ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาหังสชาดก
ชาดกที่ ๕๓๔ · อสีตินิบาตชาดก

มหาหังสชาดก

ว่าด้วยหงส์ชื่อสุมุขะไม่ละทิ้งพระยาหงส์ผู้ติดบ่วง

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๙๙ · บรรทัด ๑๓๔๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาหังสชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๖ จาก ๖

เรื่องเล่า

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิสฺวา ได้แก่ มองเห็นเครื่องดื่มและเครื่องบริโภคอันเลิศมากมายเหล่านั้น. บทว่า เปสิตํ ได้แก่ ที่พระราชาให้นำมาแล้วทรงน้อมเข้าไปให้. บทว่า ขตฺตธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมสำหรับกระทำปฏิสันถาร ในบุคคลผู้กระทำคราวแรก. บทว่า โต ปุจฺฉิ อนนฺตรา คือในกาลนั้น. บทว่า กจฺจิ นุ โภโต ความว่า คาถา ๖ คาถาที่พญาหงส์ธตรฐทูลถามตามลำดับ ล้วนมีเนื้อความกล่าวไว้แล้วแต่หนหลังทีเดียว. บทว่า อนุปฺปีฬํ ได้แก่ พญาหงส์ธตรฐทูลถามว่า พระองค์มิได้ทรงบีบคั้นชาวเมือง เหมือนบุคคลบีบอ้อยด้วยเครื่องยนต์บ้างหรือ. บทว่า อกุโตจิอุปทฺทวํ ได้แก่ หาอันตรายจากที่ไหน ๆ มิได้เลย. บทว่า สเมน อนุสาสสิ ได้แก่พระองค์ทรงปกครองแคว้นนี้ โดยธรรม โดยสม่ำเสมออยู่หรือ. บทว่า สนฺโต ได้แก่ ท่านผู้เป็นสัปบุรุษซึ่งประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น. บทว่า นิรงฺกตฺวา คือไม่ละทิ้งธรรม. บทว่า อนาคตํ ทีฆํ ได้แก่ พระองค์ทรงเห็นชัดพระชนมายุของพระองค์อันเป็นอนาคตว่า ยังเป็นไปยั่งยืนอยู่หรือ. บทว่า สมเวกฺขสิ ความว่า พญาหงส์ธตรฐทูลถามว่า พระองค์ทรงทราบว่า อายุสังขารเป็นของน้อยหรือ. บทว่า มทนีเย คือในอารมณ์มีรูปเป็นต้น ที่นำความมึนเมามา. บทว่า น สนฺตสิ คือไม่ทรงหวาดกลัว. มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า พระองค์เป็นผู้ไม่ประมาทแล้วในกามคุณทั้งหลายมีรูปเป็นต้น มิได้ทรงสะดุ้งกลัวต่อปรโลก เพราะทรงกระทำกุศลมีทานเป็นต้นหรือ. บทว่า ทสสุหมายเอาราชธรรม ๑๐ ประการ. เจตนาที่เป็นไปในทานเป็นต้น ชื่อว่า ทานศีล ๕ และศีล ๑๐ เป็นต้น ชื่อว่า ศีล การบริจาคไทยธรรม ชื่อว่า บริจาค ความเป็นผู้ซื่อตรง ชื่อว่าความซื่อตรง ความเป็นผู้อ่อนโยน ชื่อว่าความอ่อนโยนกรรมคือการรักษาอุโบสถ ชื่อว่า ตบะ ส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา ชื่อว่า ความไม่โกรธ ส่วนเบื้องต้นแห่งกรุณา ชื่อว่า ความไม่เบียดเบียน ความอดกลั้นชื่อว่าความอดทน ความไม่ขัดเคือง ชื่อว่า ความไม่พิโรธ. บทว่า อจินฺเตตฺวา ได้แก่ ไม่ทันคิดถึงคุณสมบัติของเราเหล่านั้น. บทว่า ภาวโทสํ คือโทษที่เกิดแก่จิต. บทว่า อนญฺาย แปลว่า ไม่รู้. บทว่า อสฺมากํ ความว่า ขึ้นชื่อว่าโทษที่เกิดขึ้นแก่จิตของเรา ย่อมไม่มี หงส์สุขุมะนี้มิได้ทราบถึงสิ่งที่ตัวควรจะรู้นั้น จึงได้กล่าววาจาหยาบคายออกมา. บทว่า อโยนิโส คือโดยมิใช่อุบาย. บทว่า ยานสฺมาสุ ความว่า หงส์สุขุมะนี้ย่อมกล่าวถึงโทษที่ไม่มีอยู่ในเรา. บทว่า นยิทํ ตัดบทเป็น น อิทํ อธิบายว่า เพราะฉะนั้น คำของสุมุขหงส์นี้จึงเหมือนคำของผู้มีปัญญาก็หาไม่ คือด้วยเหตุนี้แล สุมุขหงส์ จึงปรากฏแก่เราเหมือนมิใช่เป็นบัณฑิต.

สุมุขหงส์ ได้สดับคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า พระราชาทรงประกอบไปด้วยคุณอันใหญ่ ถูกเรารุกราน และโกรธเคืองพระองค์ เราจักขอขมาโทษพระองค์เสียเถิด จึงกราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ ความพลั้ง พลาดนั้น มีแก่ข้าพระองค์โดยความรีบร้อน ก็เมื่อ พญาหงส์ธตรฐติดบ่วง ข้าพระองค์มีความทุกข์มาก มาย ขอพระองค์ได้ทรงโปรดเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ เหมือนบิดาเป็นที่พึ่งของบุตร และดุจแผ่นดินเป็นที่ พึ่งของหมู่สัตว์ฉะนั้นเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นราช กุญชร ขอพระองค์ได้ทรงโปรดงดโทษให้แก่ข้าพระองค์ผู้ถูกความผิดครอบงำด้วยเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติสารํ ได้แก่ ความพลาดพลั้งทุกอย่าง. บทว่า เวเคน ได้แก่ ข้าพระองค์เมื่อจะกราบทูลข้อความนี้ ได้กราบทูลไปโดยความรีบร้อน คือโดยความผลุนผลัน. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ความทุกข์อันเป็นไปทางจิต ได้มีแก่ข้าพระองค์มากมาย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงได้กราบทูลคำนั้น ออกไปด้วยอำนาจความโกรธ ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงอดโทษนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด. บทว่า ปุตฺตานํ ได้แก่ พระองค์เปรียบเหมือนเป็นบิดาของบุตรทั้งหลาย. บทว่า ธรณีริว ได้แก่ อนึ่งเล่า ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ เหมือนแผ่นดินเป็นที่พำนักอาศัยของเหล่าสัตว์ฉะนั้น. บทว่า อธิปนฺนานํ ได้แก่ ข้าพระองค์ผู้กำลังถูกโทษ คือความผิดท่วมทับแล้ว . บทว่า ขมสฺสุ ความว่า สุมุขหงส์นั้นลงจากอาสนะ ประคองอัญชลีด้วยปีกทั้งสองข้างแล้ว จึงกราบทูลคำนี้ไว้.

ลำดับนั้น พระราชาจึงทรงสวมกอดสุมุขหงส์นั้นแล้ว ทรงพาไปให้เกาะบนตั่งทองคำ เมื่อจะทรงรับการแสดงโทษ จึงตรัสว่า

เราย่อมอนุโมทนาแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้ เพราะท่านไม่ปกปิดความในใจ ดูก่อนหงส์ ท่าน ซื่อตรง จงทำลายความข้องใจเสียเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุโมทาม ความว่า เรายอมอดโทษนั้นแก่ท่าน บทว่า ยํ ความว่า เพราะเหตุที่ท่านมิได้ซ่อนเร้นสิ่งที่ควรจะปิดบังในใจของตน. บทว่า ขีลํ ได้แก่ เสาเขื่อนแห่งจิต คือ หลักตอแห่งจิต

ก็พระราชาครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงเลื่อมใสธรรมกถาของพระมหาสัตว์และความซื่อตรงของสุมุขหงส์ จึงทรงพระดำริว่า ธรรมดาผู้มีความเลื่อมใส ต้องกระทำอาการแสดงความเลื่อมใส เมื่อจะทรงมอบสิริราชสมบัติของพระองค์ แก่พญาหงส์ทั้งสองนั้น จึงตรัสคาถาว่า

ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอยู่ใน นิเวศน์ของเรา ผู้เป็นพระเจ้ากาสี คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์อันมากมาย แก้วมณี สังข์ ไข่มุก ผ้า จันทน์แดง และเหล็กอีกมาก เราขอให้ ทรัพย์เครื่องปลื้มใจทั้งหมดนี้แก่ท่าน และขอสละความ เป็นใหญ่ให้แก่ท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถิ คือที่เก็บเอาไว้. บทว่า มุตฺตา ได้แก่ แก้วมุกดาทั้งที่เจียระไนแล้ว และยังมิได้เจียระไน. บทว่า มณโย ได้แก่ เครื่องใช้ที่ทำด้วยแก้วมณีทั้งหลาย. บทว่า สงฺมุตฺตญฺจ ได้แก่ แก้วสังข์ทักษิณาวัฏ และแก้วไข่มุกดีกลมประดุจผลมะขามป้อม. บทว่า วตฺถิกํ ได้แก่ ผ้าเนื้อละเอียดซึ่งนำมาจากแคว้นกาสี. บทว่า อชินํ ได้แก่ หนังมฤคเหลือง. บทว่า โลหํ กาฬายสํ ได้แก่ โลหะมีสีแดงและโลหะมีสีดำ. บทว่า อิสฺสริยํ ความว่า เราขอสละราชสมบัติในพระนครพาราณสี มีอาณาเขตกว้างยาว ๑๒ โยชน์กับเศวตฉัตรประดับมาลาทองให้แก่ท่าน.

ก็พระราชาครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงทรงบูชาพญาหงส์แม้ทั้งสองนั้นด้วยเศวตฉัตร มอบราชสมบัติให้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะสนทนากับพระราชา จึงกราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ข้าพระองค์ทั้งสอง เป็นอันพระองค์ทรงยำเกรง และทรงสักการะโดยแท้ ขอพระองค์ทรงเป็นพระอาจารย์ ของข้าพระองค์ทั้ง สอง ซึ่งประพฤติอยู่ในธรรมทั้งหลายเถิด ข้าแต่ พระองค์ผู้เป็นอาจารย์ผู้ปราบปรามข้าศึก ข้าพระองค์ ทั้งสองอันพระองค์ทรงยอมอนุญาตแล้วจักกระทำประทักษิณพระองค์แล้ว จักกลับไปหาหมู่ญาติ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมสุ ได้แก่ ธรรมคือกุศลกรรมบถ๑๐ ประการ. บทว่า อาจริโย ความว่า พระองค์เป็นผู้ฉลาดกว่าข้าพระองค์ทั้งสอง เพราะฉะนั้น ขอพระองค์จงเป็นอาจารย์ของข้าพระองค์เถิด. อีกอย่างหนึ่งพระมหาสัตว์ทูลว่า อนึ่ง พระองค์จงเป็นอาจารย์ของข้าพระองค์ทั้งสองเถิดเพราะพระองค์ตรัสราชธรรม ๑๐ ประการ และเพราะพระองค์ทรงแสดงโทษแก่สุมุขหงส์แล้ว ทรงกระทำการงดโทษ เพราะฉะนั้น ขอพระองค์จงเป็นอาจารย์ของข้าพระองค์ทั้งสอง ด้วยเหตุที่ให้ศึกษามรรยาท แม้ในวันนี้เถิด. บทว่า. ปสฺเสมุรินฺทม ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ย่ำยี่ซึ่งข้าศึก ข้าพระองค์จักเห็นหมู่ญาติทั้งหลาย.

พระราชาประทานอนุญาตให้พญาหงส์ทั้งสองนั้นกลับไป. แม้เมื่อพระโพธิสัตว์แสดงธรรมอยู่ทีเดียว อรุณขึ้นมาแล้ว.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พระเจ้ากาสีทรงดำริ และทรงปรึกษาข้อความ ตามที่ได้กล่าวมาตลอดราตรีทั้งปวง แล้วทรงอนุญาต พญาหงส์ทั้งสอง ซึ่งประเสริฐสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถากถํ ความว่า พระเจ้ากาสิราชทรงพระดำริถึงเนื้อความอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่พระองค์ควรจะดำริและทรงปรึกษากับพญาหงส์ทั้งสองนั้น. บทว่า อนุญฺสิ ได้แก่ พระองค์ทรงอนุญาตว่าท่านทั้งสองจงพากันกลับไปเถิด.

พระโพธิสัตว์อันพระราชานั้นทรงอนุญาตอย่างนี้แล้ว จึงทูลถวายโอวาทพระราชาว่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงประมาท จงเสวยราชสมบัติโดยชอบธรรมเถิด แล้วให้พระราชาประดิษฐานอยู่ในศีล ๕ ประการ พระราชาทรงน้อมข้าวตอกอันระคนด้วยน้ำผึ้ง และน้ำหวานเข้าไปให้แก่พญาหงส์ทั้งสองนั้นด้วยภาชนะทองคำ ในเวลาที่เสร็จอาหารกิจแล้ว จึงทรงบูชาด้วยของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น ทรงเอาผอบทองคำประคองพระโพธิสัตว์ยกขึ้นด้วยพระองค์เอง ฝ่ายพระนางเขมาเทวี ทรงยกสุมุขหงส์ขึ้น. ลำดับนั้น ท้าวเธอทั้งสองจึงให้เผยสีหบัญชรแล้วตรัสว่า ดูก่อนนาย ท่านทั้งสองจงกลับไปในเวลามีอรุณขึ้นเถิด แล้วทรงปล่อยพญาหงส์นั้น.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสว่า

เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคต เมื่อราตรีสว่างจ้า พญาหงส์ทั้งสอง ก็พากันบินไปจากพระราชนิเวศน์ ของพระเจ้ากาสี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิคาหิสุํ ได้แก่ แล่นขึ้นไปสู่อากาศ.

พระมหาสัตว์บินขึ้นไปจากผอบทองคำ แล้วประเล้าประโลมพระราชาว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์อย่าได้เสียพระทัยไปเลย พระองค์พึงเป็นผู้ไม่ประมาท ทรงประพฤติในโอวาทของข้าพระองค์เถิด ดังนี้แล้ว จึงพาสุมุขหงส์บินไปยังภูเขาจิตตกูฏทีเดียว ฝ่ายหงส์เก้าหมื่นหกพัน แม้เหล่านั้นแล พากันบินออกจากถ้ำทอง จับอยู่บนพื้นภูเขา เห็นพญาหงส์นั้นบินกลับมา จึงบินไปต้อนรับห้อมล้อมแล้ว หงส์ทั้งสองนั้นแวดล้อมไปด้วยหมู่ญาติเข้าไปยังภูเขาจิตตกูฏ.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

หงส์เหล่านั้น เห็นพญาหงส์ทั้งสองที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีโรคกลับมาถึง จึงพากันส่งเสียงว่า เกเก ได้เกิด เสียงอื้ออึงขึ้น หงส์มีความเคารพนายเหล่านั้น ได้ ปัจจัยมีปีติโสมนัส เพราะนายหลุดพ้นกลับมา พากัน กระโดดโลดเต้น เข้าไปห้อมล้อมโดยรอบ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกรุํ ได้แก่ ได้เปล่งเสียงดังลั่นเซ็งแซ่ไปหมด. บทว่า ปรเม คือสูงสุด. บทว่า เกเก ความว่า พวกหงส์เหล่านั้น ได้กระทำเสียงว่า เกเก. ด้วยเสียงร้องตามภาษาของตน. บทว่า ภตฺตุคารวา ได้แก่ เต็มไปด้วยความเคารพในพญาหงส์ที่เป็นนาย. บทว่าปริกรึสุ ความว่า หงส์เหล่านั้นมีความยินดีด้วยเหตุที่นายพ้นจากภัยมาได้ จึงพากันเข้าไปห้อมล้อมนายนั้นอยู่โดยรอบ. บทว่า ลทฺธปจฺจยา ได้แก่ได้ที่พึ่งพำนักแล้ว.

พวกหงส์เหล่านั้น ครั้นห้อมล้อมอยู่อย่างนี้แล้ว จึงพากันไต่ถามว่าข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์พ้นมาได้อย่างไร. พระมหาสัตว์จึงเล่าถึงความที่ตนพ้นมาได้ เพราะอาศัยสุมุขหงส์ และเล่าถึงกิจการที่กระทำกันในราชตระกูลและกิจการที่นายลุททบุตรกระทำ ให้พวกหงส์เหล่านั้นฟัง ฝูงหงส์ได้สดับเรื่องราวนั้นแล้ว จึงกล่าวอวยพรอีกว่า สุมุขหงส์เสนาบดี และนายพรานจงเป็นผู้มีความสุขนิราศทุกข์ มีชีวิตอยู่ยืนยาวนานเถิด.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า

ประโยชน์ทั้งปวง ของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยกัลยาณมิตร ย่อมให้สำเร็จความสุขความเจริญ เหมือน พญาหงส์ธตรฐ และสุมุขหงส์สมบูรณ์ด้วยกัลยาณมิตร เกิดประโยชน์ให้สำเร็จความสุขความเจริญกลับ มายังหมู่ญาติ ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิตฺตวตํ ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยกัลยาณมิตร. บทว่า ปทกฺขิณา ได้แก่ ย่อมสำเร็จความสุขและประกอบไปด้วยความเจริญ. บทว่า ธตรฏฺา ความว่า เปรียบเหมือนพญาหงส์เหล่าธตรฐแม้ทั้งสองนั้น คือพญาหงส์และสุมุขหงส์เสนาบดี สมบูรณ์ด้วยกัลยาณมิตรทั้งสอง คือพระราชาและนายลุททบุตร. บทว่า าติสงฺฆมุปาคมุํ ความว่าประโยชน์ของหงส์ทั้งสองนั้น กล่าวคือ การได้กลับมาถึงหมู่ญาติ ย่อมประกอบไปด้วยความสุขความเจริญเกิดแล้ว คือว่าประโยชน์ทั้งหลายของผู้สมบูรณ์ ด้วยกัลยาณมิตรแม้เหล่าอื่น ก็ย่อมประกอบไปด้วยความสุขความเจริญอย่างนี้เหมือนกัน.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่ว่าอานนท์จะสละชีวิตเพื่อเราตถาคตในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ถึงเมื่อก่อน อานนท์ก็ได้สละชีวิตเพื่อตถาคตแล้วเหมือนกัน แล้วจึงทรงประมวลชาดกว่า นายพรานในกาลนั้น ได้มาเป็นภิกษุชื่อว่าฉันนะในกาลนี้พระนางเขมาเทวีได้มาเป็นภิกษุณีชื่อว่าเขมา พระราชาได้มาเป็นสารีบุตรสุมุขหงส์เสนาบดี ได้มาเป็นภิกษุชื่อว่าอานนท์ บริษัทนอกนั้นได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนพญาหงส์ธตรฐได้มาเป็นเราตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล.

จบอรรถกถามหาหังสชาดก

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๖ / ๖

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๓๙๐–๔๔๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

อสีตินิบาตชาดก · ๔๓๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. มหาหังสชาดก (๕๓๔)

ว่าด้วยพญาหงส์ติดบ่วง

(พญาหงส์โพธิสัตว์ได้กล่าว ๓ คาถาว่า)

[๘๙]

สุมุขะ พ่อเนื้อเหลือง ผู้มีผิวพรรณประดุจทองคำ

หงส์ทั้งหลายหวั่นไหวต่อภัยอันตราย

จึงพากันบินหนีไป

ท่านจงหลีกหนีไปตามความปรารถนาเถิด

[๙๐]

หมู่ญาติทั้งหลายละทิ้งเรา

ผู้ติดบ่วงไว้เพียงลำพัง

ไม่มีความเยื่อใย พากันบินหนีไป

ทำไมจึงเหลือท่านอยู่ตัวเดียวเล่า

[๙๑]

บินขึ้นไปเถิด ท่านผู้ประเสริฐกว่าหมู่หงส์

ความเป็นสหายไม่มีในผู้ติดบ่วง

ท่านอย่าทำความไม่มีทุกข์ให้เสื่อมไปเลย

จงหนีไปตามความปรารถนาเถิด สุมุขะ

(หงส์สุมุขะได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวว่า)

[๙๒]

ข้าแต่ท้าวธตรัฏฐะ ข้าพระองค์

แม้จะมีทุกข์เป็นเบื้องหน้าก็ไม่ละทิ้งพระองค์ไป

ความเป็นหรือความตายของข้าพระองค์

จักมีพร้อมกับพระองค์

[๙๓]

ข้าแต่ท้าวธตรัฏฐะ ข้าพระองค์

แม้จะมีทุกข์เป็นเบื้องหน้าก็ไม่ละทิ้งพระองค์ไป

พระองค์ไม่ควรจะชักชวนให้ข้าพระองค์

ประกอบกรรมที่บุคคลผู้ไม่ประเสริฐประกอบกันเลย

[๙๔]

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสูงสุดกว่าฝูงหงส์

ข้าพระองค์เป็นเด็กรุ่นเดียวกับพระองค์ ๑-

เป็นเพื่อนของพระองค์ ดำรงอยู่ในจิตใจของพระองค์

ข้าพระองค์เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นเสนาบดีของพระองค์

[๙๕]

ข้าพระองค์ไปจากที่นี้แล้ว

จักอธิบายในท่ามกลางหมู่ญาติได้อย่างไร

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ

ข้าพระองค์ละทิ้งพระองค์จากที่นี้ไปแล้ว

จะชี้แจงกับฝูงหงส์เหล่านั้นได้อย่างไร

ข้าพระองค์ยอมสละชีวิตทิ้งไว้ในที่นี้

จะไม่พยายามทำกรรมอันไม่ประเสริฐ

(พญาหงส์โพธิสัตว์เมื่อจะสรรเสริญคุณของหงส์สุมุขะ จึงกล่าวว่า)

[๙๖]

สุมุขะ การที่ท่านไม่พยายามที่จะทอดทิ้งเรา

ผู้เป็นทั้งนาย เป็นทั้งเพื่อน

ชื่อว่าดำรงอยู่ในทางของพระอริยะ

นั้นเป็นธรรมของโบราณกบัณฑิต

[๙๗]

ก็แลเมื่อเราเห็นท่าน ก็ไม่เกิดความสะดุ้งกลัวเลย

แต่ท่านจะประสบอันตรายเหมือนชีวิตของเราที่เป็นอยู่ในขณะนี้

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๙๘]

เมื่อพญาหงส์ทั้ง ๒ ผู้ประเสริฐมีความประพฤติเยี่ยงพระอริยะ

กล่าวปรึกษากันอยู่อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้

นายพรานถือท่อนไม้กระชับมั่นรีบด่วนเข้ามาถึงตัว

@เชิงอรรถ :

@๑ เด็กรุ่นเดียวกับพระองค์ หมายถึงถือปฏิสนธิวันเดียวกัน ออกจากไข่ในวันเดียวกัน และเจริญเติบโตมา

@ด้วยกัน (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๔/๒๕๑)

[๙๙]

หงส์สุมุขะครั้นเห็นนายพรานกำลังเดินเข้ามา

จึงจับอยู่เบื้องหน้าพญาหงส์

เมื่อจะปลอบพญาหงส์ผู้หวาดกลัวให้เบาใจ

จึงได้กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า

[๑๐๐]

อย่าทรงกลัวเลย พระองค์ผู้ประเสริฐ

ด้วยว่า คนทั้งหลายเช่นกับพระองค์หากลัวไม่

ข้าพระองค์จักประกอบความเพียรอันเนื่องด้วยธรรมอันสมควร

ด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วนั้น

พระองค์จักพ้นจากบ่วงโดยเร็วพลัน

(พระบรมศาสดาตรัสว่า)

[๑๐๑]

นายพรานได้สดับคำสุภาษิตของหงส์สุมุขะนั้น

ก็มีโลมชาติชูชัน จึงได้น้อมอัญชลีต่อหงส์สุมุขะนั้น

ด้วยกล่าวว่า

[๑๐๒]

เราไม่เคยได้ยินหรือเคยได้เห็นนกพูดภาษาคนได้

นกพูดถ้อยคำอันประเสริฐ เปล่งวาจาภาษามนุษย์ได้

[๑๐๓]

หงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับเจ้า

เจ้าพ้นแล้วยังเฝ้าหงส์ตัวติดบ่วงอยู่ใกล้ๆ

หงส์ทั้งหลายพากันละทิ้งหนีไป

ทำไมเจ้าจึงเหลืออยู่แต่ผู้เดียว

(หงส์สุมุขะถูกนายพรานถามแล้ว จึงตอบว่า)

[๑๐๔]

ท่านผู้เป็นศัตรูของฝูงนก

หงส์นั้นเป็นราชาของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้ารับตำแหน่งเป็นเสนาบดีของพระองค์

เมื่อมีภัยอันตราย ข้าพเจ้าไม่สามารถจะละทิ้งพระองค์

ผู้เป็นอธิบดีแห่งฝูงวิหคไปได้

[๑๐๕]

หงส์นั้นเป็นนายของหงส์ฝูงใหญ่และของข้าพเจ้า

ขอพระองค์อย่าถึงความพินาศพระองค์เดียวเลย

นายพรานเพื่อนเอ๋ย หงส์นี้เป็นนายอย่างแท้จริง

ข้าพเจ้าจึงพอใจที่จะอยู่ใกล้ๆ พระองค์

(นายพรานถามว่า)

[๑๐๖]

หงส์สุมุขะเอ๋ย ท่านนอบน้อมตำแหน่ง

ประดุจก้อนข้าวที่ได้รับ

ชื่อว่าประพฤติธรรมอันประเสริฐ

ข้าพเจ้ายอมปล่อยนายของท่าน

ท่านทั้ง ๒ จงไปตามสบายเถิด

(หงส์สุมุขะตอบว่า)

[๑๐๗]

เพื่อนเอ๋ย ถ้าท่านดักหงส์และนกทั้งหลาย

ด้วยความพยายามเพื่อประโยชน์แก่ตนไซร้

ข้าพเจ้าทั้ง ๒ ขอรับอภัยทานนั้นของท่าน

[๑๐๘]

ถ้าท่านไม่ดักหงส์และนกทั้งหลายด้วยความพยายาม

เพื่อประโยชน์แก่ตนไซร้ ท่านจะไม่มีอิสระ

เมื่อปล่อยเราทั้ง ๒ ไป จะพึงทำตนให้เป็นขโมยนะ นายพราน

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ จึงตรัสพระคาถาว่า)

[๑๐๙]

ท่านเป็นคนรับใช้ของพระราชาองค์ใด

จงนำข้าพเจ้าทั้ง ๒ ไปให้ถึงพระราชาองค์นั้นตามพระประสงค์

พระเจ้าสัญญมนะจักทรงกระทำ

ตามพระประสงค์ในพระราชนิเวศน์นั้น

[๑๑๐]

นายพรานถูกหงส์สุมุขะกล่าวอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว

จึงใช้มือประคองพญาหงส์เนื้อทอง

ตัวมีผิวพรรณประดุจทองคำทั้ง ๒ ใส่ไว้ในกรง

[๑๑๑]

นายพรานพาพญาหงส์ทั้ง ๒ ซึ่งมีผิวพรรณผุดผ่อง

คือ หงส์สุมุขะและพญาหงส์ธตรัฏฐะซึ่งอยู่ในกรงหลีกไป

[๑๑๒]

พญาหงส์ธตรัฏฐะถูกนายพรานนำไปอยู่

ได้กล่าวเนื้อความนี้กับหงส์สุมุขะว่า

เรากลัวนัก สุมุขะ

ด้วยนางพญาหงส์ตัวมีผิวพรรณดังทองคำ

มีลำขาอ่อนได้ลักษณะ

รู้ว่าเราถูกฆ่าแล้วจักฆ่าตัวตายตาม

[๑๑๓]

สุมุขะ ก็สุเหมานางพญาหงส์ แม่เนื้อเหลือง

ผู้เป็นธิดาของพญาปากหงส์จักร่ำไห้อย่างแน่นอน

เสมือนนางนกกระเรียนผู้กำพร้าร่ำไห้อยู่ที่ริมฝั่งสมุทร

(หงส์สุมุขะได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาว่า)

[๑๑๔]

พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งสัตวโลกคือหมู่หงส์

มีคุณประมาณมิได้ เป็นครูแห่งหมู่คณะใหญ่

แต่กลับมัวเศร้าโศกรำพันถึงหญิงคนเดียวอย่างนี้

นี้เป็นเหมือนมิใช่การกระทำของคนมีปัญญาเลย

[๑๑๕]

ลมย่อมพัดพาเอากลิ่นทั้ง ๒ อย่าง

คือ กลิ่นหอมและกลิ่นเหม็นไป

เด็กอ่อนย่อมเก็บเอาผลไม้ทั้งดิบและสุก

คนตาบอดที่โลเลย่อมรับอามิสฉันใด

ธรรมดาหญิงก็ฉันนั้น

[๑๑๖]

พระองค์ไม่รู้จักวินิจฉัยในเหตุทั้งหลาย

ปรากฏกับข้าพระองค์เหมือนคนเขลา

ถึงเวลาจะตายอยู่แล้ว

ก็ยังไม่ทราบกิจที่ควรทำหรือไม่ควรทำ

[๑๑๗]

พระองค์สำคัญหญิงว่าเป็นผู้ประเสริฐ

เห็นจะเป็นคนกึ่งบ้า จึงบ่นเพ้อรำพันไป

ความจริง หญิงเหล่านี้สาธารณะทั่วไปแก่ชนเป็นอันมาก

เหมือนโรงสุราเป็นสถานที่ทั่วไปแก่นักเลงสุรา

[๑๑๘]

อนึ่ง หญิงนี้มีมายาเหมือนพยับแดด

เป็นเหตุแห่งความเศร้าโศก

เป็นเหตุแห่งโรคและอันตราย

อนึ่ง หญิงเหล่านี้เป็นเครื่องผูกมัดอันกล้าแข็ง เป็นบ่วง

เป็นถ้ำ และเป็นที่อยู่อาศัยของมัจจุราช

บุรุษใดวางใจในหญิงเหล่านั้น

บุรุษนั้นชื่อว่าเป็นคนต่ำทรามในบรรดานรชนทั้งหลาย

(พญาหงส์ธตรัฏฐะเมื่อจะแสดงธรรมแก่หงส์สุมุขะ จึงกล่าวว่า)

[๑๑๙]

สิ่งใดที่ท่านผู้เจริญรู้จักกันดี

ใครควรจะติเตียนสิ่งนั้นเล่า

ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลายเป็นผู้มีคุณมาก เกิดขึ้นก่อนในโลก ๑-

[๑๒๐]

การเล่นคะนองอันบุคคลตั้งไว้แล้วในหญิงเหล่านั้น

ความยินดีในหญิงเหล่านั้นบุคคลก็ตั้งไว้เฉพาะแล้ว

พืชทั้งหลายก็งอกงามในหญิงเหล่านั้น

คือสัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดในหญิงเหล่านั้น

ชีวิตกับชีวิตมาเกี่ยวข้องกันแล้ว

ใครเล่าจะพึงเบื่อหน่ายหญิงเหล่านั้น

[๑๒๑]

สุมุขะ ท่านเองนั่นแหละไม่ใช่คนอื่น

ยังต้องประกอบความต้องการกับหญิงทั้งหลาย

วันนี้เมื่อเกิดภัย ความคิดจึงเกิดแก่ท่านเพราะความกลัว

@เชิงอรรถ :

@๑ เกิดขึ้นก่อนในโลก หมายถึงเพศหญิงปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในกาลปฐมกัลป์ (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๑๙/๒๖๒)

[๑๒๒]

จริงอยู่ ผู้ถึงความสงสัยในชีวิตทั้งปวง

ถึงจะหวาดกลัวก็อดกลั้นความกลัวไว้

เพราะบัณฑิตทั้งหลายผู้ดำรงอยู่ในฐานะเป็นผู้ใหญ่

ย่อมประกอบประโยชน์ที่ยากจะประกอบได้

[๑๒๓]

พระราชาทั้งหลายทรงปรารถนาข้าราชการที่กล้าหาญ

เพื่อประสงค์ที่จะให้คนกล้าหาญ

ป้องกันอันตรายและเหตุรอบข้างพระองค์

[๑๒๔]

วันนี้ ขอพ่อครัวของพระราชา

อย่าเชือดเราทั้ง ๒ ในห้องเครื่องใหญ่เลย

เพราะว่า สีขนปีกจะฆ่าท่านเหมือนขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่

[๑๒๕]

ท่านแม้พ้นแล้วก็ไม่ปรารถนาจะบินไป

ตนเองกลับเดินเข้ามาหาเครื่องดัก

วันนี้ แม้ท่านผู้ถึงความสงสัยในชีวิต

จงถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์เถิด

อย่ายื่นปากออกมาเลย

[๑๒๖]

ท่านนั้นจงประกอบความเพียร

ที่เนื่องด้วยธรรมอันสมควรนั้นเถิด

จงเที่ยวแสวงหาหนทางรอดชีวิตให้แก่เรา

ด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วของท่าน

(หงส์สุมุขะกล่าวว่า)

[๑๒๗]

อย่าทรงกลัวเลย พระองค์ผู้ประเสริฐ

ด้วยว่า บุคคลทั้งหลายเช่นกับพระองค์หากลัวไม่

ข้าพระองค์จักประกอบความเพียรอันเนื่องด้วยธรรมอันสมควร

ด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วนั้น

พระองค์จักพ้นจากบ่วงโดยเร็วพลัน

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ จึงตรัสพระคาถาว่า)

[๑๒๘]

นายพรานนั้นเข้าไปยังประตูพระราชวังพร้อมทั้งหาบหงส์

ด้วยกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงกราบทูลถึงเรา

ให้พระราชาทรงทราบว่า พญาหงส์ธตรัฏฐะนี้มาแล้ว

[๑๒๙]

ได้ยินว่า พระเจ้าสัญญมนะทอดพระเนตรเห็น

พญาหงส์ทั้ง ๒ นั้นเช่นกับผู้มีบุญ

รู้ได้ด้วยลักษณะ จึงได้รับสั่งกับพวกอำมาตย์ว่า

[๑๓๐]

ท่านทั้งหลายจงให้ผ้า ข้าว น้ำ และของบริโภค

แก่นายพราน เงินเป็นบ่อเกิดความพอใจ ๑- ให้เขา

จงให้แก่เขาตามที่เขาต้องการ

(พระบรมศาสดาตรัสว่า)

[๑๓๑]

พระเจ้ากาสีทอดพระเนตรเห็นนายพรานผู้มีอาการร่าเริง

จึงได้ตรัสคำนี้ว่า เขมกะ เพื่อนรัก

ผิว่าสระโบกขรณีนี้มีฝูงหงส์จับอยู่เต็มไปหมดไซร้

[๑๓๒]

ทำไมท่านจึงถือบ่วงเข้าไปใกล้พญาหงส์

ผู้งดงามซึ่งอยู่ ณ ท่ามกลาง

ได้จับพญาหงส์ผู้มีหมู่ญาติเกลื่อนกล่น

ซึ่งมิใช่หงส์ชั้นกลางได้อย่างไร

(นายพรานเขมกะนั้นกราบทูลพระราชาว่า)

[๑๓๓]

วันนี้เป็นราตรีที่ ๗ ของข้าพระองค์

ข้าพระองค์ไม่ประมาท แอบซ่อนอยู่ในตุ่ม

คอยแสวงหารอยเท้าของพญาหงส์ทองตัวนั้น

ตัวเข้าไปใกล้สถานที่ที่จับเหยื่อ

@เชิงอรรถ :

@๑ เงินเป็นบ่อเกิดความพอใจ หมายถึงเป็นกิริยาแสดงความใคร่ของเขา (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๓๐/๒๖๖)

[๑๓๔]

ต่อมาข้าพระองค์ได้เห็นรอยเท้าของพญาหงส์นั้น

ตัวกำลังเที่ยวแสวงหาเหยื่อ จึงได้ดักบ่วงลงไว้ ณ ที่นั้น

แล้วจับพญาหงส์นั้นได้ด้วยวิธีอย่างนี้

(พระราชาได้สดับดังนั้น จึงตรัสถามว่า)

[๑๓๕]

พ่อพราน นกเหล่านี้มีอยู่ ๒ ตัว

แต่ทำไมท่านจึงกล่าวว่าตัวเดียว

จิตของท่านแปรปรวนแล้วหนอ

หรือว่าท่านปรารถนาประโยชน์อะไรกันหนอ

(นายพรานกราบทูลว่า)

[๑๓๖]

หงส์ตัวที่มีลายสีแดงจรดถึงทรวงอก งดงามประดุจทองคำ

ที่กำลังถูกหล่อหลอมนั้น ได้เข้ามาติดบ่วงของข้าพระองค์

[๑๓๗]

ส่วนหงส์ตัวมีผิวพรรณผ่องใสตัวนี้มิได้ติดบ่วง

ยืนเปล่งวาจาเป็นภาษามนุษย์ กล่าวถ้อยคำอันประเสริฐ

กับพญาหงส์ตัวติดบ่วง ซึ่งกำลังกระสับกระส่ายอยู่

(พระราชาทรงประสงค์จะให้หงส์สุมุขะแสดงธรรม จึงตรัสว่า)

[๑๓๘]

สุมุขะ ทำไมหนอเวลานี้ท่านจึงยืนหดคางอยู่

หรือท่านมาถึงบริษัทของเราแล้ว กลัวภัยจึงไม่พูด

(หงส์สุมุขะได้ฟังดังนั้น เมื่อจะแสดงความที่ตนไม่กลัวภัย จึงกราบทูลว่า)

[๑๓๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งแคว้นกาสี

ข้าพระองค์หยั่งลงสู่บริษัทของพระองค์แล้วจะเกรงกลัวหามิได้

ข้าพระองค์ไม่พูดเพราะความเกรงกลัวก็หามิได้

ข้าพระองค์จักกล่าวถ้อยคำในเมื่อมีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น

(พระราชาสดับดังนั้นแล้วทรงแย้มสรวล ตรัสว่า)

[๑๔๐]

เราไม่เห็นบริษัทที่ถืออาวุธเลย ไม่เห็นพลรถ พลราบ

เกราะ หรือโล่หนัง และนายขมังธนูผู้สรวมเกราะของท่านเลย

[๑๔๑]

เงิน ทอง หรือนครที่สร้างไว้แล้วอย่างดี

มีคูเรียงราย ยากที่จะข้ามได้

มีหอรบและป้อมอันมั่นคง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ท่านเข้าไป

ไม่กลัวสิ่งที่ควรกลัว เรายังไม่เห็นเลย สุมุขะ

(หงส์สุมุขะเมื่อจะทูลเหตุนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๑๔๒]

ข้าพระองค์ไม่ต้องการบริวารที่ถืออาวุธ นคร หรือทรัพย์

เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายมีปกติเที่ยวไปในอากาศ

ย่อมไปยังหนทางอันเป็นสถานที่มิใช่หนทาง

[๑๔๓]

ก็พระองค์ได้ทรงสดับมาว่า

ข้าพระองค์เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียดอ่อน

เป็นนักคิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์

ข้าพระองค์จะกล่าววาจาที่มีประโยชน์

ขอพระองค์พึงดำรงอยู่ในความสัตย์เถิด

[๑๔๔]

ด้วยว่าถ้อยคำที่พวกข้าพระองค์กล่าวแล้ว

แม้จะเป็นสุภาษิต จะกระทำอะไรแก่พระองค์ผู้หาความสัตย์มิได้

ผู้มิใช่คนประเสริฐมักกล่าวคำเท็จและหยาบช้า

[๑๔๕]

พระองค์รับสั่งให้ขุดสระอันเกษมนี้ตามคำของพวกพราหมณ์

และพระองค์รับสั่งให้ประกาศอภัยทานไปทั่วทิศทั้ง ๑๐ นี้

[๑๔๖]

นกทั้งหลายจึงลงสู่สระโบกขรณีของพระองค์

ซึ่งมีน้ำใสสะอาด ที่สระบัวนั้นมีของกินเพียงพอ

และไม่มีการเบียดเบียนนกทั้งหลายที่สระนั้น

[๑๔๗]

พวกข้าพระองค์ได้ยินคำประกาศนี้แล้ว

จึงพากันมาใกล้สระโบกขรณีของพระองค์

พวกข้าพระองค์นั้นจึงถูกบ่วงของพระองค์รัด

คำประกาศนั้นเป็นภาษิตเท็จของพระองค์

[๑๔๘]

บุคคลมุ่งการกล่าวเท็จและความโลภ

คือความต้องการอันชั่วช้าแล้วล่วงเลยสนธิทั้ง ๒ ๑- ไป

ย่อมเข้าถึงนรกอันไม่มีความสำราญ

(พระราชาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๔๙]

สุมุขะ เรามิได้ประพฤติผิดที่จับท่านมาที่นี้

เพราะความโลภก็หามิได้ เราทราบมาว่า ท่านทั้งหลาย

เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียดอ่อน

เป็นนักคิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์

[๑๕๐]

ทำอย่างไรพญาหงส์ทั้ง ๒

จึงจะมากล่าววาจาอันมีประโยชน์ ณ ที่นี้

สุมุขะเพื่อนรัก นายพรานถูกเราสั่ง

จึงได้จับท่านด้วยเหตุนั้น

(หงส์สุมุขะได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๑๕๑]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งแคว้นกาสี

ข้าพระองค์ทั้งหลายเมื่อชีวิตใกล้เข้ามาถึงคราวใกล้ตาย

จึงจะกล่าววาจาที่มีประโยชน์หามิได้เลย

[๑๕๒]

ผู้ใดฆ่าเนื้อด้วยเนื้อต่อ หรือว่าฆ่านกด้วยนกต่อ

หรือเบียดเบียนผู้เป็นพหูสูตด้วยสุตะ

จะมีอะไรเล่าเลวทรามไปกว่านั้น

[๑๕๓]

ก็ผู้ใดกล่าวถ้อยคำอันประเสริฐ

แต่อิงอาศัยธรรมอันไม่ประเสริฐ

ผู้นั้นชื่อว่าย่อมพลาดจากโลกทั้ง ๒

คือ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า

@เชิงอรรถ :

@๑ สนธิทั้ง ๒ หมายถึงปฏิสนธิในเทวโลกและมนุษยโลกทั้ง ๒ อธิบายว่า คนที่ทำบาปธรรมเหล่านี้ไว้

@ต่อไปเบื้องหน้าก็จะล่วงเลยปฏิสนธิที่เป็นสุคติเข้าถึงนรกที่ไม่น่ายินดีไป (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๔๖/๒๗๒)

[๑๕๔]

บุคคลได้ยศแล้วไม่พึงมัวเมา

ถึงความสงสัยในชีวิต ๑- แล้วไม่พึงเดือดร้อน

พึงพยายามในกิจการงานทั้งหลายร่ำไป

และพึงปิดช่องโหว่ทั้งหลาย ๒- เสีย

[๑๕๕]

บัณฑิตผู้เจริญเหล่าใดผ่านชีวิตโลกนี้ไป

ถึงคราวใกล้ตาย ประพฤติธรรมในโลกนี้

บัณฑิตเหล่านั้นย่อมไปสู่สวรรค์ชั้นไตรทิพย์แล้วด้วยประการฉะนี้

[๑๕๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งแคว้นกาสี

พระองค์ทรงสดับคำนี้แล้ว

ขอทรงรักษาธรรมไว้ในพระองค์เถิด

และขอทรงปล่อยพญาหงส์ธตรัฏฐะ

ผู้ประเสริฐสูงสุดกว่าหงส์ทั้งหลายเถิด

(พระราชาครั้นสดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๕๗]

พนักงานทั้งหลายจงนำน้ำมันทาเท้า

และอาสนะอันมีค่ามากมา

เราจะปล่อยพญาหงส์ธตรัฏฐะผู้มียศออกจากกรง

[๑๕๘]

และเราจะปล่อยพญาหงส์

ตัวที่เมื่อหงส์ผู้เป็นพระราชามีสุขก็เป็นสุขด้วย

เมื่อมีทุกข์ก็เป็นทุกข์ด้วย

ซึ่งเป็นหงส์เสนาบดี เป็นนักปราชญ์

มีปัญญาละเอียดอ่อน เป็นนักคิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์

[๑๕๙]

บุคคลเช่นนี้แลสมควรที่จะบริโภคก้อนข้าวของนายได้

เหมือนหงส์สุมุขะผู้เป็นเพื่อนร่วมชีวิตของพระราชา

@เชิงอรรถ :

@๑ ถึงความสงสัยในชีวิต หมายถึงประสบทุกข์แล้วไม่พึงลำบาก (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๕๔/๒๗๔)

@๒ ปิดช่องโหว่ทั้งหลาย หมายถึงพึงปิด พึงกั้นช่องทะลุ (ข้อบกพร่อง) ของตน (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๕๔/๒๗๔)

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๖๐]

ก็พญาหงส์ธตรัฏฐะได้บินเข้าไปจับตั่งทองคำล้วน

ซึ่งมีเท้า ๘ น่ารื่นรมย์ เกลี้ยงเกลา ปูลาดด้วยผ้าแคว้นกาสี

[๑๖๑]

ส่วนหงส์สุมุขะได้บินเข้าไปเกาะเก้าอี้ทองคำล้วน

ซึ่งบุด้วยหนังเสือโคร่ง ถัดจากพญาหงส์ธตรัฏฐะ

[๑๖๒]

ชาวแคว้นกาสีจำนวนมากพาเอาอาหารอันเลิศ

ที่พระเจ้ากาสีทรงส่งไปด้วยถาดทองคำให้แก่พญาหงส์เหล่านั้น

[๑๖๓]

พญาหงส์ธตรัฏฐะผู้ฉลาดในธรรมเนียมการปฏิสันถาร

เห็นอาหารอันเลิศที่เขานำมาแล้ว

ซึ่งพระเจ้ากาสีทรงประทานส่งไป

ต่อจากนั้นจึงได้ทูลถามเป็นลำดับไปว่า

[๑๖๔]

พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ทรงสุขสำราญดีอยู่หรือ

ไม่มีโรคเบียดเบียนหรือ

แคว้นอันมั่งคั่งนี้พระองค์ทรงปกครองโดยธรรมหรือ

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๖๕]

เราสุขสำราญดีพญาหงส์ และไม่มีโรคเบียดเบียน

อนึ่ง แคว้นอันมั่งคั่งนี้เราก็ปกครองโดยธรรม

(พญาหงส์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๑๖๖]

โทษบางสิ่งบางอย่างในหมู่อำมาตย์ของพระองค์ไม่มีหรือ

อนึ่ง อำมาตย์เหล่านั้นไม่กังวลถึงชีวิต

ในเพราะราชกิจอันเป็นประโยชน์ต่อพระองค์หรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๑๖๗]

โทษบางสิ่งบางอย่างในหมู่อำมาตย์ของเราก็ไม่มี

อนึ่ง แม้อำมาตย์เหล่านั้นก็ไม่กังวลถึงชีวิต

ในเพราะราชกิจอันเป็นประโยชน์ต่อเราเลย

(พญาหงส์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๑๖๘]

พระเทวีผู้มีพระชาติเสมอกับพระองค์

ทรงเชื่อฟัง ตรัสพระวาจาอ่อนหวานน่ารัก

ทรงมีพระโอรสประกอบด้วยพระรูปโฉมและอิสริยยศ

ทรงคล้อยตามพระอัธยาศัยของพระองค์หรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๑๖๙]

ก็พระเทวีผู้มีพระชาติเสมอกับเรา

เชื่อฟัง กล่าววาจาอ่อนหวานน่ารัก

มีพระโอรสประกอบด้วยพระรูปโฉมและอิสริยยศ

ยังคล้อยตามอัธยาศัยของเราอยู่

(พญาหงส์โพธิสัตว์ ทูลถามว่า)

[๑๗๐]

แคว้นมิได้ถูกเบียดเบียน

มิได้มีอันตรายแต่ที่ไหนๆ หรือ

พระองค์ทรงปกครองโดยธรรมอย่างสม่ำเสมอ

โดยมิได้เกรี้ยวกราดหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๑๗๑]

แคว้นก็มิได้ถูกเบียดเบียน

มิได้มีอันตรายแต่ที่ไหนๆ เลย

เราปกครองโดยธรรมอย่างสม่ำเสมอ

โดยมิได้เกรี้ยวกราดเลย

(พญาหงส์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๑๗๒]

สัตบุรุษพระองค์ทรงยำเกรง

ทรงเว้นอสัตบุรุษเสียห่างไกลหรือ

พระองค์มิได้ทรงห่างเหินธรรม

ประพฤติคล้อยตามอธรรมหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๑๗๓]

สัตบุรุษเราก็ยำเกรง

อสัตบุรุษเราก็เว้นห่างไกล

เราประพฤติคล้อยตามธรรมเหล่านั้น

ส่วนอธรรมเราได้ห่างเหินไปแล้ว

(พญาหงส์ทูลถามว่า)

[๑๗๔]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์

พระองค์มิได้ทรงพิจารณาเห็นอนาคตอันยาวนานหรือ

ทรงมัวเมาในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา

ไม่ทรงสะดุ้งกลัวปรโลกหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๑๗๕]

เราพิจารณาเห็นอนาคตอันยาวนานก็หาไม่

พญาหงส์ เราดำรงอยู่ในธรรม ๑๐ ประการ ๑-

จึงไม่สะดุ้งกลัวปรโลก

[๑๗๖]

คือ ๑. ทาน ๒. ศีล

๓. การบริจาค ๔. ความซื่อตรง

๕. ความอ่อนโยน ๖. ความเพียร

๗. ความไม่โกรธ ๘. ความไม่เบียดเบียน

๙. ความอดทน ๑๐. ความไม่คลาดธรรม ๑-

@เชิงอรรถ :

@๑ ธรรม ๑๐ ประการ คือทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ คือ (๑) ทาน หมายถึงเจตนาให้วัตถุ ๑๐ ประการ

@มีข้าวและน้ำเป็นต้น (๒) ศีล หมายถึงศีล ๕ ศีล ๑๐ (๓) การบริจาค หมายถึงการบริจาคไทยธรรม

@(๔) ความซื่อตรง หมายถึงความเป็นคนตรง (๕) ความอ่อนโยน หมายถึงความเป็นคนอ่อนโยน

@(๖) ความเพียร หมายถึงกรรมคือการรักษาอุโบสถ (๗) ความไม่โกรธ หมายถึงความมีเมตตาเป็นเบื้องต้น

@(๘) ความไม่เบียดเบียน หมายถึงความมีกรุณาเป็นเบื้องต้น (๙) ความอดทน หมายถึงความอดกลั้น

@(๑๐) ความไม่คลาดจากธรรม หมายถึงความไม่ขัดเคือง (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๖/๒๗๘-๒๗๙)

[๑๗๗]

เราเห็นกุศลธรรมเหล่านี้ดำรงอยู่แล้วในตนด้วยประการฉะนี้

ต่อจากนั้นปีติและโสมนัสมีประมาณไม่น้อยจึงเกิดแก่เรา

[๑๗๘]

ส่วนหงส์สุมุขะนี้ไม่ทันคิด

ไม่ทราบความประทุษร้ายแห่งจิตต่อข้าพระองค์

จึงได้เปล่งวาจาอันหยาบคายออกมา

[๑๗๙]

หงส์สุมุขะนั้นโกรธ

จึงได้เปล่งวาจาอันหยาบคายโดยไม่ไตร่ตรอง

กล่าวหาโทษที่ไม่มีอยู่ในข้าพระองค์

การเปล่งนี้ดูเหมือนไม่ใช่ของผู้มีปัญญา

(หงส์สุมุขะได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๑๘๐]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นอธิบดีแห่งมนุษย์

ความพลั้งพลาดนั้นย่อมมีแก่ข้าพระองค์เพราะความผลุนผลัน

อนึ่ง เมื่อพญาหงส์ธตรัฏฐะติดบ่วง

ข้าพระองค์จึงได้มีทุกข์มากกว่า

[๑๘๑]

พระองค์เป็นเสมือนพระบิดาของพระโอรสทั้งหลาย

เป็นเหมือนแผ่นดินเป็นที่พึ่งของภูตทั้งหลาย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นดุจพญาช้าง ขอพระองค์โปรดทรงงดโทษ

แก่ข้าพระองค์ผู้ถูกความผิดครอบงำด้วยเถิด

(พระราชาทรงสรวมกอดหงส์สุมุขะนั้นเมื่อจะรับการขอโทษ จึงตรัสว่า)

[๑๘๒]

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราขออนุโมทนาต่อท่าน

เพราะท่านไม่ปกปิดความจริง

พญาหงส์ ท่านย่อมทำลายตะปูตรึงจิต ๑-

จึงนับได้ว่าท่านเป็นหงส์ผู้ซื่อตรง

@เชิงอรรถ :

@๑ ตะปูตรึงจิต หมายถึงเสาแห่งจิตหรือหลักตอแห่งจิต (ได้แก่ ความโกรธ ความไม่พอใจ จิตถูกโทษ

@ครอบงำทำให้แข็งกระด้างต่อผู้อื่น) (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๘/๒๘๐)

[๑๘๓]

รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่มากมาย

ในราชนิเวศน์แห่งแคว้นกาสี

คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา และแก้วไพฑูรย์

[๑๘๔]

แก้วมณี สังข์ ไข่มุก ผ้า จันทน์เหลือง

หนังสัตว์ เครื่องงาช้าง ทองแดง และเหล็ก

เราขอมอบทรัพย์เครื่องปลื้มใจทุกชนิดนั้นให้แก่ท่านทั้ง ๒

และขอปล่อยท่านทั้ง ๒ ให้เป็นอิสระ

(พญาหงส์โพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๘๕]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมทัพ ข้าพระองค์ทั้ง ๒

ผู้อันพระองค์ทรงยำเกรงและทรงสักการะแล้วโดยแน่แท้

ขอพระองค์โปรดทรงเป็นพระอาจารย์ของข้าพระองค์ทั้ง ๒

ผู้ประพฤติในธรรมทั้งหลายเถิด

[๑๘๖]

ข้าแต่พระอาจารย์ผู้ทรงย่ำยีข้าศึก ข้าพระองค์ทั้ง ๒

ผู้อันพระองค์ทรงอนุญาตแล้ว ทรงอนุมัติแล้ว

จะขอกระทำประทักษิณพระองค์แล้วกลับไปพบญาติทั้งหลาย

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๘๗]

พระเจ้ากาสีทรงดำริและทรงปรึกษา

อรรถคดีตามที่กล่าวมาตลอดราตรีทั้งปวงแล้ว

ทรงอนุญาตพญาหงส์ทั้ง ๒ ตัวประเสริฐสูงสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย

[๑๘๘]

ต่อจากนั้น เมื่อราตรีรุ่งสว่าง ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมา

ขณะพระเจ้ากาสีกำลังทอดพระเนตรอยู่

พญาหงส์ทั้ง ๒ ได้โผบินไปสู่อากาศจากพระราชมณเฑียร

[๑๘๙]

หงส์ทั้งหลายเห็นพญาหงส์ทั้ง ๒ นั้น

มาถึงโดยลำดับอย่างปลอดภัย

ต่างพากันส่งเสียงว่าเกกๆ ได้เกิดสำเนียงเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว

[๑๙๐]

หงส์เหล่านั้นผู้มีความเคารพต่อผู้เป็นนาย

พากันปลาบปลื้มใจเพราะพญาหงส์ผู้เป็นนายพ้นจากบ่วง

จึงพากันแวดล้อมอยู่โดยรอบ หงส์ทั้งหลายได้ที่พึ่งแล้ว

[๑๙๑]

ประโยชน์ทั้งปวงของบุคคลผู้มีกัลยาณมิตร

ย่อมสำเร็จผลเป็นความสุขความเจริญ

เหมือนพญาหงส์ธตรัฏฐะทั้ง ๒ ได้อยู่ใกล้หมู่ญาติฉะนั้น

มหาหังสชาดกที่ ๒ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๓. จุลลหังสชาดกชาดกถัดไป๕๓๕. สุธาโภชนชาดก