ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาหังสชาดก
ชาดกที่ ๕๓๔ · อสีตินิบาตชาดก

มหาหังสชาดก

ว่าด้วยหงส์ชื่อสุมุขะไม่ละทิ้งพระยาหงส์ผู้ติดบ่วง

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๙๙ · บรรทัด ๑๓๔๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาหังสชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๓ จาก ๖

เรื่องเล่า

ดูก่อนหงส์ ท่านย่อมนอบน้อมก้อนอาหาร ชื่อว่า มีความประพฤติธรรมอันประเสริฐ ข้าพเจ้าจะ ปล่อยนายของท่าน ท่านทั้งสองจงไปตามสบายเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยวุตฺติ ได้แก่ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยวัตรของท่านผู้ประเสริฐด้วยอาจาระทั้งหลาย กล่าวคือการรักษามิตรธรรม. บทว่า โย ปิณฺฑมปจายสิ ความว่า ท่านใดบูชาก้อนอาหารที่ได้แล้วจากสำนักของนาย. บทว่า คจฺฉถูโภ ความว่า ท่านแม้ทั้งสอง จงยังหมู่ญาติซึ่งมีหน้าอันชุ่มด้วยน้ำตาให้ร่าเริงอยู่ จงไปตามความสบายเถิด.

ก็นายเนสาทครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงเข้าไปใกล้พระมหาสัตว์ด้วยจิตอันอ่อนโยนแล้ว โน้นคันบ่วงลงมาให้จับอยู่ที่หลังเปือกตม แก้พระมหาสัตว์นั้นออกจากคันบ่วง อุ้มขึ้นนำออกจากสระ ให้จับอยู่บนลานหญ้าแพรกอ่อนค่อย ๆ แก้บ่วงที่รัดเท้าทั้งสองออก เข้าไปตั้งไว้ซึ่งความรักในพระมหาสัตว์อย่างแรงกล้า ไปตักน้ำมาล้างเลือดลูบคลำอยู่ไปมาด้วยเมตตาจิต. ขณะนั้นด้วยอานุภาพแห่งเมตตาของนายเนสาทนั้น เส้นเอ็นกับเส้นเอ็น เนื้อกับเนื้อหนึ่งกับหนัง ก็ติดต่อสนิทกัน เท้าก็หายเป็นปกติ มิได้มีส่วนผิดแปลกกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ เลย. พระโพธิสัตว์ถึงความสุขสบายแล้ว จับอยู่โดยความเป็นปกติทีเดียว. สุมุขหงส์เห็นพญาหงส์ ได้รับความสบายเพราะอาศัยตนก็เกิดความโสมนัสยินดี จึงคิดว่า นายเนสาทชื่อว่าได้กระทำอุปการะไว้แก่เราเป็นอันมากมีอยู่ ส่วนเรายังไม่มีอุปการะแก่เขาเลย ก็ถ้านายเนสาทนี้จับเอาเราไป เพื่อประโยชน์แก่พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้น นำไปยังสำนักของอิสรชนเหล่านั้น จักได้ทรัพย์มาก ถ้าเขาจับเอาไปเพื่อประโยชน์แก่ตน ขายเราแล้วจักได้ทรัพย์เหมือนกัน เราจักถามเขาดูก่อนลำดับนั้น สุมุขหงส์ เมื่อจะกล่าวถามนายเนสาทนั้น เพราะความที่ตนใคร่ที่จะกระทำอุปการะ จึงกล่าวคาถาว่า

ดูก่อนสหาย ถ้าท่านดักหงส์และนกทั้งหลาย ด้วยประโยชน์ของตน ข้าพเจ้าจะขอรับทักษิณาอภัย ของท่านนี้ ดูก่อนนายพราน ถ้าท่านไม่ได้ดักหงส์ และนกทั้งหลายด้วยประโยชน์ของตน ท่านไม่มีอิสระ ถ้าท่านปล่อยเราทั้งสองเสีย ท่านก็ชื่อว่ากระทำความ เป็นขโมย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเจ ความว่า ดูก่อนนายเนสาทผู้เป็นสหายถ้าท่านดักบ่วงหงส์และนกอันเหลือทั้งหลายด้วยประโยชน์ของตน คือเพื่อประโยชน์แก่ตน. บทว่า อนิสฺสโร ความว่า ท่านเป็นผู้ไม่มีอิสระที่จะปล่อยข้าพเจ้าเสีย จงไปยังสำนักของผู้ที่บังคับท่านนั้นเถิด พึงกระทำการลักแต่อย่าการทำหนี้เลย.

นายเนสาทสดับคำนั้น จึงกล่าวว่า เรามิได้จับท่านทั้งหลายเพื่อประโยชน์แก่ตนเลย แต่พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงพระนามว่า สังยมะ มีรับสั่งให้เราจับ แล้วจึงเล่าเรื่องทั้งหมด จำเดิมแต่กาลที่พระนางเทวีทรงเห็นสุบินนิมิต จนกระทั่งถึงพระราชาทรงทราบความที่พวกหงส์ทองเหล่านั้นมาแล้ว จึงตรัสสั่งว่า ดูก่อนเขมกะผู้เป็นสหาย ท่านจงพยายามจับหงส์สักตัวหนึ่งหรือสองตัวให้ได้ เราจักให้ยศแก่ท่าน แล้วประทานเสบียงส่งไป สุมุขหงส์สดับเรื่องราวนั้นแล้ว จึงคิดว่า นายเนสาทนี้ มิได้เห็นแก่ชีวิตของตน ปล่อยเราไปเสียชื่อว่าการทำกิจอันยากที่คนอื่นจะกระทำได้ ถ้าเราจักไปยังภูเขาจิตตกูฏจากที่นี่อานุภาพแห่งบุญบารมีของพญาหงส์ธตรฐ ก็จะไม่ปรากฏ และมิตรธรรมของเราก็จักไม่ปรากฏ ทั้งบุตรนายพรานก็จักไม่ได้ยศใหญ่ พระราชาก็จักมิได้ตั้งอยู่ในศีล ๕ ความปรารถนาของพระเทวีก็จักไม่ถึงที่สุด จึงกล่าวว่า ดูก่อนสหาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะปล่อยข้าพเจ้ายังไม่ได้ ท่านต้องแสดงข้าพเจ้าแก่พระราชา ท้าวเธอจักทรงกระทำข้าพเจ้าตามพอพระทัย.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

ท่านเป็นคนรับใช้ของพระราชาพระองค์ใด จง นำข้าพเจ้าไปให้ถึงพระราชาพระองค์นั้นตามปรารถนา เถิด พระเจ้าสังยมนะจักทรงกระทำตามพระประสงค์ ในพระราชนิเวศน์นั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺเสว ความว่า ท่านจงนำข้าพเจ้าไปยังสำนักของพระเจ้าสังยมราชนั้นเถิด. บทว่า ตตฺถ คือ ในพระราชนิเวศน์นั้น. บทว่า ยถาภิญฺํ ความว่า พระองค์จักทรงกระทำตามพระราชประสงค์ คือตามความพอพระทัย.

นายเนสาทสดับคำนั้นจึงกล่าวว่า ดูก่อนท่านที่เจริญ ท่านอย่าพอใจให้พระราชาทอดพระเนตรเลย ขึ้นชื่อว่าพระราชาทั้งหลายเป็นที่น่าเกรงกลัวพึงกระทำท่านให้เป็นหงส์ระบำ หรือไม่ก็พึงฆ่าท่านเสีย. ลำดับนั้นสุมุขหงส์จึงกล่าวกะนายเนสาทนั้นว่า ดูก่อนนายพรานผู้สหายผู้ให้ชีวิต ท่านอย่าได้คิดถึงข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าได้ทำคนหยาบช้าเช่นท่านให้อ่อนโยนด้วยธรรมกถาไฉนจักทำพระราชาให้เกิดความอ่อนโยนบ้างไม่ได้ ด้วยว่าพระราชาทั้งหลายเป็นผู้ฉลาดรู้จักวาจาที่เป็นสุภาษิตหรือทุพภาษิต ท่านจงนำข้าพเจ้าทั้งสองไปยังสำนักของพระราชาโดยเร็วเถิด แต่เมื่อจะนำไป อย่านำไปด้วยการผูกมัดจงยังข้าพเจ้าให้เกาะในกรงดอกไม้นำไป อนึ่ง เมื่อท่านจะกระทำกรงดอกไม้ท่านจงกระทำกรงของพญาหงส์ธตรฐให้ใหญ่ คาดด้วยดอกบัวสีขาว ส่วนของข้าพเจ้าจงกระทำให้เล็ก คาดด้วยดอกบัวสีแดง แล้วจงพาพญาหงส์ธตรฐไปข้างหน้า พาข้าพเจ้าไปข้างหลัง กระทำให้ต่ำเล็กน้อย แล้วจงนำไปแสดงแด่พระราชาเถิด. นายพรานนั้นสดับคำของสุมุขหงส์นั้นแล้ว จึงคิดว่า สุมุขหงส์คงจะปรารถนาเฝ้าพระราชา ให้ประทานยศใหญ่แก่เรา ก็เกิดความโสมนัสยินดีเอาเถาวัลย์อ่อน ๆ มากระทำให้เป็นกรง คาดด้วยดอกปทุมแล้ว ได้พาไปโดยนัยดังกล่าวแล้วทีเดียว.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

นายพรานอันสุมุขหงส์กล่าวด้วยประการอย่างนี้ แล้ว จึงเอามือทั้งสองประคองพญาหงส์ทองตัวมีสีดัง ทองคำ ค่อย ๆ วางลงในกรง นายพรานพาพญาหงส์ ทั้งสอง ซึ่งมีผิวพรรณอันผุดผ่อง คือ สุมุขหงส์และ พญาหงส์ธตรฐซึ่งอยู่ในกรงหลีกไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌโวทหิ คือวางลงไว้แล้ว. บทว่า ภสฺสรวณฺณิเน คือมีพรรณอันถึงพร้อมด้วยรัศมี.

ในเวลาที่นายลุททบุตรพาหงส์ทั้งสองไปด้วยอาการอย่างนี้ พญาหงส์ธตรฐระลึกถึงพระราชธิดาของพญาปากหงส์ ซึ่งเป็นภรรยาของตน จึงเรียกสุมุขหงส์แล้วพร่ำรำพันด้วยอำนาจกิเลส.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พญาหงส์ธตรฐ อันนายพรานนำไปอยู่ ได้ กล่าวกะสุมุขหงส์ว่า ดูก่อนสุมุขะ เรากลัวนัก ด้วย นางหงส์ที่มีผิวพรรณดังทองคำ มีขาได้ลักษณะ นาง รู้ว่าเราถูกฆ่า ก็จักฆ่าตนเสียโดยแท้ ดูก่อนสุมุขะ ก็ราชธิดาของพญาปากหงส์ นามว่าสุเหมา ซึ่งมีผิว งามดังทองคำจักร่ำไห้อยู่ เหมือนนางนกกระเรียนที่ กำพร้า ร่ำไห้อยู่ที่ริมฝั่งสมุทรฉะนั้นเป็นแน่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภายามิ ความว่า เรากลัวย่อมรณภัย. บทว่า สามาย แปลว่า ด้วยนางที่มีผิวพรรณดังทองคำ. บทว่า ลกฺขณูรุยา แปลว่า มีขาอันถึงพร้อมด้วยลักษณะ. บทว่า วธมญฺาย ความว่า เมื่อนางรู้ว่าเราถูกฆ่า คือเป็นผู้มีความสำคัญว่า สามีอันเป็นที่รักของเราถูกฆ่าตายเสียแล้ว. บทว่า วธิสฺสติ ความว่า จักฆ่าตัวตายด้วยคิดว่า เมื่อสามีอันเป็นที่รักของเราตายแล้ว ประโยชน์อะไรที่เราจะมีชีวิตอยู่. บทว่า ปากหํสา คือ ราชธิดาของพญาปากหงส์. บทว่า สุเหมา คือ ราชธิดาที่มีพระนามอย่างนี้. บทว่า เหมสุตฺตจา คือ มีผิวหนังงดงามดุจทองคำ. บทว่า โกญฺจีว ความว่า นางคงจักร้องไห้คร่ำครวญอยู่เป็นแน่แท้ เสมือนหนึ่งนางนกกระเรียน เมื่อผัวจมลงสู่สมุทรกล่าวคือน้ำเค็ม ตายเสียแล้ว ก็ย่อมว้าเหว่คร่ำครวญอยู่ฉะนั้นแล.

สุมุขหงส์ได้สดับคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า พญาหงส์นี้เป็นผู้สมควรที่จะสั่งสอนผู้อื่น มาพร่ำรำพันไปด้วยอำนาจกิเลส เพราะอาศัยมาตุคาม เกิดเป็นประหนึ่งเวลาที่น้ำมีอาการร้อน และเป็นประหนึ่งเวลาที่นาอันไม่มีรั้งล้อมกั้น ถ้ากระไรเราพึงประกาศโทษมาตุคาม ด้วยกำลังแห่งญาณของตน พึงยังพญาหงส์นี้ให้รู้สึก จึงได้กล่าวคาถาว่า

การที่พระองค์เป็นใหญ่กว่าโลกคือหงส์ ใคร ๆ ไม่สามารถจะประมาณคุณได้ เป็นครูของหมู่คณะใหญ่ พึงตามเศร้าโศกถึงหญิงคนเดียวอย่างนี้ เหมือนไม่ใช่ ความประพฤติของผู้มีปัญญา ลมย่อมพัดพานทั้งกลิ่น หอมและกลิ่นเหม็น เด็กอ่อนย่อมเก็บผลไม้ทั้งดิบ ทั้งสุก คนตาบอดผู้โลภในรสอาหาร ย่อมถือเอาอาหาร ฉันใด ธรรมดาหญิงก็ฉันนั้น พระองค์ไม่รู้จักตัดสินใจ ในเหตุทั้งหลาย ปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนคนเขลา พระองค์จะถึงมรณกาลแล้ว ยังไม่ทรงทราบถึงกิจที่ ควรและไม่ควร พระองค์เห็นจะเป็นกึ่งคนบ้า บ่นเพ้อ ไปต่าง ๆ ทรงสำคัญหญิงว่าเป็นผู้ประเสริฐ แท้จริง หญิงเหล่านี้ เป็นของทั่วไปแก่คนเป็นอันมาก เหมือน โรงสุราเป็นสถานที่ทั่วไปแก่พวกนักเลงสุรา ฉะนั้น อนึ่ง หญิงเหล่านี้มีมารยาเหมือนพยับแดด เป็นเหตุ แห่งความเศร้าโศก เป็นเหตุเกิดโรคและอันตราย อนึ่ง หญิงเหล่านี้เป็นคนหยาบคาย เป็นเครื่องผูกมัด เป็น บ่วง เป็นถ้ำ ที่อยู่ของมัจจุราช บุรุษใดพึงหลงระเริงใจ ในหญิงเหล่านั้น บุรุษนั้นชื่อว่าเป็นคนเลวทรามในหมู่ นระ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหนฺโต คือเป็นผู้ยิ่งใหญ่. บทว่า โลกสฺส คือแก่โลกของหมู่หงส์. บทว่า อปฺปเมยฺโย ได้แก่ ใคร ๆ ไม่พึงอาจจะประมาณด้วยคุณทั้งหลายได้. บทว่า มหาคณี ได้แก่ เป็นครูของคณะอันประกอบแล้วด้วยคณะใหญ่. บทว่า เอกิตฺถึ ความว่า ท่านผู้เจริญเห็นปานนี้ พึงตามเศร้าโศกถึงหญิงคนเดียว ความตามเศร้าโศกนี้ ประหนึ่งมิใช่ของผู้มีปัญญาเลย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงมีความสำคัญพระองค์ว่าเป็นผู้โง่เขลาในวันนี้เอง. บทว่า อาเทติ คือย่อมถือเอา. บทว่า เฉกปาปกํ คือที่ดีทั้งชั่ว. บทว่า อามกปกฺกํ คือดิบด้วยสุกด้วย. บทว่า โลโล คือโลภในรส. มีคำที่ท่านอธิบายไว้ว่า ข้าแต่มหาราช ธรรมดาว่าลมย่อมพัดสระดอกปทุมเป็นต้น ซึ่งมีกลิ่นหอม และพัดสถานที่อันเต็มไปด้วยกองหยากเหยื่อเป็นต้นซึ่งมีกลิ่นเหม็น ย่อมพัดเอากลิ่นทั้งหอมทั้งเหม็นทั้งสองอย่างด้วยประการฉะนี้ฉันใด อนึ่ง เด็กเล็ก ๆ นั่งอยู่ใต้ต้นมะม่วงและต้นหว้าทั้งหลายเอื้อมมือออกไปเก็บผลทั้งที่ยังดิบและสุก ซึ่งหล่นลงมาแล้วเคี้ยวกินฉันใด อนึ่งคนตาบอดผู้โลภในรสอาหาร เมื่อเขายกภัตรเข้ามาให้ ย่อมถือเอาอาหารทั้งที่มีแมลงและไม่มีแมลงทุกอย่างฉันใด ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลาย ย่อมถือเอา คือย่อมคบแม้คนตาบอด คนเข็ญใจ คนมีตระกูลสูง คนไม่มีตระกูล คนรูปสวยคนรูปชั่ว ทั้งหมด ด้วยอำนาจกิเลสฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่มหาราช พระองค์มาบ่นรำพันเพราะเหตุแห่งหญิงทั้งหลาย ผู้มีธรรมอันลามกเช่นกับลมและเด็กเล็ก ๆ และคนตาบอด. บทว่า อตฺเถสุ หมายเอาทั้งเหตุและมิใช่เหตุ. บทว่า มนฺโท คืออันธพาล. บทว่า ปฏิภาสิ มํ คือย่อมตั้งขึ้นเฉพาะข้าพเจ้า. บทว่า กาลปริยายํ ความว่า พระองค์ถึงเวลาใกล้มรณะเห็นปานนี้แล้ว ยังไม่รู้สึกอีกว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ ในเวลานี้ สิ่งนี้ควรกล่าว สิ่งนี้ไม่ควรกล่าวในกาลนี้. บทว่า อฑฺฒุมฺมตฺโต ได้แก่ ชะรอยว่าเป็นบ้าไปครึ่งหนึ่ง. บทว่า อุทีเรสิ ความว่า พระองค์บ่นรำพันเพ้อ เหมือนบุรุษที่ดื่มสุราแล้ว แต่ไม่เมามายจนเกินไป บ่นถึงสิ่งโน้นบ้าง สิ่งนี้บ้างต่าง ๆ นานา. บทว่า เสยฺยา คือเลิศสูงสุด. บรรดาบททั้งหลาย บทว่า มายา เป็นต้น ความว่าขึ้นชื่อว่าผู้หญิงทั้งหลาย เป็นผู้มีมารยาด้วยอรรถว่า หลอกลวง เปรียบเหมือนพยับแดดด้วยอรรถว่า เป็นสิ่งที่ใคร ๆ เข้าไปจับต้องถือเอาไม่ได้ เป็นผู้มีความเศร้าโศกเพราะเป็นปัจจัยแห่งความเศร้าโศกเป็นต้น เป็นผู้มีโรค และมีอันตรายเป็นอเนกประการ ทั้งชื่อว่าเป็นคนหยาบคาย เพราะกระด้างกระเดื่องด้วยกิเลสมีความโกรธเป็นต้น อนึ่ง ขึ้นชื่อว่าหญิงเหล่านั้นเป็นเครื่องผูกมัดเพราะบุคคลถูกผูกมัดด้วยเครื่องจำมีขื่อคาเป็นต้น ก็เพราะอาศัยหญิงเหล่านั้นอนึ่ง หญิงเหล่านั้นแหละชื่อว่า เป็นพระยามัจจุราช อันสิงอยู่ในถ้ำ คือ สรีระก็พระราชาทั้งหลายจับโจรได้แล้ว ก็ตัดศีรษะเสียด้วยขวานอันคมแล้วเสียบไว้ที่ปลายหลาว ก็เพราะโจรพวกนี้อาศัยกามเป็นเหตุ มีกามเป็นแดนมอบให้ซึ่งผลมีกามเป็นอธิกรณ์ทีเดียว.

ลำดับนั้น พญาหงส์ธตรฐ แสดงว่า พ่อยังไม่รู้จักคุณของมาตุคามพวกบัณฑิตเท่านั้นจึงจะรู้จัก ใคร ๆ ไม่ควรติเตียนหญิงเหล่านี้เลย เพราะความที่ตนเป็นผู้มีจิตหลงใหลไฝ่ฝันในมาตุคามจึงกล่าวคาถาว่า

วัตถุใด ชนท่านผู้เจริญทั้งหลายรู้จักดีแล้ว ใคร ควรจะติเตียนวัตถุนั้นเล่า ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลาย มี คุณมาก เกิดแล้วในโลก ความคะนองอันบุคคลตั้งไว้ แล้วในหญิงเหล่านั้น ความยินดีอันบุคคลตั้งเฉพาะไว้ แล้วในหญิงเหล่านั้น พืชทั้งหลาย (มีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสาวก และพระเจ้าจักรพรรดิเป็นต้น) ย่อมงอกขึ้นในหญิงเหล่านั้น สัตว์ เหล่านั้นพุงเจริญ บุรุษไรมาเกี่ยวของชีวิตหญิงด้วย ชีวิตของตนแล้ว พึงเบื่อหน่ายในหญิงเหล่านั้น ดูก่อน สุมขะ ท่านนั่นแหละ ไม่ต้องคนอื่นละ ประกอบ ในประโยชน์ของหญิงทั้งหลาย เมื่อภัยเกิดขึ้นแก่ท่าน ในวันนี้ เพราะคิดจึงเกิดขึ้น เพราะความกลัว จริงอยู่ บุคคลทั้งปวงถึงความสงสัยในชีวิตมี ความหวาดกลัว ย่อมอดกลั้นความกลัวไว้ได้ เพราะว่าบัณฑิตทั้งหลาย เป็นผู้ดำรงอยู่ในฐานะอันใหญ่ ย่อมประกอบใน ประโยชน์อันมากที่ประกอบได้ พระราชาทั้งหลาย ย่อมทรงปรารถนาความกล้าหาญของมนตรีทั้งหลาย เพ่อทรงประสงค์ที่จะได้ความกล้าหาญนั้น ป้องกัน อันตรายและสามารถป้องกันพระเองด้วย วันนี้ท่าน จงกระทำด้วยประการที่พวกพนักงานเครื่องต้น ของ พระราชา อย่าเชือกเฉือนเราทั้งสองในโรงครัวใหญ่ เถิด จริงอย่างนั้น สีแห่งขนปีกทั้งหลาย จะฆ่าท่าน เสีย เหมือนขุยไม้ไผ่ ฉะนั้น ท่านแม้นายพรานจะ ปล่อยแล้ว ก็ไม่ปรารถนาจะบินหนีไป ยังเข้ามาใกล้ บ่วงเองอีกทำไมเล่า วันนี้ ท่านถึงความสงสัยในชีวิต แล้วจงถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ อย่ายื่นปากออกไปเลย.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๓ / ๖ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๓๙๐–๔๔๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

อสีตินิบาตชาดก · ๔๓๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. มหาหังสชาดก (๕๓๔)

ว่าด้วยพญาหงส์ติดบ่วง

(พญาหงส์โพธิสัตว์ได้กล่าว ๓ คาถาว่า)

[๘๙]

สุมุขะ พ่อเนื้อเหลือง ผู้มีผิวพรรณประดุจทองคำ

หงส์ทั้งหลายหวั่นไหวต่อภัยอันตราย

จึงพากันบินหนีไป

ท่านจงหลีกหนีไปตามความปรารถนาเถิด

[๙๐]

หมู่ญาติทั้งหลายละทิ้งเรา

ผู้ติดบ่วงไว้เพียงลำพัง

ไม่มีความเยื่อใย พากันบินหนีไป

ทำไมจึงเหลือท่านอยู่ตัวเดียวเล่า

[๙๑]

บินขึ้นไปเถิด ท่านผู้ประเสริฐกว่าหมู่หงส์

ความเป็นสหายไม่มีในผู้ติดบ่วง

ท่านอย่าทำความไม่มีทุกข์ให้เสื่อมไปเลย

จงหนีไปตามความปรารถนาเถิด สุมุขะ

(หงส์สุมุขะได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวว่า)

[๙๒]

ข้าแต่ท้าวธตรัฏฐะ ข้าพระองค์

แม้จะมีทุกข์เป็นเบื้องหน้าก็ไม่ละทิ้งพระองค์ไป

ความเป็นหรือความตายของข้าพระองค์

จักมีพร้อมกับพระองค์

[๙๓]

ข้าแต่ท้าวธตรัฏฐะ ข้าพระองค์

แม้จะมีทุกข์เป็นเบื้องหน้าก็ไม่ละทิ้งพระองค์ไป

พระองค์ไม่ควรจะชักชวนให้ข้าพระองค์

ประกอบกรรมที่บุคคลผู้ไม่ประเสริฐประกอบกันเลย

[๙๔]

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสูงสุดกว่าฝูงหงส์

ข้าพระองค์เป็นเด็กรุ่นเดียวกับพระองค์ ๑-

เป็นเพื่อนของพระองค์ ดำรงอยู่ในจิตใจของพระองค์

ข้าพระองค์เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นเสนาบดีของพระองค์

[๙๕]

ข้าพระองค์ไปจากที่นี้แล้ว

จักอธิบายในท่ามกลางหมู่ญาติได้อย่างไร

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ

ข้าพระองค์ละทิ้งพระองค์จากที่นี้ไปแล้ว

จะชี้แจงกับฝูงหงส์เหล่านั้นได้อย่างไร

ข้าพระองค์ยอมสละชีวิตทิ้งไว้ในที่นี้

จะไม่พยายามทำกรรมอันไม่ประเสริฐ

(พญาหงส์โพธิสัตว์เมื่อจะสรรเสริญคุณของหงส์สุมุขะ จึงกล่าวว่า)

[๙๖]

สุมุขะ การที่ท่านไม่พยายามที่จะทอดทิ้งเรา

ผู้เป็นทั้งนาย เป็นทั้งเพื่อน

ชื่อว่าดำรงอยู่ในทางของพระอริยะ

นั้นเป็นธรรมของโบราณกบัณฑิต

[๙๗]

ก็แลเมื่อเราเห็นท่าน ก็ไม่เกิดความสะดุ้งกลัวเลย

แต่ท่านจะประสบอันตรายเหมือนชีวิตของเราที่เป็นอยู่ในขณะนี้

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๙๘]

เมื่อพญาหงส์ทั้ง ๒ ผู้ประเสริฐมีความประพฤติเยี่ยงพระอริยะ

กล่าวปรึกษากันอยู่อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้

นายพรานถือท่อนไม้กระชับมั่นรีบด่วนเข้ามาถึงตัว

@เชิงอรรถ :

@๑ เด็กรุ่นเดียวกับพระองค์ หมายถึงถือปฏิสนธิวันเดียวกัน ออกจากไข่ในวันเดียวกัน และเจริญเติบโตมา

@ด้วยกัน (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๔/๒๕๑)

[๙๙]

หงส์สุมุขะครั้นเห็นนายพรานกำลังเดินเข้ามา

จึงจับอยู่เบื้องหน้าพญาหงส์

เมื่อจะปลอบพญาหงส์ผู้หวาดกลัวให้เบาใจ

จึงได้กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า

[๑๐๐]

อย่าทรงกลัวเลย พระองค์ผู้ประเสริฐ

ด้วยว่า คนทั้งหลายเช่นกับพระองค์หากลัวไม่

ข้าพระองค์จักประกอบความเพียรอันเนื่องด้วยธรรมอันสมควร

ด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วนั้น

พระองค์จักพ้นจากบ่วงโดยเร็วพลัน

(พระบรมศาสดาตรัสว่า)

[๑๐๑]

นายพรานได้สดับคำสุภาษิตของหงส์สุมุขะนั้น

ก็มีโลมชาติชูชัน จึงได้น้อมอัญชลีต่อหงส์สุมุขะนั้น

ด้วยกล่าวว่า

[๑๐๒]

เราไม่เคยได้ยินหรือเคยได้เห็นนกพูดภาษาคนได้

นกพูดถ้อยคำอันประเสริฐ เปล่งวาจาภาษามนุษย์ได้

[๑๐๓]

หงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับเจ้า

เจ้าพ้นแล้วยังเฝ้าหงส์ตัวติดบ่วงอยู่ใกล้ๆ

หงส์ทั้งหลายพากันละทิ้งหนีไป

ทำไมเจ้าจึงเหลืออยู่แต่ผู้เดียว

(หงส์สุมุขะถูกนายพรานถามแล้ว จึงตอบว่า)

[๑๐๔]

ท่านผู้เป็นศัตรูของฝูงนก

หงส์นั้นเป็นราชาของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้ารับตำแหน่งเป็นเสนาบดีของพระองค์

เมื่อมีภัยอันตราย ข้าพเจ้าไม่สามารถจะละทิ้งพระองค์

ผู้เป็นอธิบดีแห่งฝูงวิหคไปได้

[๑๐๕]

หงส์นั้นเป็นนายของหงส์ฝูงใหญ่และของข้าพเจ้า

ขอพระองค์อย่าถึงความพินาศพระองค์เดียวเลย

นายพรานเพื่อนเอ๋ย หงส์นี้เป็นนายอย่างแท้จริง

ข้าพเจ้าจึงพอใจที่จะอยู่ใกล้ๆ พระองค์

(นายพรานถามว่า)

[๑๐๖]

หงส์สุมุขะเอ๋ย ท่านนอบน้อมตำแหน่ง

ประดุจก้อนข้าวที่ได้รับ

ชื่อว่าประพฤติธรรมอันประเสริฐ

ข้าพเจ้ายอมปล่อยนายของท่าน

ท่านทั้ง ๒ จงไปตามสบายเถิด

(หงส์สุมุขะตอบว่า)

[๑๐๗]

เพื่อนเอ๋ย ถ้าท่านดักหงส์และนกทั้งหลาย

ด้วยความพยายามเพื่อประโยชน์แก่ตนไซร้

ข้าพเจ้าทั้ง ๒ ขอรับอภัยทานนั้นของท่าน

[๑๐๘]

ถ้าท่านไม่ดักหงส์และนกทั้งหลายด้วยความพยายาม

เพื่อประโยชน์แก่ตนไซร้ ท่านจะไม่มีอิสระ

เมื่อปล่อยเราทั้ง ๒ ไป จะพึงทำตนให้เป็นขโมยนะ นายพราน

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ จึงตรัสพระคาถาว่า)

[๑๐๙]

ท่านเป็นคนรับใช้ของพระราชาองค์ใด

จงนำข้าพเจ้าทั้ง ๒ ไปให้ถึงพระราชาองค์นั้นตามพระประสงค์

พระเจ้าสัญญมนะจักทรงกระทำ

ตามพระประสงค์ในพระราชนิเวศน์นั้น

[๑๑๐]

นายพรานถูกหงส์สุมุขะกล่าวอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว

จึงใช้มือประคองพญาหงส์เนื้อทอง

ตัวมีผิวพรรณประดุจทองคำทั้ง ๒ ใส่ไว้ในกรง

[๑๑๑]

นายพรานพาพญาหงส์ทั้ง ๒ ซึ่งมีผิวพรรณผุดผ่อง

คือ หงส์สุมุขะและพญาหงส์ธตรัฏฐะซึ่งอยู่ในกรงหลีกไป

[๑๑๒]

พญาหงส์ธตรัฏฐะถูกนายพรานนำไปอยู่

ได้กล่าวเนื้อความนี้กับหงส์สุมุขะว่า

เรากลัวนัก สุมุขะ

ด้วยนางพญาหงส์ตัวมีผิวพรรณดังทองคำ

มีลำขาอ่อนได้ลักษณะ

รู้ว่าเราถูกฆ่าแล้วจักฆ่าตัวตายตาม

[๑๑๓]

สุมุขะ ก็สุเหมานางพญาหงส์ แม่เนื้อเหลือง

ผู้เป็นธิดาของพญาปากหงส์จักร่ำไห้อย่างแน่นอน

เสมือนนางนกกระเรียนผู้กำพร้าร่ำไห้อยู่ที่ริมฝั่งสมุทร

(หงส์สุมุขะได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาว่า)

[๑๑๔]

พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งสัตวโลกคือหมู่หงส์

มีคุณประมาณมิได้ เป็นครูแห่งหมู่คณะใหญ่

แต่กลับมัวเศร้าโศกรำพันถึงหญิงคนเดียวอย่างนี้

นี้เป็นเหมือนมิใช่การกระทำของคนมีปัญญาเลย

[๑๑๕]

ลมย่อมพัดพาเอากลิ่นทั้ง ๒ อย่าง

คือ กลิ่นหอมและกลิ่นเหม็นไป

เด็กอ่อนย่อมเก็บเอาผลไม้ทั้งดิบและสุก

คนตาบอดที่โลเลย่อมรับอามิสฉันใด

ธรรมดาหญิงก็ฉันนั้น

[๑๑๖]

พระองค์ไม่รู้จักวินิจฉัยในเหตุทั้งหลาย

ปรากฏกับข้าพระองค์เหมือนคนเขลา

ถึงเวลาจะตายอยู่แล้ว

ก็ยังไม่ทราบกิจที่ควรทำหรือไม่ควรทำ

[๑๑๗]

พระองค์สำคัญหญิงว่าเป็นผู้ประเสริฐ

เห็นจะเป็นคนกึ่งบ้า จึงบ่นเพ้อรำพันไป

ความจริง หญิงเหล่านี้สาธารณะทั่วไปแก่ชนเป็นอันมาก

เหมือนโรงสุราเป็นสถานที่ทั่วไปแก่นักเลงสุรา

[๑๑๘]

อนึ่ง หญิงนี้มีมายาเหมือนพยับแดด

เป็นเหตุแห่งความเศร้าโศก

เป็นเหตุแห่งโรคและอันตราย

อนึ่ง หญิงเหล่านี้เป็นเครื่องผูกมัดอันกล้าแข็ง เป็นบ่วง

เป็นถ้ำ และเป็นที่อยู่อาศัยของมัจจุราช

บุรุษใดวางใจในหญิงเหล่านั้น

บุรุษนั้นชื่อว่าเป็นคนต่ำทรามในบรรดานรชนทั้งหลาย

(พญาหงส์ธตรัฏฐะเมื่อจะแสดงธรรมแก่หงส์สุมุขะ จึงกล่าวว่า)

[๑๑๙]

สิ่งใดที่ท่านผู้เจริญรู้จักกันดี

ใครควรจะติเตียนสิ่งนั้นเล่า

ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลายเป็นผู้มีคุณมาก เกิดขึ้นก่อนในโลก ๑-

[๑๒๐]

การเล่นคะนองอันบุคคลตั้งไว้แล้วในหญิงเหล่านั้น

ความยินดีในหญิงเหล่านั้นบุคคลก็ตั้งไว้เฉพาะแล้ว

พืชทั้งหลายก็งอกงามในหญิงเหล่านั้น

คือสัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดในหญิงเหล่านั้น

ชีวิตกับชีวิตมาเกี่ยวข้องกันแล้ว

ใครเล่าจะพึงเบื่อหน่ายหญิงเหล่านั้น

[๑๒๑]

สุมุขะ ท่านเองนั่นแหละไม่ใช่คนอื่น

ยังต้องประกอบความต้องการกับหญิงทั้งหลาย

วันนี้เมื่อเกิดภัย ความคิดจึงเกิดแก่ท่านเพราะความกลัว

@เชิงอรรถ :

@๑ เกิดขึ้นก่อนในโลก หมายถึงเพศหญิงปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในกาลปฐมกัลป์ (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๑๙/๒๖๒)

[๑๒๒]

จริงอยู่ ผู้ถึงความสงสัยในชีวิตทั้งปวง

ถึงจะหวาดกลัวก็อดกลั้นความกลัวไว้

เพราะบัณฑิตทั้งหลายผู้ดำรงอยู่ในฐานะเป็นผู้ใหญ่

ย่อมประกอบประโยชน์ที่ยากจะประกอบได้

[๑๒๓]

พระราชาทั้งหลายทรงปรารถนาข้าราชการที่กล้าหาญ

เพื่อประสงค์ที่จะให้คนกล้าหาญ

ป้องกันอันตรายและเหตุรอบข้างพระองค์

[๑๒๔]

วันนี้ ขอพ่อครัวของพระราชา

อย่าเชือดเราทั้ง ๒ ในห้องเครื่องใหญ่เลย

เพราะว่า สีขนปีกจะฆ่าท่านเหมือนขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่

[๑๒๕]

ท่านแม้พ้นแล้วก็ไม่ปรารถนาจะบินไป

ตนเองกลับเดินเข้ามาหาเครื่องดัก

วันนี้ แม้ท่านผู้ถึงความสงสัยในชีวิต

จงถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์เถิด

อย่ายื่นปากออกมาเลย

[๑๒๖]

ท่านนั้นจงประกอบความเพียร

ที่เนื่องด้วยธรรมอันสมควรนั้นเถิด

จงเที่ยวแสวงหาหนทางรอดชีวิตให้แก่เรา

ด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วของท่าน

(หงส์สุมุขะกล่าวว่า)

[๑๒๗]

อย่าทรงกลัวเลย พระองค์ผู้ประเสริฐ

ด้วยว่า บุคคลทั้งหลายเช่นกับพระองค์หากลัวไม่

ข้าพระองค์จักประกอบความเพียรอันเนื่องด้วยธรรมอันสมควร

ด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วนั้น

พระองค์จักพ้นจากบ่วงโดยเร็วพลัน

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ จึงตรัสพระคาถาว่า)

[๑๒๘]

นายพรานนั้นเข้าไปยังประตูพระราชวังพร้อมทั้งหาบหงส์

ด้วยกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงกราบทูลถึงเรา

ให้พระราชาทรงทราบว่า พญาหงส์ธตรัฏฐะนี้มาแล้ว

[๑๒๙]

ได้ยินว่า พระเจ้าสัญญมนะทอดพระเนตรเห็น

พญาหงส์ทั้ง ๒ นั้นเช่นกับผู้มีบุญ

รู้ได้ด้วยลักษณะ จึงได้รับสั่งกับพวกอำมาตย์ว่า

[๑๓๐]

ท่านทั้งหลายจงให้ผ้า ข้าว น้ำ และของบริโภค

แก่นายพราน เงินเป็นบ่อเกิดความพอใจ ๑- ให้เขา

จงให้แก่เขาตามที่เขาต้องการ

(พระบรมศาสดาตรัสว่า)

[๑๓๑]

พระเจ้ากาสีทอดพระเนตรเห็นนายพรานผู้มีอาการร่าเริง

จึงได้ตรัสคำนี้ว่า เขมกะ เพื่อนรัก

ผิว่าสระโบกขรณีนี้มีฝูงหงส์จับอยู่เต็มไปหมดไซร้

[๑๓๒]

ทำไมท่านจึงถือบ่วงเข้าไปใกล้พญาหงส์

ผู้งดงามซึ่งอยู่ ณ ท่ามกลาง

ได้จับพญาหงส์ผู้มีหมู่ญาติเกลื่อนกล่น

ซึ่งมิใช่หงส์ชั้นกลางได้อย่างไร

(นายพรานเขมกะนั้นกราบทูลพระราชาว่า)

[๑๓๓]

วันนี้เป็นราตรีที่ ๗ ของข้าพระองค์

ข้าพระองค์ไม่ประมาท แอบซ่อนอยู่ในตุ่ม

คอยแสวงหารอยเท้าของพญาหงส์ทองตัวนั้น

ตัวเข้าไปใกล้สถานที่ที่จับเหยื่อ

@เชิงอรรถ :

@๑ เงินเป็นบ่อเกิดความพอใจ หมายถึงเป็นกิริยาแสดงความใคร่ของเขา (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๓๐/๒๖๖)

[๑๓๔]

ต่อมาข้าพระองค์ได้เห็นรอยเท้าของพญาหงส์นั้น

ตัวกำลังเที่ยวแสวงหาเหยื่อ จึงได้ดักบ่วงลงไว้ ณ ที่นั้น

แล้วจับพญาหงส์นั้นได้ด้วยวิธีอย่างนี้

(พระราชาได้สดับดังนั้น จึงตรัสถามว่า)

[๑๓๕]

พ่อพราน นกเหล่านี้มีอยู่ ๒ ตัว

แต่ทำไมท่านจึงกล่าวว่าตัวเดียว

จิตของท่านแปรปรวนแล้วหนอ

หรือว่าท่านปรารถนาประโยชน์อะไรกันหนอ

(นายพรานกราบทูลว่า)

[๑๓๖]

หงส์ตัวที่มีลายสีแดงจรดถึงทรวงอก งดงามประดุจทองคำ

ที่กำลังถูกหล่อหลอมนั้น ได้เข้ามาติดบ่วงของข้าพระองค์

[๑๓๗]

ส่วนหงส์ตัวมีผิวพรรณผ่องใสตัวนี้มิได้ติดบ่วง

ยืนเปล่งวาจาเป็นภาษามนุษย์ กล่าวถ้อยคำอันประเสริฐ

กับพญาหงส์ตัวติดบ่วง ซึ่งกำลังกระสับกระส่ายอยู่

(พระราชาทรงประสงค์จะให้หงส์สุมุขะแสดงธรรม จึงตรัสว่า)

[๑๓๘]

สุมุขะ ทำไมหนอเวลานี้ท่านจึงยืนหดคางอยู่

หรือท่านมาถึงบริษัทของเราแล้ว กลัวภัยจึงไม่พูด

(หงส์สุมุขะได้ฟังดังนั้น เมื่อจะแสดงความที่ตนไม่กลัวภัย จึงกราบทูลว่า)

[๑๓๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งแคว้นกาสี

ข้าพระองค์หยั่งลงสู่บริษัทของพระองค์แล้วจะเกรงกลัวหามิได้

ข้าพระองค์ไม่พูดเพราะความเกรงกลัวก็หามิได้

ข้าพระองค์จักกล่าวถ้อยคำในเมื่อมีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น

(พระราชาสดับดังนั้นแล้วทรงแย้มสรวล ตรัสว่า)

[๑๔๐]

เราไม่เห็นบริษัทที่ถืออาวุธเลย ไม่เห็นพลรถ พลราบ

เกราะ หรือโล่หนัง และนายขมังธนูผู้สรวมเกราะของท่านเลย

[๑๔๑]

เงิน ทอง หรือนครที่สร้างไว้แล้วอย่างดี

มีคูเรียงราย ยากที่จะข้ามได้

มีหอรบและป้อมอันมั่นคง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ท่านเข้าไป

ไม่กลัวสิ่งที่ควรกลัว เรายังไม่เห็นเลย สุมุขะ

(หงส์สุมุขะเมื่อจะทูลเหตุนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๑๔๒]

ข้าพระองค์ไม่ต้องการบริวารที่ถืออาวุธ นคร หรือทรัพย์

เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายมีปกติเที่ยวไปในอากาศ

ย่อมไปยังหนทางอันเป็นสถานที่มิใช่หนทาง

[๑๔๓]

ก็พระองค์ได้ทรงสดับมาว่า

ข้าพระองค์เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียดอ่อน

เป็นนักคิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์

ข้าพระองค์จะกล่าววาจาที่มีประโยชน์

ขอพระองค์พึงดำรงอยู่ในความสัตย์เถิด

[๑๔๔]

ด้วยว่าถ้อยคำที่พวกข้าพระองค์กล่าวแล้ว

แม้จะเป็นสุภาษิต จะกระทำอะไรแก่พระองค์ผู้หาความสัตย์มิได้

ผู้มิใช่คนประเสริฐมักกล่าวคำเท็จและหยาบช้า

[๑๔๕]

พระองค์รับสั่งให้ขุดสระอันเกษมนี้ตามคำของพวกพราหมณ์

และพระองค์รับสั่งให้ประกาศอภัยทานไปทั่วทิศทั้ง ๑๐ นี้

[๑๔๖]

นกทั้งหลายจึงลงสู่สระโบกขรณีของพระองค์

ซึ่งมีน้ำใสสะอาด ที่สระบัวนั้นมีของกินเพียงพอ

และไม่มีการเบียดเบียนนกทั้งหลายที่สระนั้น

[๑๔๗]

พวกข้าพระองค์ได้ยินคำประกาศนี้แล้ว

จึงพากันมาใกล้สระโบกขรณีของพระองค์

พวกข้าพระองค์นั้นจึงถูกบ่วงของพระองค์รัด

คำประกาศนั้นเป็นภาษิตเท็จของพระองค์

[๑๔๘]

บุคคลมุ่งการกล่าวเท็จและความโลภ

คือความต้องการอันชั่วช้าแล้วล่วงเลยสนธิทั้ง ๒ ๑- ไป

ย่อมเข้าถึงนรกอันไม่มีความสำราญ

(พระราชาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๔๙]

สุมุขะ เรามิได้ประพฤติผิดที่จับท่านมาที่นี้

เพราะความโลภก็หามิได้ เราทราบมาว่า ท่านทั้งหลาย

เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียดอ่อน

เป็นนักคิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์

[๑๕๐]

ทำอย่างไรพญาหงส์ทั้ง ๒

จึงจะมากล่าววาจาอันมีประโยชน์ ณ ที่นี้

สุมุขะเพื่อนรัก นายพรานถูกเราสั่ง

จึงได้จับท่านด้วยเหตุนั้น

(หงส์สุมุขะได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๑๕๑]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งแคว้นกาสี

ข้าพระองค์ทั้งหลายเมื่อชีวิตใกล้เข้ามาถึงคราวใกล้ตาย

จึงจะกล่าววาจาที่มีประโยชน์หามิได้เลย

[๑๕๒]

ผู้ใดฆ่าเนื้อด้วยเนื้อต่อ หรือว่าฆ่านกด้วยนกต่อ

หรือเบียดเบียนผู้เป็นพหูสูตด้วยสุตะ

จะมีอะไรเล่าเลวทรามไปกว่านั้น

[๑๕๓]

ก็ผู้ใดกล่าวถ้อยคำอันประเสริฐ

แต่อิงอาศัยธรรมอันไม่ประเสริฐ

ผู้นั้นชื่อว่าย่อมพลาดจากโลกทั้ง ๒

คือ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า

@เชิงอรรถ :

@๑ สนธิทั้ง ๒ หมายถึงปฏิสนธิในเทวโลกและมนุษยโลกทั้ง ๒ อธิบายว่า คนที่ทำบาปธรรมเหล่านี้ไว้

@ต่อไปเบื้องหน้าก็จะล่วงเลยปฏิสนธิที่เป็นสุคติเข้าถึงนรกที่ไม่น่ายินดีไป (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๔๖/๒๗๒)

[๑๕๔]

บุคคลได้ยศแล้วไม่พึงมัวเมา

ถึงความสงสัยในชีวิต ๑- แล้วไม่พึงเดือดร้อน

พึงพยายามในกิจการงานทั้งหลายร่ำไป

และพึงปิดช่องโหว่ทั้งหลาย ๒- เสีย

[๑๕๕]

บัณฑิตผู้เจริญเหล่าใดผ่านชีวิตโลกนี้ไป

ถึงคราวใกล้ตาย ประพฤติธรรมในโลกนี้

บัณฑิตเหล่านั้นย่อมไปสู่สวรรค์ชั้นไตรทิพย์แล้วด้วยประการฉะนี้

[๑๕๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งแคว้นกาสี

พระองค์ทรงสดับคำนี้แล้ว

ขอทรงรักษาธรรมไว้ในพระองค์เถิด

และขอทรงปล่อยพญาหงส์ธตรัฏฐะ

ผู้ประเสริฐสูงสุดกว่าหงส์ทั้งหลายเถิด

(พระราชาครั้นสดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๕๗]

พนักงานทั้งหลายจงนำน้ำมันทาเท้า

และอาสนะอันมีค่ามากมา

เราจะปล่อยพญาหงส์ธตรัฏฐะผู้มียศออกจากกรง

[๑๕๘]

และเราจะปล่อยพญาหงส์

ตัวที่เมื่อหงส์ผู้เป็นพระราชามีสุขก็เป็นสุขด้วย

เมื่อมีทุกข์ก็เป็นทุกข์ด้วย

ซึ่งเป็นหงส์เสนาบดี เป็นนักปราชญ์

มีปัญญาละเอียดอ่อน เป็นนักคิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์

[๑๕๙]

บุคคลเช่นนี้แลสมควรที่จะบริโภคก้อนข้าวของนายได้

เหมือนหงส์สุมุขะผู้เป็นเพื่อนร่วมชีวิตของพระราชา

@เชิงอรรถ :

@๑ ถึงความสงสัยในชีวิต หมายถึงประสบทุกข์แล้วไม่พึงลำบาก (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๕๔/๒๗๔)

@๒ ปิดช่องโหว่ทั้งหลาย หมายถึงพึงปิด พึงกั้นช่องทะลุ (ข้อบกพร่อง) ของตน (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๕๔/๒๗๔)

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๖๐]

ก็พญาหงส์ธตรัฏฐะได้บินเข้าไปจับตั่งทองคำล้วน

ซึ่งมีเท้า ๘ น่ารื่นรมย์ เกลี้ยงเกลา ปูลาดด้วยผ้าแคว้นกาสี

[๑๖๑]

ส่วนหงส์สุมุขะได้บินเข้าไปเกาะเก้าอี้ทองคำล้วน

ซึ่งบุด้วยหนังเสือโคร่ง ถัดจากพญาหงส์ธตรัฏฐะ

[๑๖๒]

ชาวแคว้นกาสีจำนวนมากพาเอาอาหารอันเลิศ

ที่พระเจ้ากาสีทรงส่งไปด้วยถาดทองคำให้แก่พญาหงส์เหล่านั้น

[๑๖๓]

พญาหงส์ธตรัฏฐะผู้ฉลาดในธรรมเนียมการปฏิสันถาร

เห็นอาหารอันเลิศที่เขานำมาแล้ว

ซึ่งพระเจ้ากาสีทรงประทานส่งไป

ต่อจากนั้นจึงได้ทูลถามเป็นลำดับไปว่า

[๑๖๔]

พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ทรงสุขสำราญดีอยู่หรือ

ไม่มีโรคเบียดเบียนหรือ

แคว้นอันมั่งคั่งนี้พระองค์ทรงปกครองโดยธรรมหรือ

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๖๕]

เราสุขสำราญดีพญาหงส์ และไม่มีโรคเบียดเบียน

อนึ่ง แคว้นอันมั่งคั่งนี้เราก็ปกครองโดยธรรม

(พญาหงส์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๑๖๖]

โทษบางสิ่งบางอย่างในหมู่อำมาตย์ของพระองค์ไม่มีหรือ

อนึ่ง อำมาตย์เหล่านั้นไม่กังวลถึงชีวิต

ในเพราะราชกิจอันเป็นประโยชน์ต่อพระองค์หรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๑๖๗]

โทษบางสิ่งบางอย่างในหมู่อำมาตย์ของเราก็ไม่มี

อนึ่ง แม้อำมาตย์เหล่านั้นก็ไม่กังวลถึงชีวิต

ในเพราะราชกิจอันเป็นประโยชน์ต่อเราเลย

(พญาหงส์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๑๖๘]

พระเทวีผู้มีพระชาติเสมอกับพระองค์

ทรงเชื่อฟัง ตรัสพระวาจาอ่อนหวานน่ารัก

ทรงมีพระโอรสประกอบด้วยพระรูปโฉมและอิสริยยศ

ทรงคล้อยตามพระอัธยาศัยของพระองค์หรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๑๖๙]

ก็พระเทวีผู้มีพระชาติเสมอกับเรา

เชื่อฟัง กล่าววาจาอ่อนหวานน่ารัก

มีพระโอรสประกอบด้วยพระรูปโฉมและอิสริยยศ

ยังคล้อยตามอัธยาศัยของเราอยู่

(พญาหงส์โพธิสัตว์ ทูลถามว่า)

[๑๗๐]

แคว้นมิได้ถูกเบียดเบียน

มิได้มีอันตรายแต่ที่ไหนๆ หรือ

พระองค์ทรงปกครองโดยธรรมอย่างสม่ำเสมอ

โดยมิได้เกรี้ยวกราดหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๑๗๑]

แคว้นก็มิได้ถูกเบียดเบียน

มิได้มีอันตรายแต่ที่ไหนๆ เลย

เราปกครองโดยธรรมอย่างสม่ำเสมอ

โดยมิได้เกรี้ยวกราดเลย

(พญาหงส์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๑๗๒]

สัตบุรุษพระองค์ทรงยำเกรง

ทรงเว้นอสัตบุรุษเสียห่างไกลหรือ

พระองค์มิได้ทรงห่างเหินธรรม

ประพฤติคล้อยตามอธรรมหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๑๗๓]

สัตบุรุษเราก็ยำเกรง

อสัตบุรุษเราก็เว้นห่างไกล

เราประพฤติคล้อยตามธรรมเหล่านั้น

ส่วนอธรรมเราได้ห่างเหินไปแล้ว

(พญาหงส์ทูลถามว่า)

[๑๗๔]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์

พระองค์มิได้ทรงพิจารณาเห็นอนาคตอันยาวนานหรือ

ทรงมัวเมาในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา

ไม่ทรงสะดุ้งกลัวปรโลกหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๑๗๕]

เราพิจารณาเห็นอนาคตอันยาวนานก็หาไม่

พญาหงส์ เราดำรงอยู่ในธรรม ๑๐ ประการ ๑-

จึงไม่สะดุ้งกลัวปรโลก

[๑๗๖]

คือ ๑. ทาน ๒. ศีล

๓. การบริจาค ๔. ความซื่อตรง

๕. ความอ่อนโยน ๖. ความเพียร

๗. ความไม่โกรธ ๘. ความไม่เบียดเบียน

๙. ความอดทน ๑๐. ความไม่คลาดธรรม ๑-

@เชิงอรรถ :

@๑ ธรรม ๑๐ ประการ คือทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ คือ (๑) ทาน หมายถึงเจตนาให้วัตถุ ๑๐ ประการ

@มีข้าวและน้ำเป็นต้น (๒) ศีล หมายถึงศีล ๕ ศีล ๑๐ (๓) การบริจาค หมายถึงการบริจาคไทยธรรม

@(๔) ความซื่อตรง หมายถึงความเป็นคนตรง (๕) ความอ่อนโยน หมายถึงความเป็นคนอ่อนโยน

@(๖) ความเพียร หมายถึงกรรมคือการรักษาอุโบสถ (๗) ความไม่โกรธ หมายถึงความมีเมตตาเป็นเบื้องต้น

@(๘) ความไม่เบียดเบียน หมายถึงความมีกรุณาเป็นเบื้องต้น (๙) ความอดทน หมายถึงความอดกลั้น

@(๑๐) ความไม่คลาดจากธรรม หมายถึงความไม่ขัดเคือง (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๖/๒๗๘-๒๗๙)

[๑๗๗]

เราเห็นกุศลธรรมเหล่านี้ดำรงอยู่แล้วในตนด้วยประการฉะนี้

ต่อจากนั้นปีติและโสมนัสมีประมาณไม่น้อยจึงเกิดแก่เรา

[๑๗๘]

ส่วนหงส์สุมุขะนี้ไม่ทันคิด

ไม่ทราบความประทุษร้ายแห่งจิตต่อข้าพระองค์

จึงได้เปล่งวาจาอันหยาบคายออกมา

[๑๗๙]

หงส์สุมุขะนั้นโกรธ

จึงได้เปล่งวาจาอันหยาบคายโดยไม่ไตร่ตรอง

กล่าวหาโทษที่ไม่มีอยู่ในข้าพระองค์

การเปล่งนี้ดูเหมือนไม่ใช่ของผู้มีปัญญา

(หงส์สุมุขะได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๑๘๐]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นอธิบดีแห่งมนุษย์

ความพลั้งพลาดนั้นย่อมมีแก่ข้าพระองค์เพราะความผลุนผลัน

อนึ่ง เมื่อพญาหงส์ธตรัฏฐะติดบ่วง

ข้าพระองค์จึงได้มีทุกข์มากกว่า

[๑๘๑]

พระองค์เป็นเสมือนพระบิดาของพระโอรสทั้งหลาย

เป็นเหมือนแผ่นดินเป็นที่พึ่งของภูตทั้งหลาย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นดุจพญาช้าง ขอพระองค์โปรดทรงงดโทษ

แก่ข้าพระองค์ผู้ถูกความผิดครอบงำด้วยเถิด

(พระราชาทรงสรวมกอดหงส์สุมุขะนั้นเมื่อจะรับการขอโทษ จึงตรัสว่า)

[๑๘๒]

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราขออนุโมทนาต่อท่าน

เพราะท่านไม่ปกปิดความจริง

พญาหงส์ ท่านย่อมทำลายตะปูตรึงจิต ๑-

จึงนับได้ว่าท่านเป็นหงส์ผู้ซื่อตรง

@เชิงอรรถ :

@๑ ตะปูตรึงจิต หมายถึงเสาแห่งจิตหรือหลักตอแห่งจิต (ได้แก่ ความโกรธ ความไม่พอใจ จิตถูกโทษ

@ครอบงำทำให้แข็งกระด้างต่อผู้อื่น) (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๘/๒๘๐)

[๑๘๓]

รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่มากมาย

ในราชนิเวศน์แห่งแคว้นกาสี

คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา และแก้วไพฑูรย์

[๑๘๔]

แก้วมณี สังข์ ไข่มุก ผ้า จันทน์เหลือง

หนังสัตว์ เครื่องงาช้าง ทองแดง และเหล็ก

เราขอมอบทรัพย์เครื่องปลื้มใจทุกชนิดนั้นให้แก่ท่านทั้ง ๒

และขอปล่อยท่านทั้ง ๒ ให้เป็นอิสระ

(พญาหงส์โพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๘๕]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมทัพ ข้าพระองค์ทั้ง ๒

ผู้อันพระองค์ทรงยำเกรงและทรงสักการะแล้วโดยแน่แท้

ขอพระองค์โปรดทรงเป็นพระอาจารย์ของข้าพระองค์ทั้ง ๒

ผู้ประพฤติในธรรมทั้งหลายเถิด

[๑๘๖]

ข้าแต่พระอาจารย์ผู้ทรงย่ำยีข้าศึก ข้าพระองค์ทั้ง ๒

ผู้อันพระองค์ทรงอนุญาตแล้ว ทรงอนุมัติแล้ว

จะขอกระทำประทักษิณพระองค์แล้วกลับไปพบญาติทั้งหลาย

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๘๗]

พระเจ้ากาสีทรงดำริและทรงปรึกษา

อรรถคดีตามที่กล่าวมาตลอดราตรีทั้งปวงแล้ว

ทรงอนุญาตพญาหงส์ทั้ง ๒ ตัวประเสริฐสูงสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย

[๑๘๘]

ต่อจากนั้น เมื่อราตรีรุ่งสว่าง ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมา

ขณะพระเจ้ากาสีกำลังทอดพระเนตรอยู่

พญาหงส์ทั้ง ๒ ได้โผบินไปสู่อากาศจากพระราชมณเฑียร

[๑๘๙]

หงส์ทั้งหลายเห็นพญาหงส์ทั้ง ๒ นั้น

มาถึงโดยลำดับอย่างปลอดภัย

ต่างพากันส่งเสียงว่าเกกๆ ได้เกิดสำเนียงเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว

[๑๙๐]

หงส์เหล่านั้นผู้มีความเคารพต่อผู้เป็นนาย

พากันปลาบปลื้มใจเพราะพญาหงส์ผู้เป็นนายพ้นจากบ่วง

จึงพากันแวดล้อมอยู่โดยรอบ หงส์ทั้งหลายได้ที่พึ่งแล้ว

[๑๙๑]

ประโยชน์ทั้งปวงของบุคคลผู้มีกัลยาณมิตร

ย่อมสำเร็จผลเป็นความสุขความเจริญ

เหมือนพญาหงส์ธตรัฏฐะทั้ง ๒ ได้อยู่ใกล้หมู่ญาติฉะนั้น

มหาหังสชาดกที่ ๒ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๓. จุลลหังสชาดกชาดกถัดไป๕๓๕. สุธาโภชนชาดก