ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. เตมิยชาดก
ชาดกที่ ๕๓๘ · มหานิบาตชาดก

เตมิยชาดก

ว่าด้วยพระเจ้าเตมีย์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๓๙๔ · บรรทัด ๒๖๐๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากเตมิยชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๔ จาก ๗

เรื่องเล่า

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิหญฺสิ แปลว่า จักฝังพระมหาสัตว์แสดงว่า ท่านขุดหลุมด้วยหมายว่า จักฝังผู้ใดในที่นี้ เราคือผู้นั้น แม้เมื่อพระมหาสัตว์ตรัสว่า เราเป็นพระราชโอรส นายสารถีนั้นก็ยังไม่เชื่ออยู่นั่นเองแต่รู้ได้ด้วยมธุรกถาของพระมหาสัตว์นั้น จึงได้ยืนฟังธรรมอยู่. บทว่า มิตฺตทุพฺโภ ได้แก่ คนฆ่ามิตร คือคนเบียดเบียนมิตรทั้งหลาย. บทว่า รุกฺขสฺส ความว่า บุคคลหักราก ลำต้น ผล ใบ หรือหน่อ ของต้นไม้ที่มีร่มเงาอันตนได้ใช้สอยอยู่ ย่อมเป็นผู้ฆ่ามิตร คือเบียดเบียนมิตร. บทว่า ปาปโก ได้แก่เป็นคนลามก ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้ที่ฆ่ามนุษย์. ด้วยบทว่า ฉายูปโคพระมหาสัตว์ตรัสว่า แน่ะนายสารถี ท่านอาศัยพระราชาเลี้ยงชีพอยู่ เหมือนคนเข้าไปสู่ร่มเงาของต้นไม้ เพื่อต้องการจะใช้สอยฉะนั้น เมื่อพระโพธสัตว์แม้ตรัสถึงอย่างนี้ นายสารถีก็ยังไม่เชื่ออยู่นั้นเอง ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า เราจักทำให้นายสารถีนั้นเชื่อ ทรงทำป่าชัฏให้บันลือลั่นด้วยเสียงสาธุการของเหล่าเทวดา และด้วยคำโฆษณาของพระองค์ เมื่อจะตรัสคาถาบูชามิตร ๑๐ คาถา จึงตรัสว่า

๑. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร ชน เป็นอันมากอาศัยบุคคลผู้นั้นเลี้ยงชีพ บุคคลผู้นั้น จาก เรือนของตนไปที่ไหน ๆ ย่อมมีภักษาหารมากมาย. ๒. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคล ผู้นั้นไปสู่ชนบท นิคม ราชธานีใด ๆ ย่อมเป็นผู้อัน หมู่ชนในที่นั้น ๆ ทั้งหมดบูชา. ๓. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร โจร ทั้งหลายไม่ข่มเหงบุคคลผู้นั้น กษัตริย์ก็มิได้ดูหมิ่น บุคคลผู้นั้น บุคคลผู้นั้นย่อมข้ามพ้นหมู่อมิตรทั้งปวง. ๔. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคล ผู้นั้น จะมาสู่เรือนของตนด้วยมิได้โกรธเคืองใคร ๆ มา ได้ความยินดีปรีดาในสภาที่ประชุม เป็นผู้สูงสุดของ หมู่ญาติ. ๕. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคล ผู้นั้นสักการะคนอื่น ก็จะเป็นผู้อันคนอื่นสักการะตน เคารพคนอื่น ก็จะเป็นผู้อันคนอื่นเคารพตน ย่อม เป็นผู้ได้รับความยกย่องและเกียรติคุณ. ๖. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคล ผู้นั้นบูชาผู้อื่น ก็ย่อมได้บูชาตอบ ไหว้ผู้อื่น ก็ย่อม ได้ไหว้ตอบ และย่อมถึงยศและเกียรติ. ๗. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคล ผู้นั้นย่อมรุ่งเรืองดุจกองเพลิง ย่อมไพโรจน์ดุจเทวดา มีสิริประจำตัว. ๘. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร โค ทั้งหลายของบุคคลผู้นั้นย่อมเกิด พืชที่หว่านไว้ในนา ย่อมงอกงาม บุคคลผู้นั้นย่อมได้บริโภคผลของพืชที่ หว่านไว้. ๙. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคล ผู้นั้นตกเหว ตกภูเขา หรือตกต้นไม้ ย่อมได้ที่พึ่ง อาศัยไม่เป็นอันตราย. ๑๐. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร เหล่าอมิตรย่อมย่ำยีบุคคลผู้นั้นไม่ได้ ดุจต้นไทรมีรากและ ย่อมงอกงาม พายุไม่อาจพัดพานให้ล้มได้ ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุตพฺภกฺโข ได้แก่ ได้ภิกษามาง่าย. บทว่า สกํฆรา ได้แก่ จากเรือนของตน อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้แหละ. บทว่า น ทุพฺภติ แปลว่า ไม่ประทุษร้าย. บทว่า สพฺพตฺถ ปูชิโต โหตินี้ พึงพรรณนาด้วยเรื่องพระสีวลี. บทว่า นาสฺส โจรา ปสหนฺติ ความว่าพวกโจรไม่อาจทำการข่มขี่ บทนี้พึงแสดงด้วยเรื่องสังกิจจสามเณร. บทว่า นาติมญฺเติ ขตฺติโย นี้ พึงแสดงด้วยเรื่องโชติกเศรษฐี. บทว่า ตรติได้แก่ ย่อมก้าวล่วง. บทว่า สฆรํ เอติ ความว่า ผู้ประทุษร้ายมิตร แม้มาเรือนของตน ก็มีจิตหงุดหงิดโกรธมา แต่ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตรนี้ ย่อมไม่โกรธมาเรือนของตน. บทว่า ปฏินนฺทิโต ความว่า ย่อมกล่าวคุณกถาของผู้ไม่ประทุษร้ายมิตรในสถานที่ประชุมของตนเป็นอันมาก ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตรนั้น ย่อมเป็นผู้ชื่นชมเบิกบานด้วยเหตุนั้น. บทว่า สกฺกตฺว่า สกฺกโต โหติความว่า สักการะผู้อื่นแล้ว แม้ตนเองก็เป็นผู้อันผู้อื่นทั้งหลายสักการะ. บทว่าครุ โหติ สคารโว ความว่า มีความเคารพในผู้อื่นทั้งหลาย แม้ตนเองก็เป็นผู้อันผู้อื่นทั้งหลายเคารพ. บทว่า วณฺณกิตฺติภโต โหติ ความว่า ได้รับยกย่องและสรรเสริญ คือยกคุณความดีและเสียงสรรเสริญเที่ยวป่าวประกาศ. บทว่า ปูชโก ความว่า เป็นผู้บูชามิตรทั้งหลาย แม้ตนเองก็ย่อมได้การบูชา. บทว่า วนฺทโก ความว่า ผู้ไหว้กัลยาณมิตรทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นย่อมได้ไหว้ตอบในภพใหม่. บทว่า ยโสกิตฺตึ ความว่า ย่อมถึงอิสริยยศและบริวารยศ และเสียงสรรเสริญคุณความดี พึงกล่าวเรื่องของจิตตคฤหบดีด้วยคาถานี้. บทว่า ปชฺชลติ ความว่า ย่อมรุ่งเรืองด้วยอิสริยยศ และบริวารยศ. ในบทว่า สิริยา อชฺชหิโต โหติ นี้ ควรกล่าวเรื่องของอนาถบิณฑิกเศรษฐี. บทว่า อสฺนาติ แปลว่า ย่อมบริโภค. บทว่า ปติฏฺํ ลภติ พึงแสดงด้วยจุลปทุมชาดก. บทว่า วิรุฬฺหมูลสนฺตานํ แปลว่า มีรากและย่านเจริญ. ในบทว่า อมิตฺตา นปฺปสหนฺติ นี้ พึงกล่าวเรื่องโจรเข้าเรือนของมารดาพระโสณเถระในเรือนตระกูล.

สุนันทสารถีได้ฟังดังนั้น แม้พระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมด้วยคาถามีประมาณเท่านี้ ก็ยังจำพระองค์ไม่ได้ หยุดขุดหลุมด้วยคิดว่า คนนี้ใครหนอแล้วลุกขึ้นเดินไปใกล้รถ ไม่เห็นพระมหาสัตว์และห่อเครื่องประดับทั้งสองอย่าง จึงกลับมาแลดูพระองค์ก็จำพระองค์ได้ จึงหมอบลงแทบพระบาทแห่งพระมหาสัตว์ ประคองอัญชลีทูลวิงวอน กล่าวคาถานี้ว่า

ขอพระองค์เสด็จมาเถิด ข้าพระบาทจักนำ พระองค์ซึ่งเป็นพระราซโอรสกลับสู่มณเฑียรของ พระองค์ ขอพระองค์จงครองราชสมบัติ ขอพระองค์ จงทรงพระเจริญ พระองค์จักทรงทำอะไรในป่า. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงตรัสกะนายสารถีว่า แน่ะนายสารถี เราไม่ต้องการด้วยราชสมบัติที่ เราจะพึงได้ด้วยการประพฤติอธรรม พร้อมด้วยญาติ และทรัพย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลํ เป็นคำปฏิเสธ. นายสารถีกราบทูลว่า ข้าแต่พระราชบุตร พระองค์เสด็จกลับจากที่นี้ จะทำให้ข้าพระองค์ได้รางวัลเครื่องยินดี เมื่อพระองค์ เสด็จกลับไปแล้ว พระชนกและพระชนนีจะพระราชทานรางวัลเครื่องยินดีแก่ข้าพระองค์ ข้าแต่ พระราชบุตร เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว นางสนม กุมาร พ่อค้า และพราหมณ์เหล่านั้นจะยินดีให้รางวัล แก่ข้าพระองค์ ข้าแต่พระราชบุตร เมื่อพระองค์เสด็จ กลับไปแล้ว กองทัพช้าง กองทัพม้า กองทัพรถ กองทัพราบ แม้เหล่านั้นจะยินดีให้รางวัลแก่ข้าพระองค์ ข้าแต่พระราชบุตร เมื่อพระองค์เสด็จกลับ ไปแล้ว ชาวชนบท ชาวนิคม ผู้มีธัญญาหารมาก จะประชุมกันให้เครื่องบรรณาการแก่ข้าพระองค์

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุณฺณปตฺตํ ได้แก่ รางวัลเครื่องยินดีคือของให้ที่น่ายินดี. บทว่า ทชฺชุํ ความว่า พึงให้รางวัลเครื่องยินดีที่ทำให้ความมุ่งหมายของข้าพระองค์บริบูรณ์ ดุจหลั่งฝนคือรัตนะเจ็ดประการ ฉะนั้นนายสารถีคิดว่า อย่างไรเสีย พระกุมารนี้ก็คงเสด็จกลับเมื่ออนุเคราะห์เรา จึงได้กล่าวคำนี้. บทว่า เวสิยา แปลว่า พ่อค้า. บทว่า อุปยานานิ แปลว่าเครื่องบรรณาการ.

พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสว่า

พระชนกและพระชนนีสละเราแล้ว ชาว แว่นแคว้น ชาวนิคมและกุมารทั้งปวงก็สละเราแล้ว เราไม่มีเหย้าเรือนของตน พระชนนีทรงอนุญาตเรา แล้ว พระชนกก็ทรงสละเราจริง ๆ แล้ว เราจะบวช อยู่ในป่าคนเดียว ไม่ปรารถนากามคุณทั้งหลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิตุ มาตุ จ แปลว่า อันพระชนกและพระชนนี. บทว่า จตฺโต แปลว่า สละขาดแล้ว แม้ในบทนอกนี้ ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า มตฺยา ความว่า แน่ะนายสารถีเพื่อนรัก เราชื่อว่าอันพระชนนีผู้รับพรกำหนดให้ครองราชสมบัติ ๗ วัน ทรงอนุญาตแล้ว. บทว่า สญฺจตฺโต แปลว่า สละแล้วด้วยดี. บทว่า ปพฺพชิโต ความว่า ออกเพื่อต้องการบวชอยู่ในป่า.

เมื่อพระมหาสัตว์ตรัสคุณธรรมของพระองค์อยู่อย่างนี้ พระปีติได้เกิดขึ้นแล้ว แต่นั้น เมื่อทรงเปล่งพระอุทานด้วยกำลังพระปีติ จึงตรัสว่า

ความหวังผลของเหล่าบุคคลผู้ไม่รีบร้อน ย่อม สำเร็จแน่นอน เรามีพรหมจรรย์สำเร็จแล้ว ท่านจงรู้ อย่างนี้เถิด นายสารถี ประโยชน์โดยชอบของเหล่าบุคคลผู้ไม่รีบร้อน ย่อมให้ผลแน่นอน เรามี พรหมจรรย์สำเร็จแล้ว ออกบวชแล้ว จะมีภัยแต่ ไหนเล่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผลาสาว ความว่า พระมหาสัตว์ตรัสอย่างนี้ เพื่อแสดงว่า ผลแห่งความมุ่งหมายของเราผู้ไม่รีบร้อน สิบหกปีจึงสำเร็จ. บทว่า วิปกฺกพฺรหฺมจริโยสฺมิ แปลว่า มีความปรารถนาถึงที่สุดแล้ว. บทว่า สมฺมทตฺโถ วิปจฺจติ ความว่า ประเภทคุณวิเศษมีฌานเป็นต้น ซึ่งเป็นกิจที่พึงทำ ย่อมสำเร็จโดยชอบ คือโดยอุบาย โดยการณ์.

นายสารถีกราบทูลว่า

พระองค์มีพระดำรัสไพเราะ และมีพระวาจา สละสลวยอย่างนี้ เหตุไฉนจึงไม่ตรัสในสำนักแห่ง พระชนกและพระชนนีในกาลนั้นเล่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วคฺคุกโถ แปลว่า มีพระดำรัสไพเราะคือมีพระดำรัสอ่อนหวาน.

แต่นั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า

เราเป็นง่อยเปลี้ย เพราะไม่มีเครื่องติดต่อก็หาไม่ เราเป็นหนวกเพราะไม่มีซ่องหูก็หาไม่ เราเป็นใบ้ เพราะไม่มีลิ้นก็หาไม่ ท่านอย่าเข้าใจว่าเราเป็นใบ้ เราระลึกชาติปางก่อนที่เราเสวยราชสมบัติได้ เราได้ เสวยราชสมบัติในกาลนั้นแล้ว ต้องไปตกนรกอัน กล้าแข็ง เราได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้นยี่สิบปี ต้อง หมกไหม้อยู่ในนรก ๘๐,๐๐๐ ปี เรากลัวจะต้องเสวย ราชสมบัตินั้น ขอชนทั้งหลายอย่าพึงอภิเษกเราใน ราชสมบัติเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่พูดในสำนัก ของพระชนกและพระชนนีในกาลนั้น พระชนกทรง อุ้มเราให้นั่งบนพระเพลา แล้วตรัสสั่งข้อความว่า จง ฆ่าโจรคนหนึ่ง จงจองจำโจรคนหนึ่ง จงเอาหอก แทงโจรคนหนึ่ง แล้วเอาน้ำแสบราดแผล จงเสียบโจร คนหนึ่งบนหลาว ตรัสสั่งเจ้าหน้าที่นั้นอย่างนี้ เราได้ ฟังพระวาจาอันหยาบคายที่พระชนกตรัสนั้น จึงกลัว การเสวยราชสมบัติ เรามิได้เป็นใบ้ ก็ทำเหมือนเป็น ใบ้ มิได้เป็นง่อยเปลี้ย ก็ให้คนเข้าใจว่าง่อยเปลี้ย แกล้งนอนเกลือกกลิ้งอยู่ในปัสสาวะและอุจจาระของ ตน ชีวิตนั้นเป็นของลำบาก เป็นของน้อย ทั้ง ประกอบด้วยทุกข์ ใครเล่าจะอาศัยชีวิตนี้ ทำเวรด้วย เหตุการณ์หน่อยหนึ่ง ใครเล่าจะอาศัยชีวิตนี้ ทำเวร ด้วยเหตุการณ์หน่อยหนึ่ง เพราะไม่ได้ปัญญา เพราะ ไม่เห็นธรรม ความหวังผลของเหล่าบุคคลผู้ไม่ รีบร้อน ย่อมสำเร็จแน่นอน เรามีพรหมจรรย์สำเร็จ แล้ว ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด นายสารถี ประโยชน์โดย ชอบของเหล่าบุคคลผู้ไม่รีบร้อน ย่อมให้ผลแน่นอน เรามีพรหมจรรย์สำเร็จแล้ว ออกบวชแล้ว จะมีภัย แต่ไหนเล่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสนฺธิตา แปลว่า เพราะไม่มีที่ต่อ. บทว่า อโสตตา แปลว่า เพราะไม่มีโสต. บทว่า อชิวฺหตา ความว่าเรานั้นมิได้เป็นใบ้ เพราะไม่มีลิ้นสำหรับเปลี่ยนไปมาของคำพูด. บทว่า ยตฺถ ความว่า ได้เสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสีนั่นแลในชาติได้. บทว่า ปาปตฺถํ ความว่า พระมหาสัตว์ตรัสถึงความชั่วว่า พระองค์ได้ตกมาแล้ว. บทว่า รชฺเชภิเสจยุํ แปลว่า พึงอภิเษกในราชสมบัติ. บทว่า นิสีทิตฺวา ความว่าให้นั่งแล้ว. บทว่า อตฺถานุสาสติ ความว่า ตรัสสั่งข้อความผิด. บทว่า ขาราปตจฺฉกํ ความว่า จงเอาหอกแทงแล้วราดน้ำแสบที่แผล. บทว่า อุพฺเพถ แปลว่า จงยกขึ้น คือจงเสียบ. บทว่า อิจฺจสฺส อนุสาสติความว่า ตรัสสั่งข้อความแก่มหาชนนั้นอย่างนี้. บทว่า ตายาหํ ความว่าเราได้ฟังพระวาจาเหล่านั้น. บทว่า ปกฺขสมฺมโต ความว่า ได้เป็นผู้อันชนทั้งหลายเข้าใจว่าเป็นง่อยเปลี้ย คือเป็นเหมือนคนง่อยเปลี้ย. บทว่า อจฺฉาหํ ความว่า อยู่แล้ว คือเราอยู่แล้ว. บทว่า สํปริปลุโต ความว่า เป็นผู้เกลือกกลิ้ง คือจมลงแล้ว. บทว่า กสิรํ แปลว่า เป็นทุกข์ บทว่า ปริตฺตํ แปลว่า น้อย คำนี้มีอธิบายว่า แน่ะนายสารถีเพื่อนรัก ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายถ้าเป็นทุกข์ ก็จะพึงดังอยู่คือเป็นไปนานมาก ถ้านิดหน่อยก็จะพึงเป็นคือเป็นไปสบาย แต่ชีวิตนี้ ลำบากก็ตาม นิดหน่อยก็ตาม น้อยก็ตาม ย่อมประกอบคือเข้าไปทรงไว้พร้อมด้วยทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้นทีเดียว คือ ถูกชาติ ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสย่ำยี. บทว่า โกมํ คัดบทเป็นโก อิมํ บทว่า เวรํ ได้แก่ เวรห้าอย่างมีปาณาติบาตเป็นต้น. บทว่า เกนจิได้แก่ ด้วยเหตุไร ๆ. บทว่า กยิราถ แปลว่า พึงกระทำ. บทว่า ปญฺาย ได้แก่ วิปัสสนาปัญญา. บทว่า ธมฺมสฺส ความว่า เพราะไม่เห็นโสดาปัตติมรรค.

พระมหาสัตว์ได้ตรัสอุทานคาถาซ้ำอีก เพื่อประกาศความประสงค์ไม่เสด็จกลับ ไปพระนครเป็นมั่นคง.

สุนันทสารถีได้ฟังดังนั้น คิดว่า พระกุมารนี้ ทิ้งสิริราชสมบัติเห็นปานนี้เหมือนทิ้งซากศพ ไม่ทำลายความตั้งใจมั่นของพระองค์ เข้าป่าด้วยหวังว่าจักผนวช เราจะต้องการอะไรด้วยชีวิตอันไม่สมประกอบนี้ แม้เราก็จักบวชกับด้วยพระกุมารนั้น คิดดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาว่า

ข้าแต่พระราชบุตร แม้ข้าพระองค์ก็จักบวชใน สำนักของพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดตรัสเรียกให้ ข้าพระองค์บวชด้วยเถิด ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ ข้าพระองค์ชอบบวช.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตวนฺติเก แปลว่า ในสำนักของท่านบทว่า อวฺหยสฺสุ ความว่า ขอพระองค์โปรดตรัสเรียกข้าพระองค์ว่า เจ้าจงมาบวชเถิด.

แม้นายสารถีทูลวิงวอนอย่างนี้ พระมหาสัตว์ทรงพระดำริว่า หากเราให้นายสารถีบวชในบัดนี้ทีเดียว พระชนกพระชนนีของเราก็จักไม่เสด็จมาในทีนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเสื่อมจักมีแก่พระชนกและพระชนนีทั้งสอง ม้า รถและเครื่องประดับ เหล่านี้ ก็จักพินาศ แม้ความครหาก็จักเกิดขึ้นแก่เราว่า นายสารถีนั้นถูกพระราชกุมารผู้เป็นยักษ์กินเสียแล้ว ทรงพิจารณาเพื่อจะเปลื้องความครหาของพระองค์ และพิจารณาถึงความเจริญแห่งพระชนกและพระชนนีเมื่อทรงแสดงม้ารถและเครื่องประดับ ทำให้เป็นหนี้ของนายสารถีนั้น จึงตรัสคาถาว่า

แน่ะนายสารถี ท่านจงไปมอบคืนรถ แล้วเป็น ผู้ไม่มีหนี้เถิด เพราะผู้ไม่มีหนี้จึงบวชได้ การบวชนั้น ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งสรรเสริญแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตํ ได้แก่ การกระทำการบรรพชานั้น. บทว่า อิสีภิ วณฺณตํ ความว่า ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญแล้ว.

นายสารถีได้ฟังดังนั้น คิดว่า เมื่อเราไปสู่พระนคร ถ้าพระกุมารนี้จะพึงเสด็จไปที่อื่น พระราชบิดาได้ทรงสดับข่าวนี้แล้ว เสด็จมาตรัสว่า จงแสดงลูกของเรา มิได้ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารนี้ จะพึงลงราชทัณฑ์แก่เราเพราะฉะนั้น. เราจะกล่าวคุณของตนแก่พระกุมารนี้ จักถือเอาคำปฏิญญาเพื่อไม่เสด็จไปที่อื่น คิดดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า

ข้าพระองค์ได้ทำตามพระดำรัส ขอพระองค์จง ทรงพระเจริญ พระองค์ควรจะทรงทำตามคำที่ข้าพระองค์ทูลวิงวอน ขอพระองค์จงประทับรออยู่ ณ ที่นี้ จนกว่าข้าพระองค์จะนำพระราชาเสด็จมา อย่าง ไรเสีย พระราชบิดาของพระองค์ทอดพระเนตรเห็น แล้ว คงทรงพระปีติโสมนัสเป็นแน่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต ความว่า ขอพระองค์จงทรงพระเจริญพระดำรัสใดที่พระองค์ตรัสแล้ว แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้กระทำตามพระดำรัสนั้นแล้ว พระองค์อันข้าพระองค์วิงวอนแล้ว ควรจะกระทำตามคำนั้นเท่านั้น.

แต่นั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๔ / ๗ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๓ หน้า ๑๘–๗๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

มหานิบาตชาดก · ๔๘๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๘๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒๒. มหานิบาต

๑. เตมิยชาดก ๑- (๕๓๘)

ว่าด้วยพระเตมีย์โพธิสัตว์

(เทพธิดาผู้เคยเป็นมารดาพระโพธิสัตว์ในอัตภาพหนึ่ง ปลอบพระโพธิสัตว์ ให้สบายพระทัยแล้ว จึงกล่าวว่า)

[๑]

ท่านจงอย่าเปิดเผยตนว่าเป็นบัณฑิต

จงให้คนทั้งปวงรู้ว่าเป็นคนโง่

ขอให้คนทั้งหมดจงดูหมิ่นท่านเถิด

ความประสงค์ของท่าน

จักสำเร็จได้ด้วยอาการอย่างนี้

(พระเตมีย์โพธิสัตว์กลับได้ความสบายพระทัยตามคำของเทพธิดานั้น จึงตรัสว่า)

[๒]

แม่เทพธิดา ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่าน

ที่ได้กล่าวกับข้าพเจ้า

แม่เทพธิดา ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์

มุ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า

(พระโพธิสัตว์ตรัสถามนายสารถีว่า)

[๓]

นายสารถี ท่านจะรีบขุดหลุมไปทำไมหนอ

สหายเอ๋ย เราถามท่านแล้ว ท่านจงบอกเรา

ท่านจักทำประโยชน์อะไรกับหลุมเล่า

@เชิงอรรถ :

@๑ เป็นชาดกที่พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการเสด็จออกบรรพชาอันยิ่งใหญ่(ในอดีต)

@ได้ตรัสไว้โดยทรงเริ่มต้นด้วยคาถาแรกที่เทวดาผู้สถิตอยู่ที่เศวตฉัตรกล่าวสอนเตมิยกุมารว่า “ท่านจง

@อย่าเปิดเผยตนว่าเป็นบัณฑิต” เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๑/๑)

(สุนันทสารถีได้ฟังคำนั้น ขุดหลุมมิได้เงยหน้าดู จึงกราบทูลว่า)

[๔]

พระโอรสของพระราชาเป็นใบ้

และเป็นง่อยเปลี้ยขาดความสำนึก

พระราชาตรัสสั่งข้าพเจ้าว่า ควรฝังลูกเราไว้ในป่าช้า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ ตรัสกับสุนันทสารถีว่า)

[๕]

นายสารถี เรามิได้เป็นคนหนวก

คนใบ้ คนเปลี้ย และมิได้เป็นคนบกพร่อง ๑-

ถ้าท่านพึงฝังเราไว้ในป่า ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

[๖]

ท่านจงดูขา แขน และฟังภาษิตของเรา

ถ้าท่านพึงฝังเราไว้ในป่า ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

(สุนันทสารถีไม่รู้ จึงกราบทูลว่า)

[๗]

ท่านเป็นเทวดา คนธรรพ์

หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ

ท่านเป็นใครหรือเป็นบุตรของใคร

พวกเราจักรู้จักท่านได้อย่างไร

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อแสดงตนให้ปรากฏ แสดงธรรมแก่สุนันทสารถีนั้น จึงตรัสว่า)

[๘]

เรามิใช่เทวดา มิใช่คนธรรพ์

ทั้งมิใช่ท้าวสักกปุรินททะ

เราเป็นผู้ที่ท่านจะฝังในหลุม

เป็นโอรสของพระเจ้ากาสี

[๙]

เราเป็นโอรสของพระราชา

องค์ที่ท่านเข้าไปพึ่งบารมีเลี้ยงชีพอยู่เสมอ

นายสารถี ถ้าท่านพึงฝังเราไว้ในป่า

ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

@เชิงอรรถ :

@๑ คำว่า มิได้เป็นคนบกพร่อง หมายถึงเป็นผู้มีอินทรีย์สมบูรณ์ (ขุ.ชา.อ. ๙/๕/๒๒)

[๑๐]

บุคคลพึงนั่งหรือนอนที่ร่มแห่งต้นไม้ใด

ไม่พึงหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น

เพราะคนผู้ประทุษร้ายมิตร ชื่อว่าเป็นคนเลวทราม

[๑๑]

พระราชาก็เหมือนต้นไม้ เราก็เป็นเหมือนกิ่งไม้

ข้าแต่มหาราช นายสารถีเป็นเหมือนคนผู้อาศัยร่มไม้

นายสารถี ถ้าท่านฝังเราไว้ในป่า

ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ปรารภคาถาบูชามิตร ๑๐ คาถาว่า)

[๑๒]

ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร

ผู้นั้นพรากจากเรือนของตนแล้ว

ย่อมมีอาหารสมบูรณ์

คนเป็นอันมากย่อมเข้าไปพึ่งพาผู้นั้นเลี้ยงชีพ

[๑๓]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร

จะไปสู่ชนบท นิคม และราชธานีใดๆ

ก็เป็นผู้อันชนทั้งหลายในชนบท นิคม

และราชธานีนั้นๆ บูชาไปทุกแห่งหน

[๑๔]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ไม่มีพวกโจรข่มเหง

พระมหากษัตริย์ก็ไม่ทรงดูหมิ่น ย่อมข้าม(ชนะ)ศัตรูทั้งปวงได้

[๑๕]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร

ไม่โกรธเคืองใครๆ มาสู่เรือนของตน

ย่อมเป็นผู้ที่มหาชนยินดีต้อนรับในที่ประชุม

และเป็นคนชั้นสูงของหมู่ญาติ

[๑๖]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร สักการะคนอื่นแล้ว

ย่อมเป็นผู้ที่คนอื่นสักการะตอบ

เคารพคนอื่นแล้วก็มีคนอื่นเคารพตอบ

เป็นผู้อันเขาสรรเสริญเกียรติคุณ

[๑๗]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร

บูชาผู้อื่น ย่อมได้รับการบูชาตอบ

ไหว้ผู้อื่น ย่อมได้รับการไหว้ตอบ

ทั้งได้รับอิสริยยศและเกียรติ

[๑๘]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมรุ่งเรือง ๑- เหมือนไฟ

ย่อมรุ่งโรจน์เหมือนเทวดา เป็นผู้อันสิริไม่ทอดทิ้ง

[๑๙]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมมีโคทั้งหลายตกลูกมาก

พืชที่หว่านลงในนาย่อมงอกงาม

ย่อมได้บริโภคผลของพืชทั้งหลายที่หว่านไว้แล้ว

[๒๐]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร พลัดตกจากเหว ภูเขา

พลาดตกต้นไม้หรือเคลื่อนจากภพ ย่อมได้ที่พึ่ง

[๒๑]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ศัตรูทั้งหลายจะระรานไม่ได้

เหมือนลมระรานต้นไทรที่มีรากและลำต้นงอกงามแล้วไม่ได้

(สุนันทสารถีประคองอัญชลี ทูลวิงวอนว่า)

[๒๒]

ข้าแต่พระราชโอรส เชิญเสด็จเถิด

กระหม่อมจักนำพระองค์เสด็จกลับ

ไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์

เชิญพระองค์เถลิงถวัลยราชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า

พระองค์จักทรงทำอะไรในป่าได้เล่า

(ลำดับนั้น พระเตมีย์โพธิสัตว์จึงตรัสกับนายสุนันทสารถีนั้นว่า)

[๒๓]

นายสารถี พอทีสำหรับเราด้วยราชสมบัตินั้น

พระญาติทั้งหลายหรือทรัพย์ทั้งหลาย

ที่เราจะพึงได้ด้วยการประพฤติอันไม่ชอบธรรม

@เชิงอรรถ :

@๑ รุ่งเรือง ในที่นี้หมายถึงรุ่งเรืองด้วยอิสริยยศและบริวารยศ (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๘/๒๖)

(สุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๒๔]

ข้าแต่พระราชโอรส พระองค์เสด็จไปจากที่นี้แล้ว

ทำให้ข้าพระองค์ได้รับรางวัล เมื่อพระองค์เสด็จกลับไป

พระบิดาและพระมารดาพึงพระราชทานรางวัลให้แก่ข้าพระองค์

[๒๕]

ข้าแต่พระราชโอรส เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว

พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์เหล่านั้น

จะพึงดีใจ ให้รางวัลแก่ข้าพระองค์

[๒๖]

ข้าแต่พระราชโอรส เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

แม้เหล่านั้นจะพากันดีใจ ให้รางวัลแก่ข้าพระองค์

[๒๗]

ข้าแต่พระราชโอรส เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว

ชาวชนบทและชาวนิคมผู้มีธัญญาหารมาก

จะมาประชุมกัน ให้เครื่องบรรณาการแก่ข้าพระองค์

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๘]

เราเป็นผู้อันพระบิดาและพระมารดา

ชาวแคว้น ชาวนิคม และกุมารทั้งปวงสละแล้ว

เราไม่มีเรือนของตน

[๒๙]

เราเป็นผู้อันพระมารดาทรงอนุญาตแล้ว

และพระบิดาก็ทรงสละขาดแล้ว

ออกไปบวชอยู่ในป่าแต่ลำพัง

เราไม่พึงปรารถนากามทั้งหลาย

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยกำลังปีติ จึงตรัสว่า)

[๓๐]

ความหวังผลของเหล่าชนผู้ไม่รีบร้อนย่อมสำเร็จแน่

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

นายสารถี ท่านจงรู้ไว้อย่างนี้เถิด

[๓๑]

อนึ่ง ประโยชน์โดยชอบของเหล่าชน

ผู้ไม่รีบร้อน ย่อมเผล็ดผลโดยแท้

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

ออกบวชแล้วย่อมไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ

(นายสุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๓๒]

พระองค์เป็นผู้มีพระวาจาไพเราะ

มีพระดำรัสสละสลวยอย่างนี้

เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ตรัสในสำนัก

ของพระบิดาและพระมารดาในเวลานั้น

(ลำดับนั้น พระเตมีย์โพธิสัตว์ จึงตรัสว่า)

[๓๓]

เราเป็นคนง่อยเปลี้ย เพราะไม่มีข้อต่อก็หามิได้

เป็นคนหนวก เพราะไม่มีโสตประสาทก็หามิได้

เป็นคนใบ้ เพราะไม่มีชิวหาประสาทก็หามิได้

ท่านอย่าเข้าใจว่า เราเป็นใบ้

[๓๔]

เราระลึกชาติก่อนที่เราเสวยราชสมบัติได้

เราได้เสวยราชสมบัติในครั้งนั้นแล้ว

ต้องไปตกนรกอันแสนสาหัส

[๓๕]

เราได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้น ๒๐ ปี

แล้วต้องไปหมกไหม้อยู่ในนรกถึง ๘๐,๐๐๐ ปี

[๓๖]

เรากลัวจะต้องได้เสวยราชสมบัตินั้น

จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า

ขอชนทั้งหลายอย่าได้อภิเษกเราไว้ในราชสมบัติเลย

เพราะฉะนั้น เราจึงไม่พูดในสำนัก

ในสำนักของพระบิดาและพระมารดาในกาลนั้น

[๓๗]

พระบิดาทรงอุ้มเราให้นั่งบนพระเพลาแล้ว

ตรัสพิพากษาว่า ท่านทั้งหลายจงฆ่าโจรคนหนึ่ง

จงจองจำโจรอีกคนหนึ่งไว้ในเรือนจำ

จงเอาหอกแทงโจรคนหนึ่งแล้ว ราดด้วยน้ำกรด

จงเสียบโจรคนหนึ่งบนหลาว

พระบิดาตรัสพิพากษาอรรถคดีแก่มหาชนนั้นด้วยประการฉะนี้

[๓๘]

เราได้ฟังพระวาจาอันหยาบคายที่พระบิดาตรัสนั้น

จึงกลัวต่อการเสวยราชสมบัติ

เรามิได้เป็นคนใบ้ ก็ทำเหมือนเป็นคนใบ้

มิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย ก็ทำเป็นเหมือนคนง่อยเปลี้ย

เรากลิ้งเกลือกนอนจมอยู่ในอุจจาระและปัสสาวะของตน

[๓๙]

ชีวิตเป็นของยาก เป็นของเล็กน้อย ๑-

ซ้ำประกอบไปด้วยทุกข์

ใครเล่าอาศัยชีวิตนี้แล้วพึงก่อเวรกับใครๆ

[๔๐]

ใครเล่าอาศัยชีวิตนี้แล้วพึงก่อเวรกับใครๆ

เพราะไม่ได้ปัญญาและเพราะไม่ได้เห็นธรรม

[๔๑]

ความหวังผลของเหล่าคนผู้ไม่รีบร้อนย่อมสำเร็จแน่

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

นายสารถี ท่านจงรู้ไว้อย่างนี้เถิด

[๔๒]

อนึ่ง ประโยชน์โดยชอบของเหล่าชน

ผู้ไม่รีบร้อน ย่อมเผล็ดผลโดยแท้

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

ออกบวชแล้วย่อมไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ

@เชิงอรรถ :

@๑ ชีวิตเป็นของเล็กน้อย หมายความว่า หากชีวิตของสัตว์ทั้งหลายได้รับความลำบาก ก็จะดำรงอยู่ได้นาน

@มาก แต่หากได้รับความสบาย ก็จะดำรงอยู่ได้ชั่วเวลานิดหน่อย และชีวิตนี้ยากเข็ญ เป็นของเล็กน้อย คือ

@มีประมาณน้อยนิด อีกทั้งเป็นชีวิตที่ประกอบด้วยความสั่งสมทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๓๙/๓๐)

(นายสุนันทสารถีได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๔๓]

ข้าแต่พระราชโอรส

แม้ข้าพระองค์ก็จักบวชในสำนักของพระองค์

ขอพระองค์โปรดตรัสอนุญาตให้ข้าพระองค์บวชด้วยเถิด

ข้าพระองค์พอใจจะบวช พระเจ้าข้า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๔]

นายสารถี เรามอบรถให้ท่านแล้ว ท่านจงเป็นผู้ไม่มีหนี้

มาเถิด เพราะคนที่ไม่มีหนี้ จึงจะบวชได้

พวกฤๅษีทั้งหลายกล่าวสรรเสริญการบวชนั้น

(สุนันทสารถีได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๔๕]

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ

ข้าพระองค์ได้ทำตามพระดำรัสที่พระองค์ได้ตรัสไว้แล้ว

ข้าพระองค์ทูลวิงวอนแล้ว

ขอพระองค์ควรทรงโปรดกระทำตามคำของข้าพระองค์เถิด

[๔๖]

ขอพระองค์จงประทับอยู่ ณ ที่นี้

จนกว่าข้าพระองค์จะทูลเชิญเสด็จพระราชามา

พระบิดาของพระองค์ทอดพระเนตรแล้ว

จะพึงมีพระทัยเอิบอิ่มเป็นแน่

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๗]

นายสารถี เราจะทำตามคำของท่านที่กล่าวกับเรา

แม้เราก็ปรารถนาจะเฝ้าพระบิดาของเราซึ่งเสด็จมา ณ ที่นี้

[๔๘]

ท่านจงกลับไปเถิด สหาย

การที่ท่านได้ทูลพระญาติทั้งหลายด้วยเป็นการดี

ท่านรับคำสั่งเราแล้ว

พึงกราบทูลการถวายบังคมพระมารดาและพระบิดาของเรา

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๙]

นายสารถีจับพระบาททั้ง ๒ ของพระโพธิสัตว์นั้น

และทำประทักษิณพระองค์แล้ว

ก็ขึ้นรถบ่ายหน้าเข้าไปยังทวารพระราชวัง

[๕๐]

พระมารดาทอดพระเนตรเห็นรถว่างเปล่า

กลับมาแต่นายสารถีคนเดียว

จึงทรงกันแสง มีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล

ทอดพระเนตรดูนายสารถีนั้นอยู่

[๕๑]

พระนางทรงเข้าพระทัยว่า

นายสารถีฝังลูกของเราแล้วจึงกลับมา

ลูกของเราถูกนายสารถีฝังไว้ในแผ่นดิน

กลบดินแล้วเป็นแน่

[๕๒]

พวกศัตรูย่อมพากันยินดี

พวกคนจองเวรต่างก็เอิบอิ่มเป็นแน่

เพราะเห็นนายสารถีฝังลูกของเรากลับมาแล้ว

[๕๓]

พระมารดาทอดพระเนตรเห็นรถอันว่างเปล่า

กลับมาแต่นายสารถีคนเดียว

มีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล

ทรงกันแสงอยู่ ตรัสถามนายสารถีนั้นว่า

[๕๔]

ลูกของเราเป็นคนใบ้จริงหรือ เป็นคนง่อยเปลี้ยจริงหรือ

ลูกของเราขณะที่ท่านจะฝังดิน พูดอะไรบ้างหรือเปล่า

นายสารถี ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เราด้วยเถิด

[๕๕]

ลูกของเราเป็นคนใบ้ เป็นคนง่อยเปลี้ย

เมื่อท่านจะฝังลงดิน กระดิกมือและเท้าอย่างไร

เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เราเถิด

(ลำดับนั้น นายสุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๕๖]

ข้าแต่พระแม่เจ้า

ขอได้โปรดพระราชทานอภัยโทษแก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด

ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูล

ตามที่ได้ยินและได้เห็นมาในสำนักของพระราชโอรส

(พระนางจันทาเทวีตรัสกับนายสุนันทสารถีนั้นว่า)

[๕๗]

นายสารถีผู้สหาย เราให้อภัยโทษแก่ท่าน

อย่าได้กลัวเลย จงพูดไปเถิด

ตามที่ท่านได้ยินหรือได้เห็นมาในสำนักของพระราชโอรส

(นายสุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๕๘]

พระราชโอรสนั้นมิได้เป็นคนใบ้ มิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย

ยังมีพระดำรัสสละสลวยไพเราะ ได้ทราบว่า

พระองค์ทรงกลัวต่อการครองราชสมบัติ

จึงได้ทำการลวงอย่างมากมาย

[๕๙]

พระองค์ทรงระลึกถึงชาติก่อน

ที่พระองค์เคยได้เสวยราชสมบัติ

ครั้นได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้นแล้ว

ต้องไปตกนรกอย่างแสนสาหัส

[๖๐]

พระองค์ได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้น ๒๐ ปี

แล้วต้องไปหมกไหม้อยู่ในนรกถึง ๘๐,๐๐๐ ปี

[๖๑]

พระองค์ทรงกลัวต่อการเสวยราชสมบัติ

จึงทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า

ขอชนทั้งหลายอย่าได้อภิเษกเราในราชสมบัติเลย

เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่ตรัส

ในสำนักของพระบิดาและพระมารดาในกาลนั้น

[๖๒]

พระราชโอรสทรงถึงพร้อมด้วยองคาพยพ

มีพระรูปสมบัติงดงามสมส่วน

มีพระวาจาสละสลวย มีพระปัญญา

ทรงดำรงอยู่ในทางสวรรค์

[๖๓]

ถ้าพระแม่เจ้าทรงพระประสงค์จะทอดพระเนตร

พระราชโอรสของพระองค์

ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลเชิญเสด็จพระแม่เจ้าไปให้ถึงสถานที่

ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเตมีย์

(ฝ่ายพระเจ้ากาสีทรงสดับคำของนายสุนันทสารถี จึงดำรัสสั่งให้เรียก มหาเสนคุตมา รีบให้ตระเตรียมเสด็จ ตรัสว่า)

[๖๔]

เจ้าหน้าที่ทั้งหลายจงเทียมรถ เทียมม้า

ผูกเครื่องประคับช้าง จงประโคมสังข์และบัณเฑาะว์

ตีกลองหน้าเดียวเถิด

[๖๕]

จงตีกลองสองหน้าและรำมะนาอันไพเราะ

ขอชาวนิคมจงตามเรามา

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

[๖๖]

ขอพระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์

และพราหมณ์ทั้งหลายจงรีบเทียมยาน

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

[๖๗]

ขอพวกกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ

และกองพลราบจงรีบเทียมยาน

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

[๖๘]

ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว

จงรีบเทียมยานเถิด

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๙]

พวกนายสารถีจูงม้าสินธพที่มีฝีเท้าเร็ว

เทียมเข้ากับราชรถขับมายังทวารพระราชวัง

และกราบทูลว่า ม้าเหล่านี้เทียมแล้ว พระเจ้าข้า

(พระราชาตรัสว่า)

[๗๐]

ม้าอ้วนก็ไม่มีฝีเท้าเร็ว ม้าผอมก็ไม่มีเรี่ยวแรง

จงเว้นทั้งม้าผอมและม้าอ้วนเสีย

เลือกเทียมแต่ม้าที่สมบูรณ์

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๑]

ลำดับนั้น พระราชารีบเสด็จขึ้นประทับม้าสินธพที่เทียมแล้ว

ได้ตรัสกับนางชาววังว่า พวกเจ้าทั้งหมดจงตามเรามาเถิด

[๗๒]

พระราชาตรัสสั่งว่า จงตระเตรียมเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่าง

คือ พัดวาลวีชนี อุณหิส พระขรรค์ เศวตฉัตร

และฉลองพระบาทที่ประดับตกแต่งด้วยทองคำขึ้นรถไปด้วย

[๗๓]

และต่อจากนั้น พระราชาตรัสสั่งให้นายสารถีนำทาง

เสด็จเคลื่อนขบวนเข้าไปถึงสถานที่

ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเตมีย์

[๗๔]

ส่วนพระเตมีย์ทอดพระเนตรเห็นพระบิดา

กำลังเสด็จมา ทรงรุ่งเรืองด้วยพระเดชานุภาพ

ทรงแวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ จึงถวายพระพรว่า

[๗๕]

ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ

พระองค์ทรงสุขสบายดีหรือ ทรงพระสำราญดีหรือ

ราชกัญญาทั้งปวงและพระมารดาของอาตมภาพ

ไม่มีพระโรคาพาธหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๗๖]

ลูกรัก โยมสุขสบายดี

ไม่มีโรคเบียดเบียน

พระราชกัญญาทั้งปวงและพระมารดา

ของลูกรักก็ไม่มีโรคาพาธ

(ลำดับนั้น พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลถามพระราชาว่า)

[๗๗]

ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ

มหาบพิตรไม่ทรงเสวยน้ำจัณฑ์หรือ

ไม่ทรงโปรดปรานการเสวยน้ำจัณฑ์หรือ

พระทัยของพระองค์ทรงยินดีในสัจจะ

ในธรรม และในทานหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๗๘]

ลูกรัก โยมไม่ดื่มน้ำจัณฑ์

และไม่โปรดปรานการดื่มน้ำจัณฑ์

ใจของโยมยังยินดีในสัจจะ ในธรรม และในทาน

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๗๙]

ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ

ราชพาหนะของพระองค์ที่เขาเทียมแล้วมั่นคงหรือ

ราชพาหนะยังนำภาระไปได้ดีอยู่หรือ

มหาบพิตร พยาธิที่จะเข้าไปแผดเผาพระสรีระของพระองค์ไม่มีหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๘๐]

พาหนะมีม้าและโคเป็นต้นของโยมที่เทียมแล้วมั่นคง

ราชพาหนะก็ยังนำภาระไปได้

พยาธิที่เข้าไปแผดเผาสรีระของโยมก็ไม่มี

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๘๑]

ชุมชนแถบชายแดนของพระองค์ยังมั่งคั่งหรือ

คามนิคมในท่ามกลางรัฐของพระองค์

ยังเป็นที่อยู่แน่นหนามั่งคั่งอยู่หรือ

ฉางหลวงและท้องพระคลังของพระองค์ยังบริบูรณ์ดีอยู่หรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๘๒]

ชุมชนแถบชายแดนของโยมยังมั่งคั่ง

คามนิคมในท่ามกลางแคว้นก็ยังอยู่แน่นหนาดี

ฉางหลวงและท้องพระคลังของโยม

ก็ยังคงบริบูรณ์ดีทุกอย่าง

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๘๓]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย

ขอมหาดเล็กทั้งหลายจงจัดตั้งบัลลังก์

ซึ่งเป็นที่ประทับนั่งถวายพระราชาเถิด

[๘๔]

เชิญประทับนั่ง ณ เครื่องลาดใบไม้ที่เขาปูไว้เรียบร้อย

ถวายมหาบพิตร ณ ที่นี้เถิด

จงทรงตักน้ำจากภาชนะนี้ล้างพระบาทของพระองค์เถิด

[๘๕]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร

ใบหมากเม่าของอาตมภาพนี้เป็นของสุกไม่เค็ม

พระองค์มาเป็นแขกของอาตมภาพแล้ว เชิญเสวยเถิด

(พระราชาตรัสว่า)

[๘๖]

โยมไม่บริโภคใบหมากเม่า

เพราะใบหมากเม่านี้มิใช่อาหารของโยม

โยมบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลีที่ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด

(พระราชาตรัสกับพระเตมีย์โพธิสัตว์แล้ว จึงตรัสคาถาว่า)

[๘๗]

ความน่าอัศจรรย์ปรากฏชัดเจนกับโยม

เพราะได้เห็นลูกรักอยู่ในที่ลับแต่ผู้เดียว

เพราะเหตุไร ผิวพรรณของผู้บริโภคอาหารเช่นนี้จึงผ่องใสเล่า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อจะทูลพระราชานั้น จึงตรัสว่า)

[๘๘]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร

อาตมภาพจำวัดตามลำพังบนเครื่องลาดใบไม้

เพราะการจำวัดตามลำพังนั้น

ผิวพรรณของอาตมภาพจึงผ่องใส

[๘๙]

อนึ่ง อาตมภาพไม่มีราชองครักษ์คาดกระบี่คอยป้องกัน

เพราะการจำวัดตามลำพังของอาตมภาพนั้น

ผิวพรรณจึงผ่องใส ขอถวายพระพร

[๙๐]

อาตมภาพมิได้เศร้าโศกถึงอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว

มิได้ปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึง

ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า

เพราะฉะนั้น ผิวพรรณของอาตมภาพจึงผ่องใส

[๙๑]

เพราะการปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึง

เพราะเศร้าโศกถึงอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว

ทั้ง ๒ อย่างนี้ พวกคนพาลซูบซีดเหี่ยวแห้ง

เหมือนไม้อ้อที่เขียวสดถูกถอนทิ้งไว้

(ลำดับนั้น พระราชาทรงเชิญพระเตมีย์โพธิสัตว์ให้ครองราชสมบัติ จึงตรัสว่า)

[๙๒]

ลูกรัก โยมขอมอบกองพลช้าง ๑- กองพลม้า

กองพลรถ กองพลราบ เหล่าทหารผูกโล่

และพระนิเวศน์ที่น่ารื่นรมย์แก่ลูก

@เชิงอรรถ :

@๑ กองพลช้าง หมายถึงกองทัพที่จัดขึ้นเป็นหมู่ใหญ่ นับช้างตั้งแต่สิบเชือกขึ้นไป ที่ชื่อว่ากองพลรถ

@ก็เช่นเดียวกัน (ขุ.ชา.อ. ๙/๙๒/๔๔)

[๙๓]

โยมขอมอบพระสนมกำนัลในผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง

ลูกรักจงปกครองพระสนมกำนัลในเหล่านั้น

จงเป็นพระราชาของโยมทั้งหลาย

[๙๔]

หญิงทั้ง ๔ คนผู้ฉลาดในการฟ้อนรำและการขับร้อง

ศึกษาดีแล้วในหน้าที่ของหญิงแม้อื่นๆ

จักทำลูกรักให้รื่นรมย์ในกามได้ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

[๙๕]

โยมจักนำราชกัญญาจากพระราชาอื่นๆ ผู้ประดับดีแล้วมา

ขอลูกรักให้กำเนิดพระโอรสในหญิงเหล่านั้นแล้ว

จึงบวชในภายหลังเถิด

[๙๖]

ลูกรักยังหนุ่มแน่นอยู่ในปฐมวัย ผมดำสนิท

จงครอบครองราชสมบัติก่อนเถิด

ขอลูกจงมีความเจริญ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์แสดงธรรมโปรดพระราชาว่า)

[๙๗]

คนหนุ่มควรประพฤติพรหมจรรย์

ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ควรจะเป็นคนหนุ่ม

เพราะการบวชของคนหนุ่ม ฤๅษีทั้งหลายสรรเสริญแล้ว

[๙๘]

คนหนุ่มควรประพฤติพรหมจรรย์

ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ควรเป็นคนหนุ่ม

อาตมภาพจักประพฤติพรหมจรรย์

อาตมภาพไม่ต้องการราชสมบัติ

[๙๙]

อาตมภาพเห็นเด็กหนุ่มของท่านทั้งหลาย

ผู้เรียกมารดาและบิดา ซึ่งเป็นบุตรที่รักได้มาโดยยาก

ยังไม่ทันถึงความแก่เลยก็ตายเสียแล้ว

[๑๐๐]

อาตมภาพเห็นเด็กสาวของท่านทั้งหลาย

ที่สวยสดงดงาม สิ้นชีวิต เหมือนหน่อไม้ไผ่ที่ถูกถอน

[๑๐๑]

จริงอยู่ จะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม

แม้ยังหนุ่มสาวก็ตาย เพราะฉะนั้น

ใครเล่าจะพึงวางใจในชีวิตนั้นได้ว่า เรายังเป็นหนุ่มสาว

[๑๐๒]

อายุของคนเป็นของน้อย เพราะวันคืนล่วงไปๆ

เปรียบเหมือนอายุของฝูงปลาในน้ำน้อย

ความเป็นหนุ่มสาวในวัยนั้นจักทำอะไรได้

[๑๐๓]

สัตวโลกถูกครอบงำและถูกรุมล้อมอยู่เป็นนิตย์

เมื่อราตรีทั้งหลายทำอายุ วรรณะ และกำลัง

ของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไปเป็นไปอยู่

มหาบพิตรจะอภิเษกอาตมภาพในราชสมบัติทำไม

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๐๔]

สัตวโลกถูกอะไรครอบงำ และถูกอะไรรุมล้อมไว้

อะไรชื่อว่าราตรีที่ทำอายุ วรรณะ

และกำลังของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไปเป็นไปอยู่

โยมถามแล้ว ขอลูกรักจงบอกข้อนั้นแก่โยมเถิด

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลว่า)

[๑๐๕]

สัตวโลกถูกความตายครอบงำ

และถูกความแก่รุมล้อมไว้

วันคืนที่ชื่อว่าทำอายุ วรรณะ

และกำลังของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไปก็เป็นไปอยู่

มหาบพิตร ขอจงทรงทราบอย่างนี้ ขอถวายพระพร

[๑๐๖]

เมื่อเส้นด้ายที่เขากำลังทอ

ช่างหูกทอไปได้เท่าใด ส่วนที่ต้องทอต่อไป

โยมก็พึงทราบว่า เหลืออยู่น้อยเท่านั้นฉันใด

ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น

[๑๐๗]

ห้วงน้ำที่เต็มฝั่งเมื่อไหลไปย่อมไม่ไหลกลับฉันใด

อายุของมนุษย์ทั้งหลายเมื่อผ่านไป

ก็ย่อมไม่หวนกลับคืนฉันนั้น

[๑๐๘]

ห้วงน้ำที่เต็มฝั่งย่อมพัดพาเอาต้นไม้

ที่เกิดอยู่ริมฝั่งให้หักโค่นไปฉันใด

สัตว์ทั้งปวงย่อมถูกชราและมรณะพัดพาไปฉันนั้น

(พระราชาสดับธรรมกถาของพระเตมีย์โพธิสัตว์แล้ว จะเชิญให้ครองราชสมบัติอีก จึงตรัสว่า)

[๑๐๙]

ลูกเอ๋ย โยมขอมอบกองพลช้าง กองพลม้า

กองพลรถ กองพลราบ เหล่าทหารผูกโล่

และพระราชนิเวศน์ที่น่ารื่นรมย์แก่ลูก

[๑๑๐]

อนึ่ง โยมขอมอบพระสนมกำนัลใน

ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง

ลูกเอ๋ย จงปกครองพระสนมกำนัลในเหล่านั้น

ลูกจักเป็นพระราชาของโยมทั้งหลาย

[๑๑๑]

หญิงทั้ง ๔ คนผู้ฉลาดในการฟ้อนรำและการขับร้อง

ศึกษาดีแล้วในหน้าที่ของหญิงอื่นๆ

จักทำลูกรักให้รื่นรมย์ในกามได้ ลูกจะทำอะไรในป่าเล่า

[๑๑๒]

โยมจักนำราชกัญญาจากพระราชาอื่นๆ

ผู้ประดับแล้วมาให้แก่ลูก

ลูกให้หญิงเหล่านั้นกำเนิดพระโอรสแล้ว

จึงบวชในภายหลังเถิด

[๑๑๓]

ลูกยังหนุ่มแน่นอยู่ในปฐมวัย มีผมดำสนิท

จงครอบครองราชสมบัติก่อนเถิด

ขอลูกจงมีความเจริญ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

[๑๑๔]

ลูกเอ๋ย โยมขอมอบฉางหลวง พระคลัง พาหนะ

พลนิกาย และพระราชนิเวศน์อันน่ารื่นรมย์แก่ลูก

[๑๑๕]

ลูกจงแวดล้อมด้วยแวดวงราชกัญญาที่งามพร้อม

จงแวดล้อมด้วยหมู่พระสนมกำนัลใน

จงครอบครองราชสมบัติก่อนเถิด

ขอลูกจงมีความเจริญ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อจะประกาศความที่ตนไม่ปรารถนาราชสมบัติ จึงทูลว่า)

[๑๑๖]

มหาบพิตรจะให้อาตมภาพเสื่อมไปเพราะทรัพย์ทำไม

บุคคลจักตายเพราะภรรยาทำไม

ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นหนุ่มสาวที่แก่เฒ่า

เพราะถูกชราครอบงำ

[๑๑๗]

ในโลกสันนิวาสที่มีชราและมรณะเป็นธรรมดานั้น

จะเพลิดเพลินไปทำไม จะเล่นหัวไปทำไม

จะยินดีไปทำไม จะแสวงหาทรัพย์ไปทำไม

จะมีประโยชน์อะไรด้วยลูกและเมียแก่อาตมภาพ

อาตมภาพเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูก ขอถวายพระพร

[๑๑๘]

มัจจุราชย่อมไม่ย่ำยีอาตมภาพผู้รู้ชัดอย่างนี้ว่า

เมื่อบุคคลถูกมัจจุราชครอบงำแล้ว

จะยินดีไปทำไม จะแสวงหาทรัพย์ไปทำไม

[๑๑๙]

ภัยของผลไม้ที่สุกแล้วทั้งหลาย

ย่อมมีเพราะหล่นลงเป็นนิตย์ฉันใด

ภัยของเหล่าสัตว์ผู้เกิดมาแล้ว

ย่อมมีเพราะความตายอยู่เป็นนิตย์ฉันนั้น

[๑๒๐]

คนเป็นจำนวนมากที่ได้พบกันในตอนเช้า

ตกตอนเย็นบางพวกก็ไม่เห็นกัน

คนเป็นจำนวนมากที่ได้พบกันในตอนเย็น

ตกตอนเช้าบางพวกก็ไม่เห็นกัน

[๑๒๑]

ควรรีบทำความเพียรเสียแต่ในวันนี้

ใครเล่าจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจะมีในวันพรุ่งนี้

เพราะความผ่อนผันกับมัจจุราชที่มีเสนาหมู่ใหญ่นั้น

ไม่มีแก่เราทั้งหลายเลย

[๑๒๒]

พวกโจรย่อมปรารถนาทรัพย์

มหาบพิตร อาตมภาพเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูก

เชิญมหาบพิตรเสด็จกลับไปเถิด

อาตมภาพไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ ขอถวายพระพร

เตมิยชาดกที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๗. มหาสุตโสมชาดกชาดกถัดไป๕๓๙. มหาชนกชาดก