ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. เตมิยชาดก
ชาดกที่ ๕๓๘ · มหานิบาตชาดก

เตมิยชาดก

ว่าด้วยพระเจ้าเตมีย์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๓๙๔ · บรรทัด ๒๖๐๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากเตมิยชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๗

เรื่องเล่า

แต่นั้น คณะอมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช ธรรมดาทารกสามขวบชอบของเล่น พวกข้าพระองค์จักทดลองพระกุมารด้วยของเล่นกราบทูลดังนี้แล้ว จึงให้ทำรูปช้างเป็นต้น สำเร็จด้วยทองเป็นต้น วางไว้ใกล้ ๆพระโพธิสัตว์ เหล่าทารกที่เหลือต่างแย่งกันและกันถือเอา ฝ่ายพระมหาสัตว์ไม่ทรงทอดพระเนตรดูอะไร ๆ เลย แม้ทดลองด้วยของเล่นในระหว่าง ๆอย่างนี้เป็นเวลาหนึ่งปี ก็ไม่เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์.

แต่นั้น คณะอมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช ธรรมดาทารกสี่ขวบชอบโภชนาหาร พวกข้าพระองค์จักทดลองพระกุมารด้วยโภชนาหารกราบทูลดังนี้แล้ว จึงน้อมโภชนาหารต่าง ๆ เข้าถวายพระมหาสัตว์ แม้เหล่าทารกที่เหลือต่างก็ทำเป็นคำ ๆ บริโภค ฝ่ายพระมหาสัตว์ทรงโอวาทพระองค์ว่า แน่ะพ่อเตมิยกุมาร อัตภาพของเจ้าที่ไม่ได้โภชนะบริโภคนับไม่ถ้วนทรงกลัวภัยนรก มิได้ทอดพระเนตรดูโภชนาหารนั้น ลำดับนั้น พระชนนีของพระโพธิสัตว์ เป็นผู้เหมือนมีพระหฤทัยแตกทำลาย ให้พระโอรสเสวยโภชนาหารด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง แม้ทดลองด้วยโภชนาหารในระหว่าง ๆอย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็ไม่เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์.

แต่นั้น คณะอมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ธรรมดาทารกห้าขวบย่อมกลัวไฟ พวกข้าพระองค์จักทดลองพระกุมารด้วยไฟ กราบทูลดังนี้แล้ว ให้ทำเรือนใหญ่มีหลายประตู ทำพระลานหลวง มุงด้วยใบตาล ให้พระมหาสัตว์ซึ่งแวดล้อมด้วยเหล่าทารกที่เหลือ นั่งท่ามกลางทารกเหล่านั้นแล้วจุดไฟเหล่าทารกที่เหลือเห็นเรือนไฟลุกโพลง ทั้งกลัวทั้งสะดุ้ง ต่างร้องลั่นวิ่งหนีไปฝ่ายพระมหาสัตว์ทรงดำริว่า ความร้อนแห่งเพลิงนี้ ยังดีกว่าไหม้ด้วยไฟนรกพระมหาสัตว์มิได้มีความหวั่นไหวเลย เหมือนพระมหาเถระผู้เข้านิโรธสมาบัติครั้นเมื่อเพลิงลุกลามมา อมาตย์ทั้งหลายก็อุ้มพระโพธิสัตว์ออกไป แม้ทดลองด้วยไฟในระหว่าง ๆ อย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็ไม่เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์.

แต่นั้น คณะอมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช ธรรมดาทารกหกขวบย่อมกลัวช้างตกมัน พวกข้าพระองค์จักทดลองพระกุมารด้วยช้างตกมัน กราบทูลดังนี้แล้ว ให้ฝึกช้างเชือกหนึ่งซึ่งฝึกอย่างดี ให้พระโพธิสัตว์ซึ่งแวดล้อมด้วยเหล่าทารกที่เหลือ ประทับ นั่ง ณ พระลานหลวง แล้วปล่อยช้าง ช้างนั้นบันลือเสียงโกญจนาท เอางวงตีพื้นดินสำแดงภัยมา เหล่าทารกที่เหลือเห็นช้างตกมันก็กลัวมรณภัย จึงวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง ฝ่ายพระมหาสัตว์เห็นช้างตกมันนั้นมา ทรงคิดว่า เราตายเสียที่งาช้างตกมันตัวดุร้ายยังประเสริฐกว่าไหม้ในนรกอันร้ายกาจ พระมหาสัตว์ถูกภัยนรกคุกคามประทับนั่งตรงนั้นเองไม่หวั่นไหวเลย ลำดับนั้น ช้างที่ฝึกดีแล้วนั้นแล่นเข้ามาจับพระมหาสัตว์ เหมือนจับกำดอกไม้ วิ่งไปวิ่งมาทำให้พระมหาสัตว์ลำบากยิ่งมหาชนรับ พระมหาสัตว์จากงวงช้างแล้วนำออกไป แม้ทดลองด้วยช้างตกมันในระหว่าง ๆ อย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็ไม่เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์พระราชาตรัสถามพวกราชบุรุษว่า พวกท่านรับพระกุมารนำออกไปในเวลามาพระกุมารไหวมือหรือเท้าบ้างหรือไม่ ราชบุรุษทั้งหลายกราบทูลว่า หามิได้เลยพระเจ้าข้า ทรงหารือว่า พวกเราจะทำอย่างไร.

แต่นั้น คณะอมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ธรรมดาทารกเจ็ดขวบย่อมกลัวงู พวกข้าพระองค์จักทดลองพระกุมารด้วยงู กราบทูลดังนี้แล้ว จึงให้พระมหาสัตว์กับเหล่าทารกที่เหลือนั่งที่พระลานหลวง ปล่อยงูทั้งหลายซึ่งถอนเขี้ยวแล้ว เย็บปากแล้ว ในกาลที่พระโพธิสัตว์ประทับนั่งแวดล้อมไปด้วยเหล่าทารกที่เหลือ ทารกที่เหลือทั้งหลายเห็นงูดุร้ายเหล่านั้นก็ร้องลั่นวิ่งหนีไป ฝ่ายพระมหาสัตว์ทรงพิจารณาภัยในนรก ทรงดำริว่าความพินาศไปในปากของงูดุร้าย ยังดีกว่าตายในนรกอันตรายกาจ ดังนี้แล้วจึงทรงนิ่งเฉยเหมือนเข้านิโรธสมาบัติ คราวนั้นงูทั้งหลายก็เลื้อยมารัดพระสกลกายของพระมหาสัตว์ แผ่พังพานอยู่บนพระเศียรของพระมหาสัตว์ แม้ในกาลนั้น พระมหาสัตว์ก็มิได้หวั่นไหวเลย แม้ทดลองด้วยงูในระหว่าง ๆ อย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็มิได้เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์ พระราชาตรัสถามพวกราชบุรุษว่า พวกท่านรับพระกุมารนำออกไปในเวลามา พระกุมารไหวมือหรือเท้าบ้างหรือไม่ ราชบุรุษทั้งหลายกราบทูลว่า หามิได้เลย พระเจ้าข้าทรงหารือว่า พวกเราจะทำอย่างไร.

แต่นั้น คณะอมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ธรรมดาทารกแปดขวบย่อมชอบมหรสพฟ้อนรำ พวกข้าพระองค์จักทดลองพระกุมารด้วยมหรสพฟ้อนรำ กราบทูลดังนี้แล้ว ให้พระกุมารประทับนั่ง ณ พระลานหลวงกับทารก ๕๐๐ คน แล้วให้แสดงมหรสพฟ้อนรำ เหล่าทารกที่เหลือเห็นมหรสพฟ้อนรำแล้ว ต่างกล่าวว่า ดี ดี พากันหัวเราะเฮฮา ส่วนพระมหาสัตว์ทรงพิจารณาภัยในนรกว่า ในเวลาที่เราบังเกิดในนรก ความรื่นเริงหรือโสมนัสไม่มีแม้ชั่วขณะหนึ่ง จึงนิ่งเฉยมิได้ทอดพระเนตรดูอะไร ๆ นั้นเลย แม้ทดลองด้วยมหรสพฟ้อนรำในระหว่าง ๆ อย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็มิได้เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์ พระราชาตรัสถามพวกราชบุรุษว่า พวกท่านรับพระกุมารนำออกไปในเวลามา พระกุมารไหวมือหรือเท้าบ้างหรือไม่ ราชบุรุษทั้งหลายกราบทูลว่า หามิได้เลยพระเจ้าข้า ทรงหารือว่า พวกเราจะทำอย่างไร

แต่นั้น คณะอมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ธรรมดาทารกเก้าขวบย่อมกลัวศัสตรา พวกข้าพระองค์จักทดลองพระกุมารด้วยศัสตรา จึงให้พระมหาสัตว์ประทับนั่ง พระลานหลวงกับทารก ๕๐๐ คน ในเวลาที่ทารก ๕๐๐ คนกำลังเล่นกันอยู่ บุรุษผู้หนึ่งถือดาบมีสีดังแก้วผลึก กวัดแกว่งบันลือ โห่ร้อง โลดเต้น ปรบมือ ยักเยื้องท่าทาง ขู่ตวาดว่า ได้ยินว่าราชโอรสองค์หนึ่งของพระเจ้ากาสิกราช เป็นกาลกรรณี เขาอยู่ไหน เราจักเอาดาบตัดศีรษะเขา วิ่งกล่าวอยู่ดังนี้ เหล่าทารกที่เหลือเห็นดังนั้น ทั้งกลัวทั้งสะดุ้ง ร้องลั่นวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง ส่วนพระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาภัยในนรก ทรงเห็นว่า พินาศเสียในคมดาบอันร้ายกาจ ยังดีกว่ากายในอุสสุทนรกดังนี้ ประทับนั่งเหมือนไม่ทรงทราบ ลำดับนั้น บุรุษนั้นเอาดาบจดลงที่ศีรษะแล้วกล่าวกะพระมหาสัตว์ว่า เราจักตัดศีรษะท่าน แม้ทำให้พระมหาสัตว์สะดุ้งก็ไม่สามารถจะให้สะดุ้งได้ จึงหลีกไป แม้ทดลองด้วยดาบในระหว่าง ๆ อย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็มิได้เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์ พระราชาตรัสถามพวกราชบุรุษอย่างนี้ว่า พวกท่านรับพระกุมารนำออกไปในเวลามา พระกุมารไหวมือหรือเท้าบ้างหรือไม่ ราชบุรุษทั้งหลายกราบทูลว่า หามิได้เลยพระเจ้าข้า ทรงหารือว่า พวกเราจะทำอย่างไร.

แต่นั้น คณะอมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ธรรมดาทารกสิบขวบย่อมกลัวเสียง ควรจะใช้เสียงทดลองพระกุมารว่าหนวกหรือไม่ กราบทูลดังนี้แล้ว จึงให้แวดวงที่บรรทมด้วยม่าน ทำช่องไว้สี่ข้าง ให้คนเป่าสังข์นั่งอยู่ใต้ที่บรรทม ไม่ให้พระโพธิสัตว์เห็นตัว ให้เป่าสังข์ขึ้นพร้อมกัน ได้มีเสียงกังวานพร้อมกัน นางนมทั้งหลายให้พระมหาสัตว์ บรรทมเหนือที่บรรทม อมาตย์๔ คน ยืนอยู่ที่ข้างทั้ง ๘ แลดูอิริยาบถของพระมหาสัตว์ตามช่องม่าน มิได้เห็นวิการแห่งพระหัตถ์พระบาท หรือเพียงกระดิกไหว อันเผลอพระสติของพระมหาสัตว์ แม้วันหนึ่ง พระราชาตรัสถามพวกราชบุรุษว่า ลูกของเราไหวมือหรือเท้าบ้างหรือไม่ ราชบุรุษทั้งหลายกราบทูลว่า หามิได้เลย พระเจ้าข้าทรงหารือว่า พวกเราจะทำอย่างไร แม้ทดลองด้วยเป่าสังข์ ในระหว่าง ๆอย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็มิได้เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์เลย.

แต่นั้น คณะอมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ธรรมดาทารกสิบเอ็ดขวบย่อมกลัวเสียงกลอง ควรจะทดลองพระกุมารด้วยเสียงกลอง (เมื่อล่วงไปหนึ่งปี) อมาตย์ทั้งหลายแม้ทดลองด้วยเสียงกลองในระหว่าง ๆ อย่างนั้นแลเป็นเวลาปีหนึ่ง ก็มิได้เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์.

แต่นั้น คณะอมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ธรรมดาทารกสิบสองขวบย่อมกลัวประทีป พวกข้าพระองค์จักทดลองพระกุมารด้วยประทีปกราบทูลดังนี้แล้ว ให้พระโพธิสัตว์บรรทมในที่มืดเวลาราตรี คิดว่า พระกุมารจะยังพระหัตถ์หรือพระบาทให้ไหวหรือไม่หนอ ทำประทีปให้ลุกโพลงในหม้อทั้งหลาย ให้ดับประทีปอื่น ๆ เสีย ให้พระโพธิสัตว์บรรทมหน่อยหนึ่งในที่มืด แล้วยกหม้อประทีปน้ำมันทั้งหลายขึ้น ทำให้สว่างพร้อมกันทีเดียวพิจารณาดูอิริยาบถของพระโพธิสัตว์ ก็มิได้เห็นแม้สักว่าความไหวพระกายของพระมหาสัตว์ แม้ทดลองด้วยประทีปในระหว่าง ๆ อย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่งก็มิได้เห็นแม้เพียงความไหวอะไร ๆ ของพระโพธิสัตว์ พระราชาตรัสถามพวกราชบุรุษว่า ลูกของเราไหวมือหรือเท้าบ้างหรือไม่ ราชบุรุษทั้งหลายกราบทูลว่า หามิได้เลย พระเจ้าข้า ทรงหารือว่า พวกเราจะทำอย่างไร.

แต่นั้น คณะอมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ธรรมดาทารกสิบสามขวบย่อมกลัวแมลงวัน พวกข้าพระองค์จักทดลองพระกุมารด้วยน้ำอ้อยกราบทูลดังนี้แล้ว จึงเอาน้ำอ้อยทาทั่วพระสรีระพระโพธิสัตว์ แล้วให้บรรทมในสถานที่มีแมลงวันชุกชุม เลี้ยงบำรุงแมลงวันทั้งหลาย แมลงวันเหล่านั้นก็ตอมพระสรีระทั้งสิ้นแห่งพระโพธิสัตว์ กินน้ำอ้อยดุจแทงด้วยเข็มเป็นอันมากพระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า เราตายในปากแมลงวันทั้งหลายดีกว่าตายในนรกอเวจีจึงอดกลั้นทุกขเวทนา ไม่หวั่นไหวเลย ดุจพระมหาเถระเข้านิโรธสมาบัติ แม้ทดลองด้วยน้ำอ้อยในระหว่าง ๆ อย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็มิได้เห็นแม้เพียงความไหวอะไร ๆ ของพระโพธิสัตว์ พระราชาตรัสถามพวกราชบุรุษว่าลูกของเราไหวมือหรือเท้าบ้างหรือไม่ ราชบุรุษทั้งหลายกราบทูลว่า หามิได้เลย พระเจ้าข้า ทรงหารือว่า พวกเราจะทำอย่างไร.

แต่นั้น คณะอมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ เมื่อเวลาทารกมีอายุได้สิบสี่ขวบก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว บัดนี้พระกุมารนี้เป็นผู้ใหญ่ ใคร่ของสะอาดรังเกียจของโสโครก พวกข้าพระองค์จักทดลองพระกุมารด้วยของโสโครกกราบทูลดังนี้แล้ว ตั้งแต่นั้นมา ไม่สรงสนานพระโพธิสัตว์ ไม่จัดให้ลงบังคนไม่ช่วยให้ลุกจากที่บรรทม พระโพธิสัตว์ก็ลงบังคนหนักเบาบรรทมเกลือกกลั้วอยู่ในที่นั้นนั่นเอง ก็เพราะกลิ่นเหม็น กาลนั้น ได้เป็นเสมือนกาลสำแดงพระอัธยาศัยภายในแห่งพระโพธิสัตว์ออกมาภายนอก แมลงวันทั้งหลายก็มาตอมกินอยู่ที่พระสรีระของพระโพธิสัตว์ คราวนั้น พระชนกพระชนนีประทับนั่งล้อมพระโพธิสัตว์ ตรัสอย่างนี้ว่า พ่อเตมิยกุมาร บัดนี้พ่อก็โตแล้ว ใครเขาจะประคับประคองพ่อเสมอไป พ่อไม่ละอายหรือ พ่อนอนอยู่ทำไม ลุกขึ้นชำระร่างกายซิ แล้วตรัสตัดพ้อบริภาษ พระโพธิสัตว์ แม้จมอยู่ในกองคูถซึ่งปฏิกูลอย่างนั้น ก็ทรงวางพระอารมณ์เป็นกลาง เพราะทรงพิจารณาเห็นความมีกลิ่นเหม็นของคูถนรก ซึ่งสามารถฟุ้งตลบขึ้นในใจของผู้ที่แม้ยืนอยู่ในที่สุดของร้อยโยชน์ เพราะมีกลิ่นเหม็น แม้ทดลองด้วยของโสโครกในระหว่าง ๆอย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็มิได้เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์.

แต่นั้น คณะอมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ธรรมดาทารกสิบห้าขวบย่อมกลัวความร้อน พวกข้าพระองค์จักทดลองพระกุมารด้วยถ่านเพลิง ลำดับนั้น อมาตย์ทั้งหลายได้วางกระเบื้องเต็มด้วยไฟไว้ใต้พระแท่นของพระโพธิสัตว์ ด้วยคิดว่า อย่างไรเสีย พระกุมารถูกความร้อนเบียดเบียนเสวยทุกขเวทนา เมื่ออดกลั้นทุกขเวทนาไม่ได้ ก็พึงแสดงความกระดิกไหวพระหัตถ์หรือพระบาทบ้าง นางนมทั้งหลายให้พระมหาสัตว์บรรทมเหนือพระแท่นแล้วออกมาเสีย พระมหาสัตว์ถูกความร้อนเบียดเบียน เปลวไฟปรากฏเหมือนลุกโพลงทั่วพระสรีระของพระมหาสัตว์ แม้พระมหาสัตว์ก็ทรงโอวาทพระองค์เองว่า แน่ะพ่อเตมิยกุมาร ความร้อนในนรกอเวจีแผ่ไปตั้งร้อยโยชน์ทำลายนัยน์ตาของบรรดาสัตว์ที่อยู่ในที่ร้อยโยชน์ได้ ความร้อนแห่งเพลิงนี้ยังดีกว่าความร้อนในนรกนั้น ตั้งร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า ดังนี้แล้วทรงอดกลั้นความร้อนนั้นเสีย มิได้หวั่นไหวเลย เหมือนผู้เข้านิโรธสมาบัติ ลำดับนั้น พระชนกพระชนนีของพระโพธิสัตว์ ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ถูกความทุกข์เบียดเบียน ก็เป็นเหมือนพระหฤทัยจักแตก จึงแหวกฝูงชนเข้าไปนำพระโพธิสัตว์ออกมาจากความร้อนของไฟนั้น แล้วตรัสวิงวอนพระโพธิสัตว์ว่า พ่อเตมิยกุมาร พวกเรารู้ว่ามิใช่คนง่อยคนเปลี้ยเป็นต้น เพราะคนพิการเหล่านั้นมิได้มี มือ เท้า ปาก และช่องหูอย่างนี้ พ่อเป็นบุตรที่พวกเราปรารถนาจึงได้ พ่ออย่าให้พวกเราฉิบหายเลย พ่อจงเปลื้องพวกเราจากครหาแก่สำนักพระราชาทั่วชมพูทวีปเถิด แม้พระชนกพระชนนี วิงวอนถึงอย่างนี้ พระโพธสัตว์ก็บรรทมนิ่ง เหมือนมิได้ทรงสดับพระวาจานั้น ลำดับนั้น พระชนกพระชนนี ของพระโพธิสัตว์ก็ทรงกันแสงเสด็จหลีกไป บางคราวพระชนกของพระโพธิสัตว์ แต่พระองค์เดียวเสด็จเข้าไปวิงวอนพระโพธิสัตว์ บางคราวก็พระชนนีแต่พระองค์เดียวเสด็จเข้าไปวิงวอนพระโพธิสัตว์ บางคราวทั้งสองพระองค์เสด็จเข้าไปวิงวอนด้วยกัน แม้ทดลองด้วยถ่านเพลิงในระหว่าง ๆอย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็มิได้เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๗ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๓ หน้า ๑๘–๗๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

มหานิบาตชาดก · ๔๘๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๘๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒๒. มหานิบาต

๑. เตมิยชาดก ๑- (๕๓๘)

ว่าด้วยพระเตมีย์โพธิสัตว์

(เทพธิดาผู้เคยเป็นมารดาพระโพธิสัตว์ในอัตภาพหนึ่ง ปลอบพระโพธิสัตว์ ให้สบายพระทัยแล้ว จึงกล่าวว่า)

[๑]

ท่านจงอย่าเปิดเผยตนว่าเป็นบัณฑิต

จงให้คนทั้งปวงรู้ว่าเป็นคนโง่

ขอให้คนทั้งหมดจงดูหมิ่นท่านเถิด

ความประสงค์ของท่าน

จักสำเร็จได้ด้วยอาการอย่างนี้

(พระเตมีย์โพธิสัตว์กลับได้ความสบายพระทัยตามคำของเทพธิดานั้น จึงตรัสว่า)

[๒]

แม่เทพธิดา ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่าน

ที่ได้กล่าวกับข้าพเจ้า

แม่เทพธิดา ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์

มุ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า

(พระโพธิสัตว์ตรัสถามนายสารถีว่า)

[๓]

นายสารถี ท่านจะรีบขุดหลุมไปทำไมหนอ

สหายเอ๋ย เราถามท่านแล้ว ท่านจงบอกเรา

ท่านจักทำประโยชน์อะไรกับหลุมเล่า

@เชิงอรรถ :

@๑ เป็นชาดกที่พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการเสด็จออกบรรพชาอันยิ่งใหญ่(ในอดีต)

@ได้ตรัสไว้โดยทรงเริ่มต้นด้วยคาถาแรกที่เทวดาผู้สถิตอยู่ที่เศวตฉัตรกล่าวสอนเตมิยกุมารว่า “ท่านจง

@อย่าเปิดเผยตนว่าเป็นบัณฑิต” เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๑/๑)

(สุนันทสารถีได้ฟังคำนั้น ขุดหลุมมิได้เงยหน้าดู จึงกราบทูลว่า)

[๔]

พระโอรสของพระราชาเป็นใบ้

และเป็นง่อยเปลี้ยขาดความสำนึก

พระราชาตรัสสั่งข้าพเจ้าว่า ควรฝังลูกเราไว้ในป่าช้า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ ตรัสกับสุนันทสารถีว่า)

[๕]

นายสารถี เรามิได้เป็นคนหนวก

คนใบ้ คนเปลี้ย และมิได้เป็นคนบกพร่อง ๑-

ถ้าท่านพึงฝังเราไว้ในป่า ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

[๖]

ท่านจงดูขา แขน และฟังภาษิตของเรา

ถ้าท่านพึงฝังเราไว้ในป่า ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

(สุนันทสารถีไม่รู้ จึงกราบทูลว่า)

[๗]

ท่านเป็นเทวดา คนธรรพ์

หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ

ท่านเป็นใครหรือเป็นบุตรของใคร

พวกเราจักรู้จักท่านได้อย่างไร

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อแสดงตนให้ปรากฏ แสดงธรรมแก่สุนันทสารถีนั้น จึงตรัสว่า)

[๘]

เรามิใช่เทวดา มิใช่คนธรรพ์

ทั้งมิใช่ท้าวสักกปุรินททะ

เราเป็นผู้ที่ท่านจะฝังในหลุม

เป็นโอรสของพระเจ้ากาสี

[๙]

เราเป็นโอรสของพระราชา

องค์ที่ท่านเข้าไปพึ่งบารมีเลี้ยงชีพอยู่เสมอ

นายสารถี ถ้าท่านพึงฝังเราไว้ในป่า

ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

@เชิงอรรถ :

@๑ คำว่า มิได้เป็นคนบกพร่อง หมายถึงเป็นผู้มีอินทรีย์สมบูรณ์ (ขุ.ชา.อ. ๙/๕/๒๒)

[๑๐]

บุคคลพึงนั่งหรือนอนที่ร่มแห่งต้นไม้ใด

ไม่พึงหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น

เพราะคนผู้ประทุษร้ายมิตร ชื่อว่าเป็นคนเลวทราม

[๑๑]

พระราชาก็เหมือนต้นไม้ เราก็เป็นเหมือนกิ่งไม้

ข้าแต่มหาราช นายสารถีเป็นเหมือนคนผู้อาศัยร่มไม้

นายสารถี ถ้าท่านฝังเราไว้ในป่า

ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ปรารภคาถาบูชามิตร ๑๐ คาถาว่า)

[๑๒]

ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร

ผู้นั้นพรากจากเรือนของตนแล้ว

ย่อมมีอาหารสมบูรณ์

คนเป็นอันมากย่อมเข้าไปพึ่งพาผู้นั้นเลี้ยงชีพ

[๑๓]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร

จะไปสู่ชนบท นิคม และราชธานีใดๆ

ก็เป็นผู้อันชนทั้งหลายในชนบท นิคม

และราชธานีนั้นๆ บูชาไปทุกแห่งหน

[๑๔]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ไม่มีพวกโจรข่มเหง

พระมหากษัตริย์ก็ไม่ทรงดูหมิ่น ย่อมข้าม(ชนะ)ศัตรูทั้งปวงได้

[๑๕]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร

ไม่โกรธเคืองใครๆ มาสู่เรือนของตน

ย่อมเป็นผู้ที่มหาชนยินดีต้อนรับในที่ประชุม

และเป็นคนชั้นสูงของหมู่ญาติ

[๑๖]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร สักการะคนอื่นแล้ว

ย่อมเป็นผู้ที่คนอื่นสักการะตอบ

เคารพคนอื่นแล้วก็มีคนอื่นเคารพตอบ

เป็นผู้อันเขาสรรเสริญเกียรติคุณ

[๑๗]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร

บูชาผู้อื่น ย่อมได้รับการบูชาตอบ

ไหว้ผู้อื่น ย่อมได้รับการไหว้ตอบ

ทั้งได้รับอิสริยยศและเกียรติ

[๑๘]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมรุ่งเรือง ๑- เหมือนไฟ

ย่อมรุ่งโรจน์เหมือนเทวดา เป็นผู้อันสิริไม่ทอดทิ้ง

[๑๙]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมมีโคทั้งหลายตกลูกมาก

พืชที่หว่านลงในนาย่อมงอกงาม

ย่อมได้บริโภคผลของพืชทั้งหลายที่หว่านไว้แล้ว

[๒๐]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร พลัดตกจากเหว ภูเขา

พลาดตกต้นไม้หรือเคลื่อนจากภพ ย่อมได้ที่พึ่ง

[๒๑]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ศัตรูทั้งหลายจะระรานไม่ได้

เหมือนลมระรานต้นไทรที่มีรากและลำต้นงอกงามแล้วไม่ได้

(สุนันทสารถีประคองอัญชลี ทูลวิงวอนว่า)

[๒๒]

ข้าแต่พระราชโอรส เชิญเสด็จเถิด

กระหม่อมจักนำพระองค์เสด็จกลับ

ไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์

เชิญพระองค์เถลิงถวัลยราชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า

พระองค์จักทรงทำอะไรในป่าได้เล่า

(ลำดับนั้น พระเตมีย์โพธิสัตว์จึงตรัสกับนายสุนันทสารถีนั้นว่า)

[๒๓]

นายสารถี พอทีสำหรับเราด้วยราชสมบัตินั้น

พระญาติทั้งหลายหรือทรัพย์ทั้งหลาย

ที่เราจะพึงได้ด้วยการประพฤติอันไม่ชอบธรรม

@เชิงอรรถ :

@๑ รุ่งเรือง ในที่นี้หมายถึงรุ่งเรืองด้วยอิสริยยศและบริวารยศ (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๘/๒๖)

(สุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๒๔]

ข้าแต่พระราชโอรส พระองค์เสด็จไปจากที่นี้แล้ว

ทำให้ข้าพระองค์ได้รับรางวัล เมื่อพระองค์เสด็จกลับไป

พระบิดาและพระมารดาพึงพระราชทานรางวัลให้แก่ข้าพระองค์

[๒๕]

ข้าแต่พระราชโอรส เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว

พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์เหล่านั้น

จะพึงดีใจ ให้รางวัลแก่ข้าพระองค์

[๒๖]

ข้าแต่พระราชโอรส เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

แม้เหล่านั้นจะพากันดีใจ ให้รางวัลแก่ข้าพระองค์

[๒๗]

ข้าแต่พระราชโอรส เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว

ชาวชนบทและชาวนิคมผู้มีธัญญาหารมาก

จะมาประชุมกัน ให้เครื่องบรรณาการแก่ข้าพระองค์

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๘]

เราเป็นผู้อันพระบิดาและพระมารดา

ชาวแคว้น ชาวนิคม และกุมารทั้งปวงสละแล้ว

เราไม่มีเรือนของตน

[๒๙]

เราเป็นผู้อันพระมารดาทรงอนุญาตแล้ว

และพระบิดาก็ทรงสละขาดแล้ว

ออกไปบวชอยู่ในป่าแต่ลำพัง

เราไม่พึงปรารถนากามทั้งหลาย

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยกำลังปีติ จึงตรัสว่า)

[๓๐]

ความหวังผลของเหล่าชนผู้ไม่รีบร้อนย่อมสำเร็จแน่

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

นายสารถี ท่านจงรู้ไว้อย่างนี้เถิด

[๓๑]

อนึ่ง ประโยชน์โดยชอบของเหล่าชน

ผู้ไม่รีบร้อน ย่อมเผล็ดผลโดยแท้

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

ออกบวชแล้วย่อมไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ

(นายสุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๓๒]

พระองค์เป็นผู้มีพระวาจาไพเราะ

มีพระดำรัสสละสลวยอย่างนี้

เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ตรัสในสำนัก

ของพระบิดาและพระมารดาในเวลานั้น

(ลำดับนั้น พระเตมีย์โพธิสัตว์ จึงตรัสว่า)

[๓๓]

เราเป็นคนง่อยเปลี้ย เพราะไม่มีข้อต่อก็หามิได้

เป็นคนหนวก เพราะไม่มีโสตประสาทก็หามิได้

เป็นคนใบ้ เพราะไม่มีชิวหาประสาทก็หามิได้

ท่านอย่าเข้าใจว่า เราเป็นใบ้

[๓๔]

เราระลึกชาติก่อนที่เราเสวยราชสมบัติได้

เราได้เสวยราชสมบัติในครั้งนั้นแล้ว

ต้องไปตกนรกอันแสนสาหัส

[๓๕]

เราได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้น ๒๐ ปี

แล้วต้องไปหมกไหม้อยู่ในนรกถึง ๘๐,๐๐๐ ปี

[๓๖]

เรากลัวจะต้องได้เสวยราชสมบัตินั้น

จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า

ขอชนทั้งหลายอย่าได้อภิเษกเราไว้ในราชสมบัติเลย

เพราะฉะนั้น เราจึงไม่พูดในสำนัก

ในสำนักของพระบิดาและพระมารดาในกาลนั้น

[๓๗]

พระบิดาทรงอุ้มเราให้นั่งบนพระเพลาแล้ว

ตรัสพิพากษาว่า ท่านทั้งหลายจงฆ่าโจรคนหนึ่ง

จงจองจำโจรอีกคนหนึ่งไว้ในเรือนจำ

จงเอาหอกแทงโจรคนหนึ่งแล้ว ราดด้วยน้ำกรด

จงเสียบโจรคนหนึ่งบนหลาว

พระบิดาตรัสพิพากษาอรรถคดีแก่มหาชนนั้นด้วยประการฉะนี้

[๓๘]

เราได้ฟังพระวาจาอันหยาบคายที่พระบิดาตรัสนั้น

จึงกลัวต่อการเสวยราชสมบัติ

เรามิได้เป็นคนใบ้ ก็ทำเหมือนเป็นคนใบ้

มิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย ก็ทำเป็นเหมือนคนง่อยเปลี้ย

เรากลิ้งเกลือกนอนจมอยู่ในอุจจาระและปัสสาวะของตน

[๓๙]

ชีวิตเป็นของยาก เป็นของเล็กน้อย ๑-

ซ้ำประกอบไปด้วยทุกข์

ใครเล่าอาศัยชีวิตนี้แล้วพึงก่อเวรกับใครๆ

[๔๐]

ใครเล่าอาศัยชีวิตนี้แล้วพึงก่อเวรกับใครๆ

เพราะไม่ได้ปัญญาและเพราะไม่ได้เห็นธรรม

[๔๑]

ความหวังผลของเหล่าคนผู้ไม่รีบร้อนย่อมสำเร็จแน่

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

นายสารถี ท่านจงรู้ไว้อย่างนี้เถิด

[๔๒]

อนึ่ง ประโยชน์โดยชอบของเหล่าชน

ผู้ไม่รีบร้อน ย่อมเผล็ดผลโดยแท้

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

ออกบวชแล้วย่อมไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ

@เชิงอรรถ :

@๑ ชีวิตเป็นของเล็กน้อย หมายความว่า หากชีวิตของสัตว์ทั้งหลายได้รับความลำบาก ก็จะดำรงอยู่ได้นาน

@มาก แต่หากได้รับความสบาย ก็จะดำรงอยู่ได้ชั่วเวลานิดหน่อย และชีวิตนี้ยากเข็ญ เป็นของเล็กน้อย คือ

@มีประมาณน้อยนิด อีกทั้งเป็นชีวิตที่ประกอบด้วยความสั่งสมทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๓๙/๓๐)

(นายสุนันทสารถีได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๔๓]

ข้าแต่พระราชโอรส

แม้ข้าพระองค์ก็จักบวชในสำนักของพระองค์

ขอพระองค์โปรดตรัสอนุญาตให้ข้าพระองค์บวชด้วยเถิด

ข้าพระองค์พอใจจะบวช พระเจ้าข้า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๔]

นายสารถี เรามอบรถให้ท่านแล้ว ท่านจงเป็นผู้ไม่มีหนี้

มาเถิด เพราะคนที่ไม่มีหนี้ จึงจะบวชได้

พวกฤๅษีทั้งหลายกล่าวสรรเสริญการบวชนั้น

(สุนันทสารถีได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๔๕]

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ

ข้าพระองค์ได้ทำตามพระดำรัสที่พระองค์ได้ตรัสไว้แล้ว

ข้าพระองค์ทูลวิงวอนแล้ว

ขอพระองค์ควรทรงโปรดกระทำตามคำของข้าพระองค์เถิด

[๔๖]

ขอพระองค์จงประทับอยู่ ณ ที่นี้

จนกว่าข้าพระองค์จะทูลเชิญเสด็จพระราชามา

พระบิดาของพระองค์ทอดพระเนตรแล้ว

จะพึงมีพระทัยเอิบอิ่มเป็นแน่

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๗]

นายสารถี เราจะทำตามคำของท่านที่กล่าวกับเรา

แม้เราก็ปรารถนาจะเฝ้าพระบิดาของเราซึ่งเสด็จมา ณ ที่นี้

[๔๘]

ท่านจงกลับไปเถิด สหาย

การที่ท่านได้ทูลพระญาติทั้งหลายด้วยเป็นการดี

ท่านรับคำสั่งเราแล้ว

พึงกราบทูลการถวายบังคมพระมารดาและพระบิดาของเรา

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๙]

นายสารถีจับพระบาททั้ง ๒ ของพระโพธิสัตว์นั้น

และทำประทักษิณพระองค์แล้ว

ก็ขึ้นรถบ่ายหน้าเข้าไปยังทวารพระราชวัง

[๕๐]

พระมารดาทอดพระเนตรเห็นรถว่างเปล่า

กลับมาแต่นายสารถีคนเดียว

จึงทรงกันแสง มีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล

ทอดพระเนตรดูนายสารถีนั้นอยู่

[๕๑]

พระนางทรงเข้าพระทัยว่า

นายสารถีฝังลูกของเราแล้วจึงกลับมา

ลูกของเราถูกนายสารถีฝังไว้ในแผ่นดิน

กลบดินแล้วเป็นแน่

[๕๒]

พวกศัตรูย่อมพากันยินดี

พวกคนจองเวรต่างก็เอิบอิ่มเป็นแน่

เพราะเห็นนายสารถีฝังลูกของเรากลับมาแล้ว

[๕๓]

พระมารดาทอดพระเนตรเห็นรถอันว่างเปล่า

กลับมาแต่นายสารถีคนเดียว

มีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล

ทรงกันแสงอยู่ ตรัสถามนายสารถีนั้นว่า

[๕๔]

ลูกของเราเป็นคนใบ้จริงหรือ เป็นคนง่อยเปลี้ยจริงหรือ

ลูกของเราขณะที่ท่านจะฝังดิน พูดอะไรบ้างหรือเปล่า

นายสารถี ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เราด้วยเถิด

[๕๕]

ลูกของเราเป็นคนใบ้ เป็นคนง่อยเปลี้ย

เมื่อท่านจะฝังลงดิน กระดิกมือและเท้าอย่างไร

เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เราเถิด

(ลำดับนั้น นายสุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๕๖]

ข้าแต่พระแม่เจ้า

ขอได้โปรดพระราชทานอภัยโทษแก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด

ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูล

ตามที่ได้ยินและได้เห็นมาในสำนักของพระราชโอรส

(พระนางจันทาเทวีตรัสกับนายสุนันทสารถีนั้นว่า)

[๕๗]

นายสารถีผู้สหาย เราให้อภัยโทษแก่ท่าน

อย่าได้กลัวเลย จงพูดไปเถิด

ตามที่ท่านได้ยินหรือได้เห็นมาในสำนักของพระราชโอรส

(นายสุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๕๘]

พระราชโอรสนั้นมิได้เป็นคนใบ้ มิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย

ยังมีพระดำรัสสละสลวยไพเราะ ได้ทราบว่า

พระองค์ทรงกลัวต่อการครองราชสมบัติ

จึงได้ทำการลวงอย่างมากมาย

[๕๙]

พระองค์ทรงระลึกถึงชาติก่อน

ที่พระองค์เคยได้เสวยราชสมบัติ

ครั้นได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้นแล้ว

ต้องไปตกนรกอย่างแสนสาหัส

[๖๐]

พระองค์ได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้น ๒๐ ปี

แล้วต้องไปหมกไหม้อยู่ในนรกถึง ๘๐,๐๐๐ ปี

[๖๑]

พระองค์ทรงกลัวต่อการเสวยราชสมบัติ

จึงทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า

ขอชนทั้งหลายอย่าได้อภิเษกเราในราชสมบัติเลย

เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่ตรัส

ในสำนักของพระบิดาและพระมารดาในกาลนั้น

[๖๒]

พระราชโอรสทรงถึงพร้อมด้วยองคาพยพ

มีพระรูปสมบัติงดงามสมส่วน

มีพระวาจาสละสลวย มีพระปัญญา

ทรงดำรงอยู่ในทางสวรรค์

[๖๓]

ถ้าพระแม่เจ้าทรงพระประสงค์จะทอดพระเนตร

พระราชโอรสของพระองค์

ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลเชิญเสด็จพระแม่เจ้าไปให้ถึงสถานที่

ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเตมีย์

(ฝ่ายพระเจ้ากาสีทรงสดับคำของนายสุนันทสารถี จึงดำรัสสั่งให้เรียก มหาเสนคุตมา รีบให้ตระเตรียมเสด็จ ตรัสว่า)

[๖๔]

เจ้าหน้าที่ทั้งหลายจงเทียมรถ เทียมม้า

ผูกเครื่องประคับช้าง จงประโคมสังข์และบัณเฑาะว์

ตีกลองหน้าเดียวเถิด

[๖๕]

จงตีกลองสองหน้าและรำมะนาอันไพเราะ

ขอชาวนิคมจงตามเรามา

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

[๖๖]

ขอพระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์

และพราหมณ์ทั้งหลายจงรีบเทียมยาน

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

[๖๗]

ขอพวกกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ

และกองพลราบจงรีบเทียมยาน

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

[๖๘]

ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว

จงรีบเทียมยานเถิด

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๙]

พวกนายสารถีจูงม้าสินธพที่มีฝีเท้าเร็ว

เทียมเข้ากับราชรถขับมายังทวารพระราชวัง

และกราบทูลว่า ม้าเหล่านี้เทียมแล้ว พระเจ้าข้า

(พระราชาตรัสว่า)

[๗๐]

ม้าอ้วนก็ไม่มีฝีเท้าเร็ว ม้าผอมก็ไม่มีเรี่ยวแรง

จงเว้นทั้งม้าผอมและม้าอ้วนเสีย

เลือกเทียมแต่ม้าที่สมบูรณ์

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๑]

ลำดับนั้น พระราชารีบเสด็จขึ้นประทับม้าสินธพที่เทียมแล้ว

ได้ตรัสกับนางชาววังว่า พวกเจ้าทั้งหมดจงตามเรามาเถิด

[๗๒]

พระราชาตรัสสั่งว่า จงตระเตรียมเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่าง

คือ พัดวาลวีชนี อุณหิส พระขรรค์ เศวตฉัตร

และฉลองพระบาทที่ประดับตกแต่งด้วยทองคำขึ้นรถไปด้วย

[๗๓]

และต่อจากนั้น พระราชาตรัสสั่งให้นายสารถีนำทาง

เสด็จเคลื่อนขบวนเข้าไปถึงสถานที่

ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเตมีย์

[๗๔]

ส่วนพระเตมีย์ทอดพระเนตรเห็นพระบิดา

กำลังเสด็จมา ทรงรุ่งเรืองด้วยพระเดชานุภาพ

ทรงแวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ จึงถวายพระพรว่า

[๗๕]

ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ

พระองค์ทรงสุขสบายดีหรือ ทรงพระสำราญดีหรือ

ราชกัญญาทั้งปวงและพระมารดาของอาตมภาพ

ไม่มีพระโรคาพาธหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๗๖]

ลูกรัก โยมสุขสบายดี

ไม่มีโรคเบียดเบียน

พระราชกัญญาทั้งปวงและพระมารดา

ของลูกรักก็ไม่มีโรคาพาธ

(ลำดับนั้น พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลถามพระราชาว่า)

[๗๗]

ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ

มหาบพิตรไม่ทรงเสวยน้ำจัณฑ์หรือ

ไม่ทรงโปรดปรานการเสวยน้ำจัณฑ์หรือ

พระทัยของพระองค์ทรงยินดีในสัจจะ

ในธรรม และในทานหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๗๘]

ลูกรัก โยมไม่ดื่มน้ำจัณฑ์

และไม่โปรดปรานการดื่มน้ำจัณฑ์

ใจของโยมยังยินดีในสัจจะ ในธรรม และในทาน

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๗๙]

ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ

ราชพาหนะของพระองค์ที่เขาเทียมแล้วมั่นคงหรือ

ราชพาหนะยังนำภาระไปได้ดีอยู่หรือ

มหาบพิตร พยาธิที่จะเข้าไปแผดเผาพระสรีระของพระองค์ไม่มีหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๘๐]

พาหนะมีม้าและโคเป็นต้นของโยมที่เทียมแล้วมั่นคง

ราชพาหนะก็ยังนำภาระไปได้

พยาธิที่เข้าไปแผดเผาสรีระของโยมก็ไม่มี

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๘๑]

ชุมชนแถบชายแดนของพระองค์ยังมั่งคั่งหรือ

คามนิคมในท่ามกลางรัฐของพระองค์

ยังเป็นที่อยู่แน่นหนามั่งคั่งอยู่หรือ

ฉางหลวงและท้องพระคลังของพระองค์ยังบริบูรณ์ดีอยู่หรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๘๒]

ชุมชนแถบชายแดนของโยมยังมั่งคั่ง

คามนิคมในท่ามกลางแคว้นก็ยังอยู่แน่นหนาดี

ฉางหลวงและท้องพระคลังของโยม

ก็ยังคงบริบูรณ์ดีทุกอย่าง

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๘๓]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย

ขอมหาดเล็กทั้งหลายจงจัดตั้งบัลลังก์

ซึ่งเป็นที่ประทับนั่งถวายพระราชาเถิด

[๘๔]

เชิญประทับนั่ง ณ เครื่องลาดใบไม้ที่เขาปูไว้เรียบร้อย

ถวายมหาบพิตร ณ ที่นี้เถิด

จงทรงตักน้ำจากภาชนะนี้ล้างพระบาทของพระองค์เถิด

[๘๕]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร

ใบหมากเม่าของอาตมภาพนี้เป็นของสุกไม่เค็ม

พระองค์มาเป็นแขกของอาตมภาพแล้ว เชิญเสวยเถิด

(พระราชาตรัสว่า)

[๘๖]

โยมไม่บริโภคใบหมากเม่า

เพราะใบหมากเม่านี้มิใช่อาหารของโยม

โยมบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลีที่ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด

(พระราชาตรัสกับพระเตมีย์โพธิสัตว์แล้ว จึงตรัสคาถาว่า)

[๘๗]

ความน่าอัศจรรย์ปรากฏชัดเจนกับโยม

เพราะได้เห็นลูกรักอยู่ในที่ลับแต่ผู้เดียว

เพราะเหตุไร ผิวพรรณของผู้บริโภคอาหารเช่นนี้จึงผ่องใสเล่า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อจะทูลพระราชานั้น จึงตรัสว่า)

[๘๘]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร

อาตมภาพจำวัดตามลำพังบนเครื่องลาดใบไม้

เพราะการจำวัดตามลำพังนั้น

ผิวพรรณของอาตมภาพจึงผ่องใส

[๘๙]

อนึ่ง อาตมภาพไม่มีราชองครักษ์คาดกระบี่คอยป้องกัน

เพราะการจำวัดตามลำพังของอาตมภาพนั้น

ผิวพรรณจึงผ่องใส ขอถวายพระพร

[๙๐]

อาตมภาพมิได้เศร้าโศกถึงอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว

มิได้ปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึง

ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า

เพราะฉะนั้น ผิวพรรณของอาตมภาพจึงผ่องใส

[๙๑]

เพราะการปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึง

เพราะเศร้าโศกถึงอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว

ทั้ง ๒ อย่างนี้ พวกคนพาลซูบซีดเหี่ยวแห้ง

เหมือนไม้อ้อที่เขียวสดถูกถอนทิ้งไว้

(ลำดับนั้น พระราชาทรงเชิญพระเตมีย์โพธิสัตว์ให้ครองราชสมบัติ จึงตรัสว่า)

[๙๒]

ลูกรัก โยมขอมอบกองพลช้าง ๑- กองพลม้า

กองพลรถ กองพลราบ เหล่าทหารผูกโล่

และพระนิเวศน์ที่น่ารื่นรมย์แก่ลูก

@เชิงอรรถ :

@๑ กองพลช้าง หมายถึงกองทัพที่จัดขึ้นเป็นหมู่ใหญ่ นับช้างตั้งแต่สิบเชือกขึ้นไป ที่ชื่อว่ากองพลรถ

@ก็เช่นเดียวกัน (ขุ.ชา.อ. ๙/๙๒/๔๔)

[๙๓]

โยมขอมอบพระสนมกำนัลในผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง

ลูกรักจงปกครองพระสนมกำนัลในเหล่านั้น

จงเป็นพระราชาของโยมทั้งหลาย

[๙๔]

หญิงทั้ง ๔ คนผู้ฉลาดในการฟ้อนรำและการขับร้อง

ศึกษาดีแล้วในหน้าที่ของหญิงแม้อื่นๆ

จักทำลูกรักให้รื่นรมย์ในกามได้ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

[๙๕]

โยมจักนำราชกัญญาจากพระราชาอื่นๆ ผู้ประดับดีแล้วมา

ขอลูกรักให้กำเนิดพระโอรสในหญิงเหล่านั้นแล้ว

จึงบวชในภายหลังเถิด

[๙๖]

ลูกรักยังหนุ่มแน่นอยู่ในปฐมวัย ผมดำสนิท

จงครอบครองราชสมบัติก่อนเถิด

ขอลูกจงมีความเจริญ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์แสดงธรรมโปรดพระราชาว่า)

[๙๗]

คนหนุ่มควรประพฤติพรหมจรรย์

ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ควรจะเป็นคนหนุ่ม

เพราะการบวชของคนหนุ่ม ฤๅษีทั้งหลายสรรเสริญแล้ว

[๙๘]

คนหนุ่มควรประพฤติพรหมจรรย์

ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ควรเป็นคนหนุ่ม

อาตมภาพจักประพฤติพรหมจรรย์

อาตมภาพไม่ต้องการราชสมบัติ

[๙๙]

อาตมภาพเห็นเด็กหนุ่มของท่านทั้งหลาย

ผู้เรียกมารดาและบิดา ซึ่งเป็นบุตรที่รักได้มาโดยยาก

ยังไม่ทันถึงความแก่เลยก็ตายเสียแล้ว

[๑๐๐]

อาตมภาพเห็นเด็กสาวของท่านทั้งหลาย

ที่สวยสดงดงาม สิ้นชีวิต เหมือนหน่อไม้ไผ่ที่ถูกถอน

[๑๐๑]

จริงอยู่ จะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม

แม้ยังหนุ่มสาวก็ตาย เพราะฉะนั้น

ใครเล่าจะพึงวางใจในชีวิตนั้นได้ว่า เรายังเป็นหนุ่มสาว

[๑๐๒]

อายุของคนเป็นของน้อย เพราะวันคืนล่วงไปๆ

เปรียบเหมือนอายุของฝูงปลาในน้ำน้อย

ความเป็นหนุ่มสาวในวัยนั้นจักทำอะไรได้

[๑๐๓]

สัตวโลกถูกครอบงำและถูกรุมล้อมอยู่เป็นนิตย์

เมื่อราตรีทั้งหลายทำอายุ วรรณะ และกำลัง

ของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไปเป็นไปอยู่

มหาบพิตรจะอภิเษกอาตมภาพในราชสมบัติทำไม

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๐๔]

สัตวโลกถูกอะไรครอบงำ และถูกอะไรรุมล้อมไว้

อะไรชื่อว่าราตรีที่ทำอายุ วรรณะ

และกำลังของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไปเป็นไปอยู่

โยมถามแล้ว ขอลูกรักจงบอกข้อนั้นแก่โยมเถิด

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลว่า)

[๑๐๕]

สัตวโลกถูกความตายครอบงำ

และถูกความแก่รุมล้อมไว้

วันคืนที่ชื่อว่าทำอายุ วรรณะ

และกำลังของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไปก็เป็นไปอยู่

มหาบพิตร ขอจงทรงทราบอย่างนี้ ขอถวายพระพร

[๑๐๖]

เมื่อเส้นด้ายที่เขากำลังทอ

ช่างหูกทอไปได้เท่าใด ส่วนที่ต้องทอต่อไป

โยมก็พึงทราบว่า เหลืออยู่น้อยเท่านั้นฉันใด

ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น

[๑๐๗]

ห้วงน้ำที่เต็มฝั่งเมื่อไหลไปย่อมไม่ไหลกลับฉันใด

อายุของมนุษย์ทั้งหลายเมื่อผ่านไป

ก็ย่อมไม่หวนกลับคืนฉันนั้น

[๑๐๘]

ห้วงน้ำที่เต็มฝั่งย่อมพัดพาเอาต้นไม้

ที่เกิดอยู่ริมฝั่งให้หักโค่นไปฉันใด

สัตว์ทั้งปวงย่อมถูกชราและมรณะพัดพาไปฉันนั้น

(พระราชาสดับธรรมกถาของพระเตมีย์โพธิสัตว์แล้ว จะเชิญให้ครองราชสมบัติอีก จึงตรัสว่า)

[๑๐๙]

ลูกเอ๋ย โยมขอมอบกองพลช้าง กองพลม้า

กองพลรถ กองพลราบ เหล่าทหารผูกโล่

และพระราชนิเวศน์ที่น่ารื่นรมย์แก่ลูก

[๑๑๐]

อนึ่ง โยมขอมอบพระสนมกำนัลใน

ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง

ลูกเอ๋ย จงปกครองพระสนมกำนัลในเหล่านั้น

ลูกจักเป็นพระราชาของโยมทั้งหลาย

[๑๑๑]

หญิงทั้ง ๔ คนผู้ฉลาดในการฟ้อนรำและการขับร้อง

ศึกษาดีแล้วในหน้าที่ของหญิงอื่นๆ

จักทำลูกรักให้รื่นรมย์ในกามได้ ลูกจะทำอะไรในป่าเล่า

[๑๑๒]

โยมจักนำราชกัญญาจากพระราชาอื่นๆ

ผู้ประดับแล้วมาให้แก่ลูก

ลูกให้หญิงเหล่านั้นกำเนิดพระโอรสแล้ว

จึงบวชในภายหลังเถิด

[๑๑๓]

ลูกยังหนุ่มแน่นอยู่ในปฐมวัย มีผมดำสนิท

จงครอบครองราชสมบัติก่อนเถิด

ขอลูกจงมีความเจริญ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

[๑๑๔]

ลูกเอ๋ย โยมขอมอบฉางหลวง พระคลัง พาหนะ

พลนิกาย และพระราชนิเวศน์อันน่ารื่นรมย์แก่ลูก

[๑๑๕]

ลูกจงแวดล้อมด้วยแวดวงราชกัญญาที่งามพร้อม

จงแวดล้อมด้วยหมู่พระสนมกำนัลใน

จงครอบครองราชสมบัติก่อนเถิด

ขอลูกจงมีความเจริญ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อจะประกาศความที่ตนไม่ปรารถนาราชสมบัติ จึงทูลว่า)

[๑๑๖]

มหาบพิตรจะให้อาตมภาพเสื่อมไปเพราะทรัพย์ทำไม

บุคคลจักตายเพราะภรรยาทำไม

ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นหนุ่มสาวที่แก่เฒ่า

เพราะถูกชราครอบงำ

[๑๑๗]

ในโลกสันนิวาสที่มีชราและมรณะเป็นธรรมดานั้น

จะเพลิดเพลินไปทำไม จะเล่นหัวไปทำไม

จะยินดีไปทำไม จะแสวงหาทรัพย์ไปทำไม

จะมีประโยชน์อะไรด้วยลูกและเมียแก่อาตมภาพ

อาตมภาพเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูก ขอถวายพระพร

[๑๑๘]

มัจจุราชย่อมไม่ย่ำยีอาตมภาพผู้รู้ชัดอย่างนี้ว่า

เมื่อบุคคลถูกมัจจุราชครอบงำแล้ว

จะยินดีไปทำไม จะแสวงหาทรัพย์ไปทำไม

[๑๑๙]

ภัยของผลไม้ที่สุกแล้วทั้งหลาย

ย่อมมีเพราะหล่นลงเป็นนิตย์ฉันใด

ภัยของเหล่าสัตว์ผู้เกิดมาแล้ว

ย่อมมีเพราะความตายอยู่เป็นนิตย์ฉันนั้น

[๑๒๐]

คนเป็นจำนวนมากที่ได้พบกันในตอนเช้า

ตกตอนเย็นบางพวกก็ไม่เห็นกัน

คนเป็นจำนวนมากที่ได้พบกันในตอนเย็น

ตกตอนเช้าบางพวกก็ไม่เห็นกัน

[๑๒๑]

ควรรีบทำความเพียรเสียแต่ในวันนี้

ใครเล่าจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจะมีในวันพรุ่งนี้

เพราะความผ่อนผันกับมัจจุราชที่มีเสนาหมู่ใหญ่นั้น

ไม่มีแก่เราทั้งหลายเลย

[๑๒๒]

พวกโจรย่อมปรารถนาทรัพย์

มหาบพิตร อาตมภาพเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูก

เชิญมหาบพิตรเสด็จกลับไปเถิด

อาตมภาพไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ ขอถวายพระพร

เตมิยชาดกที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๗. มหาสุตโสมชาดกชาดกถัดไป๕๓๙. มหาชนกชาดก