ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. เตมิยชาดก
ชาดกที่ ๕๓๘ · มหานิบาตชาดก

เตมิยชาดก

ว่าด้วยพระเจ้าเตมีย์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๓๙๔ · บรรทัด ๒๖๐๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากเตมิยชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๓ จาก ๗

เรื่องเล่า

ลำดับนั้น กาลเมื่อพระโพธิสัตว์มีพระชนม์ได้สิบหกพรรษา หมู่อมาตย์และพราหมณ์เป็นต้น คิดกันว่า พระกุมารเป็นง่อยเปลี้ยก็ตาม เป็นใบ้ก็ตาม เป็นคนหนวกก็ตาม หรือไม่เป็นก็ตาม จงยกไว้ เมื่อวัยเปลี่ยนแปรไป บุคคลชื่อว่าไม่กำหนัดในอารมณ์ที่น่ากำหนัด ย่อมไม่มี ชื่อว่าไม่ดูในอารมณ์ที่น่าดู ย่อมไม่มี ชื่อว่าไม่ยินดีในอารมณ์ที่น่ายินดี ย่อมไม่มี เมื่อถึงคราวแล้ว ความกำหนัดยินดีนี้ย่อมมีเป็นธรรมดา เหมือนความแย้ม บานของดอกไม้ฉะนั้น พวกเราจักให้เหล่านางสนมนักฟ้อนรำบำเรอพระกุมารทดลองพระกุมารด้วยนางสนมนักฟ้อนรำเหล่านั้น ลำดับนั้น พระเจ้ากาสิกราชมีรับสั่งให้เรียกหญิงฟ้อนรำ ทรงรูปอันอุดม สมบูรณ์ด้วยความงามดังเทพอัปสร ตรัสกะหญิงทั้งหลายว่า บรรดาเธอทั้งหลาย หญิงใดสามารถทำให้พระกุมารร่าเริง หรือผูกพันไว้ด้วยอำนาจกิเลสได้ หญิงนั้นจักได้เป็นอัครมเหสีของพระกุมารนั้น นางนมทั้งหลายสรงสนานพระกุมารด้วยน้ำหอม ตกแต่งพระกุมารราวกะเทพบุตร ให้บรรทมบนพระที่สิริไสยาสน์ที่ตกแต่งไว้ดีแล้วในห้องมีสิริเช่นกับเทพวิมาน ทำให้เป็นที่ลุ่มหลงเพราะกลิ่นหอมอย่างเอกภายในห้อง ด้วยพวงของหอม พวงระเบียบดอกไม้ พวงบุปผชาติและจุรณ์แห่งธูปและเครื่องอบเป็นต้น แล้วหลีกไป ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้นพากันแวดล้อมพระโพธิสัตว์ พยายามให้พระโพธิสัตว์อภิรมย์ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้องบ้าง ด้วยกล่าวคำไพเราะเป็นต้นบ้าง. มีประการต่าง ๆ เพราะความที่พระโพธิสัตว์เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยพระปรีชา พระองค์จึงมิได้ทอดพระเนตรดูหญิงเหล่านั้น ทรงอธิษฐานว่า หญิงเหล่านั้นอย่าได้ถูกต้องสรีระของเรา แล้วทรงกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ครั้งนั้น พระสรีระของพระโพธิสัตว์แข็งกระด้างหญิงเหล่านั้นเมื่อไม่ได้ถูกต้องพระสรีระของพระโพธิสัตว์ คิดว่า พระกุมารนี้มีสรีระแข็งกระด้าง คงไม่ใช่มนุษย์ จักเป็นยักษ์ ทั้งกลัวทั้งสะดุ้ง ไม่อาจที่จะดำรงตนอยู่ได้ จึงพากันหนีไป แม้ทดลองด้วยหญิงทั้งหลายในระหว่าง ๆอย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็มิได้เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์ หมู่อมาตย์พราหมณ์ พระราชา แม้ทดลองด้วยการทดลองอย่างใหญ่สิบหกครั้ง และด้วยการทดลองอย่างน้อยมากครั้งอย่างนี้ ก็ไม่สามารถจะกำหนดจับพิรุธของพระโพธิสัตว์นั้นได้ ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามหญิงทั้งหลายว่า แม่มหาจำเริญทั้งหลาย ลูกของเราหัวเราะกับพวกเธอบ้างหรือไม่ หญิงทั้งหลายกราบทูลว่า หามิได้เลย พระเจ้าข้า พระราชาทรงสดับคำของหญิงเหล่านั้นแล้วทรงร้อนพระหฤทัย เพราะเหตุนั้นมีรับสั่งให้เรียกพวกพราหมณ์ผู้ทำนายลักษณะมาตรัสว่า ท่านพราหมณ์ผู้เจริญทั้งหลาย เมื่อพระกุมารประสูติ พวกท่านบอกแก่เราว่า พระกุมารนี้สมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะอันอุดม อันตรายไม่มีแก่พระกุมารนี้ บัดนี้ พระกุมารนั้นเป็นทั้งง่อยเปลี้ย เป็นทั้งใบ้ทั้งหนวกถ้อยคำของพวกท่านไม่ทำให้เรายินดีเลย ลำดับนั้น พราหมณ์ทั้งหลายกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช ขึ้นชื่อว่านิมิตที่อาจารย์ทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ไม่เห็น ย่อมไม่มี อีกประการหนึ่ง พระกุมารนี้เป็นโอรสที่ราชตระกูลทั้งหลายปรารถนาจึงได้มา เมื่อพวกข้าพระองค์กราบทูลว่าเป็นกาลกรณี ความโทมนัสก็จะพึงมีแด่พระองค์ เพราะเหตุนั้นพวกข้าพระองค์จึงไม่กราบทูล พระราชาตรัสถามว่า บัดนี้ควรจะทำอย่างไร พราหมณ์เหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ถ้าเมื่อพระกุมารอยู่ในราชมณเฑียรนี้ จะปรากฏอันตราย ๓ อย่าง คือ อันตรายแห่งชีวิต อันตรายแห่งเศวตฉัตรอันตรายแห่งพระอัครมเหสี เพราะฉะนั้น ควรที่พระองค์จะชักช้าไม่ได้ โปรดให้จัดรถอวมงคล เทียมม้าอวมงคล ให้พระกุมารบรรทมบนรถนั้น นำออกทางประตูทิศตะวันตก ฝังเสียในป่าช้าผีดิบ พระราชาได้ทรงสดับคำของพราหมณ์เหล่านั้น ทรงกลัวภยันตราย จึงโปรดให้ทำอย่างนั้น กาลนั้นพระนางจันทาเทวีได้ทรงสดับประพฤติเหตุนั้น จึงรีบเสด็จเข้าเฝ้าพระราชาแต่พระองค์เดียว ถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ พระองค์ได้พระราชทานพรแก่หม่อมฉันไว้ หม่อมฉันรับแล้ว ถวายฝากพระองค์ไว้ ขอพระองค์โปรดพระราชทานพรนั้น แก่หม่อมฉันในบัดนี้ พระราชาตรัสว่า จงรับเอาซิพระเทวี พระนางกราบทูลว่า ขอพระองค์ โปรดพระราชทานราชสมบัติแก่ลูกของหม่อมฉันเถิด ตรัสว่า ให้ไม่ได้ พระเทวี ทูลถามว่า เพราะเหตุไรตรัสว่า ลูกของเราเป็นกาลกรรณี ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ถ้าไม่พระราชทานตลอดชีวิต ขอได้โปรดพระราชทานราชสมบัติเจ็ดปี ตรัสว่า ให้ไม่ได้ พระเทวี ทูลว่า ถ้าเช่นนั้น ขอได้โปรดพระราชทานราชสมบัติหกปี พระเจ้าข้าตรัสว่า ให้ไม่ได้ พระเทวี ทูลว่า ถ้าเช่นนั้น ขอได้โปรดพระราชทานราชสมบัติห้าปี พระเจ้าข้า ตรัสว่า ให้ไม่ได้ พระเทวี พระนางจันทาเทวีทูลขอราชสมบัติลดเวลาลงเป็นลำดับ คือสี่ปี สามปี สองปี ปีเดียวเจ็ดเดือน หกเดือน ห้าเดือน สี่เดือน สามเดือน สองเดือน เดือนเดียวครึ่งเดือน จนถึงเจ็ดวัน พระราชาจึงพระราชทานอนุญาต พระนางจึงให้ตกแต่งพระโอรสแล้วอภิเษกว่า ราชสมบัตินี้เป็นของเตมิยกุมาร ให้ป่าวร้องทั่วพระนคร ให้ประดับพระนครทั้งสิ้น ให้พระโอรสประทับบนคอช้าง ให้ยกเศวตฉัตรเบื้องบนพระเศียรพระโอรส ทำประทักษิณพระนคร ให้พระโอรสผู้เสด็จมาบรรทมบนพระยี่ภู่อันมีสิริ ตรัสวิงวอนตลอดคืนและวัน ถึงห้าวันว่าพ่อเตมิยะ แม่ไม่เป็นอันหลับนอนร้องไห้อยู่ ถึงสิบหกปีเพราะพ่อ ดวงตาทั้งสองของแม่ฟกช้ำ หัวใจของแม่เหมือนจะแตกด้วยความโศก แม่รู้ว่าพ่อไม่ใช่ง่อยเปลี้ยเป็นต้นเลย พ่ออย่าทำให้แม่หาที่พึ่งมิได้เลย ครั้นถึงวันที่หกพระราชารับสั่งให้หานายสารถี ชื่อสุนันทะ มาตรัสสั่งว่า พ่อสุนันทสารถีพรุ่งนี้ เจ้าจงเทียมม้าอวมงคลคู่หนึ่ง ที่รถอวมงคลแต่เช้าทีเดียว ให้พระกุมารนอนบนรถนั้น นำลอกทางประตูทิศตะวันตก ประกาศว่าคนกาลกรรณีจงขุดหลุมสี่เหลี่ยมที่ป่าช้าผีดิบ ใส่พระกุมารในหลุมนั้นแล้ว เอาสันจอบทุบศีรษะให้ตาย กลบดินข้างบนทำดินให้พูนขึ้นอาบน้ำแล้วกลับมา นายสารถีทูลรับ พระราชดำรัสว่า ดีแล้ว พระเทวีได้สดับดังนั้น ก็เป็นเหมือนพระหฤทัยแตกทำลาย เสด็จไปสำนักพระโอรส วิงวอนพระกุมารตลอดราตรี ตรัสว่าพ่อเตมิยะ พระเจ้ากาสิกราช พระบิดาของพ่อ มีพระราชดำรัสสั่งให้ฝังพ่อในป่าช้าผีดิบในวันพรุ่งนี้ แต่เช้าทีเดียว พ่อจะตายแต่เช้าพรุ่งนี้น๊ะลูก พระมหาสัตว์ได้สดับดังนั้น ก็มีพระมนัสยินดี ทรงดำริว่า พ่อเตมิยะ ความพยายามที่เจ้าทำมาสิบหกปี จะถึงที่สุดแห่งมโนรถของเจ้าในวันพรุ่งนี้แล้ว เมื่อพระมหาสัตว์ทรงดำริอยู่อย่างนี้ ก็เกิดปีติขึ้นขึ้นภายในพระกมล ส่วนพระหฤทัยของพระมารดาพระมหาสัตว์ ได้เป็นทุกข์เหมือนจะแตกทำลาย แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น พระมหาสัตว์ก็ทรงดำริว่า ถ้าเราจักพูด มโนรถของเราก็จักไม่ถึงที่สุด ดังนี้จึงไม่ตรัสกับพระชนนีนั้น ลำดับนั้น ครั้นราตรีนั้นล่วงไปรุ่งขึ้นเช้าพระเทวีสรงสนานพระมหาสัตว์ ตกแต่งองค์แล้วให้ประทับนั่งบนพระเพลาประทับนั่งสวมกอดพระมหาสัตว์นั้น ครั้งนั้น นายสุนันทสารถีเทียมรถแต่เช้าทีเดียว เทวดาดลใจให้เทียมม้ามงคลที่รถมงคล ด้วยอานุภาพแห่งพระมหาสัตว์หยุดรถไว้แทบพระราชทวาร ขึ้นยังพระราชนิเวศน์ เข้าสู่ห้องอันเป็นสิริถวายบังคมพระเทวีแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระเทวี ขอพระแม่เจ้าอย่าได้กริ้วข้าพระบาท ข้าพระบาทรับพระราชบัญชามา กราบทูลดังนี้แล้ว เอาหลังมือกันให้พระเทวีผู้นั่งสวมกอดพระโอรสอยู่ หลีกไป อุ้มพระกุมารดุจกำดอกไม้ลงจากปราสาท กาลนั้น พระนางจันทาเทวีสยายพระเกศา ข้อนพระทรวง ทรงปริเทวนาการดังสนั่นอยู่กับหมู่นางสนมในปราสาท.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทอดพระเนตรเห็นพระมารดา ทรงกันแสงก็เป็นเหมือนมีพระหฤทัยแตกทำลายเป็นเจ็ดเสี่ยง ทรงดำริว่า เมื่อเราไม่พูดกับ พระชนนี พระชนนีของเราจักมีพระหฤทัยทำลายวายพระชนม์ จึงทรงใคร่จะพูดด้วย แต่ทรงดำริต่อไปว่า ถ้าเราจักพูดกับพระมารดา ความพยายามที่เราทำมาสิบหกปี ก็จักหาประโยชน์มิได้ แต่เมื่อไม่พูด เราจักเป็นประโยชน์แก่ตนเอง แก่พระชนกพระชนนี และแก่มหาชน ทรงดำริดังนี้ จึงทรงกลั้นโศกาดูรเสียได้ ไม่ตรัสกับพระชนนี.

ลำดับนั้น นายสุนันทสารถีให้พระมหาสัตว์ขึ้นรถแล้ว แม้คิดว่า เราจักขับรถตรงไปประตูทิศตะวันตก ถูกเทวดาดลใจด้วยอานุภาพแห่งพระมหาสัตว์ ยังรถให้กลับแล้วขับรถตรงไปประตูทิศทะวันออก ครั้งนั้น ล้อรถกระทบธรณีประตู พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับเสียงนั้น ทรงดำริว่า มโนรถของเราถึงที่สุดแล้ว ได้มีพระมนัสแช่มชื่นเป็นอย่างยิ่ง รถแล่นออกจากพระนครไปถึงสถานที่สามโยชน์ ชัฏป่าในที่ทรงนั้น ปรากฏแก่นายสารถีดุจป่าช้าผีดิบนายสารถีกำหนดว่า ที่นี้ผาสุก จึงแวะรถจากทางเข้าที่ข้างทาง ลงจากรถเปลื้องเครื่องแต่งองค์ของพระมหาสัตว์ ห่อวางไว้ แล้วถือจอบลงมือขุดหลุมสี่เหลี่ยนในที่ไม่ไกลรถ แต่นั้น พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า กาลนี้เป็นกาลพยายามของเรา ก็เราพยายามถึงสิบหกปี ไม่ไหวมือและเท้า กำลังของเรายังมีอยู่หรือว่าไม่มีหนอ ดังนี้แล้วลุกขึ้น ลูบมือขวาด้วยมือซ้าย ลูบมือซ้ายด้วยมือขวานวดพระบาททั้งสองด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง เกิดดวงจิต คิดจะลงลากรถ ขณะนั้นแผ่นดินได้สูงขึ้นจดท้ายรถ ตรงที่ประดิษฐานพระบาทแห่งพระมหาสัตว์ดุจผิวฝุ่นที่เต็มด้วยลมฟุ้งขึ้นฉะนั้น. พระมหาสัตว์ เสด็จลงจากรถ ทรงดำเนินไปมาสิ้นเวลาเล็กน้อย ก็ทรงทราบโดยนิยามนี้ว่า เรายังมีกำลังที่จะเดินทางไกลถึงร้อยโยชน์ได้ในวันเดียว เมื่อทรงพิจารณาพระกำลังว่า หากนายสารถีประทุษร้ายเรา กำลังของเราที่จะต่อสู้กับนายสารถีมีอยู่หรือหนอ จึงทรงจับท้ายรถยกขึ้น ประทับยืนกวัดแกว่งรถนั้น ดุจจับยานเครื่องเล่นของพวกเด็กฉะนั้น เมื่อทรงกำหนดว่า กำลังที่จะต่อสู้กับนายสารถีของพระองค์ยังมีอยู่จึงมีพระประสงค์จะได้เครื่องประดับองค์ ในขณะนั้นเองพิภพแห่งท้าวสักกเทวราชได้แสดงอาการร้อน ท้าวสักกะทรงอาวัชนาการก็ทรงทราบเหตุนั้น ทรงดำริว่า ความปรารถนาของเตมิยกุมารถึงที่สุดแล้ว บัดนี้ เธอต้องการเครื่องประดับ เครื่องประดับของมนุษย์ เธอจะต้องการทำไม เราจักให้เตมิยกุมารประดับองค์ด้วยเครื่องประดับทิพย์ จึงตรัสเรียกพระวิสสุกรรมเทวบุตรมามอบเครื่องประดับทิพย์แล้ว ทรงส่งไปโดยตรัสสั่งว่า ไปเถิด พ่อจงประดับเตมิยกุมารราชโอรสของพระเจ้ากาสิกราช ด้วยเครื่องประดับทิพย์. พระวิสสุกรรมเทพบุตร ฟังคำท้าวสักกะ รับเทวโองการแล้วไปมนุษยโลก ไปยังสำนักพระมหาสัตว์ โพกพระเศียรพระมหาสัตว์ด้วยผ้าทิพย์หมื่นรอบ ประดับพระมหาสัตว์ให้เป็นเหมือนท้าวสักกะ ด้วยเครื่องประดับทั้งเป็นของทิพย์และของมนุษย์แล้วกลับไปที่อยู่ของตน พระมหาสัตว์เสด็จไปยังที่ขุดหลุมของนายสารถีด้วยการเยื้องกรายของท้าวสักกเทวราช ประทับยืนที่ริมหลุม เมื่อจะตรัสถามนายสารถีนั้น ได้ตรัสคาถาที่สามว่า

แน่ะนายสารถี ท่านจะรีบขุดหลุมไปทำไม เรา ถามท่านแล้ว ท่านจงบอกแก่เราเถิดเพื่อน ท่านจะใช้ หลุมทำประโยชน์อะไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาสุํ ได้แก่ หลุมสี่เหลี่ยม นายสารถีได้ฟังดังนั้น ขุดหลุมมิได้เงยหน้าขึ้นดู กล่าวคาถาที่สี่ทูลตอบว่า

พระโอรสของพระราชา เป็นใบ้เป็นหนวกเป็นง่อยเปลี้ย เหมือนไม่มีพระมนัส พระราชาตรัสสั่ง ข้าพเจ้าว่า ฝังลูกเราเสียในป่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺโข แปลว่า คนง่อยเปลี้ย ก็ด้วยคำว่า มูโค นั่นแหละ ย่อมสำเร็จแม้ความเป็นคนหนวกของเตมิยกุมารเพราะต้นหนวกไม่สามารถกล่าวตอบได้. บทว่า อเจตโส ความว่า เหมือนไม่มีจิตใจ นายสารถีกล่าวอย่างนี้ เพราะเตมิยกุมารไม่พูดถึง ๑๖ ปี. บทว่า สมิชฺฌิตฺโถ ความว่า พระราชามีรับสั่งส่งไปแล้ว บทว่า นิกฺขนํ วเนความว่า พึงฝังเสียในป่า.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวกะนายสารถีว่า

ดูก่อนนายสารถี ข้าพเจ้ามิได้เป็นคนหนวก มิได้เป็นคนใบ้ มิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย มิได้มีอินทรีย์ วิกลวิการ ถ้าท่านฝังข้าพเจ้าในป่า ท่านก็ทำสิ่งที่ไม่ เป็นธรรม เชิญท่านดูขาและแขนของข้าพเจ้า และ เชิญฟังคำภาษิตของข้าพเจ้า ถ้าท่านฝังข้าพเจ้าเสีย ในป่า ท่านก็ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พธิโร ความว่า พระมหาสัตว์ตรัสอย่างนี้พอแสดงว่า แน่ะนายสารถีเพื่อนรัก ถ้าพระราชามีรับสั่งให้ฝังพระโอรสนี้อย่างนั้น แต่เรามิได้เป็นอย่างนั้น. บทว่า ปิงฺคโล ได้แก่ มีอินทรีย์วิกลวิการ. บทว่า มญฺเจ ตฺวํ นิกฺขนํ วเน ความว่า ถ้าท่านฝังเราผู้เว้นจากความเป็นคนหนวกเป็นต้นเห็นปานนี้เสียในป่า ท่านก็พึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรมเตมิยกุมารนั้นเห็นนายสารถี แม้ฟังคาถาแรกแล้วก็ไม่แลดูพระองค์เลย ทรงดำริว่า เราจักแสดงแก่นายสารถีนี้ว่า เราไม่หนวก ไม่ใบ้ ไม่ง่อยเปลี้ย ตกแต่งสรีระแล้ว จึงตรัสดาถานี้ว่า อูรู เป็นต้น คาถานั้นมีเนื้อความว่า แน่ะนายสารถีเพื่อนรัก ท่านจงดูขาทั้งสองของเราคือของข้าพเจ้า ซึ่งเช่นกับลำต้นกล้วยทองคำ และแขนทั้งสองของเราคือของข้าพเจ้า ซึ่งมีวรรณะดังใบกล้วยทองคำ และจงฟังคำอันไพเราะของเรา.

แต่นั้น นายสารถีคิดว่า นี่ใครหนอ ตั้งแต่มาก็สรรเสริญแต่ตนเท่านั้นเขาหยุดขุดหลุมเงยหน้าขึ้นดู ได้เห็นรูปสมบัติของพระมหาสัตว์ เมื่อยังไม่รู้จักพระมหาสัตว์ว่า ชายคนนี้เป็นมนุษย์หรือเทวดาหนอ จึงกล่าวคาถานี้ว่า

ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักก เทวราชผู้ให้ทานในก่อน ท่านเป็นใคร หรือเป็นบุตร ของใคร พวกเราจะรู้จักท่านได้อย่างไร.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะสำแดงตนให้แจ้งและแสดงธรรม จึงตรัสคาถาว่า

เรามิใช่เทวดา มิใช่คนธรรพ์ มิใช่ท้าวสักกะ ผู้ให้ทานในก่อน เราที่ท่านจะฆ่าเสียในหลุม เป็น โอรสของพระเจ้ากาสิกราช เราเป็นโอรสของพระราชาผู้ที่ท่านพึ่งพระบารมีเลี้ยงชีพอยู่เสมอ แน่ะนาย สารถี ถ้าทานฝังเราเสียในป่า ทานก็ทำสิ่งที่ไม่เป็น ธรรม บุคคลนั่งหรือนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด ไม่ พึงหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น เพราะผู้ประทุษร้ายมิตร เป็นคนลามก พระราชาเป็นเหมือนต้นไม้ เราเป็น เหมือนกิ่งไม้ ตัวท่านเป็นเหมือนคนอาศัยร่มเงา ถ้า ท่านฝังเราเสียในป่า ท่านก็ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๓ / ๗ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๓ หน้า ๑๘–๗๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

มหานิบาตชาดก · ๔๘๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๘๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒๒. มหานิบาต

๑. เตมิยชาดก ๑- (๕๓๘)

ว่าด้วยพระเตมีย์โพธิสัตว์

(เทพธิดาผู้เคยเป็นมารดาพระโพธิสัตว์ในอัตภาพหนึ่ง ปลอบพระโพธิสัตว์ ให้สบายพระทัยแล้ว จึงกล่าวว่า)

[๑]

ท่านจงอย่าเปิดเผยตนว่าเป็นบัณฑิต

จงให้คนทั้งปวงรู้ว่าเป็นคนโง่

ขอให้คนทั้งหมดจงดูหมิ่นท่านเถิด

ความประสงค์ของท่าน

จักสำเร็จได้ด้วยอาการอย่างนี้

(พระเตมีย์โพธิสัตว์กลับได้ความสบายพระทัยตามคำของเทพธิดานั้น จึงตรัสว่า)

[๒]

แม่เทพธิดา ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่าน

ที่ได้กล่าวกับข้าพเจ้า

แม่เทพธิดา ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์

มุ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า

(พระโพธิสัตว์ตรัสถามนายสารถีว่า)

[๓]

นายสารถี ท่านจะรีบขุดหลุมไปทำไมหนอ

สหายเอ๋ย เราถามท่านแล้ว ท่านจงบอกเรา

ท่านจักทำประโยชน์อะไรกับหลุมเล่า

@เชิงอรรถ :

@๑ เป็นชาดกที่พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการเสด็จออกบรรพชาอันยิ่งใหญ่(ในอดีต)

@ได้ตรัสไว้โดยทรงเริ่มต้นด้วยคาถาแรกที่เทวดาผู้สถิตอยู่ที่เศวตฉัตรกล่าวสอนเตมิยกุมารว่า “ท่านจง

@อย่าเปิดเผยตนว่าเป็นบัณฑิต” เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๑/๑)

(สุนันทสารถีได้ฟังคำนั้น ขุดหลุมมิได้เงยหน้าดู จึงกราบทูลว่า)

[๔]

พระโอรสของพระราชาเป็นใบ้

และเป็นง่อยเปลี้ยขาดความสำนึก

พระราชาตรัสสั่งข้าพเจ้าว่า ควรฝังลูกเราไว้ในป่าช้า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ ตรัสกับสุนันทสารถีว่า)

[๕]

นายสารถี เรามิได้เป็นคนหนวก

คนใบ้ คนเปลี้ย และมิได้เป็นคนบกพร่อง ๑-

ถ้าท่านพึงฝังเราไว้ในป่า ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

[๖]

ท่านจงดูขา แขน และฟังภาษิตของเรา

ถ้าท่านพึงฝังเราไว้ในป่า ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

(สุนันทสารถีไม่รู้ จึงกราบทูลว่า)

[๗]

ท่านเป็นเทวดา คนธรรพ์

หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ

ท่านเป็นใครหรือเป็นบุตรของใคร

พวกเราจักรู้จักท่านได้อย่างไร

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อแสดงตนให้ปรากฏ แสดงธรรมแก่สุนันทสารถีนั้น จึงตรัสว่า)

[๘]

เรามิใช่เทวดา มิใช่คนธรรพ์

ทั้งมิใช่ท้าวสักกปุรินททะ

เราเป็นผู้ที่ท่านจะฝังในหลุม

เป็นโอรสของพระเจ้ากาสี

[๙]

เราเป็นโอรสของพระราชา

องค์ที่ท่านเข้าไปพึ่งบารมีเลี้ยงชีพอยู่เสมอ

นายสารถี ถ้าท่านพึงฝังเราไว้ในป่า

ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

@เชิงอรรถ :

@๑ คำว่า มิได้เป็นคนบกพร่อง หมายถึงเป็นผู้มีอินทรีย์สมบูรณ์ (ขุ.ชา.อ. ๙/๕/๒๒)

[๑๐]

บุคคลพึงนั่งหรือนอนที่ร่มแห่งต้นไม้ใด

ไม่พึงหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น

เพราะคนผู้ประทุษร้ายมิตร ชื่อว่าเป็นคนเลวทราม

[๑๑]

พระราชาก็เหมือนต้นไม้ เราก็เป็นเหมือนกิ่งไม้

ข้าแต่มหาราช นายสารถีเป็นเหมือนคนผู้อาศัยร่มไม้

นายสารถี ถ้าท่านฝังเราไว้ในป่า

ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ปรารภคาถาบูชามิตร ๑๐ คาถาว่า)

[๑๒]

ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร

ผู้นั้นพรากจากเรือนของตนแล้ว

ย่อมมีอาหารสมบูรณ์

คนเป็นอันมากย่อมเข้าไปพึ่งพาผู้นั้นเลี้ยงชีพ

[๑๓]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร

จะไปสู่ชนบท นิคม และราชธานีใดๆ

ก็เป็นผู้อันชนทั้งหลายในชนบท นิคม

และราชธานีนั้นๆ บูชาไปทุกแห่งหน

[๑๔]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ไม่มีพวกโจรข่มเหง

พระมหากษัตริย์ก็ไม่ทรงดูหมิ่น ย่อมข้าม(ชนะ)ศัตรูทั้งปวงได้

[๑๕]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร

ไม่โกรธเคืองใครๆ มาสู่เรือนของตน

ย่อมเป็นผู้ที่มหาชนยินดีต้อนรับในที่ประชุม

และเป็นคนชั้นสูงของหมู่ญาติ

[๑๖]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร สักการะคนอื่นแล้ว

ย่อมเป็นผู้ที่คนอื่นสักการะตอบ

เคารพคนอื่นแล้วก็มีคนอื่นเคารพตอบ

เป็นผู้อันเขาสรรเสริญเกียรติคุณ

[๑๗]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร

บูชาผู้อื่น ย่อมได้รับการบูชาตอบ

ไหว้ผู้อื่น ย่อมได้รับการไหว้ตอบ

ทั้งได้รับอิสริยยศและเกียรติ

[๑๘]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมรุ่งเรือง ๑- เหมือนไฟ

ย่อมรุ่งโรจน์เหมือนเทวดา เป็นผู้อันสิริไม่ทอดทิ้ง

[๑๙]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมมีโคทั้งหลายตกลูกมาก

พืชที่หว่านลงในนาย่อมงอกงาม

ย่อมได้บริโภคผลของพืชทั้งหลายที่หว่านไว้แล้ว

[๒๐]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร พลัดตกจากเหว ภูเขา

พลาดตกต้นไม้หรือเคลื่อนจากภพ ย่อมได้ที่พึ่ง

[๒๑]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ศัตรูทั้งหลายจะระรานไม่ได้

เหมือนลมระรานต้นไทรที่มีรากและลำต้นงอกงามแล้วไม่ได้

(สุนันทสารถีประคองอัญชลี ทูลวิงวอนว่า)

[๒๒]

ข้าแต่พระราชโอรส เชิญเสด็จเถิด

กระหม่อมจักนำพระองค์เสด็จกลับ

ไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์

เชิญพระองค์เถลิงถวัลยราชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า

พระองค์จักทรงทำอะไรในป่าได้เล่า

(ลำดับนั้น พระเตมีย์โพธิสัตว์จึงตรัสกับนายสุนันทสารถีนั้นว่า)

[๒๓]

นายสารถี พอทีสำหรับเราด้วยราชสมบัตินั้น

พระญาติทั้งหลายหรือทรัพย์ทั้งหลาย

ที่เราจะพึงได้ด้วยการประพฤติอันไม่ชอบธรรม

@เชิงอรรถ :

@๑ รุ่งเรือง ในที่นี้หมายถึงรุ่งเรืองด้วยอิสริยยศและบริวารยศ (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๘/๒๖)

(สุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๒๔]

ข้าแต่พระราชโอรส พระองค์เสด็จไปจากที่นี้แล้ว

ทำให้ข้าพระองค์ได้รับรางวัล เมื่อพระองค์เสด็จกลับไป

พระบิดาและพระมารดาพึงพระราชทานรางวัลให้แก่ข้าพระองค์

[๒๕]

ข้าแต่พระราชโอรส เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว

พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์เหล่านั้น

จะพึงดีใจ ให้รางวัลแก่ข้าพระองค์

[๒๖]

ข้าแต่พระราชโอรส เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

แม้เหล่านั้นจะพากันดีใจ ให้รางวัลแก่ข้าพระองค์

[๒๗]

ข้าแต่พระราชโอรส เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว

ชาวชนบทและชาวนิคมผู้มีธัญญาหารมาก

จะมาประชุมกัน ให้เครื่องบรรณาการแก่ข้าพระองค์

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๘]

เราเป็นผู้อันพระบิดาและพระมารดา

ชาวแคว้น ชาวนิคม และกุมารทั้งปวงสละแล้ว

เราไม่มีเรือนของตน

[๒๙]

เราเป็นผู้อันพระมารดาทรงอนุญาตแล้ว

และพระบิดาก็ทรงสละขาดแล้ว

ออกไปบวชอยู่ในป่าแต่ลำพัง

เราไม่พึงปรารถนากามทั้งหลาย

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยกำลังปีติ จึงตรัสว่า)

[๓๐]

ความหวังผลของเหล่าชนผู้ไม่รีบร้อนย่อมสำเร็จแน่

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

นายสารถี ท่านจงรู้ไว้อย่างนี้เถิด

[๓๑]

อนึ่ง ประโยชน์โดยชอบของเหล่าชน

ผู้ไม่รีบร้อน ย่อมเผล็ดผลโดยแท้

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

ออกบวชแล้วย่อมไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ

(นายสุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๓๒]

พระองค์เป็นผู้มีพระวาจาไพเราะ

มีพระดำรัสสละสลวยอย่างนี้

เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ตรัสในสำนัก

ของพระบิดาและพระมารดาในเวลานั้น

(ลำดับนั้น พระเตมีย์โพธิสัตว์ จึงตรัสว่า)

[๓๓]

เราเป็นคนง่อยเปลี้ย เพราะไม่มีข้อต่อก็หามิได้

เป็นคนหนวก เพราะไม่มีโสตประสาทก็หามิได้

เป็นคนใบ้ เพราะไม่มีชิวหาประสาทก็หามิได้

ท่านอย่าเข้าใจว่า เราเป็นใบ้

[๓๔]

เราระลึกชาติก่อนที่เราเสวยราชสมบัติได้

เราได้เสวยราชสมบัติในครั้งนั้นแล้ว

ต้องไปตกนรกอันแสนสาหัส

[๓๕]

เราได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้น ๒๐ ปี

แล้วต้องไปหมกไหม้อยู่ในนรกถึง ๘๐,๐๐๐ ปี

[๓๖]

เรากลัวจะต้องได้เสวยราชสมบัตินั้น

จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า

ขอชนทั้งหลายอย่าได้อภิเษกเราไว้ในราชสมบัติเลย

เพราะฉะนั้น เราจึงไม่พูดในสำนัก

ในสำนักของพระบิดาและพระมารดาในกาลนั้น

[๓๗]

พระบิดาทรงอุ้มเราให้นั่งบนพระเพลาแล้ว

ตรัสพิพากษาว่า ท่านทั้งหลายจงฆ่าโจรคนหนึ่ง

จงจองจำโจรอีกคนหนึ่งไว้ในเรือนจำ

จงเอาหอกแทงโจรคนหนึ่งแล้ว ราดด้วยน้ำกรด

จงเสียบโจรคนหนึ่งบนหลาว

พระบิดาตรัสพิพากษาอรรถคดีแก่มหาชนนั้นด้วยประการฉะนี้

[๓๘]

เราได้ฟังพระวาจาอันหยาบคายที่พระบิดาตรัสนั้น

จึงกลัวต่อการเสวยราชสมบัติ

เรามิได้เป็นคนใบ้ ก็ทำเหมือนเป็นคนใบ้

มิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย ก็ทำเป็นเหมือนคนง่อยเปลี้ย

เรากลิ้งเกลือกนอนจมอยู่ในอุจจาระและปัสสาวะของตน

[๓๙]

ชีวิตเป็นของยาก เป็นของเล็กน้อย ๑-

ซ้ำประกอบไปด้วยทุกข์

ใครเล่าอาศัยชีวิตนี้แล้วพึงก่อเวรกับใครๆ

[๔๐]

ใครเล่าอาศัยชีวิตนี้แล้วพึงก่อเวรกับใครๆ

เพราะไม่ได้ปัญญาและเพราะไม่ได้เห็นธรรม

[๔๑]

ความหวังผลของเหล่าคนผู้ไม่รีบร้อนย่อมสำเร็จแน่

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

นายสารถี ท่านจงรู้ไว้อย่างนี้เถิด

[๔๒]

อนึ่ง ประโยชน์โดยชอบของเหล่าชน

ผู้ไม่รีบร้อน ย่อมเผล็ดผลโดยแท้

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

ออกบวชแล้วย่อมไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ

@เชิงอรรถ :

@๑ ชีวิตเป็นของเล็กน้อย หมายความว่า หากชีวิตของสัตว์ทั้งหลายได้รับความลำบาก ก็จะดำรงอยู่ได้นาน

@มาก แต่หากได้รับความสบาย ก็จะดำรงอยู่ได้ชั่วเวลานิดหน่อย และชีวิตนี้ยากเข็ญ เป็นของเล็กน้อย คือ

@มีประมาณน้อยนิด อีกทั้งเป็นชีวิตที่ประกอบด้วยความสั่งสมทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๓๙/๓๐)

(นายสุนันทสารถีได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๔๓]

ข้าแต่พระราชโอรส

แม้ข้าพระองค์ก็จักบวชในสำนักของพระองค์

ขอพระองค์โปรดตรัสอนุญาตให้ข้าพระองค์บวชด้วยเถิด

ข้าพระองค์พอใจจะบวช พระเจ้าข้า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๔]

นายสารถี เรามอบรถให้ท่านแล้ว ท่านจงเป็นผู้ไม่มีหนี้

มาเถิด เพราะคนที่ไม่มีหนี้ จึงจะบวชได้

พวกฤๅษีทั้งหลายกล่าวสรรเสริญการบวชนั้น

(สุนันทสารถีได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๔๕]

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ

ข้าพระองค์ได้ทำตามพระดำรัสที่พระองค์ได้ตรัสไว้แล้ว

ข้าพระองค์ทูลวิงวอนแล้ว

ขอพระองค์ควรทรงโปรดกระทำตามคำของข้าพระองค์เถิด

[๔๖]

ขอพระองค์จงประทับอยู่ ณ ที่นี้

จนกว่าข้าพระองค์จะทูลเชิญเสด็จพระราชามา

พระบิดาของพระองค์ทอดพระเนตรแล้ว

จะพึงมีพระทัยเอิบอิ่มเป็นแน่

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๗]

นายสารถี เราจะทำตามคำของท่านที่กล่าวกับเรา

แม้เราก็ปรารถนาจะเฝ้าพระบิดาของเราซึ่งเสด็จมา ณ ที่นี้

[๔๘]

ท่านจงกลับไปเถิด สหาย

การที่ท่านได้ทูลพระญาติทั้งหลายด้วยเป็นการดี

ท่านรับคำสั่งเราแล้ว

พึงกราบทูลการถวายบังคมพระมารดาและพระบิดาของเรา

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๙]

นายสารถีจับพระบาททั้ง ๒ ของพระโพธิสัตว์นั้น

และทำประทักษิณพระองค์แล้ว

ก็ขึ้นรถบ่ายหน้าเข้าไปยังทวารพระราชวัง

[๕๐]

พระมารดาทอดพระเนตรเห็นรถว่างเปล่า

กลับมาแต่นายสารถีคนเดียว

จึงทรงกันแสง มีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล

ทอดพระเนตรดูนายสารถีนั้นอยู่

[๕๑]

พระนางทรงเข้าพระทัยว่า

นายสารถีฝังลูกของเราแล้วจึงกลับมา

ลูกของเราถูกนายสารถีฝังไว้ในแผ่นดิน

กลบดินแล้วเป็นแน่

[๕๒]

พวกศัตรูย่อมพากันยินดี

พวกคนจองเวรต่างก็เอิบอิ่มเป็นแน่

เพราะเห็นนายสารถีฝังลูกของเรากลับมาแล้ว

[๕๓]

พระมารดาทอดพระเนตรเห็นรถอันว่างเปล่า

กลับมาแต่นายสารถีคนเดียว

มีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล

ทรงกันแสงอยู่ ตรัสถามนายสารถีนั้นว่า

[๕๔]

ลูกของเราเป็นคนใบ้จริงหรือ เป็นคนง่อยเปลี้ยจริงหรือ

ลูกของเราขณะที่ท่านจะฝังดิน พูดอะไรบ้างหรือเปล่า

นายสารถี ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เราด้วยเถิด

[๕๕]

ลูกของเราเป็นคนใบ้ เป็นคนง่อยเปลี้ย

เมื่อท่านจะฝังลงดิน กระดิกมือและเท้าอย่างไร

เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เราเถิด

(ลำดับนั้น นายสุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๕๖]

ข้าแต่พระแม่เจ้า

ขอได้โปรดพระราชทานอภัยโทษแก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด

ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูล

ตามที่ได้ยินและได้เห็นมาในสำนักของพระราชโอรส

(พระนางจันทาเทวีตรัสกับนายสุนันทสารถีนั้นว่า)

[๕๗]

นายสารถีผู้สหาย เราให้อภัยโทษแก่ท่าน

อย่าได้กลัวเลย จงพูดไปเถิด

ตามที่ท่านได้ยินหรือได้เห็นมาในสำนักของพระราชโอรส

(นายสุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๕๘]

พระราชโอรสนั้นมิได้เป็นคนใบ้ มิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย

ยังมีพระดำรัสสละสลวยไพเราะ ได้ทราบว่า

พระองค์ทรงกลัวต่อการครองราชสมบัติ

จึงได้ทำการลวงอย่างมากมาย

[๕๙]

พระองค์ทรงระลึกถึงชาติก่อน

ที่พระองค์เคยได้เสวยราชสมบัติ

ครั้นได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้นแล้ว

ต้องไปตกนรกอย่างแสนสาหัส

[๖๐]

พระองค์ได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้น ๒๐ ปี

แล้วต้องไปหมกไหม้อยู่ในนรกถึง ๘๐,๐๐๐ ปี

[๖๑]

พระองค์ทรงกลัวต่อการเสวยราชสมบัติ

จึงทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า

ขอชนทั้งหลายอย่าได้อภิเษกเราในราชสมบัติเลย

เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่ตรัส

ในสำนักของพระบิดาและพระมารดาในกาลนั้น

[๖๒]

พระราชโอรสทรงถึงพร้อมด้วยองคาพยพ

มีพระรูปสมบัติงดงามสมส่วน

มีพระวาจาสละสลวย มีพระปัญญา

ทรงดำรงอยู่ในทางสวรรค์

[๖๓]

ถ้าพระแม่เจ้าทรงพระประสงค์จะทอดพระเนตร

พระราชโอรสของพระองค์

ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลเชิญเสด็จพระแม่เจ้าไปให้ถึงสถานที่

ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเตมีย์

(ฝ่ายพระเจ้ากาสีทรงสดับคำของนายสุนันทสารถี จึงดำรัสสั่งให้เรียก มหาเสนคุตมา รีบให้ตระเตรียมเสด็จ ตรัสว่า)

[๖๔]

เจ้าหน้าที่ทั้งหลายจงเทียมรถ เทียมม้า

ผูกเครื่องประคับช้าง จงประโคมสังข์และบัณเฑาะว์

ตีกลองหน้าเดียวเถิด

[๖๕]

จงตีกลองสองหน้าและรำมะนาอันไพเราะ

ขอชาวนิคมจงตามเรามา

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

[๖๖]

ขอพระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์

และพราหมณ์ทั้งหลายจงรีบเทียมยาน

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

[๖๗]

ขอพวกกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ

และกองพลราบจงรีบเทียมยาน

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

[๖๘]

ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว

จงรีบเทียมยานเถิด

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๙]

พวกนายสารถีจูงม้าสินธพที่มีฝีเท้าเร็ว

เทียมเข้ากับราชรถขับมายังทวารพระราชวัง

และกราบทูลว่า ม้าเหล่านี้เทียมแล้ว พระเจ้าข้า

(พระราชาตรัสว่า)

[๗๐]

ม้าอ้วนก็ไม่มีฝีเท้าเร็ว ม้าผอมก็ไม่มีเรี่ยวแรง

จงเว้นทั้งม้าผอมและม้าอ้วนเสีย

เลือกเทียมแต่ม้าที่สมบูรณ์

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๑]

ลำดับนั้น พระราชารีบเสด็จขึ้นประทับม้าสินธพที่เทียมแล้ว

ได้ตรัสกับนางชาววังว่า พวกเจ้าทั้งหมดจงตามเรามาเถิด

[๗๒]

พระราชาตรัสสั่งว่า จงตระเตรียมเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่าง

คือ พัดวาลวีชนี อุณหิส พระขรรค์ เศวตฉัตร

และฉลองพระบาทที่ประดับตกแต่งด้วยทองคำขึ้นรถไปด้วย

[๗๓]

และต่อจากนั้น พระราชาตรัสสั่งให้นายสารถีนำทาง

เสด็จเคลื่อนขบวนเข้าไปถึงสถานที่

ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเตมีย์

[๗๔]

ส่วนพระเตมีย์ทอดพระเนตรเห็นพระบิดา

กำลังเสด็จมา ทรงรุ่งเรืองด้วยพระเดชานุภาพ

ทรงแวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ จึงถวายพระพรว่า

[๗๕]

ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ

พระองค์ทรงสุขสบายดีหรือ ทรงพระสำราญดีหรือ

ราชกัญญาทั้งปวงและพระมารดาของอาตมภาพ

ไม่มีพระโรคาพาธหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๗๖]

ลูกรัก โยมสุขสบายดี

ไม่มีโรคเบียดเบียน

พระราชกัญญาทั้งปวงและพระมารดา

ของลูกรักก็ไม่มีโรคาพาธ

(ลำดับนั้น พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลถามพระราชาว่า)

[๗๗]

ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ

มหาบพิตรไม่ทรงเสวยน้ำจัณฑ์หรือ

ไม่ทรงโปรดปรานการเสวยน้ำจัณฑ์หรือ

พระทัยของพระองค์ทรงยินดีในสัจจะ

ในธรรม และในทานหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๗๘]

ลูกรัก โยมไม่ดื่มน้ำจัณฑ์

และไม่โปรดปรานการดื่มน้ำจัณฑ์

ใจของโยมยังยินดีในสัจจะ ในธรรม และในทาน

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๗๙]

ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ

ราชพาหนะของพระองค์ที่เขาเทียมแล้วมั่นคงหรือ

ราชพาหนะยังนำภาระไปได้ดีอยู่หรือ

มหาบพิตร พยาธิที่จะเข้าไปแผดเผาพระสรีระของพระองค์ไม่มีหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๘๐]

พาหนะมีม้าและโคเป็นต้นของโยมที่เทียมแล้วมั่นคง

ราชพาหนะก็ยังนำภาระไปได้

พยาธิที่เข้าไปแผดเผาสรีระของโยมก็ไม่มี

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๘๑]

ชุมชนแถบชายแดนของพระองค์ยังมั่งคั่งหรือ

คามนิคมในท่ามกลางรัฐของพระองค์

ยังเป็นที่อยู่แน่นหนามั่งคั่งอยู่หรือ

ฉางหลวงและท้องพระคลังของพระองค์ยังบริบูรณ์ดีอยู่หรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๘๒]

ชุมชนแถบชายแดนของโยมยังมั่งคั่ง

คามนิคมในท่ามกลางแคว้นก็ยังอยู่แน่นหนาดี

ฉางหลวงและท้องพระคลังของโยม

ก็ยังคงบริบูรณ์ดีทุกอย่าง

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๘๓]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย

ขอมหาดเล็กทั้งหลายจงจัดตั้งบัลลังก์

ซึ่งเป็นที่ประทับนั่งถวายพระราชาเถิด

[๘๔]

เชิญประทับนั่ง ณ เครื่องลาดใบไม้ที่เขาปูไว้เรียบร้อย

ถวายมหาบพิตร ณ ที่นี้เถิด

จงทรงตักน้ำจากภาชนะนี้ล้างพระบาทของพระองค์เถิด

[๘๕]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร

ใบหมากเม่าของอาตมภาพนี้เป็นของสุกไม่เค็ม

พระองค์มาเป็นแขกของอาตมภาพแล้ว เชิญเสวยเถิด

(พระราชาตรัสว่า)

[๘๖]

โยมไม่บริโภคใบหมากเม่า

เพราะใบหมากเม่านี้มิใช่อาหารของโยม

โยมบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลีที่ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด

(พระราชาตรัสกับพระเตมีย์โพธิสัตว์แล้ว จึงตรัสคาถาว่า)

[๘๗]

ความน่าอัศจรรย์ปรากฏชัดเจนกับโยม

เพราะได้เห็นลูกรักอยู่ในที่ลับแต่ผู้เดียว

เพราะเหตุไร ผิวพรรณของผู้บริโภคอาหารเช่นนี้จึงผ่องใสเล่า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อจะทูลพระราชานั้น จึงตรัสว่า)

[๘๘]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร

อาตมภาพจำวัดตามลำพังบนเครื่องลาดใบไม้

เพราะการจำวัดตามลำพังนั้น

ผิวพรรณของอาตมภาพจึงผ่องใส

[๘๙]

อนึ่ง อาตมภาพไม่มีราชองครักษ์คาดกระบี่คอยป้องกัน

เพราะการจำวัดตามลำพังของอาตมภาพนั้น

ผิวพรรณจึงผ่องใส ขอถวายพระพร

[๙๐]

อาตมภาพมิได้เศร้าโศกถึงอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว

มิได้ปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึง

ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า

เพราะฉะนั้น ผิวพรรณของอาตมภาพจึงผ่องใส

[๙๑]

เพราะการปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึง

เพราะเศร้าโศกถึงอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว

ทั้ง ๒ อย่างนี้ พวกคนพาลซูบซีดเหี่ยวแห้ง

เหมือนไม้อ้อที่เขียวสดถูกถอนทิ้งไว้

(ลำดับนั้น พระราชาทรงเชิญพระเตมีย์โพธิสัตว์ให้ครองราชสมบัติ จึงตรัสว่า)

[๙๒]

ลูกรัก โยมขอมอบกองพลช้าง ๑- กองพลม้า

กองพลรถ กองพลราบ เหล่าทหารผูกโล่

และพระนิเวศน์ที่น่ารื่นรมย์แก่ลูก

@เชิงอรรถ :

@๑ กองพลช้าง หมายถึงกองทัพที่จัดขึ้นเป็นหมู่ใหญ่ นับช้างตั้งแต่สิบเชือกขึ้นไป ที่ชื่อว่ากองพลรถ

@ก็เช่นเดียวกัน (ขุ.ชา.อ. ๙/๙๒/๔๔)

[๙๓]

โยมขอมอบพระสนมกำนัลในผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง

ลูกรักจงปกครองพระสนมกำนัลในเหล่านั้น

จงเป็นพระราชาของโยมทั้งหลาย

[๙๔]

หญิงทั้ง ๔ คนผู้ฉลาดในการฟ้อนรำและการขับร้อง

ศึกษาดีแล้วในหน้าที่ของหญิงแม้อื่นๆ

จักทำลูกรักให้รื่นรมย์ในกามได้ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

[๙๕]

โยมจักนำราชกัญญาจากพระราชาอื่นๆ ผู้ประดับดีแล้วมา

ขอลูกรักให้กำเนิดพระโอรสในหญิงเหล่านั้นแล้ว

จึงบวชในภายหลังเถิด

[๙๖]

ลูกรักยังหนุ่มแน่นอยู่ในปฐมวัย ผมดำสนิท

จงครอบครองราชสมบัติก่อนเถิด

ขอลูกจงมีความเจริญ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์แสดงธรรมโปรดพระราชาว่า)

[๙๗]

คนหนุ่มควรประพฤติพรหมจรรย์

ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ควรจะเป็นคนหนุ่ม

เพราะการบวชของคนหนุ่ม ฤๅษีทั้งหลายสรรเสริญแล้ว

[๙๘]

คนหนุ่มควรประพฤติพรหมจรรย์

ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ควรเป็นคนหนุ่ม

อาตมภาพจักประพฤติพรหมจรรย์

อาตมภาพไม่ต้องการราชสมบัติ

[๙๙]

อาตมภาพเห็นเด็กหนุ่มของท่านทั้งหลาย

ผู้เรียกมารดาและบิดา ซึ่งเป็นบุตรที่รักได้มาโดยยาก

ยังไม่ทันถึงความแก่เลยก็ตายเสียแล้ว

[๑๐๐]

อาตมภาพเห็นเด็กสาวของท่านทั้งหลาย

ที่สวยสดงดงาม สิ้นชีวิต เหมือนหน่อไม้ไผ่ที่ถูกถอน

[๑๐๑]

จริงอยู่ จะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม

แม้ยังหนุ่มสาวก็ตาย เพราะฉะนั้น

ใครเล่าจะพึงวางใจในชีวิตนั้นได้ว่า เรายังเป็นหนุ่มสาว

[๑๐๒]

อายุของคนเป็นของน้อย เพราะวันคืนล่วงไปๆ

เปรียบเหมือนอายุของฝูงปลาในน้ำน้อย

ความเป็นหนุ่มสาวในวัยนั้นจักทำอะไรได้

[๑๐๓]

สัตวโลกถูกครอบงำและถูกรุมล้อมอยู่เป็นนิตย์

เมื่อราตรีทั้งหลายทำอายุ วรรณะ และกำลัง

ของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไปเป็นไปอยู่

มหาบพิตรจะอภิเษกอาตมภาพในราชสมบัติทำไม

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๐๔]

สัตวโลกถูกอะไรครอบงำ และถูกอะไรรุมล้อมไว้

อะไรชื่อว่าราตรีที่ทำอายุ วรรณะ

และกำลังของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไปเป็นไปอยู่

โยมถามแล้ว ขอลูกรักจงบอกข้อนั้นแก่โยมเถิด

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลว่า)

[๑๐๕]

สัตวโลกถูกความตายครอบงำ

และถูกความแก่รุมล้อมไว้

วันคืนที่ชื่อว่าทำอายุ วรรณะ

และกำลังของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไปก็เป็นไปอยู่

มหาบพิตร ขอจงทรงทราบอย่างนี้ ขอถวายพระพร

[๑๐๖]

เมื่อเส้นด้ายที่เขากำลังทอ

ช่างหูกทอไปได้เท่าใด ส่วนที่ต้องทอต่อไป

โยมก็พึงทราบว่า เหลืออยู่น้อยเท่านั้นฉันใด

ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น

[๑๐๗]

ห้วงน้ำที่เต็มฝั่งเมื่อไหลไปย่อมไม่ไหลกลับฉันใด

อายุของมนุษย์ทั้งหลายเมื่อผ่านไป

ก็ย่อมไม่หวนกลับคืนฉันนั้น

[๑๐๘]

ห้วงน้ำที่เต็มฝั่งย่อมพัดพาเอาต้นไม้

ที่เกิดอยู่ริมฝั่งให้หักโค่นไปฉันใด

สัตว์ทั้งปวงย่อมถูกชราและมรณะพัดพาไปฉันนั้น

(พระราชาสดับธรรมกถาของพระเตมีย์โพธิสัตว์แล้ว จะเชิญให้ครองราชสมบัติอีก จึงตรัสว่า)

[๑๐๙]

ลูกเอ๋ย โยมขอมอบกองพลช้าง กองพลม้า

กองพลรถ กองพลราบ เหล่าทหารผูกโล่

และพระราชนิเวศน์ที่น่ารื่นรมย์แก่ลูก

[๑๑๐]

อนึ่ง โยมขอมอบพระสนมกำนัลใน

ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง

ลูกเอ๋ย จงปกครองพระสนมกำนัลในเหล่านั้น

ลูกจักเป็นพระราชาของโยมทั้งหลาย

[๑๑๑]

หญิงทั้ง ๔ คนผู้ฉลาดในการฟ้อนรำและการขับร้อง

ศึกษาดีแล้วในหน้าที่ของหญิงอื่นๆ

จักทำลูกรักให้รื่นรมย์ในกามได้ ลูกจะทำอะไรในป่าเล่า

[๑๑๒]

โยมจักนำราชกัญญาจากพระราชาอื่นๆ

ผู้ประดับแล้วมาให้แก่ลูก

ลูกให้หญิงเหล่านั้นกำเนิดพระโอรสแล้ว

จึงบวชในภายหลังเถิด

[๑๑๓]

ลูกยังหนุ่มแน่นอยู่ในปฐมวัย มีผมดำสนิท

จงครอบครองราชสมบัติก่อนเถิด

ขอลูกจงมีความเจริญ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

[๑๑๔]

ลูกเอ๋ย โยมขอมอบฉางหลวง พระคลัง พาหนะ

พลนิกาย และพระราชนิเวศน์อันน่ารื่นรมย์แก่ลูก

[๑๑๕]

ลูกจงแวดล้อมด้วยแวดวงราชกัญญาที่งามพร้อม

จงแวดล้อมด้วยหมู่พระสนมกำนัลใน

จงครอบครองราชสมบัติก่อนเถิด

ขอลูกจงมีความเจริญ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อจะประกาศความที่ตนไม่ปรารถนาราชสมบัติ จึงทูลว่า)

[๑๑๖]

มหาบพิตรจะให้อาตมภาพเสื่อมไปเพราะทรัพย์ทำไม

บุคคลจักตายเพราะภรรยาทำไม

ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นหนุ่มสาวที่แก่เฒ่า

เพราะถูกชราครอบงำ

[๑๑๗]

ในโลกสันนิวาสที่มีชราและมรณะเป็นธรรมดานั้น

จะเพลิดเพลินไปทำไม จะเล่นหัวไปทำไม

จะยินดีไปทำไม จะแสวงหาทรัพย์ไปทำไม

จะมีประโยชน์อะไรด้วยลูกและเมียแก่อาตมภาพ

อาตมภาพเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูก ขอถวายพระพร

[๑๑๘]

มัจจุราชย่อมไม่ย่ำยีอาตมภาพผู้รู้ชัดอย่างนี้ว่า

เมื่อบุคคลถูกมัจจุราชครอบงำแล้ว

จะยินดีไปทำไม จะแสวงหาทรัพย์ไปทำไม

[๑๑๙]

ภัยของผลไม้ที่สุกแล้วทั้งหลาย

ย่อมมีเพราะหล่นลงเป็นนิตย์ฉันใด

ภัยของเหล่าสัตว์ผู้เกิดมาแล้ว

ย่อมมีเพราะความตายอยู่เป็นนิตย์ฉันนั้น

[๑๒๐]

คนเป็นจำนวนมากที่ได้พบกันในตอนเช้า

ตกตอนเย็นบางพวกก็ไม่เห็นกัน

คนเป็นจำนวนมากที่ได้พบกันในตอนเย็น

ตกตอนเช้าบางพวกก็ไม่เห็นกัน

[๑๒๑]

ควรรีบทำความเพียรเสียแต่ในวันนี้

ใครเล่าจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจะมีในวันพรุ่งนี้

เพราะความผ่อนผันกับมัจจุราชที่มีเสนาหมู่ใหญ่นั้น

ไม่มีแก่เราทั้งหลายเลย

[๑๒๒]

พวกโจรย่อมปรารถนาทรัพย์

มหาบพิตร อาตมภาพเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูก

เชิญมหาบพิตรเสด็จกลับไปเถิด

อาตมภาพไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ ขอถวายพระพร

เตมิยชาดกที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๗. มหาสุตโสมชาดกชาดกถัดไป๕๓๙. มหาชนกชาดก