ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. เตมิยชาดก
ชาดกที่ ๕๓๘ · มหานิบาตชาดก

เตมิยชาดก

ว่าด้วยพระเจ้าเตมีย์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๓๙๔ · บรรทัด ๒๖๐๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากเตมิยชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๗

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภมหาภิเนกขัมมบารมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ว่า มา ปณฺฑิจฺจยํ วิภาวยดังนี้เป็นต้น.

ความพิสดารว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมกัน อยู่ในโรงธรรมสภาพรรณนามหาภิเนกขัมมบารมีของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นด้วยทิพโสต เสด็จออกจากพระคันธกุฎีมายังโรงธรรมสภา ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายประชุมเจรจากันถึงเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรามีบารมีเต็มแล้ว ทั้งราชสมบัติออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่ในบัดนี้ ไม่น่าอัศจรรย์เลยเมื่อก่อน ญาณยังไม่แก่กล้า เขากำลังบำเพ็ญบารมีอยู่ ได้ทั้งราชสมบัติออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่นั้นจึงน่าอัศจรรย์ ตรัสดังนี้แล้ว ทรงดุษณีภาพอยู่ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลวิงวอนให้ทรงเล่าเรื่อง จึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดง ดังต่อไปนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่า กาสิกราชครองราชสมบัติโดยธรรมโดยเสมอ ในกรุงพาราณสี พระองค์มีสนมนารีประมาณหนึ่งหมื่นหกพันคน บรรดาสนมนารีเหล่านั้น แม้สักคนหนึ่งก็ไม่มีโอรสหรือธิดาเลย กาลนั้นชาวพระนครกล่าวกันว่า พระราชาของพวกเราไม่มีพระโอรสแม้องค์หนึ่งที่จะสืบพระวงศ์ จึงประชุมกันที่พระลานหลวง โดยนัยอันมาแล้วในกุสราชชาดกนั่นแล กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์จงทรงปรารถนาพระโอรสเถิด พระราชาทรงสดับคำแห่งชาวเมืองนั้นแล้ว ตรัสเรียกสนมนารีหนึ่งหมื่นหกพันมาในขณะนั้น แล้วมีพระราชดำรัสสั่งว่า เจ้าทั้งหลายจงปรารถนาบุตร สนมนารีเหล่านั้น ทำกิจเป็นต้นว่า วิงวอนและบำรุงเทวดาทั้งหลายมีพระจันทร์เป็นต้น แม้ปรารถนาก็หาได้โอรสหรือธิดาไม่.

ฝ่ายอัครมเหสีของพระเจ้ากาสิกราช ผู้เป็นพระธิดาแห่งพระเจ้ามัททราช พระนามว่าจันทาเทวี เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสีลาจารวัตร พระราชามีพระราชดำรัสสั่งว่า แน่ะนางผู้เจริญ แม้เธอก็จงปรารถนาพระโอรส พระเทวีได้สดับ พระราชดำรัสของพระราชสวามีแล้ว ทรงทูลรับ ว่า สาธุ แล้วจึงสมาทานอุโบสถในวันเพ็ญ เปลื้องสรรพาภรณ์ บรรทมเหนือพระยี่ภู่น้อย ทรงอาวัชนาการถึงศีลของพระองค์ ได้ทรงกระทำสัจจกิริยาว่า ถ้าข้าพเจ้ารักษาศีลไม่ขาด ขอบุตรของข้าพเจ้าจงเกิดขึ้นด้วยสัจจวาจานี้.

ด้วยเดชานุภาพแห่งศีลของพระนางจันทาเทวีนั้น ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกเทวราชแสดงอาการร้อน ท้าวสักกะเมื่อทรงอาวัชนาการก็ทรงทราบเหตุนั้นว่า พระนางจันทาเทวีปรารถนาโอรส ตกลงเราจักให้โอรสแก่พระนางนั้น ทรงพิจารณาถึงโอรสที่สมควรแก่พระนาง ก็ทรงเห็นพระโพธิสัตว์ กาลนั้น พระโพธิสัตว์ครองราชสมบัติอยู่ ในกรุงพาราณสีได้ยี่สิบปีเคลื่อนจากมนุษยโลกนั้น บังเกิดในอุสสุทนรก เสวยทุกข์อยู่ในนรกนั้นแปดหมื่นปี เคลื่อนจากนรก บังเกิดในพิภพดาวดึงส์ ตั้งอยู่ในดาวดึงส์นั้นตลอดอายุ เคลื่อนจากดาวดึงส์นั้น ประสงค์จักไปเทวโลกชั้นสูง ครั้งนั้นท้าวสักกะเสด็จไปสู่สำนักของพระโพธิสัตว์ ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ เมื่อท่านเกิดในมนุษยโลก บารมีทั้งหลายของท่านจักเต็มเปี่ยม ความเจริญจักมีแก่ท่าน และแก่พระชนกชนนีของท่าน ด้วยว่าพระอัครมเหสีของพระเจ้ากาสิกราช พระนามว่า จันทาเทวี ปรารถนาโอรส ทานจงอุบัติในพระครรภ์ของพระนางนั้น แล้วท้าวสักกะถือเอาซึ่งปฏิญญาแก่พระโพธิสัตว์นั้น และแก่เทวบุตรทั้งหลาย ประมาณ ๕๐๐ องค์ผู้จักจุติ แล้วเสด็จกลับไปยังที่ประทับของพระองค์ทีเดียว พระโพธิสัตว์นั้นรับคำว่า สาธุ แล้วจุติพร้อมกับเทวบุตร๕๐๐ องค์ พระองค์เองถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางจันทาเทวี ส่วนเทวบุตรประมาณ ๕๐๐ องค์นอกนี้ ได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของภริยาอมาตย์ทั้งหลาย กาลนั้น พระครรภ์ของพระนางจันทาเทวีเป็นประมาณหนึ่งเต็มไปด้วยแก้ววิเชียร พระนางทรงทราบว่าตั้งครรภ์ จึงกราบทูลแด่พระราชา พระราชาทรงทราบดังนั้น จึงได้พระราชทานครรภ์บริหารแก่พระนาง พระนางมีพระครรภ์ครบกำหนดแล้ว ก็ประสูติพระโอรสซึ่งสมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะอันอุดม ภรรยาอมาตย์ทั้งหลายก็คลอดกุมาร ๕๐๐ ในเรือนอมาตย์ในวันนั้นเหมือนกัน ขณะนั้น พระราชาประทับอยู่ในที่เสด็จออกแวดล้อมไปด้วยหมู่อมาตย์ราชบริพาร ลำดับนั้น เจ้าหน้าที่ทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบว่าพระราชโอรสของพระองค์ประสูติแล้วพระเจ้าข้า พระเจ้ากาสิกราชได้ทรงสดับคำของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น ทรงมีความรักในพระโอรสเป็นครั้งแรกเกิดขึ้น ตัดพระฉวีจดพระอัฐิมิญชะดำรงอยู่ เกิดพระปีติซาบซ่านภายในพระกมล แม้หทัยของอมาตย์ราชบริพารทั้งหลายก็เกิดเยือกเย็นทั่วกัน พระราชาตรัสถามเหล่าอมาตย์ว่า ท่านทั้งหลายดีใจหรือ เมื่อลูกชายของเราเกิด อมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า พระองค์ตรัสถามไยพระเจ้าข้า เมื่อก่อนข้าพระองค์ไร้ที่พึ่งบัดนี้พวกข้าพระองค์มีที่พึ่ง ได้เจ้านายแล้ว พระเจ้ากาสิราชได้ทรงสดับคำของเหล่าอมาตย์ก็เกิดพระปีติปลื้มพระทัย จึงตรัสเรียกมหาเสนาบดีมาตรัสสั่งว่า ท่านมหาเสนาบดีผู้เจริญ ลูกชายของฉันควรจะได้บริวาร ท่านจงไปตรวจดูว่า ในเรือนอมาตย์มีทารกเกิดในวันนี้เท่านี้ มหาเสนาบดีรับพระราชบัญชาแล้ว ไปตรวจดูเห็นทารกในเรือนอมาตย์ ๕๐๐ คน จึงกราบทูลให้ทรงทราบ พระราชาได้ทรงสดับคำของอมาตย์เหล่านั้นก็เกิดพระปีติ จึงมีตรัสสั่งให้พระราชทานเครื่องประดับสำหรับกุมาร แก่ทารกทั้ง ๕๐๐ คน และให้พระราชทานนางนม ๕๐๐ คน แต่สำหรับพระมหาสัตว์ พระราชาพระราชทานนางนม ๖๔ นาง ล้วนแต่เป็นนางนมผู้เว้นโทษมีสูงนักเป็นต้น นมไม่ยาน น้ำนมมีรสหวาน เว้นนางนมที่มีโทษเช่นนั้น เพราะเหตุไร เพราะเมื่อทารกนั่งดื่มนมข้างสตรีที่สูงนัก คือทารกจักยืดยาวเกินไป เมื่อทารกนั่งดื่มนมข้างสตรีเตี้ยนัก กระดูกคอทารกจักหดสั้น เมื่อทารกนั่งดื่มนมข้างสตรีผอมนัก ขาทั้งสองของทารกจักเสียดสีกัน เมื่อทารกนั่งดื่มนมข้างสตรีอ้วนนักเท้าทั้งสองของทารกจักเพลีย สตรีมีผิวดำนัก น้ำนมเย็นเกินไป สตรีมีผิวขาวนัก น้ำนมร้อนเกินไป เมื่อทารกดื่มนมของสตรีนมยาน จมูกจักแฟบสตรีเป็นโรคหืด มีน้ำนมเปรี้ยวนัก สตรีเป็นโรคมองคร่อ น้ำนมจักมีรสวิการต่าง ๆ มีเผ็ดจัดเป็นต้น เพราะเหตุนั้น พระเจ้ากาสิกราชทรงเว้นโทษทั้งปวงเหล่านั้น พระราชทานนางนม ๖๔ คน ที่เว้นจากโทษมีสูงนักเป็นต้น นมไม่ยาน น้ำนมมีรสหวาน ทรงทำสักการะให้ได้พระราชทานพร แม้แก่พระนางจันทาเทวี พระนางรับพระพรแล้วถวายคืนไว้ก่อน ในวันขนานพระนามพระโพธิสัตว์ พระเจ้ากาสิกราชทรงทำสักการะเป็นอันมากแก่เหล่าพราหมณ์ผู้รู้ลักษณะพยากรณ์ แล้วตรัสถามถึงอันตรายของพระมหาสัตว์ พราหมณ์ผู้รู้ลักษณะพยากรณ์เหล่านั้น เห็นพระลักษณสมบัติแห่งพระโพธิสัตว์ จึงกราบทูลว่า พระโอรสของพระองค์สมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะอันอุดมี อย่าว่าแต่ทวีปหนึ่งเลย พระโอรสของพระองค์ทรงสามารถครองราชสมบัติ ในมหาทวีปทั้ง ๔ มีทวีปน้อย ๒,๐๐๐ เป็นบริวาร (จักรพรรดิ) อันตรายอะไร ๆ จะไม่ปรากฏแก่พระโอรสเลย พระเจ้ากาสิกราชได้ทรงสดับคำของพราหมณ์เหล่านั้น ก็ดีพระหฤทัย เมื่อทรงขนานพระนามพระกุมาร ได้ทรงขนานพระนามว่าเตมิยกุมาร เพราะเหตุในวันที่พระกุมารประสูติ ฝนตกทั่วกาสิกรัฐ และเพราะพระกุมารประสูติ เป็นเหมือนยังพระหฤทัยแห่งพระราชาและหัวใจแห่งหมู่อมาตย์และมหาชนให้ชุ่มชื่น ลำดับนั้น นางนมทั้งหลายยังพระโพธิสัตว์ผู้มีพระชนม์ได้หนึ่งเดือน ให้สนานประดับองค์แล้ว นำขึ้นเฝ้าพระราชบิดาพระราชาทอดพระเนตรเห็นพระปิโยรส ทรงสวมกอดจุมพิตที่พระเศียรแล้วให้ประทับบนพระเพลา ประทับนั่งรื่นรมย์อยู่ด้วยพระกุมาร ขณะนั้นพวกราชบุรุษนำโจร ๔ คนมาหน้าที่นั่ง พระราชาทอดพระเนตรเห็นโจรเหล่านั้นแล้ว มีพระราชดำรัสสั่งให้ลงพระอาญาโจรเหล่านั้น ให้เอาหวายทั้งหนามเฆี่ยนโจรคนหนึ่ง. ๑,๐๐๐ ที ให้จำโจรคนหนึ่งด้วยโซ่ตรวนแล้วล่งเข้าเรือนจำให้เอาหอกแทงที่สรีระของโจรคนหนึ่ง ให้เอาหลาวเสียบโจรคนหนึ่ง.

ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ได้ทรงฟังพระดำรัสของพระบิดา ทั้งกลัวทั้งสะดุ้ง ทรงจินตนาการว่า โอ พระชนกของเราอาศัยราชสมบัติทำกรรมอันหนักเกิน ซึ่งจะไปสู่นรกวันรุ่งขึ้น พระพี่เลี้ยงนางนมทั้งหลายให้พระมหาสัตว์บรรทมเหนือพระแท่นที่สิริไสยาสน์ ซึ่งตกแต่งแล้วภายใต้เศวตฉัตร พระโพธิสัตว์บรรทมหน่อยหนึ่ง ตื่นบรรทมลืมพระเนตรทั้งสอง ทอดพระเนตรเศวตฉัตรเห็นสิริราชสมบัติอันยิ่งใหญ่ ลำดับนั้น ความกลัวอย่างเหลือเกินได้เกิดขึ้นแก่พระโพธิสัตว์ ผู้ทั้งกลัวทั้งสะดุ้งอยู่เป็นปกติแล้ว พระองค์ทรงดำริว่าเราจากที่ไหนมาสู่พระราชมณเฑียรนี้ เมื่อทรงใคร่ครวญดูก็ทรงทราบโดยทรงระลึกชาติได้ว่า มาจากเทวโลก เมื่อทรงทอดพระเนตรต่อจากนั้นไปอีก ก็ทอดพระเนตรเห็นว่าไปไหม้อยู่ในอุสสุทนรก เมื่อทรงทอดพระเนตรต่อจากนั้นไปอีก ก็ทรงทราบว่า พระองค์เป็นพระราชาในพระนครนั้นเทียว เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาอยู่ว่า เราได้ครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี ๒๐ ปีแล้วไหม้อยู่ในอุสสุทนรก ๘๐,๐๐๐ ปี บัดนี้เราเกิดในเรือนหลวงดุจเรือนโจรนี้อีก เมื่อวานนี้ เมื่อเขานำโจร ๔ คนมา พระบิดาของเราได้กล่าวผรุสวาจาเช่นนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้ตกนรก หากว่าเราครองราชสมบัติ ก็จักบังเกิดในนรกเสวยทุกข์ใหญ่อีก ดังนี้ ได้เกิดความกลัวเป็นอันมาก พระสรีระซึ่งมีวรรณะดุจทองของพระโพธิสัตว์ ได้เหี่ยวมีวรรณะเศร้าหมอง ราวกะว่าดอกปทุมที่ถูกขยำด้วยมือ ฉะนั้น พระองค์บรรทมจินตนาการอยู่ว่า ทำอย่างไร เราจึงจะพ้น จากพระราชมณเฑียร ซึ่งดุจเรือนโจรนี้เสียได้.

คราวนั้น เทพธิดาผู้สิงอยู่ที่เศวตฉัตร เคยเป็นมารดาพระโพธิสัตว์ในอัตภาพในระหว่างอัตภาพหนึ่ง ปลอบพระโพธิสัตว์ให้สบายพระทัยแล้วกล่าวว่า พ่อเตมิยกุมาร พ่ออย่าเศร้าโศก อย่าคิด อย่ากลัวเลย ถ้าพ่อประสงค์จะพ้นจากพระราชมณเฑียรนี้ พ่อไม่เป็นคนง่อยเปลี้ยเลย ก็จงเป็นเหมือนคนง่อยเปลี้ย พ่อไม่เป็นคนหนวก ก็จงเป็นเหมือนคนหนวก พ่อไม่เป็นคนใบ้ก็จงเป็นเหมือนคนใบ้เถิด พ่อจงอธิษฐานองค์สามเหล่านั้นอย่างนี้แล้ว อย่าประกาศความที่พ่อเป็นคนฉลาด เทพธิดากล่าวแล้วจึงกล่าวคาถาที่หนึ่งว่า

พ่ออย่าแสดงว่าเป็นคนฉลาด จงให้ชนทั้งปวง รู้กันว่าพ่อเป็นคนโง่ ชนในที่นั้น ทั้งหมดจะได้ดูหมิ่น พ่อว่าเป็นคนกาลกรรณี ความปรารถนาของพ่อจัก สำเร็จได้ด้วยอุบายอย่างนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา ปณฺฑิจฺจยํ ความว่า จงอย่าประกาศความเป็นบัณฑิตของตน อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า ปณฺฑิจฺจํ ความก็อย่างนี้แหละ. บทว่า พาลมโต แปลว่า รู้กันว่าเป็นคนโง่. บทว่า สพฺพปาณินํ ได้แก่ อันเหล่าสัตว์ทั้งปวง คือ ชนทั้งหลาย. บทว่า สพฺโพ ตฺชโน ได้แก่ ทั้งชนภายในทั้งชนภายนอกทั้งสิ้น. บทว่า โอจินายตุได้แก่ จงเข้าใจต่ำ คือจงดูหมิ่นว่า พวกท่านจงนำคนกาลกรรณีนั้นออกไป.

พระโพธิสัตว์กลับได้ความอุ่นพระหฤทัย เพราะคำของเทพธิดานั้นจึงกล่าวคาถาที่สองว่า

ดูก่อนเทพธิดา ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่าน ที่ท่านกล่าวกะข้าพเจ้า ข้าแต่แม่เทพธิดา ท่านเป็นผู้ ใคร่ประโยชน์ เป็นผู้ใคร่เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า.

ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว พระโพธิสัตว์ได้อธิษฐานองค์สามเหล่านั้นเทพธิดานั้นก็อันตรธานหายไป.

ลำดับนั้น พระเจ้ากาสิกราชมีพระดำริว่า ลูกควรจะได้กุมาร ๕๐๐เหล่านั้นเป็นบริวารเพื่อเป็นที่พอใจ จึงรับสั่งให้กุมารทั้ง ๕๐๐ เหล่านั้นนั่งอยู่ในสำนักของพระโพธิสัตว์ ทารกเหล่านั้นร้องไห้อยากดื่มน้ำนม ส่วนพระมหาสัตว์ถูกความกลัวนรกคุกคาม ทรงดำริว่า จำเดิมแต่วันนี้ กายของเราแม้เหือดแห้งตายเสียเลย ยังประเสริฐกว่า ดำริดังนี้ จึงไม่ทรงกันแสง นางนมทั้งหลายกราบทูลประพฤติเหตุนั้นแด่พระนางจันทาเทวี พระนางก็กราบทูลแด่พระราชาพระราชารับสั่งให้เรียกเหล่าพราหมณ์ผู้รู้ทำนายนิมิตมาตรัสถาม พราหมณ์ทั้งหลายได้กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ นางนมควรจะถวายน้ำนมแด่พระกุมาร ให้ล่วงเวลาตามปกติ เมื่อทำอย่างนี้ พระกุมารจะทรงกันแสง จับนมมั่นเสวยเองทีเดียว ตั้งแต่นั้น นางนมทั้งหลายเมื่อถวายก็ถวายน้ำนมแด่พระโพธิสัตว์ ล่วงเวลาตามปกติ บางคราวถวายล่วงเวลาวาระหนึ่ง บางคราวไม่ถวายน้ำนมตลอดทั้งวัน พระโพธิสัตว์ถูกความกลัวนรกคุกคาม แม้พระกายเหี่ยวแห้ง ก็ไม่ทรงกันแสงอยากเสวยนม ลำดับนั้น พระนางจันทาเทวีเห็นพระโพธิสัตว์ไม่ทรงกันแสง ก็ทรงพระดำริว่า ลูกเราหิว จึงให้ดื่มน้ำพระถันของพระนางเอง บางคราวนางนมทั้งหลายให้ดื่มน้ำนั้น เหล่าทารกที่เหลือต่างร้องไห้ ไม่นอนในเวลาไม่ได้ดื่มน้ำนม พระโพธิสัตว์ไม่ทรงกันแสง ไม่ทรงคร่ำครวญ ไม่บรรทม ไม่คู้พระหัตถ์และพระบาท ไม่เปล่งพระวาจา ครั้งนั้นนางนมทั้งหลายคิดกันว่า ธรรมดามือและเท้าของคนง่อยเปลี้ยไม่เป็นอย่างนี้ปลายคางของคนใบ้ไม่เป็นอย่างนี้ ช่องหูของคนหนวกก็ไม่เป็นอย่างนี้ จะต้องมีเหตุในพระกุมารนี้ พวกเราจักทดลองพระกุมาร จึงไม่ถวายน้ำนมแด่พระโพธิสัตว์นั้นตลอดทั้งวัน ด้วยประสงค์ว่า จักทดลองพระกุมารด้วยเรื่องนมก่อน พระโพธิสัตว์แม้เหี่ยวแห้งก็ไม่ทรงกันแสงอยากเสวยนม ครั้งนั้นพระชนนีของพระโพธิสัตว์ตรัสสั่งให้นางนมถวายนม ด้วยพระราชเสาวนีย์ว่าลูกฉันหิว จงให้น้ำนมแก่เขา นางนมเหล่านั้น แม้ทดลองไม่ถวายน้ำนมในระหว่าง ๆ อย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็ไม่เห็นความพิรุณของพระโพธิสัตว์ลำดับนั้น หมู่อมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ธรรมดาทารกอายุขวบหนึ่งชอบกินขนมและของเคี้ยว พวกข้าพระองค์จักทดลองพระกุมารด้วยนมและของเคี้ยว กราบทูลดังนี้แล้วไห้กุมารทั้ง ๕๐๐ คนเหล่านั้น นั่งใกล้ ๆ พระราชกุมาร นำขนมและของเคี้ยวต่าง ๆ เข้าไปวางไว้ใกล้ ๆ พระมหาสัตว์ กล่าวว่าท่านทั้งหลายจงถือเอาขนมและของเคี้ยวเหล่านั้นตามชอบใจ แล้วพากันยืนแอบดูอยู่ พวกทารกที่เหลือทะเลาะยื้อแย่งกันและกัน ถือเอาขนมและของเคี้ยวมาเคี้ยวกิน ฝ่ายพระมหาสัตว์ทรงโอวาทพระองค์ว่า แน่ะพ่อเตมิยกุมาร ถ้าเจ้าประสงค์นรก ก็จงประสงค์ขนมและของเคี้ยว เป็นผู้กลัวภัยในนรก จึงไม่ทอดพระเนตรดูขนมและของเคี้ยวเลย แม้ทดลองด้วยขนมและของเคี้ยวในระหว่าง ๆ อย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็ไม่เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์.

แต่นั้น คณะอมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช ธรรมดาทารกสองขวบชอบผลไม้น้อยใหญ่ พวกข้าพระองค์จักทดลองพระกุมารด้วยผลไม้ กราบทูลดังนี้แล้ว นำผลไม้น้อยใหญ่ต่าง ๆ เข้าไปวางไว้ใกล้ ๆพระโพธิสัตว์ แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงถือเอาผลไม้น้อยใหญ่เหล่านั้นตามชอบใจเถิด แล้วพากันยืนแอบดูอยู่ เหล่าทารกที่เหลือต่างต่อสู้ทุบตีกันและกัน ถือเอาผลไม้เหล่านั้นเคี้ยวกินอยู่ ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็โอวาทพระองค์ว่าแน่ะพ่อเตมิยกุมาร ถ้าเจ้าประสงค์นรก ก็จงประสงค์ผลไม้น้อยใหญ่ทั้งหลายเป็นผู้ถูกภัยในนรกคุกคาม ไม่ทอดพระเนตรดูผลไม้น้อยใหญ่เลย แม้ทดลองด้วยผลไม้น้อยใหญ่ในระหว่าง ๆ อย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็ไม่เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์.

ตอนที่ ๑ / ๗ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๓ หน้า ๑๘–๗๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

มหานิบาตชาดก · ๔๘๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๘๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒๒. มหานิบาต

๑. เตมิยชาดก ๑- (๕๓๘)

ว่าด้วยพระเตมีย์โพธิสัตว์

(เทพธิดาผู้เคยเป็นมารดาพระโพธิสัตว์ในอัตภาพหนึ่ง ปลอบพระโพธิสัตว์ ให้สบายพระทัยแล้ว จึงกล่าวว่า)

[๑]

ท่านจงอย่าเปิดเผยตนว่าเป็นบัณฑิต

จงให้คนทั้งปวงรู้ว่าเป็นคนโง่

ขอให้คนทั้งหมดจงดูหมิ่นท่านเถิด

ความประสงค์ของท่าน

จักสำเร็จได้ด้วยอาการอย่างนี้

(พระเตมีย์โพธิสัตว์กลับได้ความสบายพระทัยตามคำของเทพธิดานั้น จึงตรัสว่า)

[๒]

แม่เทพธิดา ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่าน

ที่ได้กล่าวกับข้าพเจ้า

แม่เทพธิดา ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์

มุ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า

(พระโพธิสัตว์ตรัสถามนายสารถีว่า)

[๓]

นายสารถี ท่านจะรีบขุดหลุมไปทำไมหนอ

สหายเอ๋ย เราถามท่านแล้ว ท่านจงบอกเรา

ท่านจักทำประโยชน์อะไรกับหลุมเล่า

@เชิงอรรถ :

@๑ เป็นชาดกที่พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการเสด็จออกบรรพชาอันยิ่งใหญ่(ในอดีต)

@ได้ตรัสไว้โดยทรงเริ่มต้นด้วยคาถาแรกที่เทวดาผู้สถิตอยู่ที่เศวตฉัตรกล่าวสอนเตมิยกุมารว่า “ท่านจง

@อย่าเปิดเผยตนว่าเป็นบัณฑิต” เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๑/๑)

(สุนันทสารถีได้ฟังคำนั้น ขุดหลุมมิได้เงยหน้าดู จึงกราบทูลว่า)

[๔]

พระโอรสของพระราชาเป็นใบ้

และเป็นง่อยเปลี้ยขาดความสำนึก

พระราชาตรัสสั่งข้าพเจ้าว่า ควรฝังลูกเราไว้ในป่าช้า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ ตรัสกับสุนันทสารถีว่า)

[๕]

นายสารถี เรามิได้เป็นคนหนวก

คนใบ้ คนเปลี้ย และมิได้เป็นคนบกพร่อง ๑-

ถ้าท่านพึงฝังเราไว้ในป่า ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

[๖]

ท่านจงดูขา แขน และฟังภาษิตของเรา

ถ้าท่านพึงฝังเราไว้ในป่า ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

(สุนันทสารถีไม่รู้ จึงกราบทูลว่า)

[๗]

ท่านเป็นเทวดา คนธรรพ์

หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ

ท่านเป็นใครหรือเป็นบุตรของใคร

พวกเราจักรู้จักท่านได้อย่างไร

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อแสดงตนให้ปรากฏ แสดงธรรมแก่สุนันทสารถีนั้น จึงตรัสว่า)

[๘]

เรามิใช่เทวดา มิใช่คนธรรพ์

ทั้งมิใช่ท้าวสักกปุรินททะ

เราเป็นผู้ที่ท่านจะฝังในหลุม

เป็นโอรสของพระเจ้ากาสี

[๙]

เราเป็นโอรสของพระราชา

องค์ที่ท่านเข้าไปพึ่งบารมีเลี้ยงชีพอยู่เสมอ

นายสารถี ถ้าท่านพึงฝังเราไว้ในป่า

ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

@เชิงอรรถ :

@๑ คำว่า มิได้เป็นคนบกพร่อง หมายถึงเป็นผู้มีอินทรีย์สมบูรณ์ (ขุ.ชา.อ. ๙/๕/๒๒)

[๑๐]

บุคคลพึงนั่งหรือนอนที่ร่มแห่งต้นไม้ใด

ไม่พึงหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น

เพราะคนผู้ประทุษร้ายมิตร ชื่อว่าเป็นคนเลวทราม

[๑๑]

พระราชาก็เหมือนต้นไม้ เราก็เป็นเหมือนกิ่งไม้

ข้าแต่มหาราช นายสารถีเป็นเหมือนคนผู้อาศัยร่มไม้

นายสารถี ถ้าท่านฝังเราไว้ในป่า

ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ปรารภคาถาบูชามิตร ๑๐ คาถาว่า)

[๑๒]

ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร

ผู้นั้นพรากจากเรือนของตนแล้ว

ย่อมมีอาหารสมบูรณ์

คนเป็นอันมากย่อมเข้าไปพึ่งพาผู้นั้นเลี้ยงชีพ

[๑๓]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร

จะไปสู่ชนบท นิคม และราชธานีใดๆ

ก็เป็นผู้อันชนทั้งหลายในชนบท นิคม

และราชธานีนั้นๆ บูชาไปทุกแห่งหน

[๑๔]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ไม่มีพวกโจรข่มเหง

พระมหากษัตริย์ก็ไม่ทรงดูหมิ่น ย่อมข้าม(ชนะ)ศัตรูทั้งปวงได้

[๑๕]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร

ไม่โกรธเคืองใครๆ มาสู่เรือนของตน

ย่อมเป็นผู้ที่มหาชนยินดีต้อนรับในที่ประชุม

และเป็นคนชั้นสูงของหมู่ญาติ

[๑๖]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร สักการะคนอื่นแล้ว

ย่อมเป็นผู้ที่คนอื่นสักการะตอบ

เคารพคนอื่นแล้วก็มีคนอื่นเคารพตอบ

เป็นผู้อันเขาสรรเสริญเกียรติคุณ

[๑๗]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร

บูชาผู้อื่น ย่อมได้รับการบูชาตอบ

ไหว้ผู้อื่น ย่อมได้รับการไหว้ตอบ

ทั้งได้รับอิสริยยศและเกียรติ

[๑๘]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมรุ่งเรือง ๑- เหมือนไฟ

ย่อมรุ่งโรจน์เหมือนเทวดา เป็นผู้อันสิริไม่ทอดทิ้ง

[๑๙]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมมีโคทั้งหลายตกลูกมาก

พืชที่หว่านลงในนาย่อมงอกงาม

ย่อมได้บริโภคผลของพืชทั้งหลายที่หว่านไว้แล้ว

[๒๐]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร พลัดตกจากเหว ภูเขา

พลาดตกต้นไม้หรือเคลื่อนจากภพ ย่อมได้ที่พึ่ง

[๒๑]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ศัตรูทั้งหลายจะระรานไม่ได้

เหมือนลมระรานต้นไทรที่มีรากและลำต้นงอกงามแล้วไม่ได้

(สุนันทสารถีประคองอัญชลี ทูลวิงวอนว่า)

[๒๒]

ข้าแต่พระราชโอรส เชิญเสด็จเถิด

กระหม่อมจักนำพระองค์เสด็จกลับ

ไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์

เชิญพระองค์เถลิงถวัลยราชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า

พระองค์จักทรงทำอะไรในป่าได้เล่า

(ลำดับนั้น พระเตมีย์โพธิสัตว์จึงตรัสกับนายสุนันทสารถีนั้นว่า)

[๒๓]

นายสารถี พอทีสำหรับเราด้วยราชสมบัตินั้น

พระญาติทั้งหลายหรือทรัพย์ทั้งหลาย

ที่เราจะพึงได้ด้วยการประพฤติอันไม่ชอบธรรม

@เชิงอรรถ :

@๑ รุ่งเรือง ในที่นี้หมายถึงรุ่งเรืองด้วยอิสริยยศและบริวารยศ (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๘/๒๖)

(สุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๒๔]

ข้าแต่พระราชโอรส พระองค์เสด็จไปจากที่นี้แล้ว

ทำให้ข้าพระองค์ได้รับรางวัล เมื่อพระองค์เสด็จกลับไป

พระบิดาและพระมารดาพึงพระราชทานรางวัลให้แก่ข้าพระองค์

[๒๕]

ข้าแต่พระราชโอรส เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว

พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์เหล่านั้น

จะพึงดีใจ ให้รางวัลแก่ข้าพระองค์

[๒๖]

ข้าแต่พระราชโอรส เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

แม้เหล่านั้นจะพากันดีใจ ให้รางวัลแก่ข้าพระองค์

[๒๗]

ข้าแต่พระราชโอรส เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว

ชาวชนบทและชาวนิคมผู้มีธัญญาหารมาก

จะมาประชุมกัน ให้เครื่องบรรณาการแก่ข้าพระองค์

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๘]

เราเป็นผู้อันพระบิดาและพระมารดา

ชาวแคว้น ชาวนิคม และกุมารทั้งปวงสละแล้ว

เราไม่มีเรือนของตน

[๒๙]

เราเป็นผู้อันพระมารดาทรงอนุญาตแล้ว

และพระบิดาก็ทรงสละขาดแล้ว

ออกไปบวชอยู่ในป่าแต่ลำพัง

เราไม่พึงปรารถนากามทั้งหลาย

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยกำลังปีติ จึงตรัสว่า)

[๓๐]

ความหวังผลของเหล่าชนผู้ไม่รีบร้อนย่อมสำเร็จแน่

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

นายสารถี ท่านจงรู้ไว้อย่างนี้เถิด

[๓๑]

อนึ่ง ประโยชน์โดยชอบของเหล่าชน

ผู้ไม่รีบร้อน ย่อมเผล็ดผลโดยแท้

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

ออกบวชแล้วย่อมไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ

(นายสุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๓๒]

พระองค์เป็นผู้มีพระวาจาไพเราะ

มีพระดำรัสสละสลวยอย่างนี้

เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ตรัสในสำนัก

ของพระบิดาและพระมารดาในเวลานั้น

(ลำดับนั้น พระเตมีย์โพธิสัตว์ จึงตรัสว่า)

[๓๓]

เราเป็นคนง่อยเปลี้ย เพราะไม่มีข้อต่อก็หามิได้

เป็นคนหนวก เพราะไม่มีโสตประสาทก็หามิได้

เป็นคนใบ้ เพราะไม่มีชิวหาประสาทก็หามิได้

ท่านอย่าเข้าใจว่า เราเป็นใบ้

[๓๔]

เราระลึกชาติก่อนที่เราเสวยราชสมบัติได้

เราได้เสวยราชสมบัติในครั้งนั้นแล้ว

ต้องไปตกนรกอันแสนสาหัส

[๓๕]

เราได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้น ๒๐ ปี

แล้วต้องไปหมกไหม้อยู่ในนรกถึง ๘๐,๐๐๐ ปี

[๓๖]

เรากลัวจะต้องได้เสวยราชสมบัตินั้น

จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า

ขอชนทั้งหลายอย่าได้อภิเษกเราไว้ในราชสมบัติเลย

เพราะฉะนั้น เราจึงไม่พูดในสำนัก

ในสำนักของพระบิดาและพระมารดาในกาลนั้น

[๓๗]

พระบิดาทรงอุ้มเราให้นั่งบนพระเพลาแล้ว

ตรัสพิพากษาว่า ท่านทั้งหลายจงฆ่าโจรคนหนึ่ง

จงจองจำโจรอีกคนหนึ่งไว้ในเรือนจำ

จงเอาหอกแทงโจรคนหนึ่งแล้ว ราดด้วยน้ำกรด

จงเสียบโจรคนหนึ่งบนหลาว

พระบิดาตรัสพิพากษาอรรถคดีแก่มหาชนนั้นด้วยประการฉะนี้

[๓๘]

เราได้ฟังพระวาจาอันหยาบคายที่พระบิดาตรัสนั้น

จึงกลัวต่อการเสวยราชสมบัติ

เรามิได้เป็นคนใบ้ ก็ทำเหมือนเป็นคนใบ้

มิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย ก็ทำเป็นเหมือนคนง่อยเปลี้ย

เรากลิ้งเกลือกนอนจมอยู่ในอุจจาระและปัสสาวะของตน

[๓๙]

ชีวิตเป็นของยาก เป็นของเล็กน้อย ๑-

ซ้ำประกอบไปด้วยทุกข์

ใครเล่าอาศัยชีวิตนี้แล้วพึงก่อเวรกับใครๆ

[๔๐]

ใครเล่าอาศัยชีวิตนี้แล้วพึงก่อเวรกับใครๆ

เพราะไม่ได้ปัญญาและเพราะไม่ได้เห็นธรรม

[๔๑]

ความหวังผลของเหล่าคนผู้ไม่รีบร้อนย่อมสำเร็จแน่

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

นายสารถี ท่านจงรู้ไว้อย่างนี้เถิด

[๔๒]

อนึ่ง ประโยชน์โดยชอบของเหล่าชน

ผู้ไม่รีบร้อน ย่อมเผล็ดผลโดยแท้

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

ออกบวชแล้วย่อมไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ

@เชิงอรรถ :

@๑ ชีวิตเป็นของเล็กน้อย หมายความว่า หากชีวิตของสัตว์ทั้งหลายได้รับความลำบาก ก็จะดำรงอยู่ได้นาน

@มาก แต่หากได้รับความสบาย ก็จะดำรงอยู่ได้ชั่วเวลานิดหน่อย และชีวิตนี้ยากเข็ญ เป็นของเล็กน้อย คือ

@มีประมาณน้อยนิด อีกทั้งเป็นชีวิตที่ประกอบด้วยความสั่งสมทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๓๙/๓๐)

(นายสุนันทสารถีได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๔๓]

ข้าแต่พระราชโอรส

แม้ข้าพระองค์ก็จักบวชในสำนักของพระองค์

ขอพระองค์โปรดตรัสอนุญาตให้ข้าพระองค์บวชด้วยเถิด

ข้าพระองค์พอใจจะบวช พระเจ้าข้า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๔]

นายสารถี เรามอบรถให้ท่านแล้ว ท่านจงเป็นผู้ไม่มีหนี้

มาเถิด เพราะคนที่ไม่มีหนี้ จึงจะบวชได้

พวกฤๅษีทั้งหลายกล่าวสรรเสริญการบวชนั้น

(สุนันทสารถีได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๔๕]

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ

ข้าพระองค์ได้ทำตามพระดำรัสที่พระองค์ได้ตรัสไว้แล้ว

ข้าพระองค์ทูลวิงวอนแล้ว

ขอพระองค์ควรทรงโปรดกระทำตามคำของข้าพระองค์เถิด

[๔๖]

ขอพระองค์จงประทับอยู่ ณ ที่นี้

จนกว่าข้าพระองค์จะทูลเชิญเสด็จพระราชามา

พระบิดาของพระองค์ทอดพระเนตรแล้ว

จะพึงมีพระทัยเอิบอิ่มเป็นแน่

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๗]

นายสารถี เราจะทำตามคำของท่านที่กล่าวกับเรา

แม้เราก็ปรารถนาจะเฝ้าพระบิดาของเราซึ่งเสด็จมา ณ ที่นี้

[๔๘]

ท่านจงกลับไปเถิด สหาย

การที่ท่านได้ทูลพระญาติทั้งหลายด้วยเป็นการดี

ท่านรับคำสั่งเราแล้ว

พึงกราบทูลการถวายบังคมพระมารดาและพระบิดาของเรา

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๙]

นายสารถีจับพระบาททั้ง ๒ ของพระโพธิสัตว์นั้น

และทำประทักษิณพระองค์แล้ว

ก็ขึ้นรถบ่ายหน้าเข้าไปยังทวารพระราชวัง

[๕๐]

พระมารดาทอดพระเนตรเห็นรถว่างเปล่า

กลับมาแต่นายสารถีคนเดียว

จึงทรงกันแสง มีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล

ทอดพระเนตรดูนายสารถีนั้นอยู่

[๕๑]

พระนางทรงเข้าพระทัยว่า

นายสารถีฝังลูกของเราแล้วจึงกลับมา

ลูกของเราถูกนายสารถีฝังไว้ในแผ่นดิน

กลบดินแล้วเป็นแน่

[๕๒]

พวกศัตรูย่อมพากันยินดี

พวกคนจองเวรต่างก็เอิบอิ่มเป็นแน่

เพราะเห็นนายสารถีฝังลูกของเรากลับมาแล้ว

[๕๓]

พระมารดาทอดพระเนตรเห็นรถอันว่างเปล่า

กลับมาแต่นายสารถีคนเดียว

มีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล

ทรงกันแสงอยู่ ตรัสถามนายสารถีนั้นว่า

[๕๔]

ลูกของเราเป็นคนใบ้จริงหรือ เป็นคนง่อยเปลี้ยจริงหรือ

ลูกของเราขณะที่ท่านจะฝังดิน พูดอะไรบ้างหรือเปล่า

นายสารถี ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เราด้วยเถิด

[๕๕]

ลูกของเราเป็นคนใบ้ เป็นคนง่อยเปลี้ย

เมื่อท่านจะฝังลงดิน กระดิกมือและเท้าอย่างไร

เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เราเถิด

(ลำดับนั้น นายสุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๕๖]

ข้าแต่พระแม่เจ้า

ขอได้โปรดพระราชทานอภัยโทษแก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด

ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูล

ตามที่ได้ยินและได้เห็นมาในสำนักของพระราชโอรส

(พระนางจันทาเทวีตรัสกับนายสุนันทสารถีนั้นว่า)

[๕๗]

นายสารถีผู้สหาย เราให้อภัยโทษแก่ท่าน

อย่าได้กลัวเลย จงพูดไปเถิด

ตามที่ท่านได้ยินหรือได้เห็นมาในสำนักของพระราชโอรส

(นายสุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๕๘]

พระราชโอรสนั้นมิได้เป็นคนใบ้ มิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย

ยังมีพระดำรัสสละสลวยไพเราะ ได้ทราบว่า

พระองค์ทรงกลัวต่อการครองราชสมบัติ

จึงได้ทำการลวงอย่างมากมาย

[๕๙]

พระองค์ทรงระลึกถึงชาติก่อน

ที่พระองค์เคยได้เสวยราชสมบัติ

ครั้นได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้นแล้ว

ต้องไปตกนรกอย่างแสนสาหัส

[๖๐]

พระองค์ได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้น ๒๐ ปี

แล้วต้องไปหมกไหม้อยู่ในนรกถึง ๘๐,๐๐๐ ปี

[๖๑]

พระองค์ทรงกลัวต่อการเสวยราชสมบัติ

จึงทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า

ขอชนทั้งหลายอย่าได้อภิเษกเราในราชสมบัติเลย

เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่ตรัส

ในสำนักของพระบิดาและพระมารดาในกาลนั้น

[๖๒]

พระราชโอรสทรงถึงพร้อมด้วยองคาพยพ

มีพระรูปสมบัติงดงามสมส่วน

มีพระวาจาสละสลวย มีพระปัญญา

ทรงดำรงอยู่ในทางสวรรค์

[๖๓]

ถ้าพระแม่เจ้าทรงพระประสงค์จะทอดพระเนตร

พระราชโอรสของพระองค์

ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลเชิญเสด็จพระแม่เจ้าไปให้ถึงสถานที่

ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเตมีย์

(ฝ่ายพระเจ้ากาสีทรงสดับคำของนายสุนันทสารถี จึงดำรัสสั่งให้เรียก มหาเสนคุตมา รีบให้ตระเตรียมเสด็จ ตรัสว่า)

[๖๔]

เจ้าหน้าที่ทั้งหลายจงเทียมรถ เทียมม้า

ผูกเครื่องประคับช้าง จงประโคมสังข์และบัณเฑาะว์

ตีกลองหน้าเดียวเถิด

[๖๕]

จงตีกลองสองหน้าและรำมะนาอันไพเราะ

ขอชาวนิคมจงตามเรามา

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

[๖๖]

ขอพระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์

และพราหมณ์ทั้งหลายจงรีบเทียมยาน

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

[๖๗]

ขอพวกกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ

และกองพลราบจงรีบเทียมยาน

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

[๖๘]

ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว

จงรีบเทียมยานเถิด

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๙]

พวกนายสารถีจูงม้าสินธพที่มีฝีเท้าเร็ว

เทียมเข้ากับราชรถขับมายังทวารพระราชวัง

และกราบทูลว่า ม้าเหล่านี้เทียมแล้ว พระเจ้าข้า

(พระราชาตรัสว่า)

[๗๐]

ม้าอ้วนก็ไม่มีฝีเท้าเร็ว ม้าผอมก็ไม่มีเรี่ยวแรง

จงเว้นทั้งม้าผอมและม้าอ้วนเสีย

เลือกเทียมแต่ม้าที่สมบูรณ์

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๑]

ลำดับนั้น พระราชารีบเสด็จขึ้นประทับม้าสินธพที่เทียมแล้ว

ได้ตรัสกับนางชาววังว่า พวกเจ้าทั้งหมดจงตามเรามาเถิด

[๗๒]

พระราชาตรัสสั่งว่า จงตระเตรียมเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่าง

คือ พัดวาลวีชนี อุณหิส พระขรรค์ เศวตฉัตร

และฉลองพระบาทที่ประดับตกแต่งด้วยทองคำขึ้นรถไปด้วย

[๗๓]

และต่อจากนั้น พระราชาตรัสสั่งให้นายสารถีนำทาง

เสด็จเคลื่อนขบวนเข้าไปถึงสถานที่

ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเตมีย์

[๗๔]

ส่วนพระเตมีย์ทอดพระเนตรเห็นพระบิดา

กำลังเสด็จมา ทรงรุ่งเรืองด้วยพระเดชานุภาพ

ทรงแวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ จึงถวายพระพรว่า

[๗๕]

ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ

พระองค์ทรงสุขสบายดีหรือ ทรงพระสำราญดีหรือ

ราชกัญญาทั้งปวงและพระมารดาของอาตมภาพ

ไม่มีพระโรคาพาธหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๗๖]

ลูกรัก โยมสุขสบายดี

ไม่มีโรคเบียดเบียน

พระราชกัญญาทั้งปวงและพระมารดา

ของลูกรักก็ไม่มีโรคาพาธ

(ลำดับนั้น พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลถามพระราชาว่า)

[๗๗]

ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ

มหาบพิตรไม่ทรงเสวยน้ำจัณฑ์หรือ

ไม่ทรงโปรดปรานการเสวยน้ำจัณฑ์หรือ

พระทัยของพระองค์ทรงยินดีในสัจจะ

ในธรรม และในทานหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๗๘]

ลูกรัก โยมไม่ดื่มน้ำจัณฑ์

และไม่โปรดปรานการดื่มน้ำจัณฑ์

ใจของโยมยังยินดีในสัจจะ ในธรรม และในทาน

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๗๙]

ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ

ราชพาหนะของพระองค์ที่เขาเทียมแล้วมั่นคงหรือ

ราชพาหนะยังนำภาระไปได้ดีอยู่หรือ

มหาบพิตร พยาธิที่จะเข้าไปแผดเผาพระสรีระของพระองค์ไม่มีหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๘๐]

พาหนะมีม้าและโคเป็นต้นของโยมที่เทียมแล้วมั่นคง

ราชพาหนะก็ยังนำภาระไปได้

พยาธิที่เข้าไปแผดเผาสรีระของโยมก็ไม่มี

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๘๑]

ชุมชนแถบชายแดนของพระองค์ยังมั่งคั่งหรือ

คามนิคมในท่ามกลางรัฐของพระองค์

ยังเป็นที่อยู่แน่นหนามั่งคั่งอยู่หรือ

ฉางหลวงและท้องพระคลังของพระองค์ยังบริบูรณ์ดีอยู่หรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๘๒]

ชุมชนแถบชายแดนของโยมยังมั่งคั่ง

คามนิคมในท่ามกลางแคว้นก็ยังอยู่แน่นหนาดี

ฉางหลวงและท้องพระคลังของโยม

ก็ยังคงบริบูรณ์ดีทุกอย่าง

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๘๓]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย

ขอมหาดเล็กทั้งหลายจงจัดตั้งบัลลังก์

ซึ่งเป็นที่ประทับนั่งถวายพระราชาเถิด

[๘๔]

เชิญประทับนั่ง ณ เครื่องลาดใบไม้ที่เขาปูไว้เรียบร้อย

ถวายมหาบพิตร ณ ที่นี้เถิด

จงทรงตักน้ำจากภาชนะนี้ล้างพระบาทของพระองค์เถิด

[๘๕]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร

ใบหมากเม่าของอาตมภาพนี้เป็นของสุกไม่เค็ม

พระองค์มาเป็นแขกของอาตมภาพแล้ว เชิญเสวยเถิด

(พระราชาตรัสว่า)

[๘๖]

โยมไม่บริโภคใบหมากเม่า

เพราะใบหมากเม่านี้มิใช่อาหารของโยม

โยมบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลีที่ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด

(พระราชาตรัสกับพระเตมีย์โพธิสัตว์แล้ว จึงตรัสคาถาว่า)

[๘๗]

ความน่าอัศจรรย์ปรากฏชัดเจนกับโยม

เพราะได้เห็นลูกรักอยู่ในที่ลับแต่ผู้เดียว

เพราะเหตุไร ผิวพรรณของผู้บริโภคอาหารเช่นนี้จึงผ่องใสเล่า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อจะทูลพระราชานั้น จึงตรัสว่า)

[๘๘]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร

อาตมภาพจำวัดตามลำพังบนเครื่องลาดใบไม้

เพราะการจำวัดตามลำพังนั้น

ผิวพรรณของอาตมภาพจึงผ่องใส

[๘๙]

อนึ่ง อาตมภาพไม่มีราชองครักษ์คาดกระบี่คอยป้องกัน

เพราะการจำวัดตามลำพังของอาตมภาพนั้น

ผิวพรรณจึงผ่องใส ขอถวายพระพร

[๙๐]

อาตมภาพมิได้เศร้าโศกถึงอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว

มิได้ปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึง

ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า

เพราะฉะนั้น ผิวพรรณของอาตมภาพจึงผ่องใส

[๙๑]

เพราะการปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึง

เพราะเศร้าโศกถึงอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว

ทั้ง ๒ อย่างนี้ พวกคนพาลซูบซีดเหี่ยวแห้ง

เหมือนไม้อ้อที่เขียวสดถูกถอนทิ้งไว้

(ลำดับนั้น พระราชาทรงเชิญพระเตมีย์โพธิสัตว์ให้ครองราชสมบัติ จึงตรัสว่า)

[๙๒]

ลูกรัก โยมขอมอบกองพลช้าง ๑- กองพลม้า

กองพลรถ กองพลราบ เหล่าทหารผูกโล่

และพระนิเวศน์ที่น่ารื่นรมย์แก่ลูก

@เชิงอรรถ :

@๑ กองพลช้าง หมายถึงกองทัพที่จัดขึ้นเป็นหมู่ใหญ่ นับช้างตั้งแต่สิบเชือกขึ้นไป ที่ชื่อว่ากองพลรถ

@ก็เช่นเดียวกัน (ขุ.ชา.อ. ๙/๙๒/๔๔)

[๙๓]

โยมขอมอบพระสนมกำนัลในผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง

ลูกรักจงปกครองพระสนมกำนัลในเหล่านั้น

จงเป็นพระราชาของโยมทั้งหลาย

[๙๔]

หญิงทั้ง ๔ คนผู้ฉลาดในการฟ้อนรำและการขับร้อง

ศึกษาดีแล้วในหน้าที่ของหญิงแม้อื่นๆ

จักทำลูกรักให้รื่นรมย์ในกามได้ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

[๙๕]

โยมจักนำราชกัญญาจากพระราชาอื่นๆ ผู้ประดับดีแล้วมา

ขอลูกรักให้กำเนิดพระโอรสในหญิงเหล่านั้นแล้ว

จึงบวชในภายหลังเถิด

[๙๖]

ลูกรักยังหนุ่มแน่นอยู่ในปฐมวัย ผมดำสนิท

จงครอบครองราชสมบัติก่อนเถิด

ขอลูกจงมีความเจริญ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์แสดงธรรมโปรดพระราชาว่า)

[๙๗]

คนหนุ่มควรประพฤติพรหมจรรย์

ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ควรจะเป็นคนหนุ่ม

เพราะการบวชของคนหนุ่ม ฤๅษีทั้งหลายสรรเสริญแล้ว

[๙๘]

คนหนุ่มควรประพฤติพรหมจรรย์

ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ควรเป็นคนหนุ่ม

อาตมภาพจักประพฤติพรหมจรรย์

อาตมภาพไม่ต้องการราชสมบัติ

[๙๙]

อาตมภาพเห็นเด็กหนุ่มของท่านทั้งหลาย

ผู้เรียกมารดาและบิดา ซึ่งเป็นบุตรที่รักได้มาโดยยาก

ยังไม่ทันถึงความแก่เลยก็ตายเสียแล้ว

[๑๐๐]

อาตมภาพเห็นเด็กสาวของท่านทั้งหลาย

ที่สวยสดงดงาม สิ้นชีวิต เหมือนหน่อไม้ไผ่ที่ถูกถอน

[๑๐๑]

จริงอยู่ จะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม

แม้ยังหนุ่มสาวก็ตาย เพราะฉะนั้น

ใครเล่าจะพึงวางใจในชีวิตนั้นได้ว่า เรายังเป็นหนุ่มสาว

[๑๐๒]

อายุของคนเป็นของน้อย เพราะวันคืนล่วงไปๆ

เปรียบเหมือนอายุของฝูงปลาในน้ำน้อย

ความเป็นหนุ่มสาวในวัยนั้นจักทำอะไรได้

[๑๐๓]

สัตวโลกถูกครอบงำและถูกรุมล้อมอยู่เป็นนิตย์

เมื่อราตรีทั้งหลายทำอายุ วรรณะ และกำลัง

ของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไปเป็นไปอยู่

มหาบพิตรจะอภิเษกอาตมภาพในราชสมบัติทำไม

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๐๔]

สัตวโลกถูกอะไรครอบงำ และถูกอะไรรุมล้อมไว้

อะไรชื่อว่าราตรีที่ทำอายุ วรรณะ

และกำลังของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไปเป็นไปอยู่

โยมถามแล้ว ขอลูกรักจงบอกข้อนั้นแก่โยมเถิด

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลว่า)

[๑๐๕]

สัตวโลกถูกความตายครอบงำ

และถูกความแก่รุมล้อมไว้

วันคืนที่ชื่อว่าทำอายุ วรรณะ

และกำลังของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไปก็เป็นไปอยู่

มหาบพิตร ขอจงทรงทราบอย่างนี้ ขอถวายพระพร

[๑๐๖]

เมื่อเส้นด้ายที่เขากำลังทอ

ช่างหูกทอไปได้เท่าใด ส่วนที่ต้องทอต่อไป

โยมก็พึงทราบว่า เหลืออยู่น้อยเท่านั้นฉันใด

ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น

[๑๐๗]

ห้วงน้ำที่เต็มฝั่งเมื่อไหลไปย่อมไม่ไหลกลับฉันใด

อายุของมนุษย์ทั้งหลายเมื่อผ่านไป

ก็ย่อมไม่หวนกลับคืนฉันนั้น

[๑๐๘]

ห้วงน้ำที่เต็มฝั่งย่อมพัดพาเอาต้นไม้

ที่เกิดอยู่ริมฝั่งให้หักโค่นไปฉันใด

สัตว์ทั้งปวงย่อมถูกชราและมรณะพัดพาไปฉันนั้น

(พระราชาสดับธรรมกถาของพระเตมีย์โพธิสัตว์แล้ว จะเชิญให้ครองราชสมบัติอีก จึงตรัสว่า)

[๑๐๙]

ลูกเอ๋ย โยมขอมอบกองพลช้าง กองพลม้า

กองพลรถ กองพลราบ เหล่าทหารผูกโล่

และพระราชนิเวศน์ที่น่ารื่นรมย์แก่ลูก

[๑๑๐]

อนึ่ง โยมขอมอบพระสนมกำนัลใน

ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง

ลูกเอ๋ย จงปกครองพระสนมกำนัลในเหล่านั้น

ลูกจักเป็นพระราชาของโยมทั้งหลาย

[๑๑๑]

หญิงทั้ง ๔ คนผู้ฉลาดในการฟ้อนรำและการขับร้อง

ศึกษาดีแล้วในหน้าที่ของหญิงอื่นๆ

จักทำลูกรักให้รื่นรมย์ในกามได้ ลูกจะทำอะไรในป่าเล่า

[๑๑๒]

โยมจักนำราชกัญญาจากพระราชาอื่นๆ

ผู้ประดับแล้วมาให้แก่ลูก

ลูกให้หญิงเหล่านั้นกำเนิดพระโอรสแล้ว

จึงบวชในภายหลังเถิด

[๑๑๓]

ลูกยังหนุ่มแน่นอยู่ในปฐมวัย มีผมดำสนิท

จงครอบครองราชสมบัติก่อนเถิด

ขอลูกจงมีความเจริญ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

[๑๑๔]

ลูกเอ๋ย โยมขอมอบฉางหลวง พระคลัง พาหนะ

พลนิกาย และพระราชนิเวศน์อันน่ารื่นรมย์แก่ลูก

[๑๑๕]

ลูกจงแวดล้อมด้วยแวดวงราชกัญญาที่งามพร้อม

จงแวดล้อมด้วยหมู่พระสนมกำนัลใน

จงครอบครองราชสมบัติก่อนเถิด

ขอลูกจงมีความเจริญ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อจะประกาศความที่ตนไม่ปรารถนาราชสมบัติ จึงทูลว่า)

[๑๑๖]

มหาบพิตรจะให้อาตมภาพเสื่อมไปเพราะทรัพย์ทำไม

บุคคลจักตายเพราะภรรยาทำไม

ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นหนุ่มสาวที่แก่เฒ่า

เพราะถูกชราครอบงำ

[๑๑๗]

ในโลกสันนิวาสที่มีชราและมรณะเป็นธรรมดานั้น

จะเพลิดเพลินไปทำไม จะเล่นหัวไปทำไม

จะยินดีไปทำไม จะแสวงหาทรัพย์ไปทำไม

จะมีประโยชน์อะไรด้วยลูกและเมียแก่อาตมภาพ

อาตมภาพเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูก ขอถวายพระพร

[๑๑๘]

มัจจุราชย่อมไม่ย่ำยีอาตมภาพผู้รู้ชัดอย่างนี้ว่า

เมื่อบุคคลถูกมัจจุราชครอบงำแล้ว

จะยินดีไปทำไม จะแสวงหาทรัพย์ไปทำไม

[๑๑๙]

ภัยของผลไม้ที่สุกแล้วทั้งหลาย

ย่อมมีเพราะหล่นลงเป็นนิตย์ฉันใด

ภัยของเหล่าสัตว์ผู้เกิดมาแล้ว

ย่อมมีเพราะความตายอยู่เป็นนิตย์ฉันนั้น

[๑๒๐]

คนเป็นจำนวนมากที่ได้พบกันในตอนเช้า

ตกตอนเย็นบางพวกก็ไม่เห็นกัน

คนเป็นจำนวนมากที่ได้พบกันในตอนเย็น

ตกตอนเช้าบางพวกก็ไม่เห็นกัน

[๑๒๑]

ควรรีบทำความเพียรเสียแต่ในวันนี้

ใครเล่าจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจะมีในวันพรุ่งนี้

เพราะความผ่อนผันกับมัจจุราชที่มีเสนาหมู่ใหญ่นั้น

ไม่มีแก่เราทั้งหลายเลย

[๑๒๒]

พวกโจรย่อมปรารถนาทรัพย์

มหาบพิตร อาตมภาพเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูก

เชิญมหาบพิตรเสด็จกลับไปเถิด

อาตมภาพไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ ขอถวายพระพร

เตมิยชาดกที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๗. มหาสุตโสมชาดกชาดกถัดไป๕๓๙. มหาชนกชาดก