ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. โสณนันทชาดก
ชาดกที่ ๕๓๒ · สัตตตินิบาตชาดก

โสณนันทชาดก

ว่าด้วยเรื่องพระราชาไปขอขมาโทษโสณดาบส

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๓๔ · บรรทัด ๙๔๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากโสณนันทชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๕ จาก ๕

เรื่องเล่า

๑. เหมหฺโต สิสิรมุตู ฉ วา วสนฺโต คิมฺหวสฺสานา สรโทติ กมา มาสา เทฺว เทฺว วุตฺตานุสาเรน ฤดูทั้ง ๖ คือ เหมันตะ ฤดูหิมะ สิสิร ฤดูหนาว วสันตะ ฤดูใบไม้ผลิ คิมหะฤดูร้อน วัสสานะ ฤดูฝน สรทะ ฤดูอบอ้าว ฤดูละ ๒ เดือน ๆ เรียงลำดับนับตามข้อที่กล่าวแล้วนั้น (จากอภิธานัปปทีปิกา ข้อที่ ๗๙) ๒. เหตุแห่งการตั้งครรภ็มี ๓ ประการคือ มาตาปิตโร จ สนฺนิปติตา โหนฺติ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน ๑ มาตา จ อุตุนี โหติ มารดามีระดู ๑ คพฺโภ จ ปจฺจปฏฺิโต โหติ สัตว์ผู้จะเกิดถือปฏิสนธิในท้องมารดานั้น ๑ (มหาตัณหาสังขยสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์). ความว่า มารดาให้บุตรศึกษาอยู่เป็นนิตย์ว่า โอ่ลูกน้อยเอ๋ย เจ้าจงเป็นผู้ไม่ประมาท ในราชสกุลเป็นต้นอย่างนี้ อนึ่ง เจ้าจงกระทำกรรมอย่างโน้น มารดาย่อมลำบาก ด้วยประการฉะนี้. บทว่า อิติ มาตา วิหญฺติ ได้แก่ ย่อมเหน็ดเหนื่อย. บทว่า ปตฺตโยพฺพเน ความว่า เมื่อบุตรถึงความเป็นหนุ่มหรือเป็นสาว กำลังคะนอง มารดารู้ว่า บุตรนั้นมัวเมาในภรรยาผู้อื่นจนมืดค่ำก็ยังไม่กลับมา จึงจ้องมองดูลูกอยู่ด้วยนัยน์ตาอันเปียกชุ่มด้วยน้ำตา. บทว่า วิหญฺติ แปลว่า เหน็ดเหนื่อย. บทว่า กิจฺฉาภโต ได้แก่ บุตรที่มารดาเลี้ยงดูมา คือ ทะนุบำรุงมาด้วยความยากลำบาก. บทว่า มิจฺฉาจริตฺวาน ได้แก่ ไม่ปฏิบัติมารดา. บทว่า ธนาปิ คือ ทรัพย์สมบัติทั้งหมด. อีกอย่างหนึ่งบาลีก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน. มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาว่าแม้ทรัพย์ที่บังเกิดขึ้นแก่บุตรผู้อยากได้ทรัพย์ แต่มิได้ปฏิบัติมารดา ย่อมพินาศฉิบหายไป. บทว่า กิจฺฉํ วา โส ความว่า ทรัพย์ของเขาย่อมพินาศไปบ้างเขาย่อมเข้าถึงความลำบากเองบ้าง ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ลพฺภเมตํ ความว่า ความสุขมีความบันเทิงเป็นต้น ในโลกนี้และในโลกหน้า บัณฑิตผู้รู้แจ้งจะพึงได้เพราะการบำรุงมารดา คือบัณฑิตผู้เช่นนั้นอาจจะได้. บทว่า ทานญฺจ ความว่า บุตรพึงให้ทานแก่มารดาบิดาทั้ง ๒ พึงเจรจาถ้อยคำอันเป็นที่รัก พึงประพฤติประโยชน์ ด้วยอำนาจการกระทำหน้าที่ ที่บังเกิดขึ้นแล้วให้เสร็จไป. บทว่า ธมฺเมสุ ความว่า ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรม คือความเป็นผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อบุคคลผู้เจริญ อันบุตรพึงกระทำในที่นั้น ๆคือ ในท่ามกลางบริษัทหรือในที่ลับ ด้วยอำนาจการกราบไหว้เป็นต้น บุตรจะทำการอภิวาทเป็นต้นในที่ลับแล้ว ไม่ยอมกระทำในบริษัทไม่สมควรเลยพึงเป็นผู้ประพฤติเสมอในที่ทั้งหมดทีเดียว. บทว่า เอเต จ สงฺคหา นาสฺสุ ความว่า ถ้าว่าสังคหวัตถุทั้ง ๔ ประการเหล่านั้น จะไม่พึงมีไซร้. บทว่า สมเปกฺขนฺติ ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมเล็งเห็นโดยนัย โดยเหตุโดยชอบ. บทว่า มหตฺตํ แปลว่า ความเป็นผู้ประเสริฐ. บทว่า พฺรหฺมา ได้แก่ มารดาบิดาทั้งหลาย เป็นผู้สูงสุด เป็นผู้ประเสริฐสุด เสมอด้วยพระพรหมของพวกบุตร. บทว่า ปุพฺพาจริยา ได้แก่ เป็นอาจารย์คนแรก. บทว่า อาหุเนยฺยา ได้แก่ เป็นผู้ควรรับของคำนับ คือเป็นผู้สมควรแก่สักการะทุกอย่าง บทว่า อนฺเนน อโถ ได้แก่ ทั้งข้าว ทั้งน้ำ. บทว่า เปจฺจ ความว่า ในที่สุดแห่งการทำกาลกิริยา (ตาย) บุตรนั้นไปจากโลกนี้แล้ว ย่อมบันเทิงอยู่ในโลกสวรรค์.

พระมหาสัตว์ ได้แสดงพระธรรมเทศนาจบลง ประดุจว่าพลิกภูเขาสิเนรุขึ้น ด้วยประการฉะนี้. พระราชาเหล่านั้น และหมู่พลนิกายแม้ทั้งหมดได้สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ต่างก็พากันเลื่อมใสแล้ว. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ จึงแนะนำพระราชาเหล่านั้น ให้ตั้งอยู่ในศีลห้า แล้วสั่งสอนว่า ขอมหาบพิตรทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่ประมาทในบุญมีทานเป็นต้นเถิด แล้วส่งเสด็จพระราชาเหล่านั้นกลับไป. พระราชาเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ทรงปกครองราชสมบัติโดยธรรม ในเวลาสิ้นพระชนมายุ ก็ทรงกระทำเทพนครให้เต็ม. โสณบัณฑิต และนันทบัณฑิตดาบส ๒ พี่น้อง ได้ปฏิบัติบำรุงมารดาบิดาตราบจนถึงสิ้นอายุ ก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้เลี้ยงมารดาบิดาได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า มารดาบิดาของเราในกาลนั้น ได้มาเป็นตระกูลมหาราชในบัดนี้ พระเจ้ามโนชราชในกาลนั้น ได้มาเป็นพระสารีบุตร. พระราชา ๑๐๑ พระองค์ ได้มาเป็นพระอสีติมหาเถระ และมาเป็นพระสาวกอื่น ๆ. หมู่พลนิกาย ๒๔ อักโขภิณี ก็ได้มาเป็นพุทธบริษัท. นันทบัณฑิตได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนโสณบัณฑิต ก็คือเราตถาคตนั่นเอง ฉะนี้แล.

จบอรรถกถาโสณนันทชาดก จบอรรถกถาสัตตตินิบาต ด้วยประการฉะนี้

รวมชาดกในสัตตตินิบาตนั้น มี ๒ ชาดก คือ

กุสชาดก ๑ โสณนันทชาดก ๑ ชาดกทั้งสองนี้ปรากฏอยู่ในสัตตตินิบาต และอรรถกถา.

อสีตินิบาตชาดก

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๕ / ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๒๘๕–๓๒๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัตตตินิบาตชาดก · ๓๖๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๖๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒)

ว่าด้วยโสณนันทดาบส

(พระเจ้ามโนชะเมื่อทรงพิจารณาดาบสนั้นแล้ว จึงตรัสว่า)

[๙๒]

ท่านเป็นเทวดา คนธรรพ์ เป็นท้าวสักกปุรินททะ

หรือเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์กันแน่หนอ พวกเราจะรู้จักท่านได้อย่างไร

(นันทบัณฑิตดาบสกราบทูลว่า)

[๙๓]

อาตมภาพไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์

แม้ท้าวสักกปุรินททะก็ไม่ใช่

อาตมภาพเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์ ขอถวายพระพร

ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด ภารถมหาบพิตร ๑-

(พระเจ้ามโนชะได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๙๔]

พระคุณเจ้าได้ทำการขวนขวายช่วยเหลือมิใช่น้อยเห็นปานนี้

เมื่อฝนตก พระคุณเจ้าก็ได้ทำให้ฝนหยุด

[๙๕]

จากนั้นเมื่อลมแรง แดดกล้า พระคุณเจ้าก็ได้ทำเงาอันร่มเย็น

ต่อมาพระคุณเจ้าก็ได้ทำการป้องกันลูกศรในท่ามกลางศัตรู

[๙๖]

ต่อมาพระคุณเจ้าก็ได้ทำแคว้นให้เจริญรุ่งเรืองแผ่ไพศาล

และได้นำประชาชนผู้อยู่ในแคว้นเหล่านั้นให้อยู่ในอำนาจของโยม

ต่อมาก็ได้ทำให้กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ให้เป็นผู้ติดตามโยม

[๙๗]

โยมมีความพอใจต่อพระคุณเจ้าผู้เจริญ

พระคุณเจ้าประสงค์สิ่งปลื้มใจอันใด คือ

ยานพาหนะที่เทียมด้วยช้าง รถเทียมด้วยม้า

นารีที่ประดับด้วยเครื่องอลังการ

และหรือนิเวศน์อันรื่นรมย์สำราญ

ขอพระคุณเจ้าออกปากขอมาเถิด

โยมขอถวายแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ

@เชิงอรรถ :

@๑ ภารถมหาบพิตร หมายถึงพระราชาผู้รับภาระปกครองแคว้น, ผู้บริหารราชการแผ่นดิน (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๓/๑๘๕)

[๙๘]

หรือว่าพระคุณเจ้าประสงค์สิ่งใดในแคว้นอังคะก็ตาม

มคธก็ตาม โยมขอถวายแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ

หรือพระคุณเจ้าประสงค์แคว้นอัสสกะหรือแคว้นอวันตี

โยมก็เต็มใจถวายสิ่งนั้นแด่พระคุณเจ้า

[๙๙]

หรือแม้ราชสมบัติกึ่งหนึ่ง

โยมก็จะถวายแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ

ถ้าพระคุณเจ้าประสงค์ราชสมบัติ

นิมนต์แนะนำสิ่งที่พระคุณเจ้าประสงค์มาเถิด

(นันทบัณฑิตดาบสกราบทูลชี้แจงความประสงค์ของตนว่า)

[๑๐๐]

ราชสมบัติก็ตาม บ้านเมืองก็ตาม

ทรัพย์สมบัติก็ตาม อาตมภาพไม่ต้องการ

แม้ถึงชนบทอาตมภาพก็ไม่มีความต้องการ

[๑๐๑]

ในพระราชอาณาจักรของมหาบพิตรผู้เจริญ

มีอาศรมหลังหนึ่งอยู่ ณ ราวป่า

บิดามารดาทั้ง ๒ ของอาตมภาพพำนักอยู่ ณ อาศรมนั้น

[๑๐๒]

อาตมภาพไม่ได้ทำบุญในท่านทั้ง ๒

ผู้เป็นบุรพาจารย์นั้นเลย

อาตมภาพจะทำการทูลเชิญมหาบพิตรผู้ทรงพระเจริญ

แล้วจะขอการสังวร (ขอโทษ) กับโสณบัณฑิต

(พระเจ้ามโนชะตรัสกับนันทบัณฑิตดาบสนั้นว่า)

[๑๐๓]

ท่านพราหมณ์ โยมจะทำตามคำของพระคุณเจ้า

ตามที่พระคุณเจ้าพูดกับโยม

แต่เรื่องนั้นพระคุณเจ้าบอกโยมมาเถิดว่า

ผู้วิงวอนขอร้องมีจำนวนเท่าไร

(นันทบัณฑิตดาบสกราบทูลว่า)

[๑๐๔]

คหบดี ชาวชนบทและพราหมณ์มหาศาลกว่าร้อยขึ้นไป

กษัตริย์ผู้อภิชาติผู้ทรงมีพระอิสริยยศเหล่านี้ทั้งหมด

และพระองค์ผู้ทรงพระเจริญทรงพระนามว่า พระเจ้ามโนชะ

ผู้วิงวอนขอร้อง ก็จักเพียงพอ

(พระเจ้ามโนชะตรัสกับนันทบัณฑิตดาบสว่า)

[๑๐๕]

พนักงานทั้งหลายจงตระเตรียมช้างและม้า

นายสารถีจงเทียมรถ ท่านทั้งหลายจงถือเอาเครื่องผูก

จงยกธงขึ้นปักที่แท่นปักธง

เราจักไปยังอาศรมที่โกสิยดาบสพำนักอยู่

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๐๖]

ลำดับนั้น พระราชาเสด็จไปพร้อมกับจาตุรงคเสนา

ได้เสด็จถึงอาศรมอันน่ารื่นรมย์ที่โกสิยดาบสอยู่

(พระเจ้ามโนชะทรงเห็นโสณดาบสโพธิสัตว์มา จึงตรัสว่า)

[๑๐๗]

หาบของใครผู้จะไปหาบน้ำ ทำด้วยไม้กระทุ่ม

ไม่ถูกต้องบ่า ลอยขึ้นสู่อากาศ

(ห่างบ่า)ประมาณ ๔ องคุลี

(โสณดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๐๘]

ข้าแต่มหาราช อาตมภาพคือโสณดาบส

ผู้อดกลั้นประพฤติวัตร ไม่เกียจคร้าน

เลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ทุกคืนวัน

[๑๐๙]

ขอถวายพระพร พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งทิศ

อาตมภาพระลึกถึงอุปการะที่ท่านทั้งสอง

ได้ทำไว้แล้วในกาลก่อนอยู่เนืองๆ

จึงนำเอาผลไม้และเผือกมันในป่ามาเลี้ยงดูมารดาบิดา

(พระเจ้ามโนชะทรงประสงค์จะทำความคุ้นเคยกับโสณบัณฑิตดาบส จึงตรัสว่า)

[๑๑๐]

โยมทั้งหลายปรารถนาจะไปยังอาศรมที่โกสิยดาบสอยู่

พระคุณเจ้าโสณะ นิมนต์พระคุณเจ้า

กรุณาบอกหนทางแก่พวกโยมด้วย

พวกโยมจะไปถึงอาศรมได้โดยหนทางใด

(โสณดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๑๑]

ขอถวายพระพรพระราชา

หนทางนี้เป็นทางเดินเท้าสำหรับคนผู้เดียว

ณ ที่ใด มีป่าสีเขียวครามคล้ายเมฆ

ดารดาษไปด้วยต้นทองกวาว

ท่านโกสิยดาบสพำนักอยู่ ณ ป่าแห่งนี้

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๑๒]

มหาฤๅษี ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว

จึงเหาะขึ้นในอากาศพร่ำสอนกษัตริย์ทั้งหลาย

แล้วรีบด่วนหลีกไปในอากาศ

[๑๑๓]

ปัดกวาดอาศรม ปูลาดอาสนะแล้วเข้าไปยังบรรณศาลา

บอกกล่าวบิดาให้รู้ตัวว่า

[๑๑๔]

ข้าแต่มหาฤๅษี กษัตริย์ผู้อภิชาติ

ทรงมีพระอิสริยยศทั้งหลายเหล่านี้

กำลังเสด็จมา ขอท่านพ่อจงออกไปนั่งนอกอาศรมเถิด

[๑๑๕]

มหาฤๅษีสดับคำของโสณบัณฑิตนั้นแล้ว

รีบออกจากอาศรม นั่งอยู่ใกล้ประตูอาศรมของตน

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๑๖]

โกสิยดาบสได้เห็นพระเจ้ามโนชะนั้นมีหมู่กษัตริย์แวดล้อม

เป็นประดุจกองทัพรุ่งเรืองอยู่ด้วยเดชานุภาพ

กำลังเสด็จมา จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า

[๑๑๗]

กระบวนกลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์

และมโหระทึกนำหน้าใครมา ยังพระราชาผู้จอมทัพให้ร่าเริง

[๑๑๘]

ใครมีหน้าผากสวมกรอบอุณหิสทองคำอันหนา

มีวรรณะประดุจสายฟ้า

ใครหนอยังหนุ่มแน่นผูกสอดแล่งลูกศร

รุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๑๙]

อนึ่ง ใบหน้าของใครงดงามผุดผ่อง

ดุจทองคำที่ละลายคว้างอยู่ปากเบ้า

มีสีดังถ่านเพลิงไม้ตะเคียน

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๐]

ฉัตรมีซี่น่ารื่นรมย์ใจ สำหรับกั้นบังแสงอาทิตย์

เขาประคองกั้นแล้วเพื่อใคร

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๑]

ชนทั้งหลายถือพัดวาลวีชนีเครื่องสูง

เดินแวดล้อมเรือนร่างของใคร

ผู้มีบุญอันประเสริฐซึ่งกำลังมาบนคอช้าง

[๑๒๒]

เศวตฉัตร ม้าอาชาไนย และทหารสวมเกราะ

ของใครเรียงรายอยู่โดยรอบ

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๓]

กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ผู้ทรงมีพระอิสริยยศ

กำลังแวดล้อมติดตามใครอยู่โดยรอบ

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๔]

อนึ่ง เสนา ๔ เหล่า คือ กองพลช้าง กองพลม้า

กองพลรถ และกองพลราบ แวดล้อมตามใครอยู่โดยรอบ

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๕]

เสนาหมู่ใหญ่นั่นของใคร นับไม่ถ้วน

แวดล้อมติดตามมาข้างหลังประดุจคลื่นแห่งสาคร

[๑๒๖]

พระเจ้ามโนชะผู้เป็นราชาธิราช

เหมือนพระอินทร์ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งเทพทั้งหลาย

ผู้มีชัยกำลังเสด็จมาสู่อาศรมของท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์

เพื่อทรงขอขมาโทษแทนนันทดาบส

[๑๒๗]

นั้นเสนาหมู่ใหญ่ของพระองค์นับไม่ถ้วน

แวดล้อมติดตามมาข้างหลังประดุจคลื่นแห่งสาคร

[๑๒๘]

พระราชาทั้งหลายมีพระวรกายลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์

ทรงพระภูษากาสิกพัสตร์อันอุดม

ทุกพระองค์ต่างประนมมือเสด็จเข้าไปหาพระฤๅษี

(ต่อแต่นั้น พระเจ้ามโนชะตรัสว่า)

[๑๒๙]

พระคุณเจ้าผู้เจริญมีความสุขสำราญดี

ไม่มีโรคเบียดเ บียนหรือ

พระคุณเจ้ายังอัตภาพให้เป็นไป

ด้วยการแสวงหามูลผลาหารหรือ

เผือก มัน และผลไม้ยังมีอยู่มากหรือ

[๑๓๐]

เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยหรือ

ในป่าที่มีเนื้อร้ายอยู่พลุกพล่านไม่มีมาเบียดเบียนหรือ

(โสณดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๓๑]

ข้าแต่พระราชา พวกอาตมภาพ

มีความสุขสำราญดี และไม่มีโรคเบียดเบียน

อนึ่ง อาตมภาพทั้งหลายยังอัตภาพ

ให้เป็นไปด้วยการแสวงหามูลผลาหาร

และเผือก มัน ผลไม้ก็ยังมีมากอยู่

[๑๓๒]

อนึ่ง เหลือบยุงและสัตว์เลื้อยคลานก็มีน้อย

เนื้อร้ายอยู่พลุกพล่านในป่าก็ไม่มาเบียดเบียนอาตมภาพเลย

[๑๓๓]

หลายปีมาแล้ว อาตมาอยู่ในอาศรมนี้

ยังไม่รู้จักความอาพาธที่ไม่ทำใจให้รื่นรมย์ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว

[๑๓๔]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย

พระองค์ทรงเป็นใหญ่ เสด็จมาถึงโดยลำดับ

สิ่งใดที่ทรงพอพระทัย โปรดตรัสบอกสิ่งนั้นเถิด

[๑๓๕]

ข้าแต่พระราชา ผลมะพลับ ผลมะหาด

ผลมะซาง และผลหมากเม่า มีรสหวานเล็กน้อย

เชิญพระองค์เลือกเสวยผลดีๆ เถิด

[๑๓๖]

น้ำดื่มนี้ก็เย็นสนิท ตักมาจากซอกเขา

มหาบพิตรหากพระองค์ประสงค์ ขอทรงดื่มเถิด

(พระเจ้ามโนชะตรัสว่า)

[๑๓๗]

สิ่งที่พระคุณเจ้าให้โยมก็รับไว้แล้ว

พระคุณเจ้าทำให้มีค่าสำหรับคนทุกคน

ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายโปรดเงี่ยโสตสดับ

คำของนันทดาบสเถิด ท่านจะกล่าว

[๑๓๘]

พวกโยมเป็นบริษัทของนันทดาบส

พากันมายังสำนักของพระคุณเจ้าผู้เจริญ

เพื่อจะขอขมาโทษ ขอพระคุณเจ้าผู้เจริญ

โปรดสดับฟังคำของนันทดาบสและของบริษัทเถิด

(นันทบัณฑิตเมื่อเจรจากับบริษัทของตน จึงกล่าวว่า)

[๑๓๙]

ชาวชนบทและพราหมณ์มหาศาลกว่าร้อยขึ้นไป

กษัตริย์ผู้อภิชาติผู้ทรงมีพระอิสริยยศเหล่านี้ทั้งหมด

และพระราชาผู้เจริญทรงพระนามว่า มโนชะ

โปรดทรงสดับคำของอาตมภาพสักเล็กน้อย

[๑๔๐]

อนึ่ง ยักษ์ ภูต และเทวดาทั้งหลายในป่า

ที่พากันมาประชุมอยู่ในอาศรมนี้

ขอจงฟังคำของข้าพเจ้า

[๑๔๑]

ข้าพเจ้าขอกระทำความนอบน้อมแก่ภูตทั้งหลาย

แล้วจะกล่าวกับโสณฤๅษีผู้มีวัตรดีงาม

ข้าพเจ้านั้นชาวโลกสมมติแล้วว่า

เป็นชาวโกสิยโคตรร่วมกับท่าน

จึงนับว่าเป็นแขนขวาของท่าน

[๑๔๒]

ข้าแต่ท่านพี่โกสีย์ผู้กล้าหาญ

เมื่อข้าพเจ้ามีความประสงค์

จะเลี้ยงดูมารดาและบิดาบังเกิดเกล้าของข้าพเจ้า

ฐานะนี้ชื่อว่าเป็นบุญ ขอท่านพี่จงอย่าห้ามข้าพเจ้าเลย

[๑๔๓]

แท้จริง การบำรุงมารดาและบิดานั้น

สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว

ขอท่านพี่จงสละการบำรุงมารดาบิดานั้นให้ข้าพเจ้าเถิด

ท่านพี่ได้กระทำกุศลมานานแล้ว

ด้วยการลุกขึ้นทำกิจวัตรและการบีบนวด

บัดนี้ ข้าพเจ้าใคร่จะทำบุญในมารดาบิดาทั้งหลายบ้าง

ขอท่านพี่จงมอบโลกสวรรค์ให้แก่ข้าพเจ้าเถิด

[๑๔๔]

ข้าแต่ท่านพี่ผู้เป็นฤๅษี มนุษย์ทั้งหลายผู้รู้บทแห่งธรรม

ในธรรมว่า เป็นหนทางแห่งโลกสวรรค์

เหมือนอย่างท่านพี่รู้ มีอยู่ในบริษัทนี้เหมือนกัน

[๑๔๕]

ท่านโสณบัณฑิตผู้พี่ห้ามข้าพเจ้า

ผู้จะบำรุงมารดาและบิดาให้มีความสุขด้วยการอุปัฏฐาก

และการนวดเฟ้น จากบุญนั้น

ชื่อว่าเป็นคนปิดกั้นหนทางอันประเสริฐ

(เมื่อนันทบัณฑิตกล่าวอย่างนี้แล้ว โสณดาบสโพธิสัตว์ประกาศให้ทราบว่า)

[๑๔๖]

ขอถวายพระพรมหาราช กษัตริย์ผู้เจริญทั้งหลาย

ผู้จะขอขมาโทษแทนน้องชายของอาตมภาพ ขอทรงสดับคำ

ของอาตมภาพ ผู้ใดยังสกุลวงศ์อันเก่าแก่ให้เสื่อมไป

ไม่ประพฤติธรรมในบุคคลผู้เจริญในสกุลทั้งหลาย

ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรก

[๑๔๗]

ขอถวายพระพรพระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งทิศ

ก็ชนเหล่าใดเป็นผู้ฉลาดในธรรมอันเก่าแก่

ถึงพร้อมด้วยจารีต

ชนเหล่านั้นจะไม่ไปสู่ทุคติ

[๑๔๘]

มารดาและบิดา พี่ชายน้องชาย

พี่สาวน้องสาว เครือญาติและพวกพ้อง

ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นภาระของพี่ชายใหญ่

ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด ท่านภารถ

[๑๔๙]

ขอถวายพระพรพระองค์ผู้เป็นจอมทัพ

อาตมภาพต้องรับภาระอันหนักและไม่ละเลยธรรม

เหมือนนายเรือต้องรับภาระอันหนัก พยายามนำเรือไป

เพราะว่าอาตมภาพเป็นพี่ชายใหญ่

(พระราชาทุกพระองค์ทรงพอพระทัย ทรงชมเชยโสณดาบสโพธิสัตว์ว่า)

[๑๕๐]

เราทั้งหลายได้บรรลุญาณคือปัญญาในความมืด

ท่านโสณโกสิยฤๅษีผู้เจริญได้แสดงธรรมอย่างชัดแจ้ง

แก่เราทั้งหลายเหมือนเปลวเพลิงจากไฟป่าในเวลามืดมิด

[๑๕๑]

ดวงอาทิตย์เหล่ากอแห่งวาสุเทพเปล่งรัศมีอุทัยอยู่

ย่อมส่องแสงให้เห็นรูปทั้งดีทั้งชั่วอย่างแจ่มแจ้งแก่เหล่าสัตว์ฉันใด

ท่านโสณโกสิยฤๅษีผู้เจริญก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ได้แสดงธรรมอย่างชัดแจ้งแก่เราทั้งหลาย

(ลำดับนั้น นันทบัณฑิตกล่าวว่า)

[๑๕๒]

ถ้าท่านพี่ไม่ยอมรับรู้

ถึงการประคองอัญชลีของข้าพเจ้าผู้วิงวอนอยู่อย่างนี้

ข้าพเจ้าจักประพฤติตามท่านพี่ จักตั้งใจปฏิบัติบำรุงท่านพี่

(โสณดาบสโพธิสัตว์เมื่อจะประกาศคุณของนันทบัณฑิต จึงกล่าวว่า)

[๑๕๓]

นันทะ เธอรู้แจ้งชัดถึงสัทธรรม

ที่สัตบุรุษทั้งหลายแสดงไว้แล้วอย่างแท้จริง

เธอเป็นผู้ประเสริฐ มีมารยาทงาม พี่พอใจเธอยิ่งนัก

[๑๕๔]

พี่จะบอกท่านพ่อท่านแม่

ขอท่านทั้ง ๒ จงฟังคำของข้าพเจ้า

ภาระนี้เป็นเพียงภาระชั่วครั้งชั่วคราวของข้าพเจ้าหามิได้

[๑๕๕]

นันทดาบส กระทำการขอขมาโทษอ้อนวอนขอกับข้าพเจ้า

เพื่อบำรุงท่านทั้ง ๒ อันเป็นการอุปัฏฐาก

ที่นำความสุขมาให้แก่มารดาบิดานั้นบ้าง

[๑๕๖]

บรรดาท่านทั้ง ๒ ผู้สงบ ประพฤติพรหมจรรย์

ท่านผู้ใดปรารถนา ขอท่านคนหนึ่งจงปรารถนานันทะเถิด

ขอนันทะจงบำรุงใครคนหนึ่งในท่านทั้ง ๒ ตามต้องการเถิด

(มารดาของโสณดาบสโพธิสัตว์กล่าวว่า)

[๑๕๗]

โสณะ แม่และพ่ออาศัยเธอ เธออนุญาตแล้ว

แม่พึงได้จุมพิตนันทะผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่กระหม่อมเถิด

[๑๕๘]

เพราะนานเหลือเกินจึงได้เห็นนันทะ

หัวใจของแม่ย่อมหวั่นไหว

เหมือนใบอ่อนของต้นโพธิ์ถูกลมพัดไหวไปมา

[๑๕๙]

เมื่อใดแม่หลับลงฝันเห็นนันทะมา

แม่ก็เบิกบานดีใจว่า ลูกนันทะของแม่มาแล้ว

[๑๖๐]

แต่เมื่อใดแม่ตื่นขึ้นแล้วไม่เห็นนันทะมา

ความเศร้าโศกและความเสียใจมิใช่น้อยกลับทับถมโดยยิ่ง

[๑๖๑]

แม่เห็นนันทะกลับมาในวันนี้

ขอนันทะผู้เป็นที่รักของพ่อแม่จงเข้าไปยังเรือนของพวกเราเถิด

[๑๖๒]

นันทะเป็นลูกสุดที่รักแม้ของบิดา

นันทะไม่ควรจากเรือนนี้ไปอีก

พ่อโสณะ ขอนันทะจงได้สิ่งที่ตนปรารถนาเถิด

ขอนันทะจงบำรุงแม่เถิด

(โสณดาบสโพธิสัตว์ประกาศพระคุณของมารดาว่า)

[๑๖๓]

พ่อฤๅษี มารดาเป็นผู้อนุเคราะห์ เป็นที่พึ่ง

และเป็นผู้ให้รส (คือ น้ำนม) แก่พวกเรามาก่อน

เป็นหนทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า

[๑๖๔]

พ่อฤๅษี มารดาเป็นผู้ให้รสมาก่อน

เป็นผู้คุ้มครอง เป็นที่เข้าไปประกอบบุญกุศล

เป็นหนทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า

(โสณดาบสโพธิสัตว์เมื่อจะประกาศว่ามารดาเป็นผู้ทำกิจที่ทำได้ยากที่ บุคคลอื่นจะทำได้ จึงกล่าวว่า)

[๑๖๕]

มารดาเมื่อหวังผลคือบุตรจึงนอบน้อมเทวดา

และไต่ถามถึงฤกษ์ ฤดู และปีทั้งหลาย ๑-

[๑๖๖]

เมื่อมารดานั้นมีระดู การตั้งครรภ์จึงมีได้

เพราะการตั้งครรภ์นั้น มารดาจึงมีการแพ้ท้อง

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า สุหทา หญิงผู้มีใจดี ๒-

@เชิงอรรถ :

@๑ มารดานอบน้อมเทวดา หมายถึงทำการนอบน้อมคือบนบานต่อเทวดาว่า “ขอลูกจงเกิดขึ้นแก่เรา”

@ถามถึงฤกษ์ ฤดู และปีทั้งหลาย หมายถึงมารดาต้องการทราบว่าบุตรเกิดในฤกษ์ ฤดู และปีใด จะ

@มีอายุยืน อายุสั้นอย่างไร (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๖๕/๒๐๗)

@๒ เมื่อมารดานั้นมีระดู หมายถึงเมื่อต่อมเลือด(ไข่สุก)เกิดแล้ว ระดูไม่มาตามกำหนด มารดาได้ชื่อว่า สุหทา

@หญิงผู้มีใจดี (เพราะในเวลานั้นมารดาจะเกิดความรักในบุตรที่เกิดในท้องของตน) (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๖๖/๒๐๗)

[๑๖๗]

มารดาประคับประคองครรภ์อยู่หนึ่งปีหรือหย่อนกว่าบ้าง

แล้วจึงคลอดบุตร เพราะเหตุนั้น มารดานั้นจึงชื่อว่า

หญิงผู้ให้กำเนิดบุตร เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า

ชเนตตี หญิงผู้ยังบุตรให้เกิด

[๑๖๘]

เมื่อบุตรร้องไห้ มารดาก็ปลอบโยนให้ยินดีได้

ด้วยน้ำนมบ้าง ด้วยการร้องเพลงกล่อมบ้าง

ด้วยการกอดไว้แนบอกบ้าง

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า

โตเสนตี หญิงผู้ยังบุตรให้ร่าเริงยินดี

[๑๖๙]

จากนั้น เมื่อลมแรงและแดดกล้า

มารดาก็กระทำความรักอย่างจับใจ

มองดูบุตรผู้ยังเป็นเด็กอ่อนไร้เดียงสาอยู่

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกว่า

โปเสนตี หญิงผู้เลี้ยงดูบุตร

[๑๗๐]

ทรัพย์อันใดที่เป็นทรัพย์ของมารดาก็ดี

เป็นทรัพย์ของบิดาก็ดี

แม้ทรัพย์ทั้ง ๒ มารดาก็คุ้มครองรักษาไว้เพื่อบุตรนั้น

ด้วยหมายใจว่า แม้ทรัพย์ทั้ง ๒ นี้พึงเป็นของบุตรของเรา

[๑๗๑]

มารดาเมื่อให้บุตรสำเหนียกว่า

อย่างนี้ซิลูก อย่างโน้นซิลูก ย่อมลำบาก

และทราบว่าบุตรของตนเมื่อถึงคราวเป็นหนุ่ม

ลุ่มหลงมัวเมาในภรรยาของผู้อื่นอยู่จนดึกดื่นเที่ยงคืน

ไม่กลับมาในเวลาเย็น ก็ย่อมเดือดร้อน ด้วยประการฉะนี้

[๑๗๒]

บุตรที่มารดาเลี้ยงดูมาแล้วด้วยความลำบากอย่างนี้

ไม่บำรุงมารดา บุตรคนนั้นชื่อว่า

ประพฤติผิดในมารดา ย่อมเข้าถึงนรก

[๑๗๓]

บุตรที่บิดาเลี้ยงดูมาแล้วด้วยความลำบากอย่างนี้

ไม่บำรุงบิดา บุตรคนนั้นชื่อว่า

ประพฤติผิดในบิดา ย่อมเข้าถึงนรก

[๑๗๔]

ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า แม้ทรัพย์ที่เกิดขึ้น

แก่บุตรทั้งหลายผู้มีความต้องการทรัพย์ ก็พินาศไปบ้าง

บุตรนั้นย่อมถึงฐานะอันลำบากบ้าง เพราะไม่บำรุงมารดา

[๑๗๕]

ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า แม้ทรัพย์ที่เกิดขึ้น

แก่บุตรทั้งหลายผู้มีความต้องการทรัพย์ ก็พินาศไปบ้าง

บุตรนั้นย่อมถึงฐานะอันลำบากบ้าง เพราะไม่บำรุงบิดา

[๑๗๖]

ความเพลิดเพลินยินดี ความรื่นเริงบันเทิงใจ

และการหัวเราะเล่นหัวกันในกาลทุกเมื่อนั้น

บัณฑิตผู้รู้แจ้งจะพึงได้เพราะบำรุงมารดา

[๑๗๗]

ความเพลิดเพลินยินดี ความรื่นเริงบันเทิงใจ

และการหัวเราะเล่นหัวกันในกาลทุกเมื่อนั้น

บัณฑิตผู้รู้แจ้งจะพึงได้เพราะบำรุงบิดา

[๑๗๘]

สังคหวัตถุ ๑- ทั้งหลาย คือ

๑. ทาน (การให้) ๒. ปิยวาจา (การเจรจาถ้อยคำที่น่ารัก)

๓. อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์)

๔. สมานัตตตา (ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลายตาม

สมควรในที่นั้นๆ)

ทั้ง ๔ ประการนี้ยังมีอยู่ในโลกนี้

เหมือนเพลารถยังมีแก่รถที่กำลังแล่นไป

@เชิงอรรถ :

@๑ สังคหวัตถุ หมายถึงหลักการสงเคราะห์หรือธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจกันไว้ได้ ในที่นี้หมายถึงบุตรพึง

@ปรนนิบัติมารดาบิดาด้วยหลัก ๔ ประการ คือ (๑) ทาน การให้(สิ่งของ)แก่มารดาบิดา (๒) เปยยวัชชะ

@พึงเจรจาแต่คำที่น่ารัก (๓) อัตถจริยา พึงประพฤติประโยชน์ด้วยการทำหน้าที่(ของท่าน)ที่เกิดขึ้นให้สำเร็จ

@(๔) สมานัตตตา ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลายตามสมควร หมายถึงความประพฤติยำเกรงต่อผู้

@ใหญ่ทั้งหลาย (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๘/๒๐๘)

[๑๗๙]

หากว่าสังคหวัตถุเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้

มารดาไม่พึงได้การนับถือหรือการบูชาเพราะเหตุแห่งบุตรเลย

หรือบิดาไม่พึงได้การนับถือหรือการบูชาเพราะเหตุแห่งบุตรเลย

[๑๘๐]

ก็เพราะบัณฑิตทั้งหลายพิจารณาเห็นสังคหวัตถุเหล่านี้โดยชอบ

เพราะฉะนั้น จึงบรรลุถึงความเป็นผู้ใหญ่

ทั้งบัณฑิตเหล่านั้นยังเป็นผู้น่าสรรเสริญอีกด้วย

[๑๘๑]

มารดาและบิดาทั้งหลายบัณฑิตกล่าวว่า

๑. เป็นพรหมของบุตร

๒. เป็นบุรพาจารย์ของบุตร

๓. เป็นผู้ควรของต้อนรับบูชาของบุตร ๑-

๔. เป็นผู้อนุเคราะห์หมู่สัตว์คือบุตร

[๑๘๒]

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงนอบน้อมและพึงสักการะ

มารดาและบิดาทั้ง ๒ นั้นด้วยข้าวและน้ำ

ด้วยผ้านุ่งผ้าห่มและที่นอน ด้วยการอบตัวและอาบน้ำให้

และด้วยการล้างเท้าทั้ง ๒ ให้ท่าน

[๑๘๓]

เพราะการบำรุงมารดาและบิดาทั้ง ๒ นั้น

บัณฑิตทั้งหลายจึงสรรเสริญเขาในโลกนี้ทีเดียว

เขาตายไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ ดังนี้แล

โสณนันทชาดกที่ ๒ จบ

รวมชาดกที่มีในนิบาตนี้

๑. กุสชาดก ๒. โสณนันทชาดก

สัตตตินิบาตจบ

@เชิงอรรถ :

@๑ มารดาและบิดาเป็นพรหมของบุตร เพราะเป็นผู้เสมอด้วยพรหม คือ สูงสุด ประเสริฐสุดของบุตร

@เป็นบุรพาจารย์ คือ เป็นอาจารย์คนแรกของบุตร เป็นผู้ควรของต้อนรับบูชา คือ สมควรแก่สักการะ

@อย่างใดอย่างหนึ่งของบุตร (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๘๑/๒๐๘)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๑. กุสชาดกชาดกถัดไป๕๓๓. จุลลหังสชาดก