ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาหังสชาดก
ชาดกที่ ๕๓๔ · อสีตินิบาตชาดก

มหาหังสชาดก

ว่าด้วยหงส์ชื่อสุมุขะไม่ละทิ้งพระยาหงส์ผู้ติดบ่วง

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๙๙ · บรรทัด ๑๓๔๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาหังสชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๖

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภการสละชีวิตของพระอานนท์เถระทีเดียว ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า เอเต หํสา ปกฺกมนฺติ ดังนี้.

ส่วนเรื่องราวก็คงเหมือนกับเรื่องที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.

ก็ในวันหนึ่ง พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระอานนท์ผู้มีอายุสละชีวิตของตนเพื่อประโยชน์แก่พระตถาคตกระทำกิจอันยากที่ผู้อื่นจะกระทำได้ ท่านเห็นช้างนาลาคิรีแล้ว แม้ถูกพระศาสดาตรัสห้ามอยู่ถึง ๓ ครั้ง ก็ไม่ยอมกลับเลยทันที น่าชมเชยพระอานนทเถระผู้มีอายุ กระทำกิจที่ผู้อื่นกระทำได้ยาก. พระศาสดาทรงพระดำริว่า ถ้อยคำสรรเสริญคุณของพระอานนท์กำลังเป็นไปอยู่ เราควรไปในที่นั้น จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ในบัดนี้ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่บัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ ถึงในกาลก่อนอานนท์แม้บังเกิดแล้ว ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ก็ได้ยอมเสียสละชีวิตของตนเพื่อประโยชน์แก่ตถาคตแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงทรงดุษณีภาพ เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล ในเมืองพาราณสี พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงพระนามว่าสังยมะ* มีพระอัครมเหสีทรงพระนามว่า เขมา. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์มีหมู่หงส์เก้าหมื่นหกพันแวดล้อมเป็นบริวาร อาศัยอยู่ ณ ภูเขาจิตตกูฏ. อยู่มา

* บาลีเป็นสังยมนะบ้าง สัญญมนะบ้าง. วันหนึ่ง พระนางเขมาเทวีได้ทรงพระสุบินนิมิตในเวลาใกล้รุ่งว่า มีพญาหงส์ทอง ๒ ตัว มาจับอยู่ที่พระราชบัลลังก์ แล้วแสดงธรรมกถาด้วยเสียงอันไพเราะ เมื่อพระนางเทวีประทานสาธุการทรงสดับธรรมกถาอยู่ ยังมิทันเอิบอิ่มในการสดับธรรมทีเดียว ราตรีก็สว่างเสียแล้ว พญาหงส์ทั้งสอง ครั้นแสดงธรรมแล้ว จึงพากันบินออกไปทางช่องพระแกล แม้พระนางก็รับสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงรีบลุกขึ้น ช่วยกันจับ ช่วยกันจับหงส์ที่กำลังบินหนีไป กำลังเหยียดพระหัตถ์อยู่นั่นแล ก็ตื่นจากพระบรรทม เหล่านางกำนัลได้ยินพระราชเสาวนีย์ของพระนาง ก็พากันแย้มสรวลเล็กน้อยว่า หงส์ที่ไหนกัน พระนางจึงทรงทราบในขณะนั้นว่า ทรงสุบินนิมิตไป จึงทรงดำริว่า สิ่งที่ไม่เป็นความจริง เราจะไม่ฝันเห็น พญาหงส์ที่มีสีประดุจทองคำคงจักมีอยู่ในโลกนี้เป็นแน่แท้ แต่ถ้าเราจักทูลพระราชาว่า หม่อมฉันใคร่จะฟังธรรมของพญาหงส์ทองทั้งหลายพระองค์จะตรัสว่า ขึ้นชื่อว่าหงส์ทองทั้งหลาย เรายังไม่เคยเห็นเลย และธรรมดาว่าหงส์ทั้งหลาย จะกล่าวถ้อยคำได้ ก็ไม่เคยมีมาเลย ดังนี้ ก็จักเป็นผู้ไม่ทรงขวนขวายให้ แต่เมื่อเราทูลว่า เราตั้งครรภ์มีอาการแพ้ต้องแล้วพระองค์คงจักทรงสืบเสาะแสวงหาโดยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง ความปรารถนาของเราจักสำเร็จสมดังมโนรถ ด้วยอาการอย่างนี้ พระนางจึงแสร้งแสดงอาการประชวร ให้สัญญาแก่เหล่านางกำนัล ทรงบรรทมนิ่งอยู่ พระราชาประทับนั่งณ พระราชอาสน์ มิได้ทอดพระเนตรเห็นพระนางในเวลาที่พระนางเคยเข้าเฝ้าจึงตรัสถามนว่า พระนางเขมาไปไหน ทรงสดับว่า ประชวร จึงเสด็จไปยังสำนักของพระนาง ประทับนั่ง ณ ประเทศส่วนหนึ่ง ข้างที่พระบรรทม ทรงลูบพระปฤษฎางค์ตรัสถามว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เธอไม่สบายเป็นอะไรไปหรือ. พระนางทูลตอบว่า ขอเดชะ ความไม่สบายอย่างอื่นมิได้มี แต่อาการทรงครรภ์บังเกิดขึ้นแก่หม่อมฉัน. พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพระนาง ถ้าเช่นนั้นจงบอกนาเถิด เธอปรารถนาสิ่งใด เราจะน้อมนำสิ่งนั้นมาให้เธอโดยเร็ว พระนางทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า หม่อมฉันปรารถนาจะทำการบูชาด้วยของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น แก่พญาหงส์ทองตัวหนึ่ง ซึ่งจับอยู่ที่ราชบัลลังก์ มีเศวตฉัตรอันยกขึ้นไว้แล้ว ให้สาธุการสดับธรรมกถา (ของพญาหงส์นั้น) ถ้าหม่อมฉันได้อย่างนี้ การได้ด้วยประการดังนี้นั้นเป็นการดี ถ้าหากไม่ได้ชีวิตของหม่อนฉันก็จะไม่มี. ลำดับนั้น พระราชาจึงทรงปลอบเอาพระทัยพระนางว่า ถ้าสุพรรณหงส์มีอยู่ในมนุษยโลก เธอก็คงจักได้สมประสงค์ อย่าเสียใจไปเลย แล้วเสด็จออกจากห้องอันมีสิริ ตรัสปรึกษากับพวกอำมาตย์ว่าดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย พระนางเขมาเทวีตรัสกะเราว่า หม่อมฉันได้สดับธรรมกถาของพญาหงส์ทองจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ ถ้าไม่ได้แล้วชีวิตของหม่อมฉันก็จะไม่มี หงส์ที่มีสีดุจทองคำยังมีอยู่บ้างหรือ. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ขอเดชะข้าพระองค์ทั้งหลายไม่เคยเห็น ทั้งไม่เคยได้ยินเลย พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า ก็มีใครจะพึงรู้จักบ้าง. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า พวกพราหมณ์พระเจ้าข้า.

พระราชาตรัสสั่งให้เชิญพราหมณ์ทั้งหลายมา ทรงกระทำสักการะแล้วตรัสถามว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ทั้งหลาย หงส์ที่มีสีดังทองคำยังมีอยู่บ้างหรือ. พวกพราหมณ์ทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่มหาราชเจ้า สัตว์ดิรัจฉาน ๖ จำพวกเหล่านี้ คือ ปลา ปู เต่า เนื้อ นกยูง หงส์ มีมาในมนต์ของข้าพเจ้าทั้งหลายว่า มีสีดุจทองคำ บรรดาสัตว์ทั้ง ๖ จำพวกนี้ ขึ้นชื่อว่าเหล่าหงส์ที่เกิดในตระกูลธตรฐ เป็นสัตว์ฉลาดประกอบด้วยความรู้ นับทั้งพวกมนุษย์ด้วยย่อมเป็นสัตว์ที่มีพรรณประหนึ่งทองคำ รวมเป็น ๗ จำพวก ด้วยประการฉะนี้. พระราชาทรงดีพระทัยตรัสถามว่า เหล่าหงส์ที่เกิดในตระกูลธตรฐนั้นอยู่ที่ไหนเล่า ท่านอาจารย์. พวกพราหมณ์ทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ไม่ทราบพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า มีใครรู้จักพวกหงส์เหล่านั้นบ้างเมื่อพวกพราหมณ์ทูลว่า พวกบุตรนายพรานจักทราบ จึงตรัสสั่งให้เรียกพวกนายพราน ในแคว้นของพระองค์มาประชุมกันทั้งหมด แล้วตรัสถามว่าดูก่อนพ่อ ชื่อว่าหงส์ตระกูลธตรฐมีสีดังทองคำ อยู่ ณ ที่ไหน. ลำดับนั้นนายพรานคนหนึ่งจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ได้ทราบมาว่าตระกูลแห่งญาติทั้งหลายกล่าวสืบ ๆ กันมาว่า หงส์เหล่านั้นอยู่ ณ ภูเขาจิตตกูฏในประเทศหิมวันต์. พระราชาตรัสถามว่า ก็ท่านพอจะรู้อุบายที่จะจับหงส์เหล่านั้นได้หรือ. พวกนายพรานกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ไม่ทราบพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า ก็ชนเหล่าไหนจักทราบเล่า. พวกนายพรานกราบทูลว่า พวกพราหมณ์ พระเจ้าข้า. ท้าวเธอจึงรับสั่งให้เรียกพราหมณ์ที่เป็นบัณฑิตมาแล้ว ตรัสบอกความที่พวกหงส์มีพรรณดังทองคำ มีอยู่ ณภูเขาจิตตกูฏแล้ว ตรัสถามว่า ท่านทั้งหลายยังจะรู้จักอุบายที่จะจับหงส์เหล่านั้นหรือ. พวกพราหมณ์ทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ประโยชน์อะไรที่จะต้องไปจับหงส์เหล่านั้น ถึงภูเขาจิตตกูฏนั้น ข้าพระองค์จักนำหงส์เหล่านั้นมาสู่ที่ใกล้พระนครแล้ว จักจับเอาด้วยอุบาย. พระราชาตรัสถามว่า ก็อุบายอะไรเล่า. พวกพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์จงตรัสสั่งให้ขุดสระใหญ่ชื่อว่าเขมะ ประมาณ ๓ คาวุตทางทิศเหนือแต่พระนคร ให้เต็มด้วยน้ำแล้วปลูกธัญชาติต่าง ๆ กระทำให้ดารดาษไปด้วยดอกบัวเบญจพรรณ ให้นายพรานผู้ฉลาดคนหนึ่งอยู่ประจำรักษา อย่าให้หมู่มนุษย์เข้าไปใกล้ ให้คนอยู่๔ มุมสระคอยประกาศอภัย สกุณชาติต่าง ๆ ก็จักลงจากทิศทั้งหลายซึ่งเห็นได้หงส์เหล่านั้นได้สดับว่า สระนั้นเป็นที่เกษมสำราญ โดยที่เล่าลือกันสืบ ๆ มาก็จักพากันมา เมื่อเป็นเช่นนั้น พระองค์พึงให้ดักด้วยบ่วงอันทำด้วยขนสัตว์แล้วจับเอาหงส์เหล่านั้นเถิด.

พระราชาทรงสดับคำนั้น จึงให้สร้างสระมีประการดังกล่าวแล้ว ในประเทศที่พวกพราหมณ์เหล่านั้นทูลบอก แล้วตรัสสั่งให้เรียกนายพรานผู้ฉลาดมา ทรงปลอบประโลมนายพรานนั้นว่า จำเดิมแต่นี้ไป ท่านจงเลิกกระทำการงานของตนเสียเถิด เราจักเลี้ยงดูบุตรและภรรยาของท่านเอง ท่านเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว พึงรักษาสระเขมะ ให้พวกมนุษย์ถอยกลับแล้ว ประกาศอภัยในมุมสระทั้ง ๔ พึงบอกถึงฝูงนกที่มาแล้วและมาแล้วแก่เรา. เมื่อสุวรรณหงส์ทั้งหลายมาแล้ว ท่านจักได้สักการะใหญ่ แล้วให้รักษาสระเขมะ. จำเดิมแต่นั้นมา นายพรานนั้นก็ปฏิบัติอยู่ในที่นั้น โดยนัยที่พระราชาตรัสสั่งไว้ทีเดียว. ก็นายเนสาทนั้นปรากฏชื่อว่า นายเขมเนสาท ดังนี้ทีเดียว เพราะรักษาสระเขมะ. และจำเดิมแต่นั้นมา สกุณชาติทั้งหลายต่าง ๆ ชนิดก็พากันลงสู่สระนั้น. พวกหงส์ต่าง ๆ พากันมาด้วยเสียงประกาศชักชวนกันต่อ ๆ มาว่า เขมสระไม่มีภัย. ทีแรกพวกติณหงส์มาก่อน แล้วพวกบิณฑุหงส์ก็พากันมาด้วยเสียงประกาศของพวกติณหงส์เหล่านั้น แล้วพวกมโนศิลาวรรณหงส์ ก็พากันมาด้วยเสียงประกาศของพวกบัณฑุหงส์ แล้วเสตหงส์ก็พากันมาด้วยเสียงประกาศของพวกมโนศิลาวรรณหงส์นั้น ต่อจากนั้นพวกปากหงส์ก็พากันมาด้วยเสียงประกาศของเสตหงส์เหล่านั้น ครั้นพวกหงส์เหล่านั้นมาแล้ว นายเขมเนสาทจึงได้มาเฝ้ากราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ หงส์มากินอาหารในสระถึง ๕ประเภทแล้ว พวกหงส์มีสีดังทองคำ ก็คงจักมาใน ๒-๓ วันนี้เป็นแน่ เพราะพวกปากหงส์มาแล้ว ขอพระองค์อย่าได้ทรงวิตกไปเลย พระเจ้าข้า พระราชาทรงสดับคำนั้น จึงให้ราชบุรุษเที่ยวตีกลสองประกาศทั่วไปในพระนครว่า บุคคลอื่นอย่าพึงเข้าไปในเขมสระนั้น บุคคลผู้ใดเข้าไป บุคคลผู้นั้นจักถึงการตัดมือและเท้าและถูกริบเรือนด้วย. จำเดิมแต่วันนั้นมา ใคร ๆ ก็ไม่อาจเข้าไปในสระนั้น ก็พวกปากหงส์ทั้งหลายอาศัยอยู่ในถ้ำทอง ใกล้ภูเขาจิตตกูฏ แม้ปากหงส์เหล่านั้นเป็นสัตว์มีกำลังมาก อนึ่ง วรรณะแห่งสรีระของพวกปากหงส์เหล่านั้น ก็มิได้ผิดแปลกกับหงส์ตระกูลธตรฐ ก็ธิดาแห่งพญาหงส์ปากราชมีวรรณะประดุจทองคำ พญาปากหงส์นั้น ดำริว่า ธิดาของเรานี้ สมควรแก่ธตรฐราชหงส์ที่มีความยิ่งใหญ่ จึงส่งนางไปให้เป็นบาทบริจาริกาของพญาหงส์ธตรฐนั้น นางได้เป็นที่รักทำเจริญของพญาหงส์ธตรฐนั้น เพราะเหตุนั้นแล ตระกูลหงส์ทั้งสองนั้น จึงได้เกิดมีความคุ้นเคยกันอย่างสนิทสนม.

อยู่มาวันหนึ่ง พวกหงส์ที่เป็นบริวารของพระโพธิสัตว์ถามพวกปากหงส์ว่า ทุก ๆ วันนี้ พวกท่านไปเที่ยวหาอาหารกินที่ไหน. พวกเราไปหาอาหารกินในเขมสระใกล้เมืองพาราณสี. ก็พวกท่านไปเที่ยวหากินที่ไหนเล่า. เมื่อพวกหงส์เหล่าธตรฐบอกว่า พวกเราไปหาอาหารกินในที่โน้น ๆ พวกปากหงส์จึงกล่าวพรรณนาคุณเขมสระว่า ทำไมพวกท่านจึงไม่ไปยังสระเขมะ ด้วยว่าสระนั้นเป็นที่น่ารื่นรมย์ เกลื่อนกลาดไปด้วยสกุณชาติต่าง ๆ ชนิด ดารดาษไปด้วยดอกบัวเบญจพรรณ สมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหารและผลไม้ต่าง ๆมีหมู่ภมรต่าง ๆ ชนิดบินว่อนอยู่อึงมี่ ในมุมสระทั้ง ๔ มีเสียงประกาศอภัยเป็นไปอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ ไม่ว่ามนุษย์ไร ๆ ไม่สามารถที่จะเข้าไปใกล้ได้เลยจะป่วยกล่าวไปไยถึงการกระทำอันตรายอย่างอื่น ๆ เล่า สระมีคุณเห็นปานนี้แลพวกเหล่าหงส์ธตรฐเหล่านั้น ได้สดับคำของพวกปากหงส์แล้ว จึงพากันไปบอกแก่สุมุขหงส์ว่า ได้ยินว่า มีสระ สระหนึ่งชื่อเขมะ มีคุณภาพเห็นปานนี้อยู่ใกล้เมืองพาราณสี พวกปากหงส์ไปเที่ยวหาอาหารกินในสระนั้น แม้ท่านก็จงบอกแก่พญาหงส์ธตรฐที่มีความเป็นใหญ่ยิ่ง ถ้าพระองค์อนุญาต แม้พวกข้าพเจ้าก็จะพึงไปหาอาหารในที่นั้นบ้าง สุมุขหงส์จึงบอกแก่พญาหงส์ แม้พญาหงส์นั้นก็คิดว่า ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ทั้งหลายมีเล่ห์เหลี่ยมมาก มีความคิดแหลม ฉลาดในอุบาย น่าจะมีเหตุในที่นั้น ขึ้นชื่อว่าสระย่อมไม่มีในที่นั้นตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ บัดนี้ชะรอยจะมีใครมาขุดไว้ และจักขุดไว้เพื่อคอยดักจับพวกเราเป็นแน่ พญาหงส์จึงกล่าวกะสุมุขหงส์ว่า ท่านอย่าพอใจไปในที่นั้นเลย สระนั้นพวกมนุษย์เหล่านั้นมิได้ขุดไว้ตามธรรมดาของตน คงจะขุดไว้เพื่อต้องการจับพวกเรา ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ทั้งหลาย มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย มีความคิดแหลม ฉลาดในอุบาย ท่านทั้งหลายจงเที่ยวไปในที่โคจรของตนตามเดิมเถิด พวกหงส์ทองก็ได้บอกแก่สุมุขหงส์ว่า พวกเราใคร่จะไปยังเขมสระดังนี้ ถึงสองครั้งสามครั้ง สุมุขหงส์จึงบอกความที่พวกหงส์เหล่านั้นใคร่จะไปในสระนั้นแก่พระมหาสัตว์. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า พวกญาติทั้งหลายของเรา จงอย่าได้ลำบากเพราะอาศัยเราเลย ถ้ากระนั้น เราทั้งหลายจะไปด้วยกัน มีหงส์เก้าหมื่นหกพันแวดล้อมเป็นบริวาร พากันไปหากินในสระนั้น เล่นหงสกีฬาแล้วบินกลับมายังเขาจิตตกูฏ. ฝ่ายนายพรานเขมกะในเวลาที่หงส์เหล่านั้นมาเที่ยวบินกลับไปแล้ว จึงไปกราบทูลแด่พระราชาว่าพวกหงส์ทองเหล่านั้นพากันมาแล้ว พระราชาทรงดีพระทัยตรัสสั่งว่า ดูก่อนสหายเขมกะ ท่านจงพยายามจับหงส์ทองนั้นไปให้สักตัวหนึ่งหรือสองตัว เราจักให้ยศใหญ่แก่ท่าน แล้วจึงประทานเครื่องเสบียงส่งนายพรานนั้นไป นายเขมกเนสาทนั้นไปถึงที่สระนั้นแล้ว จีนนั่งนิ่งอยู่ในเรือนกรงที่มีสัณฐานดังตุ่มพิจารณาดูทำเลหากินของพวกหงส์ ธรรมดาว่าพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีปกติไม่ประพฤติมักได้ เพราะเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงจิกกินข้าวสาลีไป โดยลำดับจำเดิมแต่ที่ที่ตนร่อนลง. ฝ่ายหงส์นอกนั้นเที่ยวจิกกินข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง ลำดับนั้น บุตรนายพราน จึงคิดว่า หงส์ตัวนี้มีปกติไม่ประพฤติมักได้เราควรดักหงส์ตัวนี้เถิด ในวันรุ่งขึ้น เมื่อหงส์ทั้งหลายยังไม่ทันร่อนลงมาสู่สระนั่นแล จึงนั่งในเรือนกรงที่มีสัณฐานดังตุ่มนั้นแล้ว ค่อย ๆ กระเถิบไปสู่ที่นั้น แล้วจึงซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าในที่ไม่ไกลนักแลดูอยู่ตามช่อง.

ตอนที่ ๑ / ๖ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๓๙๐–๔๔๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

อสีตินิบาตชาดก · ๕๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[199]

|199.1| Ete haṃsā pakkamanti vaṅkaṅgā bhayameritā harittaca hemavaṇṇa kāmaṃ sumukha pakkama. |199.2| Ohāya maṃ ñātigaṇā ekaṃ pāsavasaṃ gataṃ anapekkhamānā gacchanti kiṃ eko avahīyasi. |199.3| Pateva patataṃ seṭṭha natthi bandhe 1- sahāyatā mā anīghāya hāpesi kāmaṃ sumukha pakkama.

[200]

|200.1| Nāhaṃ dukkhaparetopi dhataraṭṭha tuvaṃ jahe jīvitaṃ maraṇaṃ vā me tayā saddhiṃ bhavissati. |200.2| Nāhaṃ dukkhaparetopi dhataraṭṭha tuvaṃ jahe na maṃ anariyasaṃyutte kamme yojetumarahasi. |200.3| Sakumāro sakhā tyasmi sacittesmi 2- te ṭhito ñāto senāpati tyāhaṃ haṃsānaṃ pavaruttama |200.4| kathamahaṃ vikatthissaṃ 3- ñātimajjhe ito gato taṃ hitvā patataṃ seṭṭha kinte vakkhāmito gato idha pāṇaṃ cajissāmi nānariyaṃ kattumussahe. @Footnote: 1 Ma. baddhe . 2 Ma. sacitte casmi . 3 Yu. vikattissaṃ.

[201]

|201.1| Eso hi dhammo sumukha yaṃ tvaṃ ariyapathe ṭhito yo bhattāraṃ sakhāraṃ maṃ na pariccattumussahe. |201.2| Tañhi me pekkhamānassa bhayaṃ natveva jāyati adhigacchasi tvaṃ mayhaṃ evaṃbhūtassa jīvitaṃ.

[202]

|202.1| Iccevaṃ mantayantānaṃ ariyānaṃ ariyavuttinaṃ daṇḍamādāya nesādo āpatī turito bhusaṃ. |202.2| Tamāpatantaṃ disvāna sumukho atibrūhayi 1- aṭṭhāsi purato rañño haṃso vissāsayaṃ byathaṃ. |202.3| Mā bhāyi patataṃ seṭṭha na hi bhāyanti tādisā ahaṃ yogaṃ payuñjissaṃ yuttaṃ dhammūpasañhitaṃ tena pariyāpadānena khippaṃ pāsā pamokkhasi.

[203]

|203.1| Tassa taṃ vacanaṃ sutvā sumukhassa subhāsitaṃ pahaṭṭhalomo nesādo añjalissūpanāmayi 2- . |203.2| Na me sutaṃ vā diṭṭhaṃ vā bhāsanto mānusiṃ dijo ariyaṃ brūhanto 3- vaṅkaṅgo cajanto mānusiṃ giraṃ. |203.3| Kinnu tāyaṃ dijo hoti mutto bandhaṃ 4- upāsasi ohāya sakuṇā yanti kiṃ eko avahīyasi.

[204]

|204.1| Rājā me so dijāmitta senāpaccassa kārayiṃ tamāpade pariccattuṃ nussahe vihagādhipaṃ. |204.2| Mahāgaṇāyaṃ 5- bhattā me mā eko byasanaṃ agā @Footnote: 1 Sī. Yu. aparibrūhayi . 2 Ma. añjalissa paṇāmayi . 3 Ma. bruvāno. @ 4 Ma. baddhaṃ. ito paraṃ īdisameva . 5 Ma. mahāgaṇāya. Yathā taṃ samma nesāda bhattāyaṃ abhito rame.

[205]

Ariyavutti 1- vaṅkaṅga yo piṇḍamapacāyasi cajāmi te taṃ bhattāraṃ gacchathūbho yathāsukhaṃ.

[206]

|206.1| Sace attappayogena ohito haṃsapakkhinaṃ paṭiggaṇhāma te samma etaṃ abhayadakkhiṇaṃ. |206.2| No ce attappayogena ohito haṃsapakkhinaṃ anissaro muñcaṃ amhe theyyaṃ kayirāsi luddaka.

[207]

Yassa tvaṃ bhatako rañño kāmaṃ tasseva pāpaya tassa 2- saṃyamano rājā yathābhiññaṃ karissati.

[208]

|208.1| Iccevaṃ vutto nesādo hemavaṇṇe harittace ubho hatthehi paggayha 3- pañjare ajjhavodahi. |208.2| Te pañjaragate pakkhī ubho bhassaravaṇṇine sumukhaṃ dhataraṭṭhañca luddo ādāya pakkami.

[209]

|209.1| Hariyamāno dhataraṭṭho sumukhaṃ etadabravi bāḷhaṃ bhāyāmi sumukha sāmāya lakkhaṇūruyā asmākaṃ vadhamaññāya athattānaṃ vadhissati. |209.2| Pākahaṃsā ca sumukha suhemā hemasuttacā koñcī samuddatīreva kapaṇā nūna ruccati.

[210]

|210.1| Evaṃ mahanto lokassa appameyyo mahāgaṇī ekitthimanusoceyya nayidaṃ paññavatomiva. @Footnote: 1 Ma. ariyavattasi . 2 Ma. tattha . 3 Ma. saṅgayha. |210.2| Vātova gandhamādeti ubhayaṃ chekapāpakaṃ bālo āmakapakkaṃva lolo andhova āmisaṃ. |210.3| Avinicchayaññū atthesu mandova paṭibhāsi maṃ kiccākiccaṃ na jānāsi sampatto kālapariyāyaṃ. |210.4| Aḍḍhummatto udīresi yo seyyo maññasitthiyo bahusādhāraṇā hetā soṇḍānaṃva surāgharaṃ. |210.5| Māyā cetā marīcīva sokā rogā cupaddavā kharāva bandhanā cetā maccupāsā guhāsayā tāsu yo vissase poso so naresu narādhamo.

[211]

|211.1| Yaṃ vuḍḍhehi upaññātaṃ ko taṃ ninditumarahati mahābhūtitthiyo nāma lokasmiṃ upapajjisuṃ. |211.2| Khiḍḍā paṇihitā tāsu rati tāsu patiṭṭhitā vījāni tāsu rūhanti yadidaṃ sattā pajāyare tāsu ko nibbije 1- poso pāṇamāsajja pāṇibhi. |211.3| Tvameva nāñño sumukha thīnaṃ atthesu yuñjasi tassa tyajja bhaye jāte bhītena jāyate mati. |211.4| Sabbo hi saṃsayaṃ patto bhayaṃ bhīru titikkhati paṇḍitā hi mahantāno atthe yuñjanti duyyuje. |211.5| Etadatthāya rājāno sūramicchanti mantinaṃ paṭibāhati yaṃ sūro āpadaṃ attapariyāyaṃ. @Footnote: 1 Ma. nibbide. |211.6| Mā no ajja vikantiṃsu rañño sūdā mahānase tathāhi vaṇṇo pattānaṃ phalaṃ veḷuṃva taṃ vadhi. |211.7| Muttopi necchasi uḍḍetuṃ sayaṃ bandhaṃ upāgami sopajja saṃsayaṃ patto atthaṃ gaṇhāhi mā mukhaṃ.

[212]

So tvaṃ 1- yogaṃ payuñjassu yuttaṃ dhammūpasañhitaṃ tava pariyāpadānena mama pāṇesanaṃ cara.

[213]

Mā bhāyi patataṃ seṭṭha na hi bhāyanti tādisā ahaṃ yogaṃ payuñjissaṃ yuttaṃ dhammūpasañhitaṃ mama pariyāpadānena khippaṃ pāsā pamokkhasi.

[214]

So luddo haṃsakājena rājadvāraṃ upāgami paṭivedetha maṃ rañño dhataraṭṭhāyamāgato.

[215]

|215.1| Te disvā puññasaṅkāse ubho lakkhaṇasammate 2- khalu saññamano rājā amacce ajjhabhāsatha. |215.2| Detha luddassa vatthāni annaṃ pānañca bhojanaṃ kāmaṅkaro hiraññassa yāvanto esa icchati.

[216]

|216.1| Disvā luddaṃ pasannattaṃ kāsirājetadabravi 3- yadāyaṃ 4- samma khemaka puṇṇā haṃsehi tiṭṭhati. |216.2| Kathaṃ rucimajjhagataṃ pāsahattho upāgami okiṇṇaṃ ñātisaṅghehi nimmajjhimaṃ kathaṃ gahi.

[217]

|217.1| Ajja me sattamā ratti ādānāni 5- upāsato @Footnote: 1 Ma. taṃ . 2 Sī. Yu. lakkhaññāsammate . 3 Ma. kāsirājā tadabravi . 4 yadyāyaṃ. @ 5 Ma. adanāni. Padametassa anvesaṃ appamatto ghaṭassito. |217.2| Athassa padamaddakkhiṃ carato ādanesanaṃ tatthāhaṃ odahiṃ pāsaṃ evantaṃ dijamaggahiṃ.

[218]

Ludda dve ime sakuṇā atha ekoti bhāsasi cittaṃ nu te vipariyattaṃ 1- ādū kinnu jigiṃsasi.

[219]

|219.1| Yassa lohitakā tālā tapaneyyānibhā 2- subhā uraṃ saṃhacca tiṭṭhanti so me bandhaṃ upāgami. |219.2| Athāyaṃ bhassaro pakkhī abandho bandhamāturaṃ ariyaṃ brūhanto 3- aṭṭhāsi vadanto 4- mānusiṃ giraṃ.

[220]

Kathannudāni 5- sumukha hanuṃ saṃhacca tiṭṭhasi ādū me parisaṃ patto bhayā bhīto na bhāsasi.

[221]

Nāhaṃ kāsipati bhīto oggayha parisaṃ tava nāhaṃ bhayā na bhāsissaṃ vākyaṃ atthasmi tādise.

[222]

|222.1| Na te abhissaraṃ passe na rathe napi pattike nāssa cammaṃ va kīṭaṃ vā vammine 6- ca dhanuggahe. |222.2| Na hiraññaṃ suvaṇṇaṃ vā nagaraṃ vā sumāpitaṃ okiṇṇaparikhaṃ duggaṃ daḷhamaṭṭālakoṭṭhakaṃ yattha paviṭṭho sumukha bhāyitabbaṃ na bhāyasi.

[223]

|223.1| Na me abhissarenattho nagarena dhanena vā apathena pathaṃ yāma antalikkhe carā mayaṃ. @Footnote: 1 vipallatthantipi . 2 Ma. tapanīyanibhā . 3 Ma. bruvāno . 4 Ma. cajanto. @ 5 Ma. atha kiṃ dāni. Sī. Yu. atha kinnu . 6 Ma. vammite. |223.2| Sutā ca paṇḍitātyamhā nipuṇā catthacintakā 1- bhāsematthavatiṃ vācaṃ sacce cassa patiṭṭhito. |223.3| Kiñca tuyhaṃ asaccassa anariyassa karissati musāvādissa luddassa bhaṇitaṃpi subhāsitaṃ.

[224]

|224.1| Taṃ brāhmaṇānaṃ vacanā imaṃ khemamakārayi abhayañca tayā ghuṭṭhaṃ imāyo dasadhā disā. |224.2| Oggayha te pokkharaṇiṃ vippasannodakaṃ suciṃ pahūtaṃ khādanaṃ 2- tattha ahiṃsā cettha pakkhinaṃ. |224.3| Idaṃ sutvāna nigghosaṃ āgatamhā tavantike te te bandhasmā pāsena etante bhāsitaṃ musā. |224.4| Musāvādaṃ purakkhatvā icchālobhañca pāpakaṃ ubhosandhiṃ atikkamma asātaṃ upapajjati.

[225]

|225.1| Nāparajjhāma sumukha napi lobhāva maggahiṃ sutā ca paṇḍitātyattha nipuṇā catthacintakā 3- . |225.2| Appevatthavatiṃ vācaṃ byāhareyyuṃ 4- idhāgatā tathātaṃ samma nesādo vutto sumukha maggahi.

[226]

|226.1| Neva bhūtā 5- kāsipati upanītasmi jīvite bhāsematthavatiṃ vācaṃ sampattā kālapariyāyaṃ. |226.2| Yo migena migaṃ hanti pakkhīnaṃ 6- pana pakkhinā sutena vā sutaṃ kilyā 7- kiṃ anariyataraṃ tato. @Footnote: 1-3 Ma. atthacintakā . 2 Ma. cādanaṃ . 4 Sī. Yu. byākareyyuṃ . 5 Ma. bhītā. @ 6 Ma. pakkhiṃ vā . 7 Ma. kiṇyā. Sī. Yu. kiṇe. kīlye itipi. |226.3| Yo cāriyarudaṃ bhāse anariyadhammavassito ubho so dhaṃsate lokā idha ceva parattha ca. |226.4| Na majjetha yasaṃ patto na byādhe 1- pattasaṃsayaṃ vāyametheva kiccesu saṃvare vivarāni ca. |226.5| Ye vuḍḍhā abbhatikkantā sampattā kālapariyāyaṃ idha dhammaṃ caritvāna evaṃ te 2- tidivaṅgatā. |226.6| Idaṃ sutvā kāsipati dhammamattani pālaya dhataraṭṭhañca muñcāhi haṃsānaṃ pavaruttamaṃ.

[227]

|227.1| Āharantūdakaṃ pajjaṃ āsanañca mahārahaṃ pañjarato pamokkhāmi dhataraṭṭhaṃ yasassinaṃ. |227.2| Tañca senāpatiṃ dhīraṃ nipuṇaṃ atthacintakaṃ yo sukhe sukhito rañño 3- dukkhite hoti dukkhito. |227.3| Ediso kho arahati piṇḍamasnātu bhattuno yathāyaṃ sumukho rañño pāṇasādhāraṇo sakhā.

[228]

|228.1| Pīṭhañca sabbasovaṇṇaṃ aṭṭhapādaṃ manoramaṃ maṭṭhaṃ kāsikavatthinaṃ 4- dhataraṭṭho upāvisi. |228.2| Kocchañca sabbasovaṇṇaṃ veyyagghaparisibbitaṃ sumukho ajjhapāvekkhi 5- dhataraṭṭhassanantarā. |228.3| Tesaṃ kāñcanapattehi puthū ādāya kāsiyo haṃsānaṃ abhihāresuṃ aggaṃ rañño pavāsitaṃ. @Footnote: 1 Sī. Yu. byathe. 2 Sī. Yu. evete. 3 Ma. raññe. 4 Sī. kāsikapatthiṇṇaṃ. @Ma. kāsikamatthannaṃ. 5 Ma. ajjhupāvekkhi.

[229]

|229.1| Disvā abhihataṃ aggaṃ kāsirājena pesitaṃ kusalo khattadhammānaṃ tato pucchi anantarā. |229.2| Kacci nu bhoto kusalaṃ kacci bhoto anāmayaṃ kacci raṭṭhamidaṃ phītaṃ dhammena anusāsasi 1- .

[230]

Kusalañceva me haṃsa atho haṃsa anāmayaṃ atho raṭṭhamidaṃ phītaṃ dhammena anusāsahaṃ.

[231]

Kacci bhoto amaccesu doso koci na vijjati kacci ca te tavatthesu nāvakaṅkhanti jīvitaṃ.

[232]

Athopi me amaccesu doso koci na vijjati athopi te mamatthesu nāvakaṅkhanti jīvitaṃ.

[233]

Kacci te sādisī bhariyā assavā piyabhāṇinī puttarūpayasūpetā tava chandavasānugā.

[234]

Atho me sādisī bhariyā assavā piyabhāṇinī puttarūpayasūpetā mama chandavasānugā.

[235]

Kacci raṭṭhaṃ anuppīḷaṃ akutociupaddavaṃ asāhasena dhammena samena anusāsasi.

[236]

Atho raṭṭhaṃ anuppīḷaṃ akutociupaddavaṃ asāhasena dhammena samena anusāsahaṃ.

[237]

Kacci santo apacitā asanto parivajjitā no ca 2- dhammaṃ niraṅkatvā adhammamanuvattasi. @Footnote: 1 Ma. manusāsasi. 2 Ma. ce.

[238]

Santo ca me apacitā asanto parivajjitā dhammamevānuvattāmi adhammo me niraṅkato.

[239]

Kacci nunāgataṃ 1- dīghaṃ samavekkhasi khattiya kacci matto madanīye paralokaṃ na santasi.

[240]

|240.1| Ahaṃ anāgataṃ dīghaṃ samavekkhāmi pakkhima ṭhito dasasu dhammesu paralokaṃ na santasiṃ 2- . |240.2| Dānaṃ sīlaṃ pariccāgaṃ ājjavaṃ maddavaṃ tapaṃ akkodhaṃ avihiṃsañca khantiñca avirodhanaṃ. |240.3| Iccete kusale dhamme ṭhite passāmi attani tato me jāyate pīti somanassañcanappakaṃ. |240.4| Sumukho ca acintetvā visajji 3- pharusaṃ giraṃ bhāvadosamanaññāya asmākāyaṃ vihaṅgamo. |240.5| So kuddho pharusaṃ vācaṃ nicchāresi ayoniso yānasmāsu 4- na vijjanti nayidaṃ paññavatāmiva.

[241]

|241.1| Atthi me taṃ atisāraṃ vegena manujādhipa dhataraṭṭhe ca bandhasmiṃ dukkhaṃ me vipulaṃ ahu. |241.2| Tvaṃ no pitāva puttānaṃ bhūtānaṃ dharaṇīriva asmākaṃ adhipannānaṃ khamassu rājakuñjara.

[242]

Evante 5- anumodāma yaṃ bhāvaṃ na nigūhasi khīlaṃ pabhindasi pakkhi ujukosi vihaṅgama. @Footnote: 1 Ma. nānāgataṃ. 2 Ma. santase. 3 Sī. Yu. vissaji. 4 Ma. yānasmesu. @ 5 Ma. etaṃ te.

[243]

|243.1| Yaṅkiñci ratanaṃ atthi kāsirājanivesane rajataṃ jātarūpañca muttā veḷuriyā bahū. |243.2| Maṇayo saṅkhamuttañca vatthikaṃ 1- haricandanaṃ ajinaṃ dantabhaṇḍañca lohaṃ kāḷāyasaṃ bahuṃ etaṃ dadāmi vo vittaṃ issaraṃ 2- vissajāmi vo.

[244]

|244.1| Addhā apacitā tyamhā sakkatā ca rathesabha dhammesu vattamānānaṃ tvaṃ no ācariyo bhava. |244.2| Ācariya samanuññātā tayā anumatā mayaṃ taṃ padakkhiṇato katvā ñātī 3- passemurindama.

[245]

Sabbarattiṃ cintayitvā mantayitvā yathātathaṃ kāsirājā anuññāsi haṃsānaṃ pavaruttamaṃ.

[246]

Tato ratyā vivasane suriyassuggamanaṃ pati pekkhato kāsirājassa bhavanato 4- vigāhisuṃ.

[247]

|247.1| Te aroge anuppatte disvāna parame dije kekātimakaruṃ haṃsā puthusaddo ajāyatha. |247.2| Te patītā pamuttena bhattunā bhattugāravā samantā parikariṃsu 5- aṇḍajā laddhapaccayā.

[248]

Evaṃ mittavataṃ atthā sabbe honti padakkhiṇā haṃsā yathā dhataraṭṭhā ñātisaṅghamupāgamunti. Mahāhaṃsajātakaṃ dutiyaṃ. @Footnote: 1 Ma. vatthakaṃ. 2 Ma. issariyaṃ. 3 Ma. ñātī. 4 Ma. bhavanā te. @ 5 Ma. parikiriṃsu. sabbattha īdisameva.

ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๑๙๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๓. จุลลหังสชาดกชาดกถัดไป๕๓๕. สุธาโภชนชาดก