ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. โสณนันทชาดก
ชาดกที่ ๕๓๒ · สัตตตินิบาตชาดก

โสณนันทชาดก

ว่าด้วยเรื่องพระราชาไปขอขมาโทษโสณดาบส

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๓๔ · บรรทัด ๙๔๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากโสณนันทชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๕

เรื่องเล่า

ความช่วยเหลืออันมิใช่น้อยนี้ เป็นกิจที่พระผู้ เป็นเจ้ากระทำแล้ว คือ เมื่อฝนตกพระผู้เป็นเจ้าก็ได้ ทำไม่ให้มีฝน แต่นั้น เมื่อลมจัดและแดดร้อน พระ ผู้เป็นเจ้าก็ได้ทำให้มีเงาบังร่มเย็น แต่นั้น พระผู้เป็น เจ้าได้ทำการป้องกันลูกศร ในท่ามกลางแห่งศัตรู แต่นั้น พระผู้เป็นเจ้าได้ทำบ้านเมืองอันรุ่งเรืองและ และชาวเมืองเหล่านั้นให้ตกอยู่ในอำนาจ ของข้าพเจ้า แต่นั้นพระผู้เป็นเจ้าได้ทำกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ ให้ เป็นผู้ติดตามของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอขอบคุณพระผู้ เป็นเจ้ายิ่งนัก พระผู้เป็นเจ้าจะปรารถนาสิ่งที่จะให้จิต ชื่นชม คือ ยานอันเทียมด้วยช้าง รถอันเทียมด้วยม้า และสาวน้อยทั้งหลายที่ประดับประดาแล้ว หรือรมณียสถานอันเป็นที่อยู่อาศัย อันใด ขอพระผู้เป็นเจ้า จง เลือกเอาสิ่งนั้นตามประสงค์เถิด ข้าพเจ้าขอถวายแก่ พระผู้เป็นเจ้า หรือว่าพระผู้เป็นเจ้าจะปรารถนาแคว้น อังคะหรือแคว้นมคธ ข้าพเจ้าก็ขอถวายแก่พระผู้เป็น เจ้า หรือว่าพระผู้เป็นเจ้าปรารถนาแคว้นอัสสกะ หรือ แคว้นอวันตี ข้าพเจ้าก็มีใจยินดีขอถวายแคว้นเหล่านั้น ให้แก่พระผู้เป็นเจ้า หรือแม้พระผู้เป็นเจ้าปรารถนา ราชสมบัติกึ่งหนึ่งไซร้ ข้าพเจ้าก็ขอถวายแก่พระผู้เป็น เจ้า ถ้าพระคุณเจ้ามีความต้องการด้วยราชสมบัติทั้งหมด ข้าพเจ้าก็ขอถวาย พระคุณเจ้าปรารถนาสิ่งใด ขอพระคุณเจ้าบอกมาเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตรูปมิทํ ได้แก่ มีสภาพอันพระคุณเจ้ากระทำแล้ว . บทว่า เวยฺยาวจฺจํ ได้แก่ การงานที่ช่วยเหลือกันทางกาย. บทว่า อโนวสฺสํ ได้แก่ มิให้ฝนตก. อธิบายว่า พระคุณเจ้าได้กระทำโดยประการที่ฝนจะไม่ตกลงมา. บทว่า สีตจฺฉายํ ได้แก่ มีเงาอันร่มเย็น. บทว่าวสิโน เต ได้แก่ พระคุณเจ้าได้กระทำประชาชนชาวแคว้นเหล่านั้น ให้อยู่ในอำนาจของข้าพเจ้า. บทว่า ขตฺเย ได้แก่ กษัตริย์ทั้งหลาย. แม้ในอรรถกถาท่านก็กล่าวไว้อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า ปติตาสฺสุ มยํ ได้แก่ข้าพเจ้ายินดียิ่งนัก. บทว่า วร ตํ ภุญฺชมิจฺฉสิ ความว่า คำว่า ภุญชะนี้เป็นชื่อของรัตนะ (สิ่งที่ทำให้เกิดความยินดี) อธิบายว่า ข้าพเจ้าจะให้พรแก่ท่าน ท่านปรารถนารัตนะอันใด ท่านจงเลือกเอารัตนะอันนั้นเถิด. พระราชาทรงแสดงรัตนะนั้น โดยรวบยอดด้วย คำว่า หตฺถิยานํ ดังนี้เป็นต้น. บทว่า อสฺสกาวนฺตี ได้แก่ แคว้นอัสสกะ หรือแคว้นอวันตี. ด้วยบทว่า รชฺเชน นี้ พระราชาทรงแสดงว่า ถ้าแม้พระคุณเจ้ามีความปรารถนาราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งหมด ข้าพเจ้าก็จะให้ราชสมบัตินั้นแก่พระคุณเจ้า แล้วจักมีมือถือโล่และอาวุธ วิ่งไปข้างหน้ารถของพระคุณเจ้า ดังนี้. บทว่า ยทิจฺฉสิ ความว่า พระคุณเจ้าปรารถนาสิ่งใด ทุกอย่างที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วเหล่านี้ก็จงบอกคือจงสั่งสิ่งนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด.

นันทบัณฑิตดาบส ได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว เมื่อจะชี้แจงความประสงค์ของตนให้แจ่มแจ้ง จึงทูลว่า

อาตมภาพ ไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ บ้านเมือง ทรัพย์ หรือแม้ชนบท อาตมภาพไม่มีความ ต้องการเลย.

นันทบัณฑิตทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าพระองค์มีความรักในอาตมภาพ ขอได้ทรงกระทำตามคำของอาตมาภาพสักอย่างหนึ่ง แล้วทูลเป็นคาถาว่า

ในแว่นแคว้นอาณาเขตของมหาบพิตร มีอาศรม อยู่ในป่า มารดาและบิดาทั้งสองท่านของอาตมภาพ อยู่ในอาศรมนั้น อาตมภาพอยู่ในอาศรมนั้น อาตมภาพไม่ได้เพื่อทำบุญในท่านทั้งสอง ผู้เป็นบุรพาจารย์ นั้น อาตมภาพขอเชิญมหาบพิตร ผู้ประเสริฐยิ่งไป ขอขมาโทษโสณดาบส เพื่อสังวรต่อไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รฏฺเ ได้แก่ ในความเป็นพระราชา. บทว่า วิชิเต ได้แก่ สถานที่ที่พระองค์แผ่ราชอาญาไป. บทว่า อสฺสโม ได้แก่ ในป่าแห่งหิมวันตประเทศนั้น มีอาศรมอยู่แห่งหนึ่ง. บทว่า สมฺมนฺติ ได้แก่ อยู่ในอาศรมนั้น. บทว่า เตสาหํ ตัดบทเป็น เตสุ อหํ แปลว่าอาตมภาพมิได้กระทำบุญในบุรพาจารย์ทั้ง ๒ นั้น. บทว่า กาตเว ความว่าอาตมาภาพไม่ได้กระทำบุญ กล่าวคือวัตรปฏิบัติและการนำผลไม้น้อยใหญ่มาเพราะว่าพี่ชายของอาตมภาพชื่อโสณบัณฑิต ได้ขับไล่อาตมภาพ เพราะความผิดอย่างหนึ่งของอาตมภาพว่า เจ้าจงอย่าอยู่ในที่นี้เลย. บทว่า อชฺฌาวรํ ความว่า อาตมภาพจะขออัญเชิญพระองค์ผู้ประเสริฐยิ่ง พร้อมด้วยบริวารเสด็จไปขอขมาโทษโสณบัณฑิต คือ อาตมภาพจะขอสำรวมต่อไป. บาลีว่ายาเจมิ มํ วรํ แปลว่า อาตมภาพจะขอพรอันนี้ ดังนี้ก็มี. อธิบายว่าอาตมภาพจะไปอ้อนวอนพระโสณะให้ยกโทษพร้อมกับพระองค์ คือ อาตมภาพจะรับเอาพรอันนี้จากสำนักของพระองค์.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะนันทดาบสนั้นว่า

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าจะขอทำตามคำที่ พระคุณเจ้ากล่าวกะข้าพเจ้าทุกประการ ก็แต่ว่า บุคคล ผู้จะอ่อนวอนขอโทษมีประมาณเท่าใด ขอพระคุณเจ้า จงบอกบุคคลมีประมาณเท่านั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กโรมิ ความว่า พระราชารับสั่งว่าข้าพเจ้าจะให้ราชสมบัติในชนพูทวีปทั้งหมด จักมิได้กระทำกรรมอะไรมีประมาณเพียงเท่านี้ ข้าพเจ้าก็จะกระทำตามคำของท่าน. บทว่า กึวนฺโต ได้แก่ มีประมาณเท่าใด.

นันทบัณฑิตทูลว่า

ชาวชนบทมีประมาณหนึ่งร้อยเศษ พราหมณ์ มหาศาลก็เท่ากัน กษัตริย์ผู้เป็นอภิชาต ผู้เรืองยศเหล่า นี้ทั้งหมด ทั้งมหาบพิตรซึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้า นโนชะ บุคคลผู้จะอ้อนวอนขอโทษ ประมาณเท่านี้ ก็พอแล้ว ขอถวายพระพร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชานปทา ได้แก่ คฤหบดีมหาศาล. บทว่า พฺราหฺมณา ได้แก่ พราหมณ์ผู้จบพระเวทประมาณร้อยเศษเท่ากัน. บทว่า อลํ เหสฺสนฺติ ความว่า จักเป็นการเพียงพอแล้ว . บทว่า ยาจกาได้แก่ บุคคลที่จะไปขอร้องให้โสณบัณฑิตยกโทษ เพื่อประโยชน์แก่อาตมภาพ.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะนันทบัณฑิตนั้นว่า

เจ้าพนักงานทั้งหลาย จงเตรียมช้าง จงเตรียมม้า นายสารถี ท่านจงเตรียมรถ ท่านทั้งหลายจงถือเอา เครื่องผูก จงยกธงชัยขึ้นที่คันธงทั้งหลาย เราจะไปยัง อาศรมอันเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โยเชนฺตุ ความว่า นายควาญช้างทั้งหลายจงจัดเตรียมช้าง และนายควาญม้าทั้งหลาย จงจัดเตรียมม้า. บทว่า รถํ สนฺนยฺห สารถิ ความว่า ดูก่อนสารถีผู้เป็นสหาย แม้ตัวท่านก็จงผูกสอดรถนั้น. บทว่า อาพนฺธนานิ ความว่า ท่านทั้งหลาย จงถือเอาเครื่องที่สำหรับจะผูกทั่ว ๆ ไป ในช้าง ม้าและรถทั้งหลาย. บทว่า ปาเทสุสฺสารยทฺธเช ความว่า จงยกคือให้ยกธงที่คันธงซึ่งตั้งอยู่บนรถ. บทว่า โกสิโย ความว่าพระราชาตรัสว่า พระดาบสผู้โกสิยโคตร อยู่ในอาศรมใด ดังนี้.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

ก็ลำดับนั้น พระราชาพร้อมด้วยจาตุรงคเสนา ได้เสด็จไปยังอาศรมอันน่ารื่นรมย์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของ

โกสิยดาบส. นี้เป็นคาถาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเพิ่มเข้ามา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตโต จ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพระราชาพระองค์นั้น ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ในลำดับนั้น จึงทรงพากษัตริย์๑๐๑ พระองค์ แวดล้อมด้วยเสนาหมู่ใหญ่ ให้พระดาบสนันทบัณฑิตนำหน้าเสด็จออกจากพระนคร. บทว่า จตุรงฺคินี ความว่า เสด็จไปยังอาศรมพร้อมด้วยจตุรงคเสนา. แม้กำลังเสด็จประทับอยู่ในระหว่างทาง ท่านก็กล่าวไว้อย่างนี้ เพราะจะต้องเสด็จไปอย่างแน่นอน นันทบัณฑิตดาบส เดินทางไปพร้อมด้วยหมู่พลเสนาประมาณได้ ๒๔ อักโขภิณี เนรมิตทางที่กว้างได้ ๘ อุสภะให้ราบเรียบ ด้วยอานุภาพแห่งฤทธิ์ แล้วลาดแผ่นหนังในอากาศทีเดียว นั่งขัดสมาธิบนแผ่นหนังนั้น มีเสนาแวดล้อมแล้ว กล่าวถ้อยคำอันประกอบด้วยธรรมะ กับพระราชาผู้ประทับนั่งบนคอช้าง ทำประทับแล้ว เสด็จไปด้วยกันห้ามเสียซึ่งอันตรายมีความเย็นและความร้อนเป็นต้น ได้ไปแล้ว.

ในวันเมื่อพระนันทดาบสนั้นมาถึงอาศรม โสณบัณฑิตดาบส รำพึงว่าน้องชายของเราออกไปเสียนานถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วันแล้ว จึงเล็งแลดูด้วยทิพยจักษุญาณว่า บัดนี้เธอไปอยู่ที่ไหนหนอ ก็เห็นว่า น้องชายของเรากำลังพาพระราชา ๑๐๑ พระองค์ พร้อมด้วยบริวารประมาณ ๒๔ อักโขภิณีมา เพื่อจะให้เรายกโทษเป็นแน่แท้ จึงดำริต่อไปว่า กษัตริย์เหล่านั้น พร้อมทั้งบริษัทได้เห็นปาฏิหาริย์ของน้องชายเราเป็นอันมาก แต่ยังมิได้ทราบอานุภาพของเรา ก็จะพากันมาเจรจาข่มขู่ดูหมิ่นเราว่า ผู้นี้แหละเป็นชฏิลโกง ช่างไม่รู้จักประมาณตนเองเสียเลย จะมาต่อยุทธ์กับพระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลาย ดังนี้ทั้งหมดก็จะพึงมีนรกอเวจีเป็นที่เป็นไปในเบื้องหน้า เราจักแสดงอิทธิปาฏิหาริย์แก่พวกกษัตริย์และบริษัทเหล่านั้น พระโสณบัณฑิตดาบสนั้น จึงวางไม้คานสำหรับทาบน้ำในอากาศ โดยมิให้ถูกบ่าห่างประมาณ ๔ องคุลี แล้วเหาะไปทางอากาศ ในที่ไม่ไกลแต่พระราชา เพื่อจะนำเอาน้ำมาจากสระอโนดาดนันทบัณฑิตดาบส พอเห็นพี่ชายเหาะมา ไม่อาจจะแสดงตนได้ จึงอันตรธานไปในที่นั่งนั้นทีเดียว หนีเข้าไปยังป่าหิมวันต์ พระเจ้ามโนชราช ทอดพระเนตรเห็นพระโสณบัณฑิตดาบสนั้น เหาะมาด้วยเพศฤาษีอันน่าเลื่อมใส จึงตรัสพระคาถาว่า

ไม้คานอันทำด้วยไม้กระทุ่มของใคร ผู้ไปเพื่อ หาบน้ำ ลอยมายังเวหาสมิได้ลูกบ่า ห่างประมาณ ๔ องคุลี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาพมฺพโย ได้แก่ ทำด้วยไม้กระทุ่ม. บทว่า อํสํ อสํผุสํ เอติ ความว่า ไม้คานนี้มิได้ถูกต้องบ่า ลอยมาอยู่. บทว่า อุทกาหารสฺส ความว่า ไม้คานนี้ของใคร ผู้ไปอยู่เพื่อนำน้ำมา คือท่านชื่ออะไร หรือว่า ท่านมาจากไหนกัน.

แม้เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า

ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพชื่อว่า โสณะ เป็น ดาบสมีวัตรอันสมาทานแล้ว มิได้เกียจคร้านเลี้ยงดู มารดาบิดาอยู่ทุกคืนทุกวัน ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็น เจ้าแห่งทิศ อาตมภาพระลึกถึงอุปการคุณ ที่ท่านทั้ง สองได้กระทำแล้ว ในกาลก่อน จึงนำผลไม้ป่าและ เผือกมันมาเลี้ยงดูมารดาบิดา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหิตพฺพโต ความว่า พระโสณบัณฑิตดาบสนั้นกล่าวว่า อาตมภาพเป็นดาบสองค์หนึ่ง เป็นผู้มีวัตรอันสมาทานแล้วคือเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและมารยาท. บทว่า ภรามิ แปลว่า เลี้ยงดูประจำ. บทว่า อตนฺทิโต ได้แก่ เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน. บทว่า ปุพฺเพกตมนุสฺสรํ ความว่า อาตมภาพระลึกถึงอยู่ซึ่งบุญคุณ ที่มารดาและบิดาทั้งสองนั้นได้กระทำไว้แล้วแก่อาตมภาพในกาลก่อน.

พระราชา ได้ทรงสดับคำนั้นแล้ว มีพระประสงค์ใคร่จะทอดพระเนตรอาศรม พร้อมด้วยพระโพธิสัตว์นั้น จึงได้ตรัสคาถาอันเป็นลำดับต่อไปว่า

ข้าพเจ้าทั้งหลาย ปรารถนาจะไปยังอาศรม ซึ่ง เป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส ข้าแต่ท่านโสณะ ขอท่านได้ โปรดบอกทาง ที่จะไปยังอาศรมนั้น แก่ข้าพเจ้าทั้ง หลายเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสมํ ความว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายปรารถนาจะไปยังอาศรมบทของท่านทั้งหลาย.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ จึงเนรมิตหนทางสำหรับไปยังอาศรมบทด้วยอานุภาพของตน แล้วทูลกะพระเจ้ามโนชราชนั้นว่า

ดูก่อนมหาบพิตร หนทางนี้เป็นหนทางสำหรับ เดินคนเดียว ขอเชิญมหาบพิตร เสด็จไปยังป่าอัน สะพรั่งไปด้วยต้นทองหลาง มีสีเขียวชอุ่มดังสีเมฆ โกสิยดาบสอยู่ในป่านั้น.

เนื้อความแห่งคำอันเป็นคาถานั้น มีดังต่อไปนี้ ดูก่อนมหาบพิตรหนทางนี้เป็นหนทางเท้าสำหรับเดินไปได้เพียงคนเดียว ขอเชิญพระองค์เสด็จไป โดยทิศาภาคที่หมู่ไม้อันสะพรั่งไปด้วยต้นทองหลาง มีดอกอันเบ่งบานดีแล้ว มีสีเหมือนเมฆปรากฏอยู่นี้. บิดาของอาตมภาพผู้โกสิยโคตร อยู่ในอาศรมนี้ นั่นคืออาศรมแห่งบิดาของอาตมภาพ.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

โสณมหาฤๅษี ครั้นกล่าวคำนี้แล้ว ได้พร่ำสอน กษัตริย์ทั้งหลาย ณ กลางหาวแล้วรีบหลีกไปยัง สระอโนดาต แล้วกลับมาปัดกวาดอาศรม แต่งตั้ง อาสนะแล้ว เข้าไปสู่บรรณศาลา แจ้งให้ดาบสผู้เป็น บิดาทราบว่า ข้าแต่ท่านมหาฤๅษี พระราชาทั้งหลาย ผู้เป็นอภิชาตเรืองยศเหล่านี้ เสด็จมาหา ขอเชิญบิดา ออกไปนั่งนอกอาศรมเถิด มหาฤๅษี ได้ฟังคำของ โสณบัณฑิตนั้นแล้ว รีบออกจากอาศรมมานั่งอยู่ที่

ประตูของตน. นี้เป็นพระคาถาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเพิ่มขึ้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺกามิ ได้แก่ ไปยังสระอโนดาต. บทว่า อสฺสมํ ปริมชฺชิตฺวา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฤๅษีนั้นรีบไปยังสระอโนดาตโดยเร็วพลัน แล้วตักน้ำดื่มมา เมื่อพระราชาเหล่านั้น ยังไม่ทันถึงอาศรมนั่นแล ก็กลับมาก่อนจัดแจงตั้งหม้อน้ำดื่มไว้ในโรงน้ำ แล้วอบน้ำด้วยดอกไม่ในป่าทั้งหลาย ด้วยคิดว่า มหาชนจักได้ดื่มน้ำ แล้วถือเอาไม้กวาดมากวาดอาศรม จัดแจงแต่งตั้งอาสนะของบิดาไว้ที่ประตูบรรณศาลาแล้ว เข้าไปบอกให้บิดาได้ทราบ. บทว่า อุปาวิสิ ได้แก่ นั่งบนอาสนะสูง.

ส่วนมารดาของพระโพธิสัตว์ นั่งบนอาสนะต่ำกว่าบิดา ซึ่งตั้งอยู่ข้างหลัง. พระโพธิสัตว์นั่งอยู่บนอาสนะต่ำ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

ฝ่ายนันทบัณฑิตดาบส ในเวลาที่พระโพธิสัตว์ไปตักน้ำดื่มมาจากสระอโนดาต กลับมายังอาศรมแล้ว จึงไปยังสำนักของพระราชา ให้หยุดพักกองทัพไว้ ณ ที่ใกล้อาศรม. ลำดับนั้น พระเจ้ามโนชราชทรงสรงสนานประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ ห้อมล้อมเป็นบริวาร พานันทบัณฑิตเสด็จเข้าไปยังอาศรม ด้วยความเป็นผู้เลิศด้วยความงามแห่งสิริอันยิ่งใหญ่ เพื่อจะขอให้พระโพธิสัตว์ยกโทษ. ลำดับนั้น บิดาพระโพธิสัตว์เห็นพระราชานั้นเสด็จมาดังนั้น จึงถามพระโพธิสัตว์. แม้พระโพธิสัตว์ก็ได้เล่าถึงความเป็นไปทั้งหมดให้บิดาได้ทราบ.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

โกสิยดาบสได้เห็นพระเจ้ามโนชะนั้น ซึ่งมีหมู่ กษัตริย์ห้อมล้อมเป็นกองทัพ ประหนึ่งรุ่งเรืองด้วยเดช เสด็จมาอยู่ จึงกล่าวคาถานี้ความว่า กลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์ และมโหระทึก ยังพระราชาผู้เป็น จอมทัพให้ร่าเริงอยู่ ดำเนินไปแล้วข้างหน้าของใคร หน้าผากของใครสวมแล้วด้วยแผ่นทองอันหนามีสีดุจ สายฟ้า ใครกำลังหนุ่มแน่นผูกสอดด้วยกำลูกศร รุ่งเรืองด้วยสิริ เดินมาอยู่ อนึ่งหน้าของใครงามผุดผ่อง ดุจทองคำอันละลายคว้างที่ปากเบ้า มีสีดังถ่านเพลิง ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริ กำลังเดินมาอยู่ ฉัตรพร้อม ด้วยคันน่ารื่นรมย์ใจ สำหรับกั้นแสงอาทิตย์ อันบุคคล กางแล้วเพื่อใคร ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริ กำลังเดิน มาอยู่ ชนทั้งหลาย ถือพัดวาลวีชนีเครื่องสูง เดินเคียง องค์ของใคร ผู้มีบุญอันประเสริฐ มาอยู่โดยคอช้าง เศวตฉัตร ม้าอาชาไนย และทหารสวมเกราะ เรียงรายอยู่โดยรอบของใคร ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริ กำลังเดินมาอยู่ กษัตริย์ ๑๐๑ พระนครผู้เรืองยศเสด็จ พระราชดำเนินแวดล้อมตามอยู่โดยรอบของใคร ใคร หนอรุ่งเรืองด้วยสิริ กำลังเดินมาอยู่ จาตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า เดิน แวดล้อมตามอยู่โดยรอบของใคร ใครหนอรุ่งเรือง ด้วยสิริ กำลังเดินมาอยู่ เสนาหมู่ใหญ่นี้นับไม่ถ้วน ไม่มีที่สุดดุจคลื่นในมหาสมุทรกำลังห้อมล้อมตามหลัง ใครมา.

พระมหาสัตว์ เมื่อจะบอกพระนามของพระเจ้ามโนชราชนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาเหล่านี้ว่า

กษัตริย์ที่กำลังเสด็จมานั้น คือ พระเจ้ามโนราชาราช เป็นเพียงดังพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดาชั้น ดาวดึงส์ เข้าถึงความเป็นบริษัทของนันทดาบส กำลัง มาสู่อาศรม อันเป็นที่ประพฤติพรหมจรรย์ เสนาหมู่ ใหญ่นี้ นับไม่ถ้วน ไม่มีที่สุด ดุจคลื่นในมหาสมุทร กำลังตามหลังพระเจ้ามโนชะนั้นมา.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๕ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๒๘๕–๓๒๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัตตตินิบาตชาดก · ๓๖๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๖๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒)

ว่าด้วยโสณนันทดาบส

(พระเจ้ามโนชะเมื่อทรงพิจารณาดาบสนั้นแล้ว จึงตรัสว่า)

[๙๒]

ท่านเป็นเทวดา คนธรรพ์ เป็นท้าวสักกปุรินททะ

หรือเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์กันแน่หนอ พวกเราจะรู้จักท่านได้อย่างไร

(นันทบัณฑิตดาบสกราบทูลว่า)

[๙๓]

อาตมภาพไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์

แม้ท้าวสักกปุรินททะก็ไม่ใช่

อาตมภาพเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์ ขอถวายพระพร

ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด ภารถมหาบพิตร ๑-

(พระเจ้ามโนชะได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๙๔]

พระคุณเจ้าได้ทำการขวนขวายช่วยเหลือมิใช่น้อยเห็นปานนี้

เมื่อฝนตก พระคุณเจ้าก็ได้ทำให้ฝนหยุด

[๙๕]

จากนั้นเมื่อลมแรง แดดกล้า พระคุณเจ้าก็ได้ทำเงาอันร่มเย็น

ต่อมาพระคุณเจ้าก็ได้ทำการป้องกันลูกศรในท่ามกลางศัตรู

[๙๖]

ต่อมาพระคุณเจ้าก็ได้ทำแคว้นให้เจริญรุ่งเรืองแผ่ไพศาล

และได้นำประชาชนผู้อยู่ในแคว้นเหล่านั้นให้อยู่ในอำนาจของโยม

ต่อมาก็ได้ทำให้กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ให้เป็นผู้ติดตามโยม

[๙๗]

โยมมีความพอใจต่อพระคุณเจ้าผู้เจริญ

พระคุณเจ้าประสงค์สิ่งปลื้มใจอันใด คือ

ยานพาหนะที่เทียมด้วยช้าง รถเทียมด้วยม้า

นารีที่ประดับด้วยเครื่องอลังการ

และหรือนิเวศน์อันรื่นรมย์สำราญ

ขอพระคุณเจ้าออกปากขอมาเถิด

โยมขอถวายแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ

@เชิงอรรถ :

@๑ ภารถมหาบพิตร หมายถึงพระราชาผู้รับภาระปกครองแคว้น, ผู้บริหารราชการแผ่นดิน (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๓/๑๘๕)

[๙๘]

หรือว่าพระคุณเจ้าประสงค์สิ่งใดในแคว้นอังคะก็ตาม

มคธก็ตาม โยมขอถวายแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ

หรือพระคุณเจ้าประสงค์แคว้นอัสสกะหรือแคว้นอวันตี

โยมก็เต็มใจถวายสิ่งนั้นแด่พระคุณเจ้า

[๙๙]

หรือแม้ราชสมบัติกึ่งหนึ่ง

โยมก็จะถวายแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ

ถ้าพระคุณเจ้าประสงค์ราชสมบัติ

นิมนต์แนะนำสิ่งที่พระคุณเจ้าประสงค์มาเถิด

(นันทบัณฑิตดาบสกราบทูลชี้แจงความประสงค์ของตนว่า)

[๑๐๐]

ราชสมบัติก็ตาม บ้านเมืองก็ตาม

ทรัพย์สมบัติก็ตาม อาตมภาพไม่ต้องการ

แม้ถึงชนบทอาตมภาพก็ไม่มีความต้องการ

[๑๐๑]

ในพระราชอาณาจักรของมหาบพิตรผู้เจริญ

มีอาศรมหลังหนึ่งอยู่ ณ ราวป่า

บิดามารดาทั้ง ๒ ของอาตมภาพพำนักอยู่ ณ อาศรมนั้น

[๑๐๒]

อาตมภาพไม่ได้ทำบุญในท่านทั้ง ๒

ผู้เป็นบุรพาจารย์นั้นเลย

อาตมภาพจะทำการทูลเชิญมหาบพิตรผู้ทรงพระเจริญ

แล้วจะขอการสังวร (ขอโทษ) กับโสณบัณฑิต

(พระเจ้ามโนชะตรัสกับนันทบัณฑิตดาบสนั้นว่า)

[๑๐๓]

ท่านพราหมณ์ โยมจะทำตามคำของพระคุณเจ้า

ตามที่พระคุณเจ้าพูดกับโยม

แต่เรื่องนั้นพระคุณเจ้าบอกโยมมาเถิดว่า

ผู้วิงวอนขอร้องมีจำนวนเท่าไร

(นันทบัณฑิตดาบสกราบทูลว่า)

[๑๐๔]

คหบดี ชาวชนบทและพราหมณ์มหาศาลกว่าร้อยขึ้นไป

กษัตริย์ผู้อภิชาติผู้ทรงมีพระอิสริยยศเหล่านี้ทั้งหมด

และพระองค์ผู้ทรงพระเจริญทรงพระนามว่า พระเจ้ามโนชะ

ผู้วิงวอนขอร้อง ก็จักเพียงพอ

(พระเจ้ามโนชะตรัสกับนันทบัณฑิตดาบสว่า)

[๑๐๕]

พนักงานทั้งหลายจงตระเตรียมช้างและม้า

นายสารถีจงเทียมรถ ท่านทั้งหลายจงถือเอาเครื่องผูก

จงยกธงขึ้นปักที่แท่นปักธง

เราจักไปยังอาศรมที่โกสิยดาบสพำนักอยู่

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๐๖]

ลำดับนั้น พระราชาเสด็จไปพร้อมกับจาตุรงคเสนา

ได้เสด็จถึงอาศรมอันน่ารื่นรมย์ที่โกสิยดาบสอยู่

(พระเจ้ามโนชะทรงเห็นโสณดาบสโพธิสัตว์มา จึงตรัสว่า)

[๑๐๗]

หาบของใครผู้จะไปหาบน้ำ ทำด้วยไม้กระทุ่ม

ไม่ถูกต้องบ่า ลอยขึ้นสู่อากาศ

(ห่างบ่า)ประมาณ ๔ องคุลี

(โสณดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๐๘]

ข้าแต่มหาราช อาตมภาพคือโสณดาบส

ผู้อดกลั้นประพฤติวัตร ไม่เกียจคร้าน

เลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ทุกคืนวัน

[๑๐๙]

ขอถวายพระพร พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งทิศ

อาตมภาพระลึกถึงอุปการะที่ท่านทั้งสอง

ได้ทำไว้แล้วในกาลก่อนอยู่เนืองๆ

จึงนำเอาผลไม้และเผือกมันในป่ามาเลี้ยงดูมารดาบิดา

(พระเจ้ามโนชะทรงประสงค์จะทำความคุ้นเคยกับโสณบัณฑิตดาบส จึงตรัสว่า)

[๑๑๐]

โยมทั้งหลายปรารถนาจะไปยังอาศรมที่โกสิยดาบสอยู่

พระคุณเจ้าโสณะ นิมนต์พระคุณเจ้า

กรุณาบอกหนทางแก่พวกโยมด้วย

พวกโยมจะไปถึงอาศรมได้โดยหนทางใด

(โสณดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๑๑]

ขอถวายพระพรพระราชา

หนทางนี้เป็นทางเดินเท้าสำหรับคนผู้เดียว

ณ ที่ใด มีป่าสีเขียวครามคล้ายเมฆ

ดารดาษไปด้วยต้นทองกวาว

ท่านโกสิยดาบสพำนักอยู่ ณ ป่าแห่งนี้

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๑๒]

มหาฤๅษี ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว

จึงเหาะขึ้นในอากาศพร่ำสอนกษัตริย์ทั้งหลาย

แล้วรีบด่วนหลีกไปในอากาศ

[๑๑๓]

ปัดกวาดอาศรม ปูลาดอาสนะแล้วเข้าไปยังบรรณศาลา

บอกกล่าวบิดาให้รู้ตัวว่า

[๑๑๔]

ข้าแต่มหาฤๅษี กษัตริย์ผู้อภิชาติ

ทรงมีพระอิสริยยศทั้งหลายเหล่านี้

กำลังเสด็จมา ขอท่านพ่อจงออกไปนั่งนอกอาศรมเถิด

[๑๑๕]

มหาฤๅษีสดับคำของโสณบัณฑิตนั้นแล้ว

รีบออกจากอาศรม นั่งอยู่ใกล้ประตูอาศรมของตน

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๑๖]

โกสิยดาบสได้เห็นพระเจ้ามโนชะนั้นมีหมู่กษัตริย์แวดล้อม

เป็นประดุจกองทัพรุ่งเรืองอยู่ด้วยเดชานุภาพ

กำลังเสด็จมา จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า

[๑๑๗]

กระบวนกลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์

และมโหระทึกนำหน้าใครมา ยังพระราชาผู้จอมทัพให้ร่าเริง

[๑๑๘]

ใครมีหน้าผากสวมกรอบอุณหิสทองคำอันหนา

มีวรรณะประดุจสายฟ้า

ใครหนอยังหนุ่มแน่นผูกสอดแล่งลูกศร

รุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๑๙]

อนึ่ง ใบหน้าของใครงดงามผุดผ่อง

ดุจทองคำที่ละลายคว้างอยู่ปากเบ้า

มีสีดังถ่านเพลิงไม้ตะเคียน

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๐]

ฉัตรมีซี่น่ารื่นรมย์ใจ สำหรับกั้นบังแสงอาทิตย์

เขาประคองกั้นแล้วเพื่อใคร

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๑]

ชนทั้งหลายถือพัดวาลวีชนีเครื่องสูง

เดินแวดล้อมเรือนร่างของใคร

ผู้มีบุญอันประเสริฐซึ่งกำลังมาบนคอช้าง

[๑๒๒]

เศวตฉัตร ม้าอาชาไนย และทหารสวมเกราะ

ของใครเรียงรายอยู่โดยรอบ

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๓]

กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ผู้ทรงมีพระอิสริยยศ

กำลังแวดล้อมติดตามใครอยู่โดยรอบ

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๔]

อนึ่ง เสนา ๔ เหล่า คือ กองพลช้าง กองพลม้า

กองพลรถ และกองพลราบ แวดล้อมตามใครอยู่โดยรอบ

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๕]

เสนาหมู่ใหญ่นั่นของใคร นับไม่ถ้วน

แวดล้อมติดตามมาข้างหลังประดุจคลื่นแห่งสาคร

[๑๒๖]

พระเจ้ามโนชะผู้เป็นราชาธิราช

เหมือนพระอินทร์ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งเทพทั้งหลาย

ผู้มีชัยกำลังเสด็จมาสู่อาศรมของท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์

เพื่อทรงขอขมาโทษแทนนันทดาบส

[๑๒๗]

นั้นเสนาหมู่ใหญ่ของพระองค์นับไม่ถ้วน

แวดล้อมติดตามมาข้างหลังประดุจคลื่นแห่งสาคร

[๑๒๘]

พระราชาทั้งหลายมีพระวรกายลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์

ทรงพระภูษากาสิกพัสตร์อันอุดม

ทุกพระองค์ต่างประนมมือเสด็จเข้าไปหาพระฤๅษี

(ต่อแต่นั้น พระเจ้ามโนชะตรัสว่า)

[๑๒๙]

พระคุณเจ้าผู้เจริญมีความสุขสำราญดี

ไม่มีโรคเบียดเ บียนหรือ

พระคุณเจ้ายังอัตภาพให้เป็นไป

ด้วยการแสวงหามูลผลาหารหรือ

เผือก มัน และผลไม้ยังมีอยู่มากหรือ

[๑๓๐]

เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยหรือ

ในป่าที่มีเนื้อร้ายอยู่พลุกพล่านไม่มีมาเบียดเบียนหรือ

(โสณดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๓๑]

ข้าแต่พระราชา พวกอาตมภาพ

มีความสุขสำราญดี และไม่มีโรคเบียดเบียน

อนึ่ง อาตมภาพทั้งหลายยังอัตภาพ

ให้เป็นไปด้วยการแสวงหามูลผลาหาร

และเผือก มัน ผลไม้ก็ยังมีมากอยู่

[๑๓๒]

อนึ่ง เหลือบยุงและสัตว์เลื้อยคลานก็มีน้อย

เนื้อร้ายอยู่พลุกพล่านในป่าก็ไม่มาเบียดเบียนอาตมภาพเลย

[๑๓๓]

หลายปีมาแล้ว อาตมาอยู่ในอาศรมนี้

ยังไม่รู้จักความอาพาธที่ไม่ทำใจให้รื่นรมย์ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว

[๑๓๔]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย

พระองค์ทรงเป็นใหญ่ เสด็จมาถึงโดยลำดับ

สิ่งใดที่ทรงพอพระทัย โปรดตรัสบอกสิ่งนั้นเถิด

[๑๓๕]

ข้าแต่พระราชา ผลมะพลับ ผลมะหาด

ผลมะซาง และผลหมากเม่า มีรสหวานเล็กน้อย

เชิญพระองค์เลือกเสวยผลดีๆ เถิด

[๑๓๖]

น้ำดื่มนี้ก็เย็นสนิท ตักมาจากซอกเขา

มหาบพิตรหากพระองค์ประสงค์ ขอทรงดื่มเถิด

(พระเจ้ามโนชะตรัสว่า)

[๑๓๗]

สิ่งที่พระคุณเจ้าให้โยมก็รับไว้แล้ว

พระคุณเจ้าทำให้มีค่าสำหรับคนทุกคน

ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายโปรดเงี่ยโสตสดับ

คำของนันทดาบสเถิด ท่านจะกล่าว

[๑๓๘]

พวกโยมเป็นบริษัทของนันทดาบส

พากันมายังสำนักของพระคุณเจ้าผู้เจริญ

เพื่อจะขอขมาโทษ ขอพระคุณเจ้าผู้เจริญ

โปรดสดับฟังคำของนันทดาบสและของบริษัทเถิด

(นันทบัณฑิตเมื่อเจรจากับบริษัทของตน จึงกล่าวว่า)

[๑๓๙]

ชาวชนบทและพราหมณ์มหาศาลกว่าร้อยขึ้นไป

กษัตริย์ผู้อภิชาติผู้ทรงมีพระอิสริยยศเหล่านี้ทั้งหมด

และพระราชาผู้เจริญทรงพระนามว่า มโนชะ

โปรดทรงสดับคำของอาตมภาพสักเล็กน้อย

[๑๔๐]

อนึ่ง ยักษ์ ภูต และเทวดาทั้งหลายในป่า

ที่พากันมาประชุมอยู่ในอาศรมนี้

ขอจงฟังคำของข้าพเจ้า

[๑๔๑]

ข้าพเจ้าขอกระทำความนอบน้อมแก่ภูตทั้งหลาย

แล้วจะกล่าวกับโสณฤๅษีผู้มีวัตรดีงาม

ข้าพเจ้านั้นชาวโลกสมมติแล้วว่า

เป็นชาวโกสิยโคตรร่วมกับท่าน

จึงนับว่าเป็นแขนขวาของท่าน

[๑๔๒]

ข้าแต่ท่านพี่โกสีย์ผู้กล้าหาญ

เมื่อข้าพเจ้ามีความประสงค์

จะเลี้ยงดูมารดาและบิดาบังเกิดเกล้าของข้าพเจ้า

ฐานะนี้ชื่อว่าเป็นบุญ ขอท่านพี่จงอย่าห้ามข้าพเจ้าเลย

[๑๔๓]

แท้จริง การบำรุงมารดาและบิดานั้น

สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว

ขอท่านพี่จงสละการบำรุงมารดาบิดานั้นให้ข้าพเจ้าเถิด

ท่านพี่ได้กระทำกุศลมานานแล้ว

ด้วยการลุกขึ้นทำกิจวัตรและการบีบนวด

บัดนี้ ข้าพเจ้าใคร่จะทำบุญในมารดาบิดาทั้งหลายบ้าง

ขอท่านพี่จงมอบโลกสวรรค์ให้แก่ข้าพเจ้าเถิด

[๑๔๔]

ข้าแต่ท่านพี่ผู้เป็นฤๅษี มนุษย์ทั้งหลายผู้รู้บทแห่งธรรม

ในธรรมว่า เป็นหนทางแห่งโลกสวรรค์

เหมือนอย่างท่านพี่รู้ มีอยู่ในบริษัทนี้เหมือนกัน

[๑๔๕]

ท่านโสณบัณฑิตผู้พี่ห้ามข้าพเจ้า

ผู้จะบำรุงมารดาและบิดาให้มีความสุขด้วยการอุปัฏฐาก

และการนวดเฟ้น จากบุญนั้น

ชื่อว่าเป็นคนปิดกั้นหนทางอันประเสริฐ

(เมื่อนันทบัณฑิตกล่าวอย่างนี้แล้ว โสณดาบสโพธิสัตว์ประกาศให้ทราบว่า)

[๑๔๖]

ขอถวายพระพรมหาราช กษัตริย์ผู้เจริญทั้งหลาย

ผู้จะขอขมาโทษแทนน้องชายของอาตมภาพ ขอทรงสดับคำ

ของอาตมภาพ ผู้ใดยังสกุลวงศ์อันเก่าแก่ให้เสื่อมไป

ไม่ประพฤติธรรมในบุคคลผู้เจริญในสกุลทั้งหลาย

ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรก

[๑๔๗]

ขอถวายพระพรพระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งทิศ

ก็ชนเหล่าใดเป็นผู้ฉลาดในธรรมอันเก่าแก่

ถึงพร้อมด้วยจารีต

ชนเหล่านั้นจะไม่ไปสู่ทุคติ

[๑๔๘]

มารดาและบิดา พี่ชายน้องชาย

พี่สาวน้องสาว เครือญาติและพวกพ้อง

ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นภาระของพี่ชายใหญ่

ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด ท่านภารถ

[๑๔๙]

ขอถวายพระพรพระองค์ผู้เป็นจอมทัพ

อาตมภาพต้องรับภาระอันหนักและไม่ละเลยธรรม

เหมือนนายเรือต้องรับภาระอันหนัก พยายามนำเรือไป

เพราะว่าอาตมภาพเป็นพี่ชายใหญ่

(พระราชาทุกพระองค์ทรงพอพระทัย ทรงชมเชยโสณดาบสโพธิสัตว์ว่า)

[๑๕๐]

เราทั้งหลายได้บรรลุญาณคือปัญญาในความมืด

ท่านโสณโกสิยฤๅษีผู้เจริญได้แสดงธรรมอย่างชัดแจ้ง

แก่เราทั้งหลายเหมือนเปลวเพลิงจากไฟป่าในเวลามืดมิด

[๑๕๑]

ดวงอาทิตย์เหล่ากอแห่งวาสุเทพเปล่งรัศมีอุทัยอยู่

ย่อมส่องแสงให้เห็นรูปทั้งดีทั้งชั่วอย่างแจ่มแจ้งแก่เหล่าสัตว์ฉันใด

ท่านโสณโกสิยฤๅษีผู้เจริญก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ได้แสดงธรรมอย่างชัดแจ้งแก่เราทั้งหลาย

(ลำดับนั้น นันทบัณฑิตกล่าวว่า)

[๑๕๒]

ถ้าท่านพี่ไม่ยอมรับรู้

ถึงการประคองอัญชลีของข้าพเจ้าผู้วิงวอนอยู่อย่างนี้

ข้าพเจ้าจักประพฤติตามท่านพี่ จักตั้งใจปฏิบัติบำรุงท่านพี่

(โสณดาบสโพธิสัตว์เมื่อจะประกาศคุณของนันทบัณฑิต จึงกล่าวว่า)

[๑๕๓]

นันทะ เธอรู้แจ้งชัดถึงสัทธรรม

ที่สัตบุรุษทั้งหลายแสดงไว้แล้วอย่างแท้จริง

เธอเป็นผู้ประเสริฐ มีมารยาทงาม พี่พอใจเธอยิ่งนัก

[๑๕๔]

พี่จะบอกท่านพ่อท่านแม่

ขอท่านทั้ง ๒ จงฟังคำของข้าพเจ้า

ภาระนี้เป็นเพียงภาระชั่วครั้งชั่วคราวของข้าพเจ้าหามิได้

[๑๕๕]

นันทดาบส กระทำการขอขมาโทษอ้อนวอนขอกับข้าพเจ้า

เพื่อบำรุงท่านทั้ง ๒ อันเป็นการอุปัฏฐาก

ที่นำความสุขมาให้แก่มารดาบิดานั้นบ้าง

[๑๕๖]

บรรดาท่านทั้ง ๒ ผู้สงบ ประพฤติพรหมจรรย์

ท่านผู้ใดปรารถนา ขอท่านคนหนึ่งจงปรารถนานันทะเถิด

ขอนันทะจงบำรุงใครคนหนึ่งในท่านทั้ง ๒ ตามต้องการเถิด

(มารดาของโสณดาบสโพธิสัตว์กล่าวว่า)

[๑๕๗]

โสณะ แม่และพ่ออาศัยเธอ เธออนุญาตแล้ว

แม่พึงได้จุมพิตนันทะผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่กระหม่อมเถิด

[๑๕๘]

เพราะนานเหลือเกินจึงได้เห็นนันทะ

หัวใจของแม่ย่อมหวั่นไหว

เหมือนใบอ่อนของต้นโพธิ์ถูกลมพัดไหวไปมา

[๑๕๙]

เมื่อใดแม่หลับลงฝันเห็นนันทะมา

แม่ก็เบิกบานดีใจว่า ลูกนันทะของแม่มาแล้ว

[๑๖๐]

แต่เมื่อใดแม่ตื่นขึ้นแล้วไม่เห็นนันทะมา

ความเศร้าโศกและความเสียใจมิใช่น้อยกลับทับถมโดยยิ่ง

[๑๖๑]

แม่เห็นนันทะกลับมาในวันนี้

ขอนันทะผู้เป็นที่รักของพ่อแม่จงเข้าไปยังเรือนของพวกเราเถิด

[๑๖๒]

นันทะเป็นลูกสุดที่รักแม้ของบิดา

นันทะไม่ควรจากเรือนนี้ไปอีก

พ่อโสณะ ขอนันทะจงได้สิ่งที่ตนปรารถนาเถิด

ขอนันทะจงบำรุงแม่เถิด

(โสณดาบสโพธิสัตว์ประกาศพระคุณของมารดาว่า)

[๑๖๓]

พ่อฤๅษี มารดาเป็นผู้อนุเคราะห์ เป็นที่พึ่ง

และเป็นผู้ให้รส (คือ น้ำนม) แก่พวกเรามาก่อน

เป็นหนทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า

[๑๖๔]

พ่อฤๅษี มารดาเป็นผู้ให้รสมาก่อน

เป็นผู้คุ้มครอง เป็นที่เข้าไปประกอบบุญกุศล

เป็นหนทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า

(โสณดาบสโพธิสัตว์เมื่อจะประกาศว่ามารดาเป็นผู้ทำกิจที่ทำได้ยากที่ บุคคลอื่นจะทำได้ จึงกล่าวว่า)

[๑๖๕]

มารดาเมื่อหวังผลคือบุตรจึงนอบน้อมเทวดา

และไต่ถามถึงฤกษ์ ฤดู และปีทั้งหลาย ๑-

[๑๖๖]

เมื่อมารดานั้นมีระดู การตั้งครรภ์จึงมีได้

เพราะการตั้งครรภ์นั้น มารดาจึงมีการแพ้ท้อง

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า สุหทา หญิงผู้มีใจดี ๒-

@เชิงอรรถ :

@๑ มารดานอบน้อมเทวดา หมายถึงทำการนอบน้อมคือบนบานต่อเทวดาว่า “ขอลูกจงเกิดขึ้นแก่เรา”

@ถามถึงฤกษ์ ฤดู และปีทั้งหลาย หมายถึงมารดาต้องการทราบว่าบุตรเกิดในฤกษ์ ฤดู และปีใด จะ

@มีอายุยืน อายุสั้นอย่างไร (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๖๕/๒๐๗)

@๒ เมื่อมารดานั้นมีระดู หมายถึงเมื่อต่อมเลือด(ไข่สุก)เกิดแล้ว ระดูไม่มาตามกำหนด มารดาได้ชื่อว่า สุหทา

@หญิงผู้มีใจดี (เพราะในเวลานั้นมารดาจะเกิดความรักในบุตรที่เกิดในท้องของตน) (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๖๖/๒๐๗)

[๑๖๗]

มารดาประคับประคองครรภ์อยู่หนึ่งปีหรือหย่อนกว่าบ้าง

แล้วจึงคลอดบุตร เพราะเหตุนั้น มารดานั้นจึงชื่อว่า

หญิงผู้ให้กำเนิดบุตร เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า

ชเนตตี หญิงผู้ยังบุตรให้เกิด

[๑๖๘]

เมื่อบุตรร้องไห้ มารดาก็ปลอบโยนให้ยินดีได้

ด้วยน้ำนมบ้าง ด้วยการร้องเพลงกล่อมบ้าง

ด้วยการกอดไว้แนบอกบ้าง

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า

โตเสนตี หญิงผู้ยังบุตรให้ร่าเริงยินดี

[๑๖๙]

จากนั้น เมื่อลมแรงและแดดกล้า

มารดาก็กระทำความรักอย่างจับใจ

มองดูบุตรผู้ยังเป็นเด็กอ่อนไร้เดียงสาอยู่

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกว่า

โปเสนตี หญิงผู้เลี้ยงดูบุตร

[๑๗๐]

ทรัพย์อันใดที่เป็นทรัพย์ของมารดาก็ดี

เป็นทรัพย์ของบิดาก็ดี

แม้ทรัพย์ทั้ง ๒ มารดาก็คุ้มครองรักษาไว้เพื่อบุตรนั้น

ด้วยหมายใจว่า แม้ทรัพย์ทั้ง ๒ นี้พึงเป็นของบุตรของเรา

[๑๗๑]

มารดาเมื่อให้บุตรสำเหนียกว่า

อย่างนี้ซิลูก อย่างโน้นซิลูก ย่อมลำบาก

และทราบว่าบุตรของตนเมื่อถึงคราวเป็นหนุ่ม

ลุ่มหลงมัวเมาในภรรยาของผู้อื่นอยู่จนดึกดื่นเที่ยงคืน

ไม่กลับมาในเวลาเย็น ก็ย่อมเดือดร้อน ด้วยประการฉะนี้

[๑๗๒]

บุตรที่มารดาเลี้ยงดูมาแล้วด้วยความลำบากอย่างนี้

ไม่บำรุงมารดา บุตรคนนั้นชื่อว่า

ประพฤติผิดในมารดา ย่อมเข้าถึงนรก

[๑๗๓]

บุตรที่บิดาเลี้ยงดูมาแล้วด้วยความลำบากอย่างนี้

ไม่บำรุงบิดา บุตรคนนั้นชื่อว่า

ประพฤติผิดในบิดา ย่อมเข้าถึงนรก

[๑๗๔]

ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า แม้ทรัพย์ที่เกิดขึ้น

แก่บุตรทั้งหลายผู้มีความต้องการทรัพย์ ก็พินาศไปบ้าง

บุตรนั้นย่อมถึงฐานะอันลำบากบ้าง เพราะไม่บำรุงมารดา

[๑๗๕]

ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า แม้ทรัพย์ที่เกิดขึ้น

แก่บุตรทั้งหลายผู้มีความต้องการทรัพย์ ก็พินาศไปบ้าง

บุตรนั้นย่อมถึงฐานะอันลำบากบ้าง เพราะไม่บำรุงบิดา

[๑๗๖]

ความเพลิดเพลินยินดี ความรื่นเริงบันเทิงใจ

และการหัวเราะเล่นหัวกันในกาลทุกเมื่อนั้น

บัณฑิตผู้รู้แจ้งจะพึงได้เพราะบำรุงมารดา

[๑๗๗]

ความเพลิดเพลินยินดี ความรื่นเริงบันเทิงใจ

และการหัวเราะเล่นหัวกันในกาลทุกเมื่อนั้น

บัณฑิตผู้รู้แจ้งจะพึงได้เพราะบำรุงบิดา

[๑๗๘]

สังคหวัตถุ ๑- ทั้งหลาย คือ

๑. ทาน (การให้) ๒. ปิยวาจา (การเจรจาถ้อยคำที่น่ารัก)

๓. อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์)

๔. สมานัตตตา (ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลายตาม

สมควรในที่นั้นๆ)

ทั้ง ๔ ประการนี้ยังมีอยู่ในโลกนี้

เหมือนเพลารถยังมีแก่รถที่กำลังแล่นไป

@เชิงอรรถ :

@๑ สังคหวัตถุ หมายถึงหลักการสงเคราะห์หรือธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจกันไว้ได้ ในที่นี้หมายถึงบุตรพึง

@ปรนนิบัติมารดาบิดาด้วยหลัก ๔ ประการ คือ (๑) ทาน การให้(สิ่งของ)แก่มารดาบิดา (๒) เปยยวัชชะ

@พึงเจรจาแต่คำที่น่ารัก (๓) อัตถจริยา พึงประพฤติประโยชน์ด้วยการทำหน้าที่(ของท่าน)ที่เกิดขึ้นให้สำเร็จ

@(๔) สมานัตตตา ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลายตามสมควร หมายถึงความประพฤติยำเกรงต่อผู้

@ใหญ่ทั้งหลาย (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๘/๒๐๘)

[๑๗๙]

หากว่าสังคหวัตถุเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้

มารดาไม่พึงได้การนับถือหรือการบูชาเพราะเหตุแห่งบุตรเลย

หรือบิดาไม่พึงได้การนับถือหรือการบูชาเพราะเหตุแห่งบุตรเลย

[๑๘๐]

ก็เพราะบัณฑิตทั้งหลายพิจารณาเห็นสังคหวัตถุเหล่านี้โดยชอบ

เพราะฉะนั้น จึงบรรลุถึงความเป็นผู้ใหญ่

ทั้งบัณฑิตเหล่านั้นยังเป็นผู้น่าสรรเสริญอีกด้วย

[๑๘๑]

มารดาและบิดาทั้งหลายบัณฑิตกล่าวว่า

๑. เป็นพรหมของบุตร

๒. เป็นบุรพาจารย์ของบุตร

๓. เป็นผู้ควรของต้อนรับบูชาของบุตร ๑-

๔. เป็นผู้อนุเคราะห์หมู่สัตว์คือบุตร

[๑๘๒]

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงนอบน้อมและพึงสักการะ

มารดาและบิดาทั้ง ๒ นั้นด้วยข้าวและน้ำ

ด้วยผ้านุ่งผ้าห่มและที่นอน ด้วยการอบตัวและอาบน้ำให้

และด้วยการล้างเท้าทั้ง ๒ ให้ท่าน

[๑๘๓]

เพราะการบำรุงมารดาและบิดาทั้ง ๒ นั้น

บัณฑิตทั้งหลายจึงสรรเสริญเขาในโลกนี้ทีเดียว

เขาตายไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ ดังนี้แล

โสณนันทชาดกที่ ๒ จบ

รวมชาดกที่มีในนิบาตนี้

๑. กุสชาดก ๒. โสณนันทชาดก

สัตตตินิบาตจบ

@เชิงอรรถ :

@๑ มารดาและบิดาเป็นพรหมของบุตร เพราะเป็นผู้เสมอด้วยพรหม คือ สูงสุด ประเสริฐสุดของบุตร

@เป็นบุรพาจารย์ คือ เป็นอาจารย์คนแรกของบุตร เป็นผู้ควรของต้อนรับบูชา คือ สมควรแก่สักการะ

@อย่างใดอย่างหนึ่งของบุตร (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๘๑/๒๐๘)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๑. กุสชาดกชาดกถัดไป๕๓๓. จุลลหังสชาดก