ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาหังสชาดก
ชาดกที่ ๕๓๔ · อสีตินิบาตชาดก

มหาหังสชาดก

ว่าด้วยหงส์ชื่อสุมุขะไม่ละทิ้งพระยาหงส์ผู้ติดบ่วง

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๙๙ · บรรทัด ๑๓๔๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาหังสชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๕ จาก ๖

เรื่องเล่า

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาทิเส ความว่า ก็แต่ว่า ข้าพระองค์นั่งคอยโอกาสที่จะพูดอยู่ด้วยคิดว่า เมื่อประโยชน์เห็นปานนั้นบังเกิดขึ้น เราจึงจักพูด.

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงกระทำความแย้มสรวลเพราะทรงประสงค์จะให้สุมุขหงส์นั้นกล่าวถ้อยคำเพิ่มเติมขึ้นอีก จึงตรัสว่า

เราไม่เห็นบริษัทผู้ยิ่งใหญ่ พลรถ พลเดินเท้า เกราะ โล่ และนายขมังธนูผู้สวมเกราะของท่านเลย ดูก่อนสุมุขหงส์ ท่านอาศัยสิ่งใดหรือว่าเข้าไปใน สถานที่ใดแล้ว ไม่กลัวสิ่งที่จะพึงกลัว เราไม่เห็นสิ่ง นั้น หรือสถานที่นั้น แม้เป็นเงิน ทอง หรือนครที่ สร้างไว้อย่างดี ซึ่งมีคูรายรอบ ยากที่จะไปได้ มีหอ รบและเชิงเทิน อันมั่นคงเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิสฺสรํ ความว่า เรายังมองไม่เห็นบุคคลผู้ถืออาวุธยืนแวดล้อม เพื่อต้องการรักษาในที่สุดบริษัทของท่านเลย. บทว่า อสฺส ในบทว่า นาสฺส นั่นเป็นเพียงนิบาต. บทว่า จมฺมํ ได้แก่หนังสำหรับป้องกันตัว. บทว่า กีตํ วา ได้แก่ แผ่นโลหะ บางทีท่านกล่าวว่าเป็นแผ่นจานกระเบื้องก็มี. พระราชาทรงแสดงว่า แม้ผู้ที่ถือจานกระเบื้องก็ยังไม่มีในสำนักของท่านเลย. บทว่า วมฺมิเน ได้แก่ ผูกสอดแล้วด้วยเกราะ. บทว่า น หิรญฺํ ความว่า ท่านอาศัยสิ่งใด จึงไม่มีความกลัวภัย เรายังมองไม่เห็นสิ่งนั้นแม้จะเป็นเงินในสำนักของท่านเลย.

สุมุขหงส์ เมื่อถูกพระราชาตรัสถามอย่างนี้ว่า อะไรเป็นเหตุที่ท่านไม่กลัว เมื่อจะบอกถึงเหตุนั้น จึงกราบทูลคาถาต่อไปว่า

ข้าพระองค์ไม่ต้องการด้วยบริษัทผู้ยิ่งใหญ่ หรือ นคร หรือทรัพย์ เพราะข้าพระองค์ไปสู่ทางโดยสถาน ที่มิใช่ทาง ข้าพระองค์เป็นสัตว์เที่ยวไปในอากาศ ก็พระองค์ทรงสดับข่าวว่า ข้าพระองค์เป็นบัณฑิตและเป็น ละเอียดคิดข้ออรรถ ถ้าพระองค์ทรงดำรงมันอยู่ใน ในความสัตย์ไซร้ ข้าพระองค์จะพึงกล่าววาจาอันมี อรรถ ด้วยว่าคำที่ข้าพระองค์กล่าวแล้ว แม้จะเป็น สุภาษิต ก็จักทำอะไรแก่พระองค์ผู้หาความสัตย์มิได้ ผู้ไม่ประเสริฐ มักตรัสคำเท็จ ผู้หยาบช้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิสฺสเรน ได้แก่ บริวารผู้รักษา. บทว่า อตฺโถ ความว่า ข้าพระองค์ไม่มีกิจด้วยสิ่งนี้ เพราะอะไร เพราะข้าพระองค์สร้างหนทางไปโดยสถานที่อันมิใช่ทาง คือ โดยอันที่ไม่ใช่ทางของบุคคลผู้เช่นกับพระองค์ เพราะว่าข้าพระองค์เที่ยวไปในอากาศ. บทว่า ปณฺฑิตาตฺยมฺหา ความว่า ได้ยินว่า พระองค์ทรงสดับว่า ข้าพระองค์เป็นบัณฑิต พระองค์มีพระประสงค์จะใคร่สดับธรรมจากสำนักของข้าพระองค์ จึงให้จับข้าพระองค์ทั้งสองมาด้วยเหตุนั้นแล บทว่า สจฺเจ จสฺสุ ความว่า ก็ถ้าพระองค์เป็นผู้ดำรงอยู่ในความสัตย์ไซร้ ข้าพระองค์จะพึงกล่าววาจาอาศัยเหตุ. บทว่า อสจฺจสฺส ความว่า คำที่ข้าพระองค์กล่าว ถึงจะเป็นสุภาษิตก็จะกระทำอะไรแก่พระองค์ ผู้เว้นขาดแล้วจากวจีสัจจะได้ ประดุจเข็มที่ทำด้วยงา ย่อมไม่มีประโยชน์แก่สมณะฉะนั้น.

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวกะเราว่า เราเป็นผู้กล่าวเท็จ มิใช่ผู้ประเสริฐ เรากระทำอะไรไว้เล่า. ลำดับนั้น สุมุขหงส์จึงกราบทูลกะพระองค์ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ถ้าอย่างนั้นพระองค์จงทรงสดับเถิด แล้วกราบทูลว่า

พระองค์ได้ตรัสสั่งให้ขุดสระชื่อว่า เขมะนี้ ตาม ถ้อยคำของพวกพราหมณ์ และพระองค์รับสั่งให้ ประกาศอภัยทั่วสิบทิศ หงส์เหล่านั้น จึงได้พากันบินลง สู่สระโบกขรณี อันมีน้ำใสสะอาด ในสระโบกขรณี นั้นมีอาหารอย่างเพียงพอ และไม่มีการเบียดเบียนนก ทั้งหลายเลย พวกข้าพระองค์ได้ยินคำประกาศนี้แล้ว จึงพากันบินมาในสระของพระองค์ พวกข้าพระองค์ นั้น ๆ ก็ถูกบ่วงรัดไว้ นี่เป็นคำตรัสเท็จของพระองค์ บุคคลกระทำมุสาวาท และความโลภคือความอยากได้ อันลามก เป็นเบื้องหน้าแล้ว ก้าวล่วงปฏิสนธิในเทวโลกและมนุษยโลกทั้งสอง ย่อมเข้าถึงนรกอันไม่น่า เพลิดเพลิน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ ได้แก่ ตฺวํ ตัวพระองค์เอง. บทว่า เขมํ ได้แก่ สระโบกขรณีซึ่งมีชื่ออย่างนี้. บทว่า ฆุฏฺํ ได้แก่ พระองค์รับสั่งให้บุคคลยืนประกาศอยู่ ที่มุมสระทั้ง ๔ มุม. บทว่า ทสธา ได้แก่ พระองค์ประกาศอภัยนั้นในทิศทั้งสิบเหล่านั้น. บทว่า โอคฺคยฺห ได้แก่ จากสำนักของหงส์ที่บินลงแล้ว จึงมาแล้ว. บทว่า ปหูตํ ขาทนํ ได้แก่ มีอาหารสำหรับกินเป็นต้นว่า ดอกปทุม ดอกอุบล และข้าวสาลีอย่างเพียงพอ. บทว่า อิทํ สุตฺวา ความว่า ได้ยินอภัยโทษนี้ จากสำนักของหงส์เหล่านั้นซึ่งบินลงยังสระโบกขรณีของพระองค์แล้ว จึงกลับมาแล้ว. บทว่า ตวนฺติเก ความว่าข้าพระองค์จึงพากันมายังสระโบกขรณีที่พระองค์ได้ขุดขึ้นในสำนักของพระองค์. บทว่า เต เต ได้แก่ พวกข้าพระองค์นั้น ๆ ก็ได้พากันติดบ่วงของพระองค์. บทว่า ปุรกฺเขตฺวา ได้แก่ กระทำไว้ข้างหน้า. บทว่า อิจฺฉาโลภํ ได้แก่ความโลภอันลามกกล่าวคือความอยากได้. บทว่า อุโภสนฺธึ ความว่า บุคคลผู้ประพฤติธรรมอันลามกเหล่านี้ กระทำไว้ในเบื้องหน้า ย่อมก้าวล่วงปฏิสนธิในเทวโลกและมนุษยโลก ชื่อว่า ย่อมก้าวล่วงปฏิสนธิอันเป็นสุคติ. บทว่า อสาตํ ได้แก่ ย่อมเข้าถึงนรก.

สุมุขหงส์ กระทำพระราชาให้ขวยเขินพระทัยในท่ามกลางบริษัทอย่างนี้ทีเดียว ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามสุมุขหงส์นั้นว่า ดูก่อนสุมุขหงส์ ใช่ว่าเรามีความประสงค์ จะไปจับท่านมาฆ่ากินเนื้อก็หาไม่ แต่เราทราบว่า ท่านเป็นบัณฑิต ประสงค์จะพึงถ้อยคำอันเป็นสุภาษิต จึงได้ให้จับท่านมา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

ดูก่อนสุมุขหงส์ เรามิได้ทำผิด ทั้งมิได้จับท่าน มาด้วยความโลภ ก็เราได้สดับมาว่า ท่านทั้งหลาย เป็นบัณฑิต เป็นผู้ละเอียด และคิดข้ออรรถ ทำไฉน ท่านทั้งหลายจึงจะมากล่าววาจาอันอาศัยอรรถในที่นี้ ดูก่อนสุมุขหงส์ผู้สหาย นายพรานผู้นี้เราสั่งไป จึงไป จับเอาท่านมา ด้วยความประสงค์นั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาปรชฺฌาม ความว่า เราฆ่าท่านเสียจึงจะชื่อว่าประพฤติผิด แต่เรามิได้ฆ่าท่านเลย. บทว่า โลภาย มคฺคหึ ความว่า ทั้งเราประสงค์จะกินเนื้อท่านจึงได้จับท่านมา ด้วยความโลภก็หาไม่. บทว่า ปณฺฑิตาตฺยตฺถ ความว่า แต่เราได้ยินว่าท่านเป็นบัณฑิต. บทว่า อตฺถจินฺตกา ได้แก่ จะคิดค้นข้อความอันลี้ลับได้. บทว่า อตฺถวตึ ได้แก่ ถ้อยคำอันอาศัยเหตุ. บทว่า ตถา แปลว่า ด้วยเหตุนั้น. บทว่า วุตฺโต แปลว่า เป็นผู้อันเรากล่าวแล้ว. บทว่า สุมุข มคฺคหิ คือร้องเรียกว่า ดูก่อนสุมุขะเอ๋ยม อักษร กระทำการเชื่อมบท. บทว่า อคฺคหิ ความว่า เราจับมาเพื่อให้แสดงธรรมต่างหาก.

สุมุขหงส์ ได้สดับคำนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์มีประสงค์เพื่อจะทรงสดับคำอันเป็นสุภาษิต ทรงกระทำกิจอันไม่สมควรเสียแล้ว แล้วกราบทูลว่า

ข้าแต่พระจอมแห่งชนชาวกาสี เมื่อชีวิตน้อมเข้า ไปใกล้ความตายแล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลาย ถึงมรณกาลแล้ว จะไม่พึงกล่าววาจาอันมีเหตุเลย ผู้ใดฆ่าเนื้อ ด้วยเนื้อต่อ ฆ่านกด้วยนกต่อ หรือดักผู้เลื่องลือด้วย เสียงที่เลื่องลือ จะมีอะไรเป็นความเลวทรามยิ่งกว่า ความเลวทรามของผู้นั้น ก็ผู้ใดพึงกล่าววาจาอัน ประเสริฐ ผู้นั้นย่อมพลาดจากโลกทั้งสอง คือโลกนี้ และโลกหน้า บุคคลได้รับยศแล้วไม่พึงมัวเมา ถึง ความทุกข์อันเป็นเหตุสงสัยในชีวิตแล้ว ไม่พึงเดือด ร้อน พึงพยายามในกิจทั้งหลายร่ำไป และพึงปิดช่อง ทั้งหลาย ชนเหล่าใดเป็นผู้เจริญ ถึงเวลาใกล้ตายไม่ ล่วงเลยประโยชน์อย่างยิ่ง ประพฤติธรรมในโลกนี้ ชน เหล่านั้นย่อมไปสู่ไตรทิพย์ด้วยประการอย่างนี้ ข้าแต่ พระจอมแห่งชนชาวกาสี พระองค์ทรงสดับคำนี้แล้วขอ จงทรงรักษาธรรมในพระองค์ และได้ทรงโปรดปล่อย พญาหงส์ธตรฐ ซึ่งประเสริฐสุดกว่าหงส์ทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนีตสฺมิ ได้แก่ น้อมเข้าไปใกล้ความตาย. บทว่า กาลปริยายํ ความว่า พระองค์ถึงวาระใกล้มรณกาลแล้วจักไม่กล่าวอะไรเลย พระองค์ผูกมัดผู้ที่จะแสดงธรรมกถาแล้ว ขู่ให้กลัวด้วยมรณภัย คิดว่าเราจักฟังธรรมดังนี้ ชื่อว่า กระทำกรรมอันไม่สมควรแล้ว. บทว่า มิเคน ได้แก่ เนื้อที่ได้รับการฝึกหัดไว้เป็นอย่างดีแล้ว. บทว่า หนฺติ ก็คือ หนติ (เป็นเอกวจนะ) แปลว่า ย่อมฆ่า. บทว่า ปกฺขินา ได้แก่ นกที่นำมาล่อนั่นแหละ. บทว่า สุเตน วา ได้แก่ สระดอกปทุม เช่นเดียวกับเนื้อและนกต่ออันปรากฏเสียงลือกันว่า เขมสระไม่มีภัย. บทว่า สุตํ ได้แก่ผู้แสดงธรรมที่เลื่องลือกันอย่างนี้ว่า ท่านผู้เป็นบัณฑิต มีปกติกล่าวถ้อยคำอันวิจิตร. บทว่า กีเลฺย ความว่า ผู้ใดดักผู้เลื่องลือ คือพึงเบียดเบียนทำให้เดือดร้อน ด้วยเครื่องผูกคือบ่วงด้วยคิดว่า เราจักฟังธรรม. บทว่า ตโต ความว่าสิ่งอะไรอย่างอื่นที่จะเลวทรามของชนเหล่านั้นยังมีอยู่อีกเล่า. บทว่า อริยรุทํ ความว่า ผู้ใดกล่าวคำอันประเสริฐ คือถ้อยคำอันดีแต่ปาก. บทว่า ธมฺมวสฺสิโต ได้แก่ อาศัยธรรมอันเลวทรามนั้นด้วยการกระทำ. บทว่า อุโภ คือจากโลกทั้งสองคือเทวโลกและมนุษยโลก. บทว่า อิธ เจว ความว่า บุคคลนี้แม้บังเกิดในโลกนี้บังเกิดในโลกหน้า คือบุคคลเห็นปานนี้ชื่อว่า กำจัดเสียจากโลกแห่งสุคติทั้งสองเสียแล้ว ย่อมเข้าถึงนรกอย่างเดียว. บทว่า ปตฺตสํสยํ ได้แก่ บุคคลแม้ถึงความสงสัยในชีวิตคือถึงความทุกข์แล้วก็ไม่พึงลำบาก. บทว่า สํวเร วิวรานิ จ ความว่า พึงปิดพึงกั้นเสียซึ่งช่องทะลุของตน. บทว่า วุฑฺฒา ได้แก่เป็นบัณฑิตผู้เจริญด้วยคุณ. บทว่า สมฺปตฺตา กาลปริยายํ ได้แก่เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งเวลาใกล้มรณกาล ไม่ล่วงพ้นไปได้แล้ว. บทว่า เอเวเต ตัดบทเป็น เอวํ เอเต บทว่า อิทํ ได้แก่ ถ้อยคำอันอาศัยเหตุที่ข้าพระองค์กราบทูลไว้แล้วนี้. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ ทั้งธรรมที่เป็นประเพณีทั้งธรรมที่เป็นสุจริต.

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า

ชาวพนักงานทั้งหลาย จงนำน้ำ น้ำมันทาเท้า และอาสนะอันมีค่ามากมาเถิด เราจะปล่อยพญาหงส์ ธตรฐ ซึ่งเรืองยศออกจากกรง และสุมุขหงส์เสนาบดี ที่มีปัญญา เป็นผู้ละเอียดคิดอรรถที่ยากได้ง่าย ผู้ใด เมื่อพระราชามีสุขก็สุขด้วย เมื่อพระราชามีทุกข์ก็ทุกข์ ด้วย ผู้เช่นนี้แลย่อมสมควรเพื่อจะบริโภคก้อนข้าวของ นายได้ เหมือนสุมุขหงส์เป็นราชสหายทั่วไปแก่สัตว์ มีชีวิต ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทกํ ได้แก่ น้ำสำหรับล้างเท้า. บทว่า ปชฺชํ ได้แก่ น้ำมันชโลมเท้า. บทว่า สุเข ได้แก่ เมื่อทรงสำราญอยู่.

พวกชาวพนักงานมีอำมาตย์เป็นต้น ได้ฟังรับสั่งของพระราชาแล้ว จึงนำอาสนะมาเพื่อพญาหงส์ทั้งสองนั้น แล้วจึงล้างเท้าของพญาหงส์ทั้งสองนั้น ซึ่งจับอยู่บนอาสนะด้วยน้ำหอม ชโลมด้วยน้ำมันที่เคี่ยวให้เดือดแล้วตั้งร้อยครั้ง.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พญาหงส์ธตรฐเข้าไปเกาะตั่ง อันล้วนแล้วไป ด้วยทองคำมี ๘ เท้า น่ารื่นรมย์ใจ เกลี้ยงเกลา ลาด ด้วยผ้าแคว้นกาสี สุมุขหงส์เข้าไปเกาะเก้าอี้ อันล้วน แล้วไปด้วยทองคำ หุ้มด้วยหนังเสือโคร่ง ในลำดับ แห่งพญาหงส์ธตรฐ ชนชาวกาสีเป็นอันมาก ต่าง ถือเอาโภชนะอันเลิศที่เขาส่งไปถวายพระราชา นำเข้า ไปให้แก่พญาหงส์ทั้งสองนั้น ด้วยภาชนะทองคำ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏฺํ ได้แก่ เป็นตั่งที่สำเร็จขึ้นด้วยการกระทำ. บทว่า กาสิกวตฺถินํ ได้แก่ เป็นตั่งที่ปูลาดด้วยผ้าอันมาจากแคว้นกาสี. บทว่า โกจฺฉํ ได้แก่ ตั่งที่เขาสานไว้ในท่ามกลาง. บทว่า เวยฺยคฺฆปริสิพฺพิตํ ได้แก่ ตั่งสำหรับเป็นที่ประทับนั่งของพระอัครมเหสีในวันมงคล หุ้มด้วยหนึ่งเสือโคร่ง. กาญฺจนปตฺเตหิ ได้แก่ ภาชนะทองคำ. บทว่า ปุถู ได้แก่ เป็นจำนวนมาก. บทว่า กาสิโย ได้แก่ ชนผู้อยู่ในแคว้นกาสี. บทว่า อภิหาเรสุํ คือ น้อมเข้าไป. บทว่า อคฺคํ รญฺโ ปวาสิตํ ความว่า ชนชาวกาสีเป็นอันมาก นำเอาโภชนะมีรสอันเลิศต่าง ๆที่พวกเขาใส่ไว้ในจานทอง ๑๐๘ ใบ สำหรับส่งไปถวายพระราชา เข้าไปเพื่อประโยชน์เป็นบรรณาการแก่พญาหงส์.

ก็เมื่ออำมาตย์น้อมนำโภชนะนั้นเข้าไปอย่างนี้แล้ว พระเจ้ากาสิกราชทรงรับภาชนะทองคำจากมือของพวกอำมาตย์เหล่านั้น ด้วยพระหัตถ์แล้ว จึงทรงน้อมนำเข้าไปด้วยพระองค์เองเพื่อจะทรงยกย่อง พญาหงส์ทั้งสองนั้น จึงจิกกินข้าวตอกอันระคนด้วยน้ำผึ้งจากภาชนะนั้น และจึงดื่มน้ำหวาน. ลำดับนั้นพระมหาสัตว์เห็นอาการที่นำมาล้วนแต่ของดีเลิศ และความเลื่อมใสของพระราชาจึงได้กระทำปฏิสันถาร.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พญาหงส์ธตรฐที่ฉลาด เห็นโภชนะอันเลิศที่ เขานำมาให้ อันพระเจ้ากาสีประทานส่งไป จึงได้ถาม ธรรมเนียม เครื่องปฏิสันถารในกาลเป็นลำดับนั้นว่า พระองค์ไม่มีพระโรคาพาธแลหรือ ทรงสำราญดีอยู่ หรือ ทรงปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรม หรือ. พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพญาหงส์ เราไม่มีโรคาพาธ อนึ่ง เรามี ความสำราญดี และเราก็ปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์ นี้โดยธรรม. พระมหาสัตว์ทูลถามว่า โทษอะไร ๆ ไม่มีในหมู่อำมาตย์ของพระองค์ แลหรือ และอำมาตย์เหล่านั้น ไม่อาลัยชีวิตในประโยชน์ ของพระองค์แลหรือ. พระราชาตรัสตอบว่า โทษอะไร ๆ ไม่มีในหมู่อำมาตย์ของเรา และ อำมาตย์เหล่านั้นไม่อาลัยชีวิตในประโยชน์ของเรา. พระมหาสัตว์ทูลถามว่า พระมเหสีซึ่งมีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มี พระเสาวนีย์อันน่ารัก ทรงประกอบด้วยพระโอรส พระรูป พระโฉม และพระยศ เป็นไปตามพระราช อัธยาศัยของพระองค์แลหรือ. พระราชาตรัสตอบว่า พระมเหสีซึ่งมีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีพระเสาวนีย์อันน่ารัก ทรงประกอบด้วยพระโอรส พระรูป พระโฉม และพระยศ เป็นไปตามอัธยาศัย ของเรา. พระมหาสัตว์ทูลถามว่า พระองค์มิได้ทรงเบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ทรง ปกครองให้ปราศจากอันตรายแต่ที่ไหน ๆ โดยความ ไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรม โดยความสม่ำเสมอแลหรือ. พระราชาตรัสตอบว่า เรามิได้เบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ปกครองให้ ปราศจากอันตรายแต่ที่ไหน ๆ โดยความไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรม โดยความสม่ำเสมอ. พระมหาสัตว์ทูลถามว่า พระองค์ทรงยำเกรงสัตบุรุษ ทรงเว้นอสัตบุรุษ แลหรือ พระองค์ไม่ทรงละทิ้งธรรม ไม่ทรงประพฤติ คล้อยตามอธรรมแลหรือ. พระราชาตรัสตอบว่า เรายำเกรงสัตบุรุษ เว้นอสัตบุรุษ ประพฤติคล้อย ตามธรรม ละทิ้งอธรรม. พระมหาสัตว์ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ พระองค์ทรง พิจารณาเห็นชัดซึ่งพระชนมายุ อันเป็นอนาคตยังยืน ยาวอยู่หรือ พระองค์ทรงมัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้ง แห่งความมัวเมา ไม่สะดุ้งกลัวปรโลกหรือ. พระราชาตรัสตอบว่า ดูก่อนพญาหงส์ เราพิจารณาเห็นชัดซึ่งอายุ อันเป็นอนาคตยังยืนยาวอยู่ เราตั้งอยู่แล้วในธรรม ๑๐ ประการ จึงไม่สะดุ้งกลัวปรโลก เราเห็นกุศลธรรม ที่ดำรงอยู่ในตนเหล่านี้ คือ ทาน ศีล การบริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่ โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน และความ ไม่พิโรธ แต่นั้นมีปีติและโสมนัสไม่ใช่น้อย ย่อมเกิด แก่เรา ก็สุมุขหงส์นี้ ไม่ทันคิดถึงคุณสมบัติของเรา ไม่ทราบความประทุษร้ายแห่งจิต จึงเปล่งวาจาอัน หยาบคาย ย่อมกล่าวถึงโทษที่ไม่มีอยู่ในเรา คำของ สุมุขหงส์นี้ ย่อมไม่เป็นเหมือนคำของคนมีปัญญา.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๕ / ๖ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๓๙๐–๔๔๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

อสีตินิบาตชาดก · ๔๓๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. มหาหังสชาดก (๕๓๔)

ว่าด้วยพญาหงส์ติดบ่วง

(พญาหงส์โพธิสัตว์ได้กล่าว ๓ คาถาว่า)

[๘๙]

สุมุขะ พ่อเนื้อเหลือง ผู้มีผิวพรรณประดุจทองคำ

หงส์ทั้งหลายหวั่นไหวต่อภัยอันตราย

จึงพากันบินหนีไป

ท่านจงหลีกหนีไปตามความปรารถนาเถิด

[๙๐]

หมู่ญาติทั้งหลายละทิ้งเรา

ผู้ติดบ่วงไว้เพียงลำพัง

ไม่มีความเยื่อใย พากันบินหนีไป

ทำไมจึงเหลือท่านอยู่ตัวเดียวเล่า

[๙๑]

บินขึ้นไปเถิด ท่านผู้ประเสริฐกว่าหมู่หงส์

ความเป็นสหายไม่มีในผู้ติดบ่วง

ท่านอย่าทำความไม่มีทุกข์ให้เสื่อมไปเลย

จงหนีไปตามความปรารถนาเถิด สุมุขะ

(หงส์สุมุขะได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวว่า)

[๙๒]

ข้าแต่ท้าวธตรัฏฐะ ข้าพระองค์

แม้จะมีทุกข์เป็นเบื้องหน้าก็ไม่ละทิ้งพระองค์ไป

ความเป็นหรือความตายของข้าพระองค์

จักมีพร้อมกับพระองค์

[๙๓]

ข้าแต่ท้าวธตรัฏฐะ ข้าพระองค์

แม้จะมีทุกข์เป็นเบื้องหน้าก็ไม่ละทิ้งพระองค์ไป

พระองค์ไม่ควรจะชักชวนให้ข้าพระองค์

ประกอบกรรมที่บุคคลผู้ไม่ประเสริฐประกอบกันเลย

[๙๔]

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสูงสุดกว่าฝูงหงส์

ข้าพระองค์เป็นเด็กรุ่นเดียวกับพระองค์ ๑-

เป็นเพื่อนของพระองค์ ดำรงอยู่ในจิตใจของพระองค์

ข้าพระองค์เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นเสนาบดีของพระองค์

[๙๕]

ข้าพระองค์ไปจากที่นี้แล้ว

จักอธิบายในท่ามกลางหมู่ญาติได้อย่างไร

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ

ข้าพระองค์ละทิ้งพระองค์จากที่นี้ไปแล้ว

จะชี้แจงกับฝูงหงส์เหล่านั้นได้อย่างไร

ข้าพระองค์ยอมสละชีวิตทิ้งไว้ในที่นี้

จะไม่พยายามทำกรรมอันไม่ประเสริฐ

(พญาหงส์โพธิสัตว์เมื่อจะสรรเสริญคุณของหงส์สุมุขะ จึงกล่าวว่า)

[๙๖]

สุมุขะ การที่ท่านไม่พยายามที่จะทอดทิ้งเรา

ผู้เป็นทั้งนาย เป็นทั้งเพื่อน

ชื่อว่าดำรงอยู่ในทางของพระอริยะ

นั้นเป็นธรรมของโบราณกบัณฑิต

[๙๗]

ก็แลเมื่อเราเห็นท่าน ก็ไม่เกิดความสะดุ้งกลัวเลย

แต่ท่านจะประสบอันตรายเหมือนชีวิตของเราที่เป็นอยู่ในขณะนี้

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๙๘]

เมื่อพญาหงส์ทั้ง ๒ ผู้ประเสริฐมีความประพฤติเยี่ยงพระอริยะ

กล่าวปรึกษากันอยู่อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้

นายพรานถือท่อนไม้กระชับมั่นรีบด่วนเข้ามาถึงตัว

@เชิงอรรถ :

@๑ เด็กรุ่นเดียวกับพระองค์ หมายถึงถือปฏิสนธิวันเดียวกัน ออกจากไข่ในวันเดียวกัน และเจริญเติบโตมา

@ด้วยกัน (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๔/๒๕๑)

[๙๙]

หงส์สุมุขะครั้นเห็นนายพรานกำลังเดินเข้ามา

จึงจับอยู่เบื้องหน้าพญาหงส์

เมื่อจะปลอบพญาหงส์ผู้หวาดกลัวให้เบาใจ

จึงได้กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า

[๑๐๐]

อย่าทรงกลัวเลย พระองค์ผู้ประเสริฐ

ด้วยว่า คนทั้งหลายเช่นกับพระองค์หากลัวไม่

ข้าพระองค์จักประกอบความเพียรอันเนื่องด้วยธรรมอันสมควร

ด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วนั้น

พระองค์จักพ้นจากบ่วงโดยเร็วพลัน

(พระบรมศาสดาตรัสว่า)

[๑๐๑]

นายพรานได้สดับคำสุภาษิตของหงส์สุมุขะนั้น

ก็มีโลมชาติชูชัน จึงได้น้อมอัญชลีต่อหงส์สุมุขะนั้น

ด้วยกล่าวว่า

[๑๐๒]

เราไม่เคยได้ยินหรือเคยได้เห็นนกพูดภาษาคนได้

นกพูดถ้อยคำอันประเสริฐ เปล่งวาจาภาษามนุษย์ได้

[๑๐๓]

หงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับเจ้า

เจ้าพ้นแล้วยังเฝ้าหงส์ตัวติดบ่วงอยู่ใกล้ๆ

หงส์ทั้งหลายพากันละทิ้งหนีไป

ทำไมเจ้าจึงเหลืออยู่แต่ผู้เดียว

(หงส์สุมุขะถูกนายพรานถามแล้ว จึงตอบว่า)

[๑๐๔]

ท่านผู้เป็นศัตรูของฝูงนก

หงส์นั้นเป็นราชาของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้ารับตำแหน่งเป็นเสนาบดีของพระองค์

เมื่อมีภัยอันตราย ข้าพเจ้าไม่สามารถจะละทิ้งพระองค์

ผู้เป็นอธิบดีแห่งฝูงวิหคไปได้

[๑๐๕]

หงส์นั้นเป็นนายของหงส์ฝูงใหญ่และของข้าพเจ้า

ขอพระองค์อย่าถึงความพินาศพระองค์เดียวเลย

นายพรานเพื่อนเอ๋ย หงส์นี้เป็นนายอย่างแท้จริง

ข้าพเจ้าจึงพอใจที่จะอยู่ใกล้ๆ พระองค์

(นายพรานถามว่า)

[๑๐๖]

หงส์สุมุขะเอ๋ย ท่านนอบน้อมตำแหน่ง

ประดุจก้อนข้าวที่ได้รับ

ชื่อว่าประพฤติธรรมอันประเสริฐ

ข้าพเจ้ายอมปล่อยนายของท่าน

ท่านทั้ง ๒ จงไปตามสบายเถิด

(หงส์สุมุขะตอบว่า)

[๑๐๗]

เพื่อนเอ๋ย ถ้าท่านดักหงส์และนกทั้งหลาย

ด้วยความพยายามเพื่อประโยชน์แก่ตนไซร้

ข้าพเจ้าทั้ง ๒ ขอรับอภัยทานนั้นของท่าน

[๑๐๘]

ถ้าท่านไม่ดักหงส์และนกทั้งหลายด้วยความพยายาม

เพื่อประโยชน์แก่ตนไซร้ ท่านจะไม่มีอิสระ

เมื่อปล่อยเราทั้ง ๒ ไป จะพึงทำตนให้เป็นขโมยนะ นายพราน

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ จึงตรัสพระคาถาว่า)

[๑๐๙]

ท่านเป็นคนรับใช้ของพระราชาองค์ใด

จงนำข้าพเจ้าทั้ง ๒ ไปให้ถึงพระราชาองค์นั้นตามพระประสงค์

พระเจ้าสัญญมนะจักทรงกระทำ

ตามพระประสงค์ในพระราชนิเวศน์นั้น

[๑๑๐]

นายพรานถูกหงส์สุมุขะกล่าวอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว

จึงใช้มือประคองพญาหงส์เนื้อทอง

ตัวมีผิวพรรณประดุจทองคำทั้ง ๒ ใส่ไว้ในกรง

[๑๑๑]

นายพรานพาพญาหงส์ทั้ง ๒ ซึ่งมีผิวพรรณผุดผ่อง

คือ หงส์สุมุขะและพญาหงส์ธตรัฏฐะซึ่งอยู่ในกรงหลีกไป

[๑๑๒]

พญาหงส์ธตรัฏฐะถูกนายพรานนำไปอยู่

ได้กล่าวเนื้อความนี้กับหงส์สุมุขะว่า

เรากลัวนัก สุมุขะ

ด้วยนางพญาหงส์ตัวมีผิวพรรณดังทองคำ

มีลำขาอ่อนได้ลักษณะ

รู้ว่าเราถูกฆ่าแล้วจักฆ่าตัวตายตาม

[๑๑๓]

สุมุขะ ก็สุเหมานางพญาหงส์ แม่เนื้อเหลือง

ผู้เป็นธิดาของพญาปากหงส์จักร่ำไห้อย่างแน่นอน

เสมือนนางนกกระเรียนผู้กำพร้าร่ำไห้อยู่ที่ริมฝั่งสมุทร

(หงส์สุมุขะได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาว่า)

[๑๑๔]

พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งสัตวโลกคือหมู่หงส์

มีคุณประมาณมิได้ เป็นครูแห่งหมู่คณะใหญ่

แต่กลับมัวเศร้าโศกรำพันถึงหญิงคนเดียวอย่างนี้

นี้เป็นเหมือนมิใช่การกระทำของคนมีปัญญาเลย

[๑๑๕]

ลมย่อมพัดพาเอากลิ่นทั้ง ๒ อย่าง

คือ กลิ่นหอมและกลิ่นเหม็นไป

เด็กอ่อนย่อมเก็บเอาผลไม้ทั้งดิบและสุก

คนตาบอดที่โลเลย่อมรับอามิสฉันใด

ธรรมดาหญิงก็ฉันนั้น

[๑๑๖]

พระองค์ไม่รู้จักวินิจฉัยในเหตุทั้งหลาย

ปรากฏกับข้าพระองค์เหมือนคนเขลา

ถึงเวลาจะตายอยู่แล้ว

ก็ยังไม่ทราบกิจที่ควรทำหรือไม่ควรทำ

[๑๑๗]

พระองค์สำคัญหญิงว่าเป็นผู้ประเสริฐ

เห็นจะเป็นคนกึ่งบ้า จึงบ่นเพ้อรำพันไป

ความจริง หญิงเหล่านี้สาธารณะทั่วไปแก่ชนเป็นอันมาก

เหมือนโรงสุราเป็นสถานที่ทั่วไปแก่นักเลงสุรา

[๑๑๘]

อนึ่ง หญิงนี้มีมายาเหมือนพยับแดด

เป็นเหตุแห่งความเศร้าโศก

เป็นเหตุแห่งโรคและอันตราย

อนึ่ง หญิงเหล่านี้เป็นเครื่องผูกมัดอันกล้าแข็ง เป็นบ่วง

เป็นถ้ำ และเป็นที่อยู่อาศัยของมัจจุราช

บุรุษใดวางใจในหญิงเหล่านั้น

บุรุษนั้นชื่อว่าเป็นคนต่ำทรามในบรรดานรชนทั้งหลาย

(พญาหงส์ธตรัฏฐะเมื่อจะแสดงธรรมแก่หงส์สุมุขะ จึงกล่าวว่า)

[๑๑๙]

สิ่งใดที่ท่านผู้เจริญรู้จักกันดี

ใครควรจะติเตียนสิ่งนั้นเล่า

ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลายเป็นผู้มีคุณมาก เกิดขึ้นก่อนในโลก ๑-

[๑๒๐]

การเล่นคะนองอันบุคคลตั้งไว้แล้วในหญิงเหล่านั้น

ความยินดีในหญิงเหล่านั้นบุคคลก็ตั้งไว้เฉพาะแล้ว

พืชทั้งหลายก็งอกงามในหญิงเหล่านั้น

คือสัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดในหญิงเหล่านั้น

ชีวิตกับชีวิตมาเกี่ยวข้องกันแล้ว

ใครเล่าจะพึงเบื่อหน่ายหญิงเหล่านั้น

[๑๒๑]

สุมุขะ ท่านเองนั่นแหละไม่ใช่คนอื่น

ยังต้องประกอบความต้องการกับหญิงทั้งหลาย

วันนี้เมื่อเกิดภัย ความคิดจึงเกิดแก่ท่านเพราะความกลัว

@เชิงอรรถ :

@๑ เกิดขึ้นก่อนในโลก หมายถึงเพศหญิงปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในกาลปฐมกัลป์ (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๑๙/๒๖๒)

[๑๒๒]

จริงอยู่ ผู้ถึงความสงสัยในชีวิตทั้งปวง

ถึงจะหวาดกลัวก็อดกลั้นความกลัวไว้

เพราะบัณฑิตทั้งหลายผู้ดำรงอยู่ในฐานะเป็นผู้ใหญ่

ย่อมประกอบประโยชน์ที่ยากจะประกอบได้

[๑๒๓]

พระราชาทั้งหลายทรงปรารถนาข้าราชการที่กล้าหาญ

เพื่อประสงค์ที่จะให้คนกล้าหาญ

ป้องกันอันตรายและเหตุรอบข้างพระองค์

[๑๒๔]

วันนี้ ขอพ่อครัวของพระราชา

อย่าเชือดเราทั้ง ๒ ในห้องเครื่องใหญ่เลย

เพราะว่า สีขนปีกจะฆ่าท่านเหมือนขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่

[๑๒๕]

ท่านแม้พ้นแล้วก็ไม่ปรารถนาจะบินไป

ตนเองกลับเดินเข้ามาหาเครื่องดัก

วันนี้ แม้ท่านผู้ถึงความสงสัยในชีวิต

จงถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์เถิด

อย่ายื่นปากออกมาเลย

[๑๒๖]

ท่านนั้นจงประกอบความเพียร

ที่เนื่องด้วยธรรมอันสมควรนั้นเถิด

จงเที่ยวแสวงหาหนทางรอดชีวิตให้แก่เรา

ด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วของท่าน

(หงส์สุมุขะกล่าวว่า)

[๑๒๗]

อย่าทรงกลัวเลย พระองค์ผู้ประเสริฐ

ด้วยว่า บุคคลทั้งหลายเช่นกับพระองค์หากลัวไม่

ข้าพระองค์จักประกอบความเพียรอันเนื่องด้วยธรรมอันสมควร

ด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วนั้น

พระองค์จักพ้นจากบ่วงโดยเร็วพลัน

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ จึงตรัสพระคาถาว่า)

[๑๒๘]

นายพรานนั้นเข้าไปยังประตูพระราชวังพร้อมทั้งหาบหงส์

ด้วยกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงกราบทูลถึงเรา

ให้พระราชาทรงทราบว่า พญาหงส์ธตรัฏฐะนี้มาแล้ว

[๑๒๙]

ได้ยินว่า พระเจ้าสัญญมนะทอดพระเนตรเห็น

พญาหงส์ทั้ง ๒ นั้นเช่นกับผู้มีบุญ

รู้ได้ด้วยลักษณะ จึงได้รับสั่งกับพวกอำมาตย์ว่า

[๑๓๐]

ท่านทั้งหลายจงให้ผ้า ข้าว น้ำ และของบริโภค

แก่นายพราน เงินเป็นบ่อเกิดความพอใจ ๑- ให้เขา

จงให้แก่เขาตามที่เขาต้องการ

(พระบรมศาสดาตรัสว่า)

[๑๓๑]

พระเจ้ากาสีทอดพระเนตรเห็นนายพรานผู้มีอาการร่าเริง

จึงได้ตรัสคำนี้ว่า เขมกะ เพื่อนรัก

ผิว่าสระโบกขรณีนี้มีฝูงหงส์จับอยู่เต็มไปหมดไซร้

[๑๓๒]

ทำไมท่านจึงถือบ่วงเข้าไปใกล้พญาหงส์

ผู้งดงามซึ่งอยู่ ณ ท่ามกลาง

ได้จับพญาหงส์ผู้มีหมู่ญาติเกลื่อนกล่น

ซึ่งมิใช่หงส์ชั้นกลางได้อย่างไร

(นายพรานเขมกะนั้นกราบทูลพระราชาว่า)

[๑๓๓]

วันนี้เป็นราตรีที่ ๗ ของข้าพระองค์

ข้าพระองค์ไม่ประมาท แอบซ่อนอยู่ในตุ่ม

คอยแสวงหารอยเท้าของพญาหงส์ทองตัวนั้น

ตัวเข้าไปใกล้สถานที่ที่จับเหยื่อ

@เชิงอรรถ :

@๑ เงินเป็นบ่อเกิดความพอใจ หมายถึงเป็นกิริยาแสดงความใคร่ของเขา (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๓๐/๒๖๖)

[๑๓๔]

ต่อมาข้าพระองค์ได้เห็นรอยเท้าของพญาหงส์นั้น

ตัวกำลังเที่ยวแสวงหาเหยื่อ จึงได้ดักบ่วงลงไว้ ณ ที่นั้น

แล้วจับพญาหงส์นั้นได้ด้วยวิธีอย่างนี้

(พระราชาได้สดับดังนั้น จึงตรัสถามว่า)

[๑๓๕]

พ่อพราน นกเหล่านี้มีอยู่ ๒ ตัว

แต่ทำไมท่านจึงกล่าวว่าตัวเดียว

จิตของท่านแปรปรวนแล้วหนอ

หรือว่าท่านปรารถนาประโยชน์อะไรกันหนอ

(นายพรานกราบทูลว่า)

[๑๓๖]

หงส์ตัวที่มีลายสีแดงจรดถึงทรวงอก งดงามประดุจทองคำ

ที่กำลังถูกหล่อหลอมนั้น ได้เข้ามาติดบ่วงของข้าพระองค์

[๑๓๗]

ส่วนหงส์ตัวมีผิวพรรณผ่องใสตัวนี้มิได้ติดบ่วง

ยืนเปล่งวาจาเป็นภาษามนุษย์ กล่าวถ้อยคำอันประเสริฐ

กับพญาหงส์ตัวติดบ่วง ซึ่งกำลังกระสับกระส่ายอยู่

(พระราชาทรงประสงค์จะให้หงส์สุมุขะแสดงธรรม จึงตรัสว่า)

[๑๓๘]

สุมุขะ ทำไมหนอเวลานี้ท่านจึงยืนหดคางอยู่

หรือท่านมาถึงบริษัทของเราแล้ว กลัวภัยจึงไม่พูด

(หงส์สุมุขะได้ฟังดังนั้น เมื่อจะแสดงความที่ตนไม่กลัวภัย จึงกราบทูลว่า)

[๑๓๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งแคว้นกาสี

ข้าพระองค์หยั่งลงสู่บริษัทของพระองค์แล้วจะเกรงกลัวหามิได้

ข้าพระองค์ไม่พูดเพราะความเกรงกลัวก็หามิได้

ข้าพระองค์จักกล่าวถ้อยคำในเมื่อมีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น

(พระราชาสดับดังนั้นแล้วทรงแย้มสรวล ตรัสว่า)

[๑๔๐]

เราไม่เห็นบริษัทที่ถืออาวุธเลย ไม่เห็นพลรถ พลราบ

เกราะ หรือโล่หนัง และนายขมังธนูผู้สรวมเกราะของท่านเลย

[๑๔๑]

เงิน ทอง หรือนครที่สร้างไว้แล้วอย่างดี

มีคูเรียงราย ยากที่จะข้ามได้

มีหอรบและป้อมอันมั่นคง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ท่านเข้าไป

ไม่กลัวสิ่งที่ควรกลัว เรายังไม่เห็นเลย สุมุขะ

(หงส์สุมุขะเมื่อจะทูลเหตุนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๑๔๒]

ข้าพระองค์ไม่ต้องการบริวารที่ถืออาวุธ นคร หรือทรัพย์

เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายมีปกติเที่ยวไปในอากาศ

ย่อมไปยังหนทางอันเป็นสถานที่มิใช่หนทาง

[๑๔๓]

ก็พระองค์ได้ทรงสดับมาว่า

ข้าพระองค์เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียดอ่อน

เป็นนักคิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์

ข้าพระองค์จะกล่าววาจาที่มีประโยชน์

ขอพระองค์พึงดำรงอยู่ในความสัตย์เถิด

[๑๔๔]

ด้วยว่าถ้อยคำที่พวกข้าพระองค์กล่าวแล้ว

แม้จะเป็นสุภาษิต จะกระทำอะไรแก่พระองค์ผู้หาความสัตย์มิได้

ผู้มิใช่คนประเสริฐมักกล่าวคำเท็จและหยาบช้า

[๑๔๕]

พระองค์รับสั่งให้ขุดสระอันเกษมนี้ตามคำของพวกพราหมณ์

และพระองค์รับสั่งให้ประกาศอภัยทานไปทั่วทิศทั้ง ๑๐ นี้

[๑๔๖]

นกทั้งหลายจึงลงสู่สระโบกขรณีของพระองค์

ซึ่งมีน้ำใสสะอาด ที่สระบัวนั้นมีของกินเพียงพอ

และไม่มีการเบียดเบียนนกทั้งหลายที่สระนั้น

[๑๔๗]

พวกข้าพระองค์ได้ยินคำประกาศนี้แล้ว

จึงพากันมาใกล้สระโบกขรณีของพระองค์

พวกข้าพระองค์นั้นจึงถูกบ่วงของพระองค์รัด

คำประกาศนั้นเป็นภาษิตเท็จของพระองค์

[๑๔๘]

บุคคลมุ่งการกล่าวเท็จและความโลภ

คือความต้องการอันชั่วช้าแล้วล่วงเลยสนธิทั้ง ๒ ๑- ไป

ย่อมเข้าถึงนรกอันไม่มีความสำราญ

(พระราชาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๔๙]

สุมุขะ เรามิได้ประพฤติผิดที่จับท่านมาที่นี้

เพราะความโลภก็หามิได้ เราทราบมาว่า ท่านทั้งหลาย

เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียดอ่อน

เป็นนักคิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์

[๑๕๐]

ทำอย่างไรพญาหงส์ทั้ง ๒

จึงจะมากล่าววาจาอันมีประโยชน์ ณ ที่นี้

สุมุขะเพื่อนรัก นายพรานถูกเราสั่ง

จึงได้จับท่านด้วยเหตุนั้น

(หงส์สุมุขะได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๑๕๑]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งแคว้นกาสี

ข้าพระองค์ทั้งหลายเมื่อชีวิตใกล้เข้ามาถึงคราวใกล้ตาย

จึงจะกล่าววาจาที่มีประโยชน์หามิได้เลย

[๑๕๒]

ผู้ใดฆ่าเนื้อด้วยเนื้อต่อ หรือว่าฆ่านกด้วยนกต่อ

หรือเบียดเบียนผู้เป็นพหูสูตด้วยสุตะ

จะมีอะไรเล่าเลวทรามไปกว่านั้น

[๑๕๓]

ก็ผู้ใดกล่าวถ้อยคำอันประเสริฐ

แต่อิงอาศัยธรรมอันไม่ประเสริฐ

ผู้นั้นชื่อว่าย่อมพลาดจากโลกทั้ง ๒

คือ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า

@เชิงอรรถ :

@๑ สนธิทั้ง ๒ หมายถึงปฏิสนธิในเทวโลกและมนุษยโลกทั้ง ๒ อธิบายว่า คนที่ทำบาปธรรมเหล่านี้ไว้

@ต่อไปเบื้องหน้าก็จะล่วงเลยปฏิสนธิที่เป็นสุคติเข้าถึงนรกที่ไม่น่ายินดีไป (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๔๖/๒๗๒)

[๑๕๔]

บุคคลได้ยศแล้วไม่พึงมัวเมา

ถึงความสงสัยในชีวิต ๑- แล้วไม่พึงเดือดร้อน

พึงพยายามในกิจการงานทั้งหลายร่ำไป

และพึงปิดช่องโหว่ทั้งหลาย ๒- เสีย

[๑๕๕]

บัณฑิตผู้เจริญเหล่าใดผ่านชีวิตโลกนี้ไป

ถึงคราวใกล้ตาย ประพฤติธรรมในโลกนี้

บัณฑิตเหล่านั้นย่อมไปสู่สวรรค์ชั้นไตรทิพย์แล้วด้วยประการฉะนี้

[๑๕๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งแคว้นกาสี

พระองค์ทรงสดับคำนี้แล้ว

ขอทรงรักษาธรรมไว้ในพระองค์เถิด

และขอทรงปล่อยพญาหงส์ธตรัฏฐะ

ผู้ประเสริฐสูงสุดกว่าหงส์ทั้งหลายเถิด

(พระราชาครั้นสดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๕๗]

พนักงานทั้งหลายจงนำน้ำมันทาเท้า

และอาสนะอันมีค่ามากมา

เราจะปล่อยพญาหงส์ธตรัฏฐะผู้มียศออกจากกรง

[๑๕๘]

และเราจะปล่อยพญาหงส์

ตัวที่เมื่อหงส์ผู้เป็นพระราชามีสุขก็เป็นสุขด้วย

เมื่อมีทุกข์ก็เป็นทุกข์ด้วย

ซึ่งเป็นหงส์เสนาบดี เป็นนักปราชญ์

มีปัญญาละเอียดอ่อน เป็นนักคิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์

[๑๕๙]

บุคคลเช่นนี้แลสมควรที่จะบริโภคก้อนข้าวของนายได้

เหมือนหงส์สุมุขะผู้เป็นเพื่อนร่วมชีวิตของพระราชา

@เชิงอรรถ :

@๑ ถึงความสงสัยในชีวิต หมายถึงประสบทุกข์แล้วไม่พึงลำบาก (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๕๔/๒๗๔)

@๒ ปิดช่องโหว่ทั้งหลาย หมายถึงพึงปิด พึงกั้นช่องทะลุ (ข้อบกพร่อง) ของตน (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๕๔/๒๗๔)

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๖๐]

ก็พญาหงส์ธตรัฏฐะได้บินเข้าไปจับตั่งทองคำล้วน

ซึ่งมีเท้า ๘ น่ารื่นรมย์ เกลี้ยงเกลา ปูลาดด้วยผ้าแคว้นกาสี

[๑๖๑]

ส่วนหงส์สุมุขะได้บินเข้าไปเกาะเก้าอี้ทองคำล้วน

ซึ่งบุด้วยหนังเสือโคร่ง ถัดจากพญาหงส์ธตรัฏฐะ

[๑๖๒]

ชาวแคว้นกาสีจำนวนมากพาเอาอาหารอันเลิศ

ที่พระเจ้ากาสีทรงส่งไปด้วยถาดทองคำให้แก่พญาหงส์เหล่านั้น

[๑๖๓]

พญาหงส์ธตรัฏฐะผู้ฉลาดในธรรมเนียมการปฏิสันถาร

เห็นอาหารอันเลิศที่เขานำมาแล้ว

ซึ่งพระเจ้ากาสีทรงประทานส่งไป

ต่อจากนั้นจึงได้ทูลถามเป็นลำดับไปว่า

[๑๖๔]

พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ทรงสุขสำราญดีอยู่หรือ

ไม่มีโรคเบียดเบียนหรือ

แคว้นอันมั่งคั่งนี้พระองค์ทรงปกครองโดยธรรมหรือ

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๖๕]

เราสุขสำราญดีพญาหงส์ และไม่มีโรคเบียดเบียน

อนึ่ง แคว้นอันมั่งคั่งนี้เราก็ปกครองโดยธรรม

(พญาหงส์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๑๖๖]

โทษบางสิ่งบางอย่างในหมู่อำมาตย์ของพระองค์ไม่มีหรือ

อนึ่ง อำมาตย์เหล่านั้นไม่กังวลถึงชีวิต

ในเพราะราชกิจอันเป็นประโยชน์ต่อพระองค์หรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๑๖๗]

โทษบางสิ่งบางอย่างในหมู่อำมาตย์ของเราก็ไม่มี

อนึ่ง แม้อำมาตย์เหล่านั้นก็ไม่กังวลถึงชีวิต

ในเพราะราชกิจอันเป็นประโยชน์ต่อเราเลย

(พญาหงส์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๑๖๘]

พระเทวีผู้มีพระชาติเสมอกับพระองค์

ทรงเชื่อฟัง ตรัสพระวาจาอ่อนหวานน่ารัก

ทรงมีพระโอรสประกอบด้วยพระรูปโฉมและอิสริยยศ

ทรงคล้อยตามพระอัธยาศัยของพระองค์หรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๑๖๙]

ก็พระเทวีผู้มีพระชาติเสมอกับเรา

เชื่อฟัง กล่าววาจาอ่อนหวานน่ารัก

มีพระโอรสประกอบด้วยพระรูปโฉมและอิสริยยศ

ยังคล้อยตามอัธยาศัยของเราอยู่

(พญาหงส์โพธิสัตว์ ทูลถามว่า)

[๑๗๐]

แคว้นมิได้ถูกเบียดเบียน

มิได้มีอันตรายแต่ที่ไหนๆ หรือ

พระองค์ทรงปกครองโดยธรรมอย่างสม่ำเสมอ

โดยมิได้เกรี้ยวกราดหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๑๗๑]

แคว้นก็มิได้ถูกเบียดเบียน

มิได้มีอันตรายแต่ที่ไหนๆ เลย

เราปกครองโดยธรรมอย่างสม่ำเสมอ

โดยมิได้เกรี้ยวกราดเลย

(พญาหงส์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๑๗๒]

สัตบุรุษพระองค์ทรงยำเกรง

ทรงเว้นอสัตบุรุษเสียห่างไกลหรือ

พระองค์มิได้ทรงห่างเหินธรรม

ประพฤติคล้อยตามอธรรมหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๑๗๓]

สัตบุรุษเราก็ยำเกรง

อสัตบุรุษเราก็เว้นห่างไกล

เราประพฤติคล้อยตามธรรมเหล่านั้น

ส่วนอธรรมเราได้ห่างเหินไปแล้ว

(พญาหงส์ทูลถามว่า)

[๑๗๔]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์

พระองค์มิได้ทรงพิจารณาเห็นอนาคตอันยาวนานหรือ

ทรงมัวเมาในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา

ไม่ทรงสะดุ้งกลัวปรโลกหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๑๗๕]

เราพิจารณาเห็นอนาคตอันยาวนานก็หาไม่

พญาหงส์ เราดำรงอยู่ในธรรม ๑๐ ประการ ๑-

จึงไม่สะดุ้งกลัวปรโลก

[๑๗๖]

คือ ๑. ทาน ๒. ศีล

๓. การบริจาค ๔. ความซื่อตรง

๕. ความอ่อนโยน ๖. ความเพียร

๗. ความไม่โกรธ ๘. ความไม่เบียดเบียน

๙. ความอดทน ๑๐. ความไม่คลาดธรรม ๑-

@เชิงอรรถ :

@๑ ธรรม ๑๐ ประการ คือทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ คือ (๑) ทาน หมายถึงเจตนาให้วัตถุ ๑๐ ประการ

@มีข้าวและน้ำเป็นต้น (๒) ศีล หมายถึงศีล ๕ ศีล ๑๐ (๓) การบริจาค หมายถึงการบริจาคไทยธรรม

@(๔) ความซื่อตรง หมายถึงความเป็นคนตรง (๕) ความอ่อนโยน หมายถึงความเป็นคนอ่อนโยน

@(๖) ความเพียร หมายถึงกรรมคือการรักษาอุโบสถ (๗) ความไม่โกรธ หมายถึงความมีเมตตาเป็นเบื้องต้น

@(๘) ความไม่เบียดเบียน หมายถึงความมีกรุณาเป็นเบื้องต้น (๙) ความอดทน หมายถึงความอดกลั้น

@(๑๐) ความไม่คลาดจากธรรม หมายถึงความไม่ขัดเคือง (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๖/๒๗๘-๒๗๙)

[๑๗๗]

เราเห็นกุศลธรรมเหล่านี้ดำรงอยู่แล้วในตนด้วยประการฉะนี้

ต่อจากนั้นปีติและโสมนัสมีประมาณไม่น้อยจึงเกิดแก่เรา

[๑๗๘]

ส่วนหงส์สุมุขะนี้ไม่ทันคิด

ไม่ทราบความประทุษร้ายแห่งจิตต่อข้าพระองค์

จึงได้เปล่งวาจาอันหยาบคายออกมา

[๑๗๙]

หงส์สุมุขะนั้นโกรธ

จึงได้เปล่งวาจาอันหยาบคายโดยไม่ไตร่ตรอง

กล่าวหาโทษที่ไม่มีอยู่ในข้าพระองค์

การเปล่งนี้ดูเหมือนไม่ใช่ของผู้มีปัญญา

(หงส์สุมุขะได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๑๘๐]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นอธิบดีแห่งมนุษย์

ความพลั้งพลาดนั้นย่อมมีแก่ข้าพระองค์เพราะความผลุนผลัน

อนึ่ง เมื่อพญาหงส์ธตรัฏฐะติดบ่วง

ข้าพระองค์จึงได้มีทุกข์มากกว่า

[๑๘๑]

พระองค์เป็นเสมือนพระบิดาของพระโอรสทั้งหลาย

เป็นเหมือนแผ่นดินเป็นที่พึ่งของภูตทั้งหลาย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นดุจพญาช้าง ขอพระองค์โปรดทรงงดโทษ

แก่ข้าพระองค์ผู้ถูกความผิดครอบงำด้วยเถิด

(พระราชาทรงสรวมกอดหงส์สุมุขะนั้นเมื่อจะรับการขอโทษ จึงตรัสว่า)

[๑๘๒]

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราขออนุโมทนาต่อท่าน

เพราะท่านไม่ปกปิดความจริง

พญาหงส์ ท่านย่อมทำลายตะปูตรึงจิต ๑-

จึงนับได้ว่าท่านเป็นหงส์ผู้ซื่อตรง

@เชิงอรรถ :

@๑ ตะปูตรึงจิต หมายถึงเสาแห่งจิตหรือหลักตอแห่งจิต (ได้แก่ ความโกรธ ความไม่พอใจ จิตถูกโทษ

@ครอบงำทำให้แข็งกระด้างต่อผู้อื่น) (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๘/๒๘๐)

[๑๘๓]

รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่มากมาย

ในราชนิเวศน์แห่งแคว้นกาสี

คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา และแก้วไพฑูรย์

[๑๘๔]

แก้วมณี สังข์ ไข่มุก ผ้า จันทน์เหลือง

หนังสัตว์ เครื่องงาช้าง ทองแดง และเหล็ก

เราขอมอบทรัพย์เครื่องปลื้มใจทุกชนิดนั้นให้แก่ท่านทั้ง ๒

และขอปล่อยท่านทั้ง ๒ ให้เป็นอิสระ

(พญาหงส์โพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๘๕]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมทัพ ข้าพระองค์ทั้ง ๒

ผู้อันพระองค์ทรงยำเกรงและทรงสักการะแล้วโดยแน่แท้

ขอพระองค์โปรดทรงเป็นพระอาจารย์ของข้าพระองค์ทั้ง ๒

ผู้ประพฤติในธรรมทั้งหลายเถิด

[๑๘๖]

ข้าแต่พระอาจารย์ผู้ทรงย่ำยีข้าศึก ข้าพระองค์ทั้ง ๒

ผู้อันพระองค์ทรงอนุญาตแล้ว ทรงอนุมัติแล้ว

จะขอกระทำประทักษิณพระองค์แล้วกลับไปพบญาติทั้งหลาย

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๘๗]

พระเจ้ากาสีทรงดำริและทรงปรึกษา

อรรถคดีตามที่กล่าวมาตลอดราตรีทั้งปวงแล้ว

ทรงอนุญาตพญาหงส์ทั้ง ๒ ตัวประเสริฐสูงสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย

[๑๘๘]

ต่อจากนั้น เมื่อราตรีรุ่งสว่าง ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมา

ขณะพระเจ้ากาสีกำลังทอดพระเนตรอยู่

พญาหงส์ทั้ง ๒ ได้โผบินไปสู่อากาศจากพระราชมณเฑียร

[๑๘๙]

หงส์ทั้งหลายเห็นพญาหงส์ทั้ง ๒ นั้น

มาถึงโดยลำดับอย่างปลอดภัย

ต่างพากันส่งเสียงว่าเกกๆ ได้เกิดสำเนียงเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว

[๑๙๐]

หงส์เหล่านั้นผู้มีความเคารพต่อผู้เป็นนาย

พากันปลาบปลื้มใจเพราะพญาหงส์ผู้เป็นนายพ้นจากบ่วง

จึงพากันแวดล้อมอยู่โดยรอบ หงส์ทั้งหลายได้ที่พึ่งแล้ว

[๑๙๑]

ประโยชน์ทั้งปวงของบุคคลผู้มีกัลยาณมิตร

ย่อมสำเร็จผลเป็นความสุขความเจริญ

เหมือนพญาหงส์ธตรัฏฐะทั้ง ๒ ได้อยู่ใกล้หมู่ญาติฉะนั้น

มหาหังสชาดกที่ ๒ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๓. จุลลหังสชาดกชาดกถัดไป๕๓๕. สุธาโภชนชาดก