ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. โสณนันทชาดก
ชาดกที่ ๕๓๒ · สัตตตินิบาตชาดก

โสณนันทชาดก

ว่าด้วยเรื่องพระราชาไปขอขมาโทษโสณดาบส

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๓๔ · บรรทัด ๙๔๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากโสณนันทชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๔ จาก ๕

เรื่องเล่า

เนื้อความแห่งคำอันเป็นคาถานั้น มีดังต่อไปนี้ ถึงแม้ว่าพี่จะไม่ยอมรับคือ ไม่รับอัญชลีของข้าพเจ้า ผู้วิงวอนอยู่อย่างนี้ ซึ่งข้าพเจ้าประคองอยู่เพื่อต้องการให้พี่ยกโทษ พี่จงบำรุงมารดาบิดาเถิด ส่วนข้าพเจ้า ก็จะประพฤติตามถ้อยคำของพี่ คือจักเป็นผู้กระทำตามถ้อยคำ จะตั้งใจบำรุงด้วยความเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน ทุกคืนทุกวัน คือข้าพเจ้าจักปฏิบัติบำรุงพี่.

แม้ตามปกติพระมหาสัตว์ จะมิได้ถือโทษหรือผูกเวรในนันทบัณฑิตเลยก็ตาม แต่เมื่อนันทบัณฑิตนั้น กล่าวถ้อยคำอันกระด้างกระเดื่องเป็นอย่างยิ่งจึงได้กระทำดังนั้น ก็เพื่อจะข่มให้เธอลดละมานะเสีย ครั้นมาบัดนี้ได้สดับถ้อยคำของเธอ จึงมีจิตยินดีเกิดความเลื่อมใสในเธอ กล่าวว่า นันทะน้องเอ๋ยบัดนี้พี่ยกโทษให้แก่เธอแล้ว และเธอจักได้ปฏิบัติมารดาบิดา เมื่อจะประกาศคุณของนันทบัณฑิตนั้น จึงกล่าวว่า

ดูก่อนนันทะ เธอรู้แจ้งสัทธรรมที่สัตบุรุษ ทั้งหลายแสดงแล้วเป็นแน่ เธอเป็นคนดี มีมารยาท อันงดงาม พี่ขอบใจเป็นยิ่งนัก พี่จะกล่าวกะมารดา บิดาว่า ขอท่านทั้งสองจงฟังคำของข้าพเจ้า ภาระนี้ หาใช่เป็นภาระเพียงชั่วครั้งชั่วคราวของข้าพเจ้าไม่ การบำรุงที่ข้าพเจ้าบำรุงแล้วนี้ ย่อมนำความสุขมาให้ แก่มารดาบิดาได้ แต่นันทะย่อมทำการขอร้องอ้อนวอน เพื่อบำรุงท่านทั้งสองบ้าง บรรดาท่านทั้งสองผู้สงบ ระงับ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ หากว่าท่านใดปรารถนา ข้าพเจ้าจะบอกกะท่านนั้น ขอให้ท่านทั้งสองผู้หนึ่งจง เลือกนันทะตามความปรารถนาเถิด นันทะจะบำรุง ใครในท่านทั้งสอง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริโย ได้แก่ เป็นคนดี. บทว่าอริยสมาจาโร ได้แก่ เธอเป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย. บทว่า พาฬฺหํ ความว่า บัดนี้เธอย่อมเป็นที่ชอบใจแก่พี่ยิ่งนัก. บทว่า สุณาถ ความว่าข้าแต่มารดาและบิดา ขอท่านจงฟังคำของข้าพเจ้า. บทว่า นายํ ภาโร ความว่าภาระคือการปฏิบัติมารดาบิดานี้ จะว่าเป็นเพียงภาระของข้าพเจ้า ในกาลบางครั้งบางคราวก็หาไม่. บทว่า ตํ มํ ความว่า ท่านทั้งหลาย ได้สำคัญว่าการบำรุงมารดาบิดานั้นเป็นภาระข้าพเจ้าคนเดียว ก็เลี้ยงดูท่านทั้งหลายได้. บทว่า อุปฏฺานาย ยาจติ ความว่า นันทะได้มาอ้อนวอนเรา เพื่อจะขอบำรุงท่านทั้งสองบ้าง. บทว่า โย เจ อิจฺฉติ ความว่า ด้วยว่าข้าพเจ้าไม่สมควรจะพูดว่า เธอจงบำรุงมารดาหรือบิดาของพี่ แต่บรรดาท่านทั้งสอง ผู้สงบระงับแล้ว ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ถ้าท่านผู้ใดใครผู้หนึ่งปรารถนา ข้าพเจ้าจะบอกกะท่านผู้นั้น บรรดาท่านทั้งสอง ขอให้ท่านเลือกเอานันทะตามความปรารถนาเถิด ท่านทั้งหลายย่อมชอบใจนันทะน้องชายของข้าพเจ้านั้น ในบรรดาท่านทั้งสอง นันทะนี้สมควรจะบำรุงใคร ด้วยว่าเราทั้งสองคน ต่างก็เป็นบุตรของท่านด้วยกันนั่นแล.

ลำดับนั้น มารดาจึงลุกขึ้นจากอาสนะกล่าวว่า พ่อโสณบัณฑิตเอ๋ยน้องชายของพ่อจากไปเสียนานแล้ว แม้เธอมาแล้ว จากที่ไกลอย่างนี้ แม่ก็ไม่อาจจะอ้อนวอนได้ ด้วยว่าเราทั้งสองคน ได้อาศัยพ่ออยู่แล้ว แต่บัดนี้พ่ออนุญาตแล้ว แม่ก็จักได้กอดรัดลูกนันทะ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์นี้ ด้วยแขนทั้งสองแล้ว พึงได้การจูบศีรษะ เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ จึงกล่าวคาถาว่า

ดูก่อนพ่อโสณะ เราทั้งสองคนอาศัยเจ้าอยู่ ถ้า เจ้าอนุญาต แม่ก็จะพึงได้จุมพิตลูกนันทะผู้ประพฤติ พรหมจรรย์ที่ศีรษะ.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ พูดว่า ข้าแต่แม่ ถ้าอย่างนั้นลูกยอมอนุญาตแม่จงไปสวมกอดนันทะลุกชายของแม่แล้วจงจูบและจุมพิตที่ศีรษะนันทะ จงทำความเศร้าโศกภายในใจของแม่ให้ดับไปเสียเถิด. มารดาพระโพธิสัตว์นั้น จึงไปหานันทะนั้นแล้วสวมกอดนันทบัณฑิต ในท่ามกลางบริษัททีเดียว แล้วจูบและจุมพิตนันทะนั้น ที่ศีรษะดับความเศร้าโศกในควงใจเสียให้หายแล้ว เมื่อจะเจรจากับพระมหาสัตว์ จึงกล่าวว่า

ใบอ่อนของต้นอัสสัตถพฤกษ์ เมื่อลมรำเพยพัด ต้องแล้ว ย่อมหวั่นไหวไปมา ฉันใด หัวใจของแม่ก็ หวั่นไหว เพราะนาน ๆ จึงได้เห็นลูกนันทะ ฉันนั้น เมื่อใด เมื่อแม่หลับแล้วฝันเห็นลูกนันทะมา แม่ก็ดีใจ อย่างล้นเหลือว่า ลูกนันทะของแม่นี้มาแล้ว แต่เมื่อใด ครั้นแม่ตื่นขึ้นแล้ว ไม่ได้เห็นลูกนันทะของแม่มา ความเศร้าโศกและความเสียใจมิใช่น้อย ก็ทับถมยิ่งนัก วันนี้ แม่ได้เห็นลูกนันทะผู้จากไปนาน กลับมาแล้ว ขอลูกนันทะ จงเป็นที่รักของบิดาเจ้าและของแม่เอง ขอลูกนันทะ จงเข้าไปสู่เรือนของเราเถิด ดูก่อนพ่อ โสณะเอ๋ยลูกนันทะเป็นที่แสนรักยิ่งของบิดา ลูกนันทะ ยังไม่ได้เข้าไปสู่เรือนใด ขอให้ลูกนันทะจงได้เรือนนั้น ขอลูกนันทะจงบำรุงแม่เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาลุเตริตํ ความว่า มารดาของพระมหาสัตว์กล่าวว่า ใบของต้นอัสสัตถพฤกษ์ถูกลมพัดแล้ว ย่อมโยกไหวไปมาฉันใด ในวันนี้หัวใจของแม่ ก็ย่อมหวั่นไหว เพราะได้พบเห็นลูกนันทะ ซึ่งจากไปนานฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า สุตฺตา ความว่า ดูก่อนพ่อโสณะเอ๋ยคราวใดเมื่อแม่หลับแล้วฝันเห็นนันทะมา แม้ในคราวนั้น แม่ก็ดีใจเหลือเกิน. บทว่า ภตฺตุ จ ได้แก่ ย่อมเป็นที่รักแห่งพ่อและแม่. บทว่า นนฺโท โนปาวิสี ฆรํ ความว่า ดูก่อนพ่อโสณะเอ๋ย นันทะลูกชายของแม่จงเข้าไปสู่บรรณศาลา บทว่า ยํ ความว่า เพราะเหตุที่นันทะนั้น ย่อมเป็นที่รักอย่างสนิทแท้ของบิดา เพราะฉะนั้น นันทะนั้น จึงไม่ต้องจากเรือนนี้ไปอีก. บทว่า นนฺโท ตํ ความว่า ดูก่อนพ่อโสณะเอ๋ย นันทะปรารถนาสิ่งใด จงได้สิ่งนั้นเถิด. บทว่า มํ นนฺโท ความว่า ดูก่อนพ่อโสณะเอ๋ย พ่อจงบำรุงบิดาของพ่อเถิด ส่วนนันทะจงบำรุงแม่.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์รับคำของมารดาว่า จงเป็นไปตามคำพูดของแม่อย่างนี้เถิด ดังนี้แล้ว จึงกล่าวสอนน้องชายว่า ดูก่อนน้องนันทะ น้องได้ส่วนปันของพี่แล้ว ธรรมดาว่ามารดาเป็นผู้กระทำคุณไว้เป็นยิ่งนัก น้องอย่าประมาทพึงตั้งใจปฏิบัติท่านเถิด เมื่อจะประกาศคุณของมารดา จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า

ดูก่อนฤๅษี มารดาเป็นผู้อนุเคราะห์ เป็นที่พึ่ง และเป็นผู้ให้ขีรรสแก่เราก่อนเป็นทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า มารดาเป็นผู้ให้ขีรรสก่อน เป็น ผู้เลี้ยงดูเรามา เป็นผู้ชักชวนเราในบุญกุศล เป็นทาง แห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุกมฺปกา ได้แก่ เป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยน. บทว่า ปุพฺเพ รสทที ได้แก่ เป็นผู้ให้รสคือนำนมของตนเป็นครั้งแรกทีเดียว. บทว่า มาตา ตํ ความว่า มารดาของเราไม่ปรารถนาเราท่านเลือกเจ้า คือปรารถนาเจ้า. บทว่า โคตฺตี ได้แก่ เป็นผู้ปกครองดูแล. บทว่า ปุญฺญูปสญฺหิตา ได้แก่ เป็นที่อยู่อาศัยแห่งบุญ เป็นผู้ให้ซึ่งบุญ.

พระมหาสัตว์ ครั้นได้พรรณนาคุณงามความดีของมารดาด้วยคาถา๒ คาถาอย่างนี้แล้ว พอมารดากลับมานั่ง ณ อาสนะเดิม จึงกล่าวสอนน้องอีกว่า ดูก่อนน้องนันทะเอ๋ย น้องได้มาราดาผู้ทำกิจที่ทำได้ยากไว้แล้ว แม้เราทั้งสองคน มารดาท่านก็ได้ประคับประคองมาโดยยากลำบาก บัดนี้น้องอย่าได้ประมาทนะ จงพยายามปฏิบัติมารดาท่านเถิด น้องอย่าให้ท่านบริโภคผลไม้น้อยใหญ่ทั้งหลายที่ไม่อร่อยอีกนะ เมื่อจะประกาศว่ามารดาได้เป็นผู้กระทำกิจอันแสนยากที่คนอื่นจะทำได้ ในท่ามกลางบริษัทนั่นแล จึงกล่าวว่า

มารดาหวังผลคือบุตร จึงนอบน้อมแก่เทวดา และไต่ถามถึงฤกษ์ ฤดูและปีทั้งหลาย เมื่อมารดานั้น มีระดู ความก้าวลงแห่งสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ก็ย่อมมี เพราะสัตว์เกิดในครรภ์นั้น มารดาจึงแพ้ท้อง เพราะ เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า เป็นผู้มีใจดี มารดาบริหารครรภ์อยู่หนึ่งปี หรือหย่อนกว่าปีแล้วจึง คลอด เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียนมารดานั้นว่า ชนยันตี และชเนตตี ผู้ยังบุตรให้เกิด มารดาย่อมปลอบบุตร ผู้ร้องไห้อยู่ให้รื่นเริงด้วยการให้ดื่มน้ำนมบ้างด้วยการ ขับกล่อมบ้าง ด้วยการอุ้มแนบไว้กับอกบ้าง เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า ปลอบบุตรให้รื่นเริง ต่อ แต่นั้น มารดาเห็นบุตรผู้ยังเป็นเด็กอ่อน ไม่รู้จักเดียงสา เล่นอยู่ท่ามกลางสายลมและแสงแดดอันกล้า ก็เข้ารับ ขวัญ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า โปเสนตี ผู้เลี้ยงดูบุตร มารดาย่อมคุ้มครองทรัพย์แม้ ทั้งสองฝ่าย คือทรัพย์ของมารดา และทรัพย์ของบิดา เพื่อบุตรนั้น ด้วยตั้งใจว่า ทรัพย์ทั้งสองฝ่ายพึงเป็น ของบุตรแห่งเรา มารดายังบุตรให้ศึกษาดังนี้ว่า อย่างนี้ ซิลูก อย่างโน้นซิลูก ย่อมลำบาก เมื่อบุตรกำลังรุ่น หนุ่มคะนอง มารดาย่อมคอยมองดูบุตร ผู้หลงเพลิดเพลินในภรรยาผู้อื่น จนพลบค่ำก็ยังไม่กลับมา ย่อม เดือดร้อนด้วยประการฉะนี้. บุตรผู้อันมารดาเลี้ยงดูมาแล้ว ด้วยความลำบาก อย่างนี้ ไม่บำรุงมารดา บุตรนั้นชื่อว่า ประพฤติผิด ในมารดา ย่อมเข้าถึงนรก บุตรผู้อันบิดาเลี้ยงมาแล้ว ด้วยความลำบากอย่างนี้ ไม่บำรุงบิดา บุตรนั้นชื่อ ว่าประพฤติผิดในบิดา ย่อมเข้าถึงนรก เราได้สดับ มาว่า เพราะไม่บำรุงมารดา แม้ทรัพย์ที่เกิดแก่บุตร ทั้งหลาย ผู้ปรารถนาทรัพย์ย่อมฉิบหายหรือบุตรนั้น ย่อมเข้าถึงความยากแค้น เราได้สดับมาว่า เพราะไม่ บำรุงบิดา แม้ทรัพย์ที่เกิดแก่บุตรทั้งหลาย ผู้ปรารถนา ทรัพย์ ย่อมฉิบหาย หรือบุตรนั้นย่อมเข้าถึงความ ยากแค้น ความรื่นเริง ความบันเทิงและความหัวเราะเล่นหัวกันทุกเมื่อ บัณฑิตผู้รู้แจ้งพึงได้เพราะ การบำรุงมารดา ความรื่นเริง ความบันเทิงและ ความหัวเราะเล่นหัวกันทุกเมื่อ บัณฑิตผู้รู้แจ้งพึง ได้เพราะการบำรุงบิดา สงคหวัตถุ ๔ ประการนี้ คือ ทาน การให้ ๑ ปิยวาจา เจรจาคำน่ารัก ๑ อัตถจริยา การประพฤติประโยชน์ ๑ สมานัตตตา ความเป็นผู้มี ตนเสมอในธรรมทั้งหลายตามสมควรในที่นั้น ๆ ๑ ย่อมมีในโลกนี้ เหมือนเพลารถ ย่อมมีแก่รถที่กำลัง แล่นไป ฉะนั้น ถ้าสังคหวัตถุเหล่านี้ ไม่พึงมีไซร้ มารดาก็จะไม่พึงได้รับความนับถือหรือการบูชา เพราะ เหตุแห่งบุตร หรือบิดาก็จะไม่พึงได้ความนับถือหรือ การบูชา เพราะเหตุแห่งบุตร ก็เพราะบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมพิจารณาเห็นสังคหวัตถุนี้ ฉะนั้น บัณฑิตเหล่านั้น ย่อมถึงความเป็นผู้ประเสริฐ และเป็นผู้อันเทวดาและ มนุษย์พึงสรรเสริญ มารดาและบิดา บัณฑิตเรียกว่า เป็นพรหมของบุตร เป็นบุรพาจารย์ของบุตร เป็นผู้ ควรรับของคำนั้นจากบุตร และว่าเป็นผู้อนุเคราะห์ บุตร เพราะเหตุนั้นแล บุตรผู้เป็นบัณฑิตพึงนอบน้อม และสักการะมารดาบิดาทั้ง ๒ นั้นด้วย ข้าว น้ำ ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน การขัดสี การให้อาบน้ำ และการ ล้างเท้า บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญบุตรนั้น ด้วย การบำรุงในมารดาบิดาในโลกนี้ ครั้นบุตรนั้นละโลกนี้ ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺตผลํ แปลว่า ผลคือบุตร. บทว่าเทวตาย นมสฺสติ ความว่า ย่อมทำการนอบน้อมบวงสรวงเทวดาว่า ขอให้บุตรจงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้าเถิด. บทว่า นกฺขตฺตานิ จ ปุจฺฉติ ความว่าและย่อมถามถึงนักขัตฤกษ์ทั้งหลายอย่างนี้ว่า บุตรผู้เกิดแล้วโดยฤกษ์ยามไหนจึงจะมีอายุยืนยาวนาน เกิดฤกษ์ยามไหนมีอายุสั้น. บทว่า อุตฺสํวจฺฉรานิ จความว่า อนึ่ง มารดาย่อมถามถึงฤดูและปีทั้งหลายอย่างนี้ว่า บุตรที่เกิดในฤดูไหน ในบรรดาฤดูทั้ง ๖๑ จึงจะมีอายุยืนยาวนาน เกิดในฤดูไหนจึงจะมีอายุสั้น หรือเมื่อมารดามีอายุเท่าไร บุตรเกิดมาจึงจะมีอายุยืน เมื่อมารดามีอายุเท่าไร บุตรเกิดมาจึงจะมีอายุสั้น. บทว่า อุตุสิ นหาตาย ได้แก่ เมื่อระดูเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่า อาบในเพราะระดู (มารดาชื่อว่ามีระดู). บทว่า อวกฺกโม ความว่า การตั้งครรภ์ย่อมมีเพราะการประชุมพร้อมแห่งเหตุ๒ ๓ ประการครรภ์จึงตั้งขึ้นในท้อง. บทว่า เตน ความว่า มารดานั้นย่อมแพ้ท้องเพราะครรภ์นั้น. บทว่า เตน ความว่า ในกาลนั้นมารดาจึงเกิดความรักในบุตรธิดาซึ่งเป็นประชาเกิดขึ้นต้องของตน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า สุหทาหญิงมีใจดี. บทว่า เตน ความว่า เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า ชนยันตีบ้าง ชเนตตีบ้าง แปลว่าผู้ยังบุตรให้เกิด. บทว่า องฺคปาวุรเณนจ ความว่า ด้วยการให้บุตรนอนในระหว่างนมทั้ง ๒ ยังสัมผัสแห่งสรีระให้แผ่ไปทั่วแล้ว จึงให้อบอุ่นด้วยเครื่องคลุมคืออวัยวะนั่นแล. บทว่า โตเสนฺตี ได้แก่ ให้รู้สึก ให้ร่าเริง. บทว่า มมฺมํ กตฺวา อุทิกฺขติ ความว่า มารดาทำการรับขวัญอย่างนี้ว่า โอ้หนอ ลมพัดแดดแผดเผาในเบื้องบนบุตรของเราย่อมมองดูด้วยน้ำใจอันรักใคร่. บทว่า อุภยมฺเปตสฺส ความว่า มารดาย่อมไม่ต้องการจะให้ทรัพย์แม้ทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ แก่ชนเหล่าอื่น จะเก็บรักษาไว้ในห้องอันมั่นคงเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่บุตรนี้. บทว่า เอวํ ปุตฺต อทุํ ปุตฺต

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๔ / ๕ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๒๘๕–๓๒๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัตตตินิบาตชาดก · ๓๖๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๖๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒)

ว่าด้วยโสณนันทดาบส

(พระเจ้ามโนชะเมื่อทรงพิจารณาดาบสนั้นแล้ว จึงตรัสว่า)

[๙๒]

ท่านเป็นเทวดา คนธรรพ์ เป็นท้าวสักกปุรินททะ

หรือเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์กันแน่หนอ พวกเราจะรู้จักท่านได้อย่างไร

(นันทบัณฑิตดาบสกราบทูลว่า)

[๙๓]

อาตมภาพไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์

แม้ท้าวสักกปุรินททะก็ไม่ใช่

อาตมภาพเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์ ขอถวายพระพร

ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด ภารถมหาบพิตร ๑-

(พระเจ้ามโนชะได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๙๔]

พระคุณเจ้าได้ทำการขวนขวายช่วยเหลือมิใช่น้อยเห็นปานนี้

เมื่อฝนตก พระคุณเจ้าก็ได้ทำให้ฝนหยุด

[๙๕]

จากนั้นเมื่อลมแรง แดดกล้า พระคุณเจ้าก็ได้ทำเงาอันร่มเย็น

ต่อมาพระคุณเจ้าก็ได้ทำการป้องกันลูกศรในท่ามกลางศัตรู

[๙๖]

ต่อมาพระคุณเจ้าก็ได้ทำแคว้นให้เจริญรุ่งเรืองแผ่ไพศาล

และได้นำประชาชนผู้อยู่ในแคว้นเหล่านั้นให้อยู่ในอำนาจของโยม

ต่อมาก็ได้ทำให้กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ให้เป็นผู้ติดตามโยม

[๙๗]

โยมมีความพอใจต่อพระคุณเจ้าผู้เจริญ

พระคุณเจ้าประสงค์สิ่งปลื้มใจอันใด คือ

ยานพาหนะที่เทียมด้วยช้าง รถเทียมด้วยม้า

นารีที่ประดับด้วยเครื่องอลังการ

และหรือนิเวศน์อันรื่นรมย์สำราญ

ขอพระคุณเจ้าออกปากขอมาเถิด

โยมขอถวายแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ

@เชิงอรรถ :

@๑ ภารถมหาบพิตร หมายถึงพระราชาผู้รับภาระปกครองแคว้น, ผู้บริหารราชการแผ่นดิน (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๓/๑๘๕)

[๙๘]

หรือว่าพระคุณเจ้าประสงค์สิ่งใดในแคว้นอังคะก็ตาม

มคธก็ตาม โยมขอถวายแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ

หรือพระคุณเจ้าประสงค์แคว้นอัสสกะหรือแคว้นอวันตี

โยมก็เต็มใจถวายสิ่งนั้นแด่พระคุณเจ้า

[๙๙]

หรือแม้ราชสมบัติกึ่งหนึ่ง

โยมก็จะถวายแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ

ถ้าพระคุณเจ้าประสงค์ราชสมบัติ

นิมนต์แนะนำสิ่งที่พระคุณเจ้าประสงค์มาเถิด

(นันทบัณฑิตดาบสกราบทูลชี้แจงความประสงค์ของตนว่า)

[๑๐๐]

ราชสมบัติก็ตาม บ้านเมืองก็ตาม

ทรัพย์สมบัติก็ตาม อาตมภาพไม่ต้องการ

แม้ถึงชนบทอาตมภาพก็ไม่มีความต้องการ

[๑๐๑]

ในพระราชอาณาจักรของมหาบพิตรผู้เจริญ

มีอาศรมหลังหนึ่งอยู่ ณ ราวป่า

บิดามารดาทั้ง ๒ ของอาตมภาพพำนักอยู่ ณ อาศรมนั้น

[๑๐๒]

อาตมภาพไม่ได้ทำบุญในท่านทั้ง ๒

ผู้เป็นบุรพาจารย์นั้นเลย

อาตมภาพจะทำการทูลเชิญมหาบพิตรผู้ทรงพระเจริญ

แล้วจะขอการสังวร (ขอโทษ) กับโสณบัณฑิต

(พระเจ้ามโนชะตรัสกับนันทบัณฑิตดาบสนั้นว่า)

[๑๐๓]

ท่านพราหมณ์ โยมจะทำตามคำของพระคุณเจ้า

ตามที่พระคุณเจ้าพูดกับโยม

แต่เรื่องนั้นพระคุณเจ้าบอกโยมมาเถิดว่า

ผู้วิงวอนขอร้องมีจำนวนเท่าไร

(นันทบัณฑิตดาบสกราบทูลว่า)

[๑๐๔]

คหบดี ชาวชนบทและพราหมณ์มหาศาลกว่าร้อยขึ้นไป

กษัตริย์ผู้อภิชาติผู้ทรงมีพระอิสริยยศเหล่านี้ทั้งหมด

และพระองค์ผู้ทรงพระเจริญทรงพระนามว่า พระเจ้ามโนชะ

ผู้วิงวอนขอร้อง ก็จักเพียงพอ

(พระเจ้ามโนชะตรัสกับนันทบัณฑิตดาบสว่า)

[๑๐๕]

พนักงานทั้งหลายจงตระเตรียมช้างและม้า

นายสารถีจงเทียมรถ ท่านทั้งหลายจงถือเอาเครื่องผูก

จงยกธงขึ้นปักที่แท่นปักธง

เราจักไปยังอาศรมที่โกสิยดาบสพำนักอยู่

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๐๖]

ลำดับนั้น พระราชาเสด็จไปพร้อมกับจาตุรงคเสนา

ได้เสด็จถึงอาศรมอันน่ารื่นรมย์ที่โกสิยดาบสอยู่

(พระเจ้ามโนชะทรงเห็นโสณดาบสโพธิสัตว์มา จึงตรัสว่า)

[๑๐๗]

หาบของใครผู้จะไปหาบน้ำ ทำด้วยไม้กระทุ่ม

ไม่ถูกต้องบ่า ลอยขึ้นสู่อากาศ

(ห่างบ่า)ประมาณ ๔ องคุลี

(โสณดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๐๘]

ข้าแต่มหาราช อาตมภาพคือโสณดาบส

ผู้อดกลั้นประพฤติวัตร ไม่เกียจคร้าน

เลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ทุกคืนวัน

[๑๐๙]

ขอถวายพระพร พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งทิศ

อาตมภาพระลึกถึงอุปการะที่ท่านทั้งสอง

ได้ทำไว้แล้วในกาลก่อนอยู่เนืองๆ

จึงนำเอาผลไม้และเผือกมันในป่ามาเลี้ยงดูมารดาบิดา

(พระเจ้ามโนชะทรงประสงค์จะทำความคุ้นเคยกับโสณบัณฑิตดาบส จึงตรัสว่า)

[๑๑๐]

โยมทั้งหลายปรารถนาจะไปยังอาศรมที่โกสิยดาบสอยู่

พระคุณเจ้าโสณะ นิมนต์พระคุณเจ้า

กรุณาบอกหนทางแก่พวกโยมด้วย

พวกโยมจะไปถึงอาศรมได้โดยหนทางใด

(โสณดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๑๑]

ขอถวายพระพรพระราชา

หนทางนี้เป็นทางเดินเท้าสำหรับคนผู้เดียว

ณ ที่ใด มีป่าสีเขียวครามคล้ายเมฆ

ดารดาษไปด้วยต้นทองกวาว

ท่านโกสิยดาบสพำนักอยู่ ณ ป่าแห่งนี้

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๑๒]

มหาฤๅษี ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว

จึงเหาะขึ้นในอากาศพร่ำสอนกษัตริย์ทั้งหลาย

แล้วรีบด่วนหลีกไปในอากาศ

[๑๑๓]

ปัดกวาดอาศรม ปูลาดอาสนะแล้วเข้าไปยังบรรณศาลา

บอกกล่าวบิดาให้รู้ตัวว่า

[๑๑๔]

ข้าแต่มหาฤๅษี กษัตริย์ผู้อภิชาติ

ทรงมีพระอิสริยยศทั้งหลายเหล่านี้

กำลังเสด็จมา ขอท่านพ่อจงออกไปนั่งนอกอาศรมเถิด

[๑๑๕]

มหาฤๅษีสดับคำของโสณบัณฑิตนั้นแล้ว

รีบออกจากอาศรม นั่งอยู่ใกล้ประตูอาศรมของตน

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๑๖]

โกสิยดาบสได้เห็นพระเจ้ามโนชะนั้นมีหมู่กษัตริย์แวดล้อม

เป็นประดุจกองทัพรุ่งเรืองอยู่ด้วยเดชานุภาพ

กำลังเสด็จมา จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า

[๑๑๗]

กระบวนกลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์

และมโหระทึกนำหน้าใครมา ยังพระราชาผู้จอมทัพให้ร่าเริง

[๑๑๘]

ใครมีหน้าผากสวมกรอบอุณหิสทองคำอันหนา

มีวรรณะประดุจสายฟ้า

ใครหนอยังหนุ่มแน่นผูกสอดแล่งลูกศร

รุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๑๙]

อนึ่ง ใบหน้าของใครงดงามผุดผ่อง

ดุจทองคำที่ละลายคว้างอยู่ปากเบ้า

มีสีดังถ่านเพลิงไม้ตะเคียน

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๐]

ฉัตรมีซี่น่ารื่นรมย์ใจ สำหรับกั้นบังแสงอาทิตย์

เขาประคองกั้นแล้วเพื่อใคร

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๑]

ชนทั้งหลายถือพัดวาลวีชนีเครื่องสูง

เดินแวดล้อมเรือนร่างของใคร

ผู้มีบุญอันประเสริฐซึ่งกำลังมาบนคอช้าง

[๑๒๒]

เศวตฉัตร ม้าอาชาไนย และทหารสวมเกราะ

ของใครเรียงรายอยู่โดยรอบ

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๓]

กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ผู้ทรงมีพระอิสริยยศ

กำลังแวดล้อมติดตามใครอยู่โดยรอบ

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๔]

อนึ่ง เสนา ๔ เหล่า คือ กองพลช้าง กองพลม้า

กองพลรถ และกองพลราบ แวดล้อมตามใครอยู่โดยรอบ

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๕]

เสนาหมู่ใหญ่นั่นของใคร นับไม่ถ้วน

แวดล้อมติดตามมาข้างหลังประดุจคลื่นแห่งสาคร

[๑๒๖]

พระเจ้ามโนชะผู้เป็นราชาธิราช

เหมือนพระอินทร์ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งเทพทั้งหลาย

ผู้มีชัยกำลังเสด็จมาสู่อาศรมของท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์

เพื่อทรงขอขมาโทษแทนนันทดาบส

[๑๒๗]

นั้นเสนาหมู่ใหญ่ของพระองค์นับไม่ถ้วน

แวดล้อมติดตามมาข้างหลังประดุจคลื่นแห่งสาคร

[๑๒๘]

พระราชาทั้งหลายมีพระวรกายลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์

ทรงพระภูษากาสิกพัสตร์อันอุดม

ทุกพระองค์ต่างประนมมือเสด็จเข้าไปหาพระฤๅษี

(ต่อแต่นั้น พระเจ้ามโนชะตรัสว่า)

[๑๒๙]

พระคุณเจ้าผู้เจริญมีความสุขสำราญดี

ไม่มีโรคเบียดเ บียนหรือ

พระคุณเจ้ายังอัตภาพให้เป็นไป

ด้วยการแสวงหามูลผลาหารหรือ

เผือก มัน และผลไม้ยังมีอยู่มากหรือ

[๑๓๐]

เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยหรือ

ในป่าที่มีเนื้อร้ายอยู่พลุกพล่านไม่มีมาเบียดเบียนหรือ

(โสณดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๓๑]

ข้าแต่พระราชา พวกอาตมภาพ

มีความสุขสำราญดี และไม่มีโรคเบียดเบียน

อนึ่ง อาตมภาพทั้งหลายยังอัตภาพ

ให้เป็นไปด้วยการแสวงหามูลผลาหาร

และเผือก มัน ผลไม้ก็ยังมีมากอยู่

[๑๓๒]

อนึ่ง เหลือบยุงและสัตว์เลื้อยคลานก็มีน้อย

เนื้อร้ายอยู่พลุกพล่านในป่าก็ไม่มาเบียดเบียนอาตมภาพเลย

[๑๓๓]

หลายปีมาแล้ว อาตมาอยู่ในอาศรมนี้

ยังไม่รู้จักความอาพาธที่ไม่ทำใจให้รื่นรมย์ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว

[๑๓๔]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย

พระองค์ทรงเป็นใหญ่ เสด็จมาถึงโดยลำดับ

สิ่งใดที่ทรงพอพระทัย โปรดตรัสบอกสิ่งนั้นเถิด

[๑๓๕]

ข้าแต่พระราชา ผลมะพลับ ผลมะหาด

ผลมะซาง และผลหมากเม่า มีรสหวานเล็กน้อย

เชิญพระองค์เลือกเสวยผลดีๆ เถิด

[๑๓๖]

น้ำดื่มนี้ก็เย็นสนิท ตักมาจากซอกเขา

มหาบพิตรหากพระองค์ประสงค์ ขอทรงดื่มเถิด

(พระเจ้ามโนชะตรัสว่า)

[๑๓๗]

สิ่งที่พระคุณเจ้าให้โยมก็รับไว้แล้ว

พระคุณเจ้าทำให้มีค่าสำหรับคนทุกคน

ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายโปรดเงี่ยโสตสดับ

คำของนันทดาบสเถิด ท่านจะกล่าว

[๑๓๘]

พวกโยมเป็นบริษัทของนันทดาบส

พากันมายังสำนักของพระคุณเจ้าผู้เจริญ

เพื่อจะขอขมาโทษ ขอพระคุณเจ้าผู้เจริญ

โปรดสดับฟังคำของนันทดาบสและของบริษัทเถิด

(นันทบัณฑิตเมื่อเจรจากับบริษัทของตน จึงกล่าวว่า)

[๑๓๙]

ชาวชนบทและพราหมณ์มหาศาลกว่าร้อยขึ้นไป

กษัตริย์ผู้อภิชาติผู้ทรงมีพระอิสริยยศเหล่านี้ทั้งหมด

และพระราชาผู้เจริญทรงพระนามว่า มโนชะ

โปรดทรงสดับคำของอาตมภาพสักเล็กน้อย

[๑๔๐]

อนึ่ง ยักษ์ ภูต และเทวดาทั้งหลายในป่า

ที่พากันมาประชุมอยู่ในอาศรมนี้

ขอจงฟังคำของข้าพเจ้า

[๑๔๑]

ข้าพเจ้าขอกระทำความนอบน้อมแก่ภูตทั้งหลาย

แล้วจะกล่าวกับโสณฤๅษีผู้มีวัตรดีงาม

ข้าพเจ้านั้นชาวโลกสมมติแล้วว่า

เป็นชาวโกสิยโคตรร่วมกับท่าน

จึงนับว่าเป็นแขนขวาของท่าน

[๑๔๒]

ข้าแต่ท่านพี่โกสีย์ผู้กล้าหาญ

เมื่อข้าพเจ้ามีความประสงค์

จะเลี้ยงดูมารดาและบิดาบังเกิดเกล้าของข้าพเจ้า

ฐานะนี้ชื่อว่าเป็นบุญ ขอท่านพี่จงอย่าห้ามข้าพเจ้าเลย

[๑๔๓]

แท้จริง การบำรุงมารดาและบิดานั้น

สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว

ขอท่านพี่จงสละการบำรุงมารดาบิดานั้นให้ข้าพเจ้าเถิด

ท่านพี่ได้กระทำกุศลมานานแล้ว

ด้วยการลุกขึ้นทำกิจวัตรและการบีบนวด

บัดนี้ ข้าพเจ้าใคร่จะทำบุญในมารดาบิดาทั้งหลายบ้าง

ขอท่านพี่จงมอบโลกสวรรค์ให้แก่ข้าพเจ้าเถิด

[๑๔๔]

ข้าแต่ท่านพี่ผู้เป็นฤๅษี มนุษย์ทั้งหลายผู้รู้บทแห่งธรรม

ในธรรมว่า เป็นหนทางแห่งโลกสวรรค์

เหมือนอย่างท่านพี่รู้ มีอยู่ในบริษัทนี้เหมือนกัน

[๑๔๕]

ท่านโสณบัณฑิตผู้พี่ห้ามข้าพเจ้า

ผู้จะบำรุงมารดาและบิดาให้มีความสุขด้วยการอุปัฏฐาก

และการนวดเฟ้น จากบุญนั้น

ชื่อว่าเป็นคนปิดกั้นหนทางอันประเสริฐ

(เมื่อนันทบัณฑิตกล่าวอย่างนี้แล้ว โสณดาบสโพธิสัตว์ประกาศให้ทราบว่า)

[๑๔๖]

ขอถวายพระพรมหาราช กษัตริย์ผู้เจริญทั้งหลาย

ผู้จะขอขมาโทษแทนน้องชายของอาตมภาพ ขอทรงสดับคำ

ของอาตมภาพ ผู้ใดยังสกุลวงศ์อันเก่าแก่ให้เสื่อมไป

ไม่ประพฤติธรรมในบุคคลผู้เจริญในสกุลทั้งหลาย

ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรก

[๑๔๗]

ขอถวายพระพรพระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งทิศ

ก็ชนเหล่าใดเป็นผู้ฉลาดในธรรมอันเก่าแก่

ถึงพร้อมด้วยจารีต

ชนเหล่านั้นจะไม่ไปสู่ทุคติ

[๑๔๘]

มารดาและบิดา พี่ชายน้องชาย

พี่สาวน้องสาว เครือญาติและพวกพ้อง

ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นภาระของพี่ชายใหญ่

ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด ท่านภารถ

[๑๔๙]

ขอถวายพระพรพระองค์ผู้เป็นจอมทัพ

อาตมภาพต้องรับภาระอันหนักและไม่ละเลยธรรม

เหมือนนายเรือต้องรับภาระอันหนัก พยายามนำเรือไป

เพราะว่าอาตมภาพเป็นพี่ชายใหญ่

(พระราชาทุกพระองค์ทรงพอพระทัย ทรงชมเชยโสณดาบสโพธิสัตว์ว่า)

[๑๕๐]

เราทั้งหลายได้บรรลุญาณคือปัญญาในความมืด

ท่านโสณโกสิยฤๅษีผู้เจริญได้แสดงธรรมอย่างชัดแจ้ง

แก่เราทั้งหลายเหมือนเปลวเพลิงจากไฟป่าในเวลามืดมิด

[๑๕๑]

ดวงอาทิตย์เหล่ากอแห่งวาสุเทพเปล่งรัศมีอุทัยอยู่

ย่อมส่องแสงให้เห็นรูปทั้งดีทั้งชั่วอย่างแจ่มแจ้งแก่เหล่าสัตว์ฉันใด

ท่านโสณโกสิยฤๅษีผู้เจริญก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ได้แสดงธรรมอย่างชัดแจ้งแก่เราทั้งหลาย

(ลำดับนั้น นันทบัณฑิตกล่าวว่า)

[๑๕๒]

ถ้าท่านพี่ไม่ยอมรับรู้

ถึงการประคองอัญชลีของข้าพเจ้าผู้วิงวอนอยู่อย่างนี้

ข้าพเจ้าจักประพฤติตามท่านพี่ จักตั้งใจปฏิบัติบำรุงท่านพี่

(โสณดาบสโพธิสัตว์เมื่อจะประกาศคุณของนันทบัณฑิต จึงกล่าวว่า)

[๑๕๓]

นันทะ เธอรู้แจ้งชัดถึงสัทธรรม

ที่สัตบุรุษทั้งหลายแสดงไว้แล้วอย่างแท้จริง

เธอเป็นผู้ประเสริฐ มีมารยาทงาม พี่พอใจเธอยิ่งนัก

[๑๕๔]

พี่จะบอกท่านพ่อท่านแม่

ขอท่านทั้ง ๒ จงฟังคำของข้าพเจ้า

ภาระนี้เป็นเพียงภาระชั่วครั้งชั่วคราวของข้าพเจ้าหามิได้

[๑๕๕]

นันทดาบส กระทำการขอขมาโทษอ้อนวอนขอกับข้าพเจ้า

เพื่อบำรุงท่านทั้ง ๒ อันเป็นการอุปัฏฐาก

ที่นำความสุขมาให้แก่มารดาบิดานั้นบ้าง

[๑๕๖]

บรรดาท่านทั้ง ๒ ผู้สงบ ประพฤติพรหมจรรย์

ท่านผู้ใดปรารถนา ขอท่านคนหนึ่งจงปรารถนานันทะเถิด

ขอนันทะจงบำรุงใครคนหนึ่งในท่านทั้ง ๒ ตามต้องการเถิด

(มารดาของโสณดาบสโพธิสัตว์กล่าวว่า)

[๑๕๗]

โสณะ แม่และพ่ออาศัยเธอ เธออนุญาตแล้ว

แม่พึงได้จุมพิตนันทะผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่กระหม่อมเถิด

[๑๕๘]

เพราะนานเหลือเกินจึงได้เห็นนันทะ

หัวใจของแม่ย่อมหวั่นไหว

เหมือนใบอ่อนของต้นโพธิ์ถูกลมพัดไหวไปมา

[๑๕๙]

เมื่อใดแม่หลับลงฝันเห็นนันทะมา

แม่ก็เบิกบานดีใจว่า ลูกนันทะของแม่มาแล้ว

[๑๖๐]

แต่เมื่อใดแม่ตื่นขึ้นแล้วไม่เห็นนันทะมา

ความเศร้าโศกและความเสียใจมิใช่น้อยกลับทับถมโดยยิ่ง

[๑๖๑]

แม่เห็นนันทะกลับมาในวันนี้

ขอนันทะผู้เป็นที่รักของพ่อแม่จงเข้าไปยังเรือนของพวกเราเถิด

[๑๖๒]

นันทะเป็นลูกสุดที่รักแม้ของบิดา

นันทะไม่ควรจากเรือนนี้ไปอีก

พ่อโสณะ ขอนันทะจงได้สิ่งที่ตนปรารถนาเถิด

ขอนันทะจงบำรุงแม่เถิด

(โสณดาบสโพธิสัตว์ประกาศพระคุณของมารดาว่า)

[๑๖๓]

พ่อฤๅษี มารดาเป็นผู้อนุเคราะห์ เป็นที่พึ่ง

และเป็นผู้ให้รส (คือ น้ำนม) แก่พวกเรามาก่อน

เป็นหนทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า

[๑๖๔]

พ่อฤๅษี มารดาเป็นผู้ให้รสมาก่อน

เป็นผู้คุ้มครอง เป็นที่เข้าไปประกอบบุญกุศล

เป็นหนทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า

(โสณดาบสโพธิสัตว์เมื่อจะประกาศว่ามารดาเป็นผู้ทำกิจที่ทำได้ยากที่ บุคคลอื่นจะทำได้ จึงกล่าวว่า)

[๑๖๕]

มารดาเมื่อหวังผลคือบุตรจึงนอบน้อมเทวดา

และไต่ถามถึงฤกษ์ ฤดู และปีทั้งหลาย ๑-

[๑๖๖]

เมื่อมารดานั้นมีระดู การตั้งครรภ์จึงมีได้

เพราะการตั้งครรภ์นั้น มารดาจึงมีการแพ้ท้อง

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า สุหทา หญิงผู้มีใจดี ๒-

@เชิงอรรถ :

@๑ มารดานอบน้อมเทวดา หมายถึงทำการนอบน้อมคือบนบานต่อเทวดาว่า “ขอลูกจงเกิดขึ้นแก่เรา”

@ถามถึงฤกษ์ ฤดู และปีทั้งหลาย หมายถึงมารดาต้องการทราบว่าบุตรเกิดในฤกษ์ ฤดู และปีใด จะ

@มีอายุยืน อายุสั้นอย่างไร (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๖๕/๒๐๗)

@๒ เมื่อมารดานั้นมีระดู หมายถึงเมื่อต่อมเลือด(ไข่สุก)เกิดแล้ว ระดูไม่มาตามกำหนด มารดาได้ชื่อว่า สุหทา

@หญิงผู้มีใจดี (เพราะในเวลานั้นมารดาจะเกิดความรักในบุตรที่เกิดในท้องของตน) (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๖๖/๒๐๗)

[๑๖๗]

มารดาประคับประคองครรภ์อยู่หนึ่งปีหรือหย่อนกว่าบ้าง

แล้วจึงคลอดบุตร เพราะเหตุนั้น มารดานั้นจึงชื่อว่า

หญิงผู้ให้กำเนิดบุตร เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า

ชเนตตี หญิงผู้ยังบุตรให้เกิด

[๑๖๘]

เมื่อบุตรร้องไห้ มารดาก็ปลอบโยนให้ยินดีได้

ด้วยน้ำนมบ้าง ด้วยการร้องเพลงกล่อมบ้าง

ด้วยการกอดไว้แนบอกบ้าง

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า

โตเสนตี หญิงผู้ยังบุตรให้ร่าเริงยินดี

[๑๖๙]

จากนั้น เมื่อลมแรงและแดดกล้า

มารดาก็กระทำความรักอย่างจับใจ

มองดูบุตรผู้ยังเป็นเด็กอ่อนไร้เดียงสาอยู่

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกว่า

โปเสนตี หญิงผู้เลี้ยงดูบุตร

[๑๗๐]

ทรัพย์อันใดที่เป็นทรัพย์ของมารดาก็ดี

เป็นทรัพย์ของบิดาก็ดี

แม้ทรัพย์ทั้ง ๒ มารดาก็คุ้มครองรักษาไว้เพื่อบุตรนั้น

ด้วยหมายใจว่า แม้ทรัพย์ทั้ง ๒ นี้พึงเป็นของบุตรของเรา

[๑๗๑]

มารดาเมื่อให้บุตรสำเหนียกว่า

อย่างนี้ซิลูก อย่างโน้นซิลูก ย่อมลำบาก

และทราบว่าบุตรของตนเมื่อถึงคราวเป็นหนุ่ม

ลุ่มหลงมัวเมาในภรรยาของผู้อื่นอยู่จนดึกดื่นเที่ยงคืน

ไม่กลับมาในเวลาเย็น ก็ย่อมเดือดร้อน ด้วยประการฉะนี้

[๑๗๒]

บุตรที่มารดาเลี้ยงดูมาแล้วด้วยความลำบากอย่างนี้

ไม่บำรุงมารดา บุตรคนนั้นชื่อว่า

ประพฤติผิดในมารดา ย่อมเข้าถึงนรก

[๑๗๓]

บุตรที่บิดาเลี้ยงดูมาแล้วด้วยความลำบากอย่างนี้

ไม่บำรุงบิดา บุตรคนนั้นชื่อว่า

ประพฤติผิดในบิดา ย่อมเข้าถึงนรก

[๑๗๔]

ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า แม้ทรัพย์ที่เกิดขึ้น

แก่บุตรทั้งหลายผู้มีความต้องการทรัพย์ ก็พินาศไปบ้าง

บุตรนั้นย่อมถึงฐานะอันลำบากบ้าง เพราะไม่บำรุงมารดา

[๑๗๕]

ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า แม้ทรัพย์ที่เกิดขึ้น

แก่บุตรทั้งหลายผู้มีความต้องการทรัพย์ ก็พินาศไปบ้าง

บุตรนั้นย่อมถึงฐานะอันลำบากบ้าง เพราะไม่บำรุงบิดา

[๑๗๖]

ความเพลิดเพลินยินดี ความรื่นเริงบันเทิงใจ

และการหัวเราะเล่นหัวกันในกาลทุกเมื่อนั้น

บัณฑิตผู้รู้แจ้งจะพึงได้เพราะบำรุงมารดา

[๑๗๗]

ความเพลิดเพลินยินดี ความรื่นเริงบันเทิงใจ

และการหัวเราะเล่นหัวกันในกาลทุกเมื่อนั้น

บัณฑิตผู้รู้แจ้งจะพึงได้เพราะบำรุงบิดา

[๑๗๘]

สังคหวัตถุ ๑- ทั้งหลาย คือ

๑. ทาน (การให้) ๒. ปิยวาจา (การเจรจาถ้อยคำที่น่ารัก)

๓. อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์)

๔. สมานัตตตา (ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลายตาม

สมควรในที่นั้นๆ)

ทั้ง ๔ ประการนี้ยังมีอยู่ในโลกนี้

เหมือนเพลารถยังมีแก่รถที่กำลังแล่นไป

@เชิงอรรถ :

@๑ สังคหวัตถุ หมายถึงหลักการสงเคราะห์หรือธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจกันไว้ได้ ในที่นี้หมายถึงบุตรพึง

@ปรนนิบัติมารดาบิดาด้วยหลัก ๔ ประการ คือ (๑) ทาน การให้(สิ่งของ)แก่มารดาบิดา (๒) เปยยวัชชะ

@พึงเจรจาแต่คำที่น่ารัก (๓) อัตถจริยา พึงประพฤติประโยชน์ด้วยการทำหน้าที่(ของท่าน)ที่เกิดขึ้นให้สำเร็จ

@(๔) สมานัตตตา ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลายตามสมควร หมายถึงความประพฤติยำเกรงต่อผู้

@ใหญ่ทั้งหลาย (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๘/๒๐๘)

[๑๗๙]

หากว่าสังคหวัตถุเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้

มารดาไม่พึงได้การนับถือหรือการบูชาเพราะเหตุแห่งบุตรเลย

หรือบิดาไม่พึงได้การนับถือหรือการบูชาเพราะเหตุแห่งบุตรเลย

[๑๘๐]

ก็เพราะบัณฑิตทั้งหลายพิจารณาเห็นสังคหวัตถุเหล่านี้โดยชอบ

เพราะฉะนั้น จึงบรรลุถึงความเป็นผู้ใหญ่

ทั้งบัณฑิตเหล่านั้นยังเป็นผู้น่าสรรเสริญอีกด้วย

[๑๘๑]

มารดาและบิดาทั้งหลายบัณฑิตกล่าวว่า

๑. เป็นพรหมของบุตร

๒. เป็นบุรพาจารย์ของบุตร

๓. เป็นผู้ควรของต้อนรับบูชาของบุตร ๑-

๔. เป็นผู้อนุเคราะห์หมู่สัตว์คือบุตร

[๑๘๒]

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงนอบน้อมและพึงสักการะ

มารดาและบิดาทั้ง ๒ นั้นด้วยข้าวและน้ำ

ด้วยผ้านุ่งผ้าห่มและที่นอน ด้วยการอบตัวและอาบน้ำให้

และด้วยการล้างเท้าทั้ง ๒ ให้ท่าน

[๑๘๓]

เพราะการบำรุงมารดาและบิดาทั้ง ๒ นั้น

บัณฑิตทั้งหลายจึงสรรเสริญเขาในโลกนี้ทีเดียว

เขาตายไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ ดังนี้แล

โสณนันทชาดกที่ ๒ จบ

รวมชาดกที่มีในนิบาตนี้

๑. กุสชาดก ๒. โสณนันทชาดก

สัตตตินิบาตจบ

@เชิงอรรถ :

@๑ มารดาและบิดาเป็นพรหมของบุตร เพราะเป็นผู้เสมอด้วยพรหม คือ สูงสุด ประเสริฐสุดของบุตร

@เป็นบุรพาจารย์ คือ เป็นอาจารย์คนแรกของบุตร เป็นผู้ควรของต้อนรับบูชา คือ สมควรแก่สักการะ

@อย่างใดอย่างหนึ่งของบุตร (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๘๑/๒๐๘)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๑. กุสชาดกชาดกถัดไป๕๓๓. จุลลหังสชาดก