจชาดกนี้ว่า)

[๖๙]

ลำดับนั้น คนเฝ้าสวนเห็นพระเจ้าพรหมทัต

ผู้ทรงเป็นจอมทัพประทับนั่งอยู่

จึงได้กราบทูลท้าวเธอให้ทรงทราบว่า

“พระองค์ทรงเอ็นดูท่านผู้ใด

[๗๐]

ท่านผู้นี้ คือ สังกิจจฤๅษี ผู้ได้รับสมมติว่า

เป็นคนดีกว่าฤๅษีทั้งหลาย ได้มาถึงแล้ว

ขอเชิญพระองค์รีบเสด็จออกไปพบ

ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่โดยด่วนเถิด พระเจ้าข้า”

[๗๑]

ลำดับนั้น พระราชาผู้จอมทัพ

รีบเสด็จขึ้นประทับราชรถที่เทียมไว้แล้ว

มีหมู่มิตรและอำมาตย์ห้อมล้อมได้เสด็จไปแล้ว

[๗๒]

พระราชาผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกาสี

ทรงเก็บราชกกุธภัณฑ์ ๕ ประการ คือ

๑. พัดวาลวีชนี ๒. กรอบพระพักตร์ ๓. พระขรรค์

๔. เศวตฉัตร ๕. ฉลองพระบาท

[๗๓]

พระราชาทรงวางเบญจกกุธภัณฑ์ไว้อย่างปกปิดแล้ว

เสด็จลงจากราชยาน ทรงดำเนินเข้าไปหาสังกิจจฤๅษี

ซึ่งนั่งอยู่ ณ ทายปัสสอุทยาน

[๗๔]

พระราชาพระองค์นั้นครั้นเสด็จเข้าไปหาแล้ว

ทรงบันเทิงอยู่กับฤๅษีสนทนาปราศรัย

พอให้ระลึกถึงกันและกันแล้วเสด็จเข้าไป ณ ที่สมควร

[๗๕]

ประทับนั่ง ณ ที่สมควรแล้ว

เมื่อทรงเห็นว่าเป็นกาลอันสมควร

จึงทรงสอบถามถึงกรรมอันเป็นบาปว่า

[๗๖]

โยมขอถามท่านสังกิจจฤๅษีผู้ได้รับสมมติว่า

เป็นคนดีกว่าฤๅษีทั้งหลายซึ่งนั่งอยู่ ณ ทายปัสสอุทยาน

ห้อมล้อมไปด้วยหมู่ฤๅษีว่า

[๗๗]

คนผู้ประพฤติล่วงธรรมทั้งหลาย

เหมือนโยมผู้ประพฤติล่วงธรรม ละไปแล้วจะไปสู่คติอะไร

ขอพระคุณเจ้าจงตอบเนื้อความที่โยมถามเถิด

[๗๘]

สังกิจจฤๅษีได้กราบทูลพระราชาผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกาสี

ซึ่งประทับนั่ง ณ ทายปัสสอุทยานว่า

ขอถวายพระพรมหาบพิตร ขอพระองค์ทรงสดับคำของอาตมภาพ

[๗๙]

ผู้ใดพร่ำสอนบอกหนทางแก่คนเดินทางผิด

ถ้าเขาพึงทำตามคำของผู้นั้น เขาก็ไม่พึงถูกหนามตำฉันใด

[๘๐]

ผู้ใดพร่ำสอนธรรมแก่ผู้ปฏิบัติผิดธรรม

ถ้าเขาพึงทำตามคำสอนของท่านผู้นั้น

เขาจะไม่พึงไปสู่ทุคติฉันนั้นเหมือนกัน

(ฤๅษีโพธิสัตว์กราบทูลพระราชาต่อไปว่า)

[๘๑]

ข้าแต่มหาราช ธรรมชื่อว่าเป็นทางที่ปลอดภัย ๑-

ส่วนอธรรมชื่อว่าเป็นทางที่ไม่ปลอดภัย

เพราะว่าอธรรมนำสัตว์ไปสู่นรก ส่วนธรรมยังสัตว์ให้ถึงสุคติ

@เชิงอรรถ :

@๑ ธรรมชื่อว่าเป็นทางที่ปลอดภัย ในที่นี้หมายถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (กายกรรม ๓ คือ เว้นจากการ

@ฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม, วจีกรรม ๔ คือเว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูด

@ส่อเสียด เว้นจากพูดคำหยาบ เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ, มโนกรรม ๓ คือไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่คิดปองร้ายเขา

@เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม) เป็นทางเกษม ไม่มีภัยเฉพาะหน้า ดำเนินไปสู่สุคติ (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๑/๑๑๗)

[๘๒]

ข้าแต่มหาบพิตร คนผู้ประพฤติล่วงธรรมทั้งหลาย

มีชีวิตไม่ราบรื่น ตายไปแล้วจะไปสู่คติใดในนรก

ขอพระองค์ทรงสดับการกล่าวถึงนรกเหล่านั้นของอาตมภาพเถิด

[๘๓]

คือ ๑. สัญชีวนรก ๒. กาฬสุตตนรก ๓. สังฆาฏนรก

โรรุวนรก ๒ คือ (๔. ชาลโรรุวนรก ๕. ธูมโรรุวนรก)

๖. ตาปนนรก ๗. ปตาปนนรก ๘. อเวจีมหานรก ๑-

[๘๔]

นรก ๘ ขุมเหล่านี้บัณฑิตกล่าวว่า ก้าวพ้นได้โดยยาก

เกลื่อนกล่นไปด้วยเหล่าสัตว์ผู้มีกรรมหยาบช้า

แต่ละขุมๆ มีอุสสทนรก ๑๖ ขุมเป็นบริวาร

@เชิงอรรถ :

@๑ มหานรกทั้ง ๘ ขุมนี้มีคำแปลและความหมาย ดังนี้

@๑. สัญชีวนรก นรกที่ตายแล้วฟื้น หมายถึงสัตว์นรกในนรกนี้ถูกสับถูกฟันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้ว

@กลับฟื้นขึ้นมาบ่อยๆ

@๒. กาฬสุตตนรก นรกสายบรรทัดเหล็ก หมายถึงสัตว์นรกวิ่งไปบนแผ่นเหล็กแดง ถ้าล้มลง จะถูก

@ดีดด้วยสายบรรทัดเหล็กแดง

@๓. สังฆาฏนรก นรกที่ถูกบดหรือหนีบ หมายถึงมีภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟกลิ้งมาบดขยี้สัตว์ในนรกนี้

@๔. ชาลโรรุวนรก นรกที่สัตว์ร้องไห้เพราะเปลวไฟ หมายถึงนรกที่มีเปลวไฟพุ่งวูบเข้าทางทวารทั้ง ๙

@เผาสัตว์นรกตลอดเวลา

@๕. ธูมโรรุวนรก นรกที่สัตว์ร้องไห้เพราะควันไฟ หมายถึงนรกที่มีควันไฟรมสัตว์นรกทางทวารทั้ง ๙

@อยู่ตลอดเวลา

@๖. ตาปนนรก นรกที่ทำให้ร้อน หมายถึงพวกสัตว์นรกในนรกนี้จะถูกแทงด้วยหลาวเหล็กเท่า

@ลำตาลลุกเป็นไฟ

@๗. ปตาปนนรก นรกที่ทำให้ร้อนมาก หมายถึงสัตว์นรกในนรกนี้ถูกไล่ตีหนีขึ้นไปบนภูเขา บนกำแพง

@ที่ร้อน ตกลงมาถูกหลาวเหล็กเสียบแทง

@๘. อเวจีมหานรก นรกที่ไม่มีเวลาว่าง หมายถึงนรกที่มีเปลวไฟพลุ่งออกมาจากทิศทั้ง ๔ เผาสัตว์นรก

@อยู่ตลอดเวลา

@มหานรกทั้ง ๘ ขุมนี้แต่ละขุมมีประตู ๔ ด้าน ประตูหนึ่งๆ มีอุสสุทนรก (นรกบริวาร) ด้านละ ๔

@มหานรกขุมหนึ่งๆ จึงมีอุสสทนรก ๑๖ แห่ง มหานรก ๘ ขุมมีอุสสทนรก ๑๒๘ รวมกับมหานรก ๘

@เป็น ๑๓๖ ขุม (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๓-๘๔/๑๑๗-๑๒๐) ดูการทำกรรมและวิธีเสวยผลกรรมต่างๆ จากเนมิราช-

@ชาดก ชาดกที่ ๔ ในมหานิบาต (ข้างหน้า) (ขุ.ชา. ๒๘/๔๒๑-๕๘๙/๑๖๖-๑๘๗) (ขุ.ชา.อ. ๙/๔๒๑-๕๘๙/

@๑๕๑-๒๐๙) และดูเทวทูตสูตรใน ม.อุ. ๑๔/๒๖๑-๒๗๑/๒๓๐-๒๔๐, ม.อุ.อ. ๓/๒๖๑-๒๗๑/๑๖๗-๑๗๓)

[๘๕]

เป็นนรกที่โหดร้าย เผาผลาญเหล่าสัตว์

ผู้ตระหนี่เหนียวแน่นให้เร่าร้อน

เป็นมหาภัย มีเปลวไฟลุกโพลง น่าขนพองสยองเกล้า

น่าสะพรึงกลัว มีภัยเฉพาะหน้า มีแต่ทุกข์

[๘๖]

มี ๔ มุม มีประตู ๔ ด้าน จัดไว้เหมาะสมตามสัดส่วน

มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ มีเหล็กครอบไว้ด้วย

[๘๗]

ภาคพื้นของนรกเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นเหล็ก มีไฟลุกโชน

มีความร้อนแผ่ซ่านไปตลอด ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ

ตั้งอยู่ในกาลทุกเมื่อ

[๘๘]

คนผู้กล่าวล่วงเกินฤๅษีทั้งหลาย ผู้สำรวม ผู้มีตบะเหล่านั้น

ย่อมตกนรก มีเท้าชี้ขึ้นเบื้องบน มีศีรษะปักลงเบื้องล่าง

[๘๙]

คนเหล่านั้นผู้มีปกติกระทำกรรมหยาบช้า

มีความเจริญถูกขจัดแล้ว เหมือนปลาที่ถูกเฉือนออกเป็นชิ้นๆ

ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดปีนับไม่ถ้วน

[๙๐]

มีกายถูกไฟเผาไหม้ทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่เป็นนิตย์

แสวงหาทางออกจากนรก ก็ไม่พบประตูที่จะออก

[๙๑]

จึงวิ่งไปทางประตูด้านทิศตะวันออก

จากนั้นก็วิ่งกลับไปทางประตูด้านทิศตะวันตก

วิ่งไปแม้ทางประตูด้านทิศเหนือ

จากนั้นจึงวิ่งกลับไปยังประตูด้านทิศใต้

วิ่งไปถึงประตูใดๆ ประตูนั้นๆ ก็ปิดทันที

[๙๒]

นับเป็นเวลาหลายพันปี ชนทั้งหลายที่ตกนรก

ต้องประคองแขนคร่ำครวญ เสวยทุกข์มิใช่น้อย

[๙๓]

เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่ควรระรานคนดี

เพราะท่านมีความสำรวม มีตบะ

ประดุจอสรพิษมีพิษกล้าที่โกรธแล้วหลีกเลี่ยงได้ยาก

[๙๔]

พระเจ้าอัชชุนะทรงเป็นใหญ่ในแคว้นเกตกะ

มีพระวรกายกำยำล่ำสัน

ทรงเป็นนายขมังธนูผู้ยิ่งใหญ่ มีพระพาหาตั้งพัน

ก็หายสาบสูญไปเพราะระรานโคตมฤๅษี

[๙๕]

พระเจ้าทัณฑกีได้ทรงเอาธุลีโปรยใส่กีสวัจฉฤๅษี

ผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังธุลี

พระองค์ทรงถึงความพินาศเหมือนต้นตาลถูกตัดราก

[๙๖]

พระเจ้ามัชฌะคิดร้ายมาตังคฤๅษีผู้เรืองยศ

จึงได้หายสาบสูญไปพร้อมทั้งบริษัท

แคว้นของพระองค์ก็กลายเป็นป่าไม้ในกาลนั้น

[๙๗]

ชาวเมืองอันธกเวณฑยะระรานกัณหทีปายนฤๅษี

ต่างถือไม้พลองตีกันและกัน

ก็พากันไปถึงสถานที่ชำระโทษของพญายม

[๙๘]

ส่วนพระเจ้าเจจจะพระองค์นี้

เมื่อก่อนทรงเหาะไปในอากาศได้

ถูกกบิลดาบสสาปมีอัตภาพเสื่อมสิ้นฤทธิ์แล้ว

ถูกแผ่นดินสูบถึงสิ้นพระชนม์

[๙๙]

เพราะเหตุนั้นแหละ บัณฑิตทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญ

การถึงความลำเอียงเพราะความชอบ

บุคคลไม่พึงมีจิตคิดประทุษร้าย

พึงกล่าววาจาที่ประกอบด้วยความจริง

[๑๐๐]

ถ้าว่าคนใดมีใจประทุษร้าย

เพ่งเล็งมุนีผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

เขาก็จะไปสู่นรกเบื้องต่ำ

[๑๐๑]

ชนเหล่าใดพยายามพูดคำหยาบคาย ด่าว่าผู้เฒ่า

ชนเหล่านั้นจะไม่มีที่พึ่ง ไม่มีทายาท

เป็นเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคน

[๑๐๒]

อนึ่ง คนใดฆ่าบรรพชิตผู้ทำกิจเสร็จแล้ว

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

คนนั้นย่อมหมกไหม้อยู่ในกาฬสุตตนรกตลอดราตรีนาน

[๑๐๓]

อนึ่ง พระราชาพระองค์ใดไม่ตั้งอยู่ในธรรม

ทรงมีอคติ เที่ยวกำจัดแคว้น ทำชนบทให้เดือดร้อน

สิ้นพระชนม์แล้วจะหมกไหม้อยู่ในตาปนนรก

[๑๐๔]

และท้าวเธอจะต้องหมกไหม้อยู่ตลอดแสนปีทิพย์ ๑-

จะถูกกลุ่มเปลวเพลิงห้อมล้อมเสวยทุกขเวทนา

[๑๐๕]

เปลวเพลิงจะเปล่งรัศมีพวยพุ่งออกจากพระกายของท้าวเธอ

สรรพางค์กายพร้อมทั้งขนและเล็บทั้งหลายของสัตว์

ผู้มีไฟเป็นอาหารจะลุกโชนเป็นอันเดียวกัน

[๑๐๖]

สัตว์นรกมีกายถูกไฟครอกทั้งภายในและภายนอกอยู่เป็นนิตย์

ถูกความทุกข์ย่ำยีร้องครวญครางอยู่เหมือนช้างถูกสับด้วยตะขอ

[๑๐๗]

คนใดเป็นคนต่ำช้า ฆ่าบิดาเพราะความโลภหรือความโกรธ

คนนั้นย่อมหมกไหม้ในกาฬสุตตนรกตลอดราตรีนาน

[๑๐๘]

คนผู้ฆ่าบิดาเช่นนั้นจะต้องหมกไหม้อยู่ในโลหกุมภีนรก

และนายนิรยบาลทั้งหลายจะใช้หอกแทงเขาผู้ถูกต้มจนไม่มีหนัง

ทำให้ตาบอด ให้กินปัสสาวะและอุจจาระเป็นอาหาร

แล้วกดคนเช่นนั้นให้จมลงในน้ำกรด

[๑๐๙]

นายนิรยบาลบังคับให้สัตว์นรกกินน้ำอุจจาระ

ที่ร้อนจนเดือดพล่าน และก้อนเหล็กแดงที่มีไฟลุกโชน

ถือเอาผาลที่ยาวและร้อนอยู่ตลอดราตรีนาน

งัดปาก เมื่อปากเปิดอ้าจึงใช้เบ็ด

ที่ผูกสายเชือก(ดึงลิ้นออกมา) แล้วจึงยัด(เหล็กแดง)เข้าไป

@เชิงอรรถ :

@๑ หนึ่งแสนปีทิพย์ ประมาณ ๕๕,๘๗๒ ล้านปีมนุษย์ (คำนวณตามประมาณอายุ)(อภิ.วิ.อ. ๑/๑๐๒๓/๕๖๖-๕๖๙)

[๑๑๐]

ฝูงสุนัขดำ ฝูงสุนัขด่าง ฝูงนกแร้ง ฝูงกาป่า

และฝูงนกปากเหล็ก

พากันรุมจิกกัดสัตว์นรกผู้กำลังดิ้นทุรนทุราย

แบ่งกันกินเป็นอาหารพร้อมทั้งเลือด

[๑๑๑]

สัตว์นรกผู้ฆ่าบิดานั้นมีร่างกายแตกปริไปทั่ว

เหมือนต้นตาลที่ถูกไฟไหม้

นายนิรยบาลทั้งหลายจะเที่ยวติดตามทุบตี

จริงอยู่ นายนิรยบาลเหล่านั้นมีความยินดี

แต่พวกสัตว์นรกนอกนี้ได้รับทุกข์ทรมาน

คนผู้ฆ่าบิดาทุกจำพวกในโลกนี้ต้องตกอยู่ในนรกเช่นนั้น

[๑๑๒]

อนึ่ง บุตรฆ่ามารดา ตายจากโลกนี้ไปแล้ว

เข้าถึงที่อยู่ของพญายม

ต้องเสวยทุกข์อย่างร้ายแรงด้วยผลกรรมของตน

[๑๑๓]

นายนิรยบาลทั้งหลายที่มีพละกำลังอย่างยิ่ง

จะใช้ขนหางสัตว์ที่เป็นลวดเหล็กแดง

มัดบีบคั้นสัตว์นรกที่ฆ่ามารดาผู้ให้กำเนิดอยู่เสมอๆ

[๑๑๔]

บังคับให้สัตว์นรกนั้นผู้ฆ่ามารดาดื่มเลือดที่มีอยู่ในตน

ที่ไหลออกจากร่างกายของตน

ซึ่งร้อนปานประหนึ่งน้ำทองแดงที่ละลายคว้าง

[๑๑๕]

สัตว์นรกนั้นลงสู่ห้วงน้ำที่คล้ายน้ำหนองน้ำเลือด

มีโคลนตม คูถอันน่าเกลียด

มีกลิ่นเหม็นเน่าดุจซากศพ แล้วยืนอยู่

[๑๑๖]

ณ ห้วงน้ำนั้น หมู่หนอนปากเหล็ก

มีร่างกายใหญ่โตเหลือประมาณทำลายผิวหนัง

ชอนไชเข้าไปในเนื้อและเลือด กัดกินสัตว์นรกนั้น

[๑๑๗]

ก็สัตว์นรกนั้นตกถึงนรกแล้ว

ก็จมลงไปประมาณ ๑๐๐ ช่วงคน

ซากศพอันเน่าก็เหม็นฟุ้งตลบไปโดยรอบตลอด ๑๐๐ โยชน์

[๑๑๘]

จริงอยู่ แม้คนที่มีจักษุ

ก็จะเสื่อมจากจักษุทั้ง ๒ ได้เพราะกลิ่นนั้น

ขอถวายพระพรพระเจ้าพรหมทัต

คนฆ่ามารดาย่อมได้รับความทุกข์เช่นนั้นแหละ

[๑๑๙]

หญิงที่รีดลูกทั้งหลายจะต้องย่างเหยียบนรก

บนคมมีดโกนอันคมกริบที่ไม่น่ารื่นรมย์

แล้วตกไปยังแม่น้ำเวตตรณีซึ่งข้ามไปได้ยาก

[๑๒๐]

ต้นงิ้วทั้งหลายล้วนแต่เป็นเหล็ก มีหนามยาว ๑๖ องคุลี

ห้อยย้อยปกคลุมแม่น้ำเวตตรณีซึ่งข้ามไปได้ยากทั้ง ๒ ฝั่ง

[๑๒๑]

สัตว์นรกเหล่านั้นมีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นไปเบื้องบนหนึ่งโยชน์

มีกายเร่าร้อนด้วยไฟที่เกิดเอง

ยืนอยู่เหมือนกองไฟที่ตั้งอยู่ในที่ไกล

[๑๒๒]

หญิงผู้ประพฤตินอกใจสามีก็ดี

ชายผู้คบชู้กับภรรยาคนอื่นก็ดี

พวกเขาเหล่านั้นต้องตกอยู่ในนรกอันเร่าร้อนมีหนามแหลมคม

[๑๒๓]

สัตว์นรกเหล่านั้นถูกอาวุธทิ่มแทง

ก็กลิ้งกลับเอาศีรษะลงเบื้องล่าง ตกลงไปเป็นจำนวนมาก

ถูกหลาวเหล็กทิ่มแทงร่างกายจนนอน

ตื่นอยู่ตลอดกาลอันยาวนาน

[๑๒๔]

ต่อแต่นั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว

สัตว์นรกทั้งหลายก็ถูกนายนิรยบาลซัดเข้าไปยังโลหกุมภีอันใหญ่

อุปมาดังภูเขามีน้ำร้อนอันเปรียบได้กับไฟ

[๑๒๕]

บุคคลผู้ทุศีลถูกโมหะครอบงำ

ย่อมเสวยกรรมของตนหมกไหม้อยู่

ที่ตนกระทำชั่วไว้แล้วในปางก่อนตลอดวันตลอดคืนอย่างนี้

[๑๒๖]

อนึ่ง ภรรยาที่เขาไถ่มาด้วยทรัพย์

ดูหมิ่นสามี หรือแม่ผัว พ่อผัว

หรือแม้พี่ชาย พี่สาวของสามี

[๑๒๗]

นายนิรยบาลทั้งหลายจะเอาเบ็ดเกี่ยวปลายลิ้นของเธอ

ดึงออกมาพร้อมทั้งสายเบ็ด

เธอเห็นลิ้นของตนยาวประมาณ ๑ วา เต็มไปด้วยหนอน

ไม่อาจจะบอกใครให้ทราบได้

จึงตายไปหมกไหม้อยู่ในตาปนนรก

[๑๒๘]

พวกคนฆ่าแกะ ฆ่าสุกร จับปลา ดักสัตว์

พวกโจร พวกคนฆ่าวัว พวกนายพราน

และพวกที่กล่าวอ้างโทษว่าเป็นคุณ

[๑๒๙]

พวกเขาจะถูกนายนิรยบาลทั้งหลายเข่นฆ่าด้วยหอก

ด้วยค้อนเหล็ก ด้วยดาบ ด้วยลูกศร

และศีรษะจะปักดิ่งลงไปยังแม่น้ำกรด

[๑๓๐]

ส่วนคนผู้ตัดสินคดีไม่เป็นธรรม

จะถูกพวกนายนิรยบาลทุบตีด้วยค้อนเหล็กทุกเย็นทุกเช้า

ต่อแต่นั้นจะต้องกินอาเจียนที่สัตว์นรกเหล่าอื่นคายออก

ที่มีอัตภาพลำบากทุกเมื่อ

[๑๓๑]

ฝูงกา ฝูงสุนัขจิ้งจอก ฝูงแร้ง

และฝูงกาป่าปากเหล็ก

ก็พากันรุมจิกกัดกินสัตว์นรก

ผู้กระทำกรรมหยาบช้าซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่

[๑๓๒]

เหล่าชนผู้เป็นอสัตบุรุษใช้ธุลีฉาบปกปิดร่างกาย

ฆ่าเนื้อด้วยเนื้อต่อหรือฆ่านกด้วยนกต่อ

ชนเหล่านั้นต้องไปตกอุสสทนรก

[๑๓๓]

ส่วนสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไปสู่เทวโลกเบื้องบน

เพราะกรรมที่ตนประพฤติดีแล้วในโลกนี้

ขอมหาบพิตรโปรดทอดพระเนตร

ผลกรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้วเถิด

เทพเจ้าทั้งหลายพร้อมทั้งพระอินทร์และพระพรหมก็มีอยู่

[๑๓๔]

ข้าแต่มหาราช เพราะเหตุนั้น

อาตมภาพขอถวายพระพร

ขอพระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งแคว้น

จงทรงประพฤติธรรม

โดยประการที่บุคคลประพฤติธรรมดีแล้ว

ไม่พึงเดือดร้อนในภายหลังเถิด

สังกิจจชาดกที่ ๒ จบ

รวมชาดกที่มีในนิบาตนี้

๑. โสณกชาดก ๒. สังกิจจชาดก

สัฏฐินิบาต จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๒๙. โสณกชาดกชาดกถัดไป๕๓๑. กุสชาดก