ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. จันทกุมาร
ชาดกที่ ๕๔๔ · มหานิบาตชาดก

จันทกุมาร

ว่าด้วยพระจันทกุมารทรงบำเพ็ญขันติบารมี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๗๗๕ · บรรทัด ๔๗๖๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากจันทกุมาร

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๖

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภพระเทวทัตจึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ราชาสิ ลุทฺทกมฺโม ดังนี้.

เรื่องของพระเทวทัตนั้น มาแล้วในสังฆเภทกขันกะแล้วนั่นแล. เรื่องนั้น นับจำเดิมแต่เวลาที่ท่านออกผนวชแล้วตราบเท่าถึงให้ปลงพระชนมชีพของพระเจ้าพิมพิสาร พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในที่นั้นนั่นเอง.

ฝ่ายพระเทวทัต ครั้นให้ปลงพระชนมชีพพระเจ้าพิมพิสารแล้ว ก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าอชาตศัตรูทูลว่า ดูก่อนมหาราช มโนรถของพระองค์ถึงที่สุดแล้ว ส่วนมโนรถของของอาตมา ก็ยังหาถึงที่สุดก่อนไม่. พระราชาได้ทรงฟังดังนั้นจึงตรัสถามว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ก็มโนรถของท่านเป็นอย่างไร ? พระเทวทัต. ดูก่อนมหาราช เมื่อฆ่าพระทสพลแล้วอาตมาจักเป็นพระพุทธเจ้ามิใช่หรือ ? พระราชาตรัสถามว่า ก็ในเพราะเรื่องนี้ควรเราจะทำอย่างไรเล่า ? เทวทัต. ดูก่อนมหาราช ควรจะให้นายขมังธนูทั้งหลายประชุมกัน. พระราชาทรงรับว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ จึงให้ประชุมนายขมังธนูจำพวกที่ยิงไม่ผิดพลาดรวม ๕๐๐ ตระกูล ทรงเลือกจากคนเหล่านั้นไว้ ๓๑ คน ตรัสสั่งว่า พ่อทั้งหลาย พวกเจ้าจงทำตามคำสั่งของพระเถระ ดังนี้แล้วจึงส่งไปยังสำนักพระเทวทัต. พระเทวทัตเรียกผู้เป็นใหญ่ ในบรรดาพวกนายขมังธนูเหล่านั้นมาแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ พระสมณโคดมประทับอยู่ ณ เขาคิมฌกูฏเสด็จจงกรมอยู่ในที่พักกลางวันในที่โน้น. ส่วนท่านจงไปในที่นั้น ยิงพระสมณโคดมด้วยลูกศรอาบด้วยยาพิษ ให้สิ้นพระชนมชีพแล้ว จงกลับโดยทางชื่อโน้น. พระเทวทัตนั้น ครั้นส่งนายขมังธนูผู้ใหญ่นั้นไปแล้ว จึงพักนายขมังธนูไว้ในทางนั้น ๒ คน ด้วยสั่งว่า จักมีบุรุษคนหนึ่งเดินทางมาโดยทางที่พวกท่านยืนอยู่ พวกท่านจงปลงชีวิตบุรุษนั้นเสีย แล้วกับมาโดยทางโน้น. ในทางนั้นพระเทวทัตจึงวางบุรุษไว้สี่คนด้วยสั่งว่า โดยทางที่พวกท่านยืนอยู่ จักมีบุรุษเดินมา ๒ คน ท่านจงปลงชีวิตบุรุษ ๒ คนนั้นเสีย แล้วกลับมาโดยทางชื่อโน้น. ในทางนั้น พระเทวทัตวางคนไว้ ๘ คน ด้วยสั่งว่า โดยทางที่พวกท่านยืนอยู่จักมีบุรุษ ๔ คนเดินทางมา พวกท่านจงปลงชีวิตบุรุษทั้ง ๔ คนนั้นเสีย แล้วกลับโดยทางชื่อโน้น. ในทางนั้น พระเทวทัตวางบุรุษไว้ ๑๖ คน ด้วยสั่งว่าโดยทางที่พวกท่านไปยืนอยู่ จักมีบุรุษเดินมา ๘ คน ท่านจงปลงชีวิตบุรุษทั้ง๘ คนนั้นเสีย แล้วจงกลับมาโดยทางชื่อโน้น. ถามว่า ก็เพราะเหตุไรพระเทวทัตจึงทำอย่างนั้น. แก้ว่า เพราะปกปิดกรรมชั่วของตน. ได้ยินว่า พระเทวทัตได้ทำดังนั้น เพื่อจะปกปิดกรรมชั่วของตน.

ลำดับนั้น นายขมังธนูผู้ใหญ่ ขัดดาบแล้วทางข้างซ้าย ผูกแล่งและศรไว้ข้างหลังจับธนูใหญ่ทำด้วยเขาแกะ ไปยังสำนักพระตถาคตเจ้า จึงยกธนูขึ้นด้วยสัญญาว่า เราจักยิงดังนี้แล้ว จึงผูกสอดลูกศร ฉุดสายมาเพื่อจะยิง ก็ไม่สามารถจะยิงไปได้. พระศาสดา ได้ทรงให้คร่าธนูมาแล้ว หาได้ประทานให้ยิงไปได้ไม่. นายขมังธนูผู้ใหญ่นั้น เมื่อไม่อาจแม้จะยิงลูกศรไปก็ดี ลดลงก็ดี ก็ได้เป็นคนลำบากใจ เพราะสีข้างทั้งสองเป็นเหมือนจะหักลง น้ำลายก็ไหลนองออกจากปาก. ร่างกายทั้งสิ้นเกิดแข็งกระด้าง ได้เป็นเสมือนถึงอาการอันเครื่องยนต์บีบคั้น. นายขมังธนูนั้นได้เป็นคนอันมรณภัยคุกคามแล้วยืนอยู่.

ลำดับนั้น พระศาสดา ทรงทอดพระเนตรเห็นดังนั้นแล้ว ทรงเปล่งด้วยเสียงอันไพเราะ ตรัสปลอบนายขมังธนูว่า พ่อบุรุษผู้โง่เขลาท่านอย่ากล่าวเลย จงมาที่นี้เถิด. ในขณะนั้น นายขมังธนูก็ทิ้งอาวุธเสีย กราบลงด้วยศีรษะแทบพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญโทษได้ล่วงข้าพระพุทธเจ้าแล้ว โดยที่เป็นคนเขลา คนหลง คนชั่วบาป ข้าพระพุทธเจ้ามิได้รู้จักคุณของพระองค์ จึงได้มาแล้ว เพื่อปลงพระชนมชีพของพระองค์ ตามคำเสี้ยมสอนของพระเทวทัตผู้เป็นอันธพาล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงอดโทษข้าพระพุทธเจ้า ข้าแต่พระสุคตขอพระองค์จงอดโทษข้าพระพุทธเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้รู้โลก ขอพระองค์จงอดโทษข้าพระพุทธเจ้า ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอดโทษให้ตนแล้วก็นั่งลงในที่สุดส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศสัจจะทั้งหลายยังนายขมังธนูให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ดำรัสสอนว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านอย่าเดินทางไปตามทางที่พระเทวทัตชี้ให้ จงไปเสียทางอื่น แล้วส่งนายขมังธนูนั้นไป. ก็แล้วครั้นส่งนายขมังธนูไปแล้ว พระองค์ก็เสด็จลงจากที่จงกรมไปประทับอยู่ ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง.

ลำดับนั้น เมื่อนายขมังธนูผู้ใหญ่มิได้กลับมา นายขมังธนูอีก ๒ คนที่คอยอยู่ก็คิดว่า อย่างไรหนอเขาจึงล่าช้าอยู่ ออกเดินสวนทางไป ครั้นเห็นพระทศพล ก็เข้าไปถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่สุดส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาครั้นทรงประกาศพระอริยสัจแก่ชนทั้ง ๒ ยังเขาให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วดำรัสสอนว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านอย่าเดินไปทางที่พระเทวทัตบอก จงไปโดยทางนี้ แล้วก็ส่งเขาไป โดยอุบายนี้ เมื่อทรงประกาศพระอริสัจ ยังนายขมังธนูแม้นอกนี้ ที่มานั่งเฝ้า ให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ก็ทรงส่งไปโดยทางอื่น.

ลำดับนั้น นายขมังธนูผู้ใหญ่นั้น กลับมาถึงก่อนก็เข้าไปหาพระเทวทัตกล่าวว่า ข้าแต่พระเทวทัตผู้เจริญ ข้าพเจ้าหาได้อาจปลงพระชนมชีพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ย่อมทรงฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ ทรงอานุภาพอันยิ่งใหญ่. ส่วนบรรดานายขมังธนูเหล่านั้น รำพึงว่า เราทั้งหมดนั้นอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้รอดชีวิตแล้ว ก็ออกบรรพชาในสำนักพระศาสดา แล้วทรงบรรลุพระอรหัตทุกท่าน.

เรื่องนี้ได้ปรากฏในภิกษุสงฆ์. ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ได้ยินว่าพระเทวทัต ได้กระทำความพยายาม เพื่อจะปลงชีวิตชนเป็นอันมาก เพราะจิตก่อเวรในพระตถาคตเจ้าพระองค์เดียว แต่ชนเหล่านั้น อาศัยพระศาสดาได้รอดชีวิตแล้วทั้งสิ้น. ฝ่ายพระศาสดาเสด็จออกจากที่บรรทมอันประเสริฐได้ทรงสดับถ้อยคำของภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยพระโสตธาตุอันเป็นทิพย์ เสด็จมายังโรงธรรมสภาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัดนี้พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัต ก็กระทำความพยายามเพื่อจะฆ่าชนเป็นอันมาก อาศัยเราผู้เดียว เพราะจิตมีเวรในเรา ดังนี้แล้วได้ทรงนิ่งเสีย เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลวิงวอนจึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล กรุงพาราณสีนี้ ชื่อว่า เมืองปุปผวดี. พระโอรสของพระเจ้าวสวัตดีทรงพระนามว่าเอกราชได้ครองราชสมบัติในเมืองนั้น . พระราชโอรสของพระองค์ ทรงพระนามว่า พระจันทกุมารได้ดำรงตำแหน่งเป็นอุปราช. พราหมณ์ชื่อว่า กัณฑหาละ๑ ได้เป็นปุโรหิต. เขาถวายอนุศาสน์ทั้งอรรถและธรรมแด่พระราชา. ได้ยินว่า พระราชา ครั้นทรงสดับว่า กัณฑหาละเป็นบัณฑิต ก็ทรงให้ดำรงไว้ในหน้าที่ตัดสินอรรถคดี. ก็กัณฑหาลพราหมณ์นั้นเป็นคนมีจิตใจฝักใฝ่ในสินบน ครั้นได้รับสินบนแล้วก็ตัดสินให้ผู้มิใช่เจ้าของให้เป็นเจ้าของ ผู้เป็นเจ้าของมิให้ได้เป็นเจ้าของ. ครั้นภายหลังวันหนึ่ง มีบุรุษผู้แพ้คดีคนหนึ่ง โพนทนาด่าว่าอยู่ในที่เป็นที่วินิจฉัยอรรถคดี ครั้นออกมาภายนอก เห็นพระจันทกุมารจะเสด็จมาสู่ที่เฝ้าพระราชา

๑.บาลีเป็น ขัณฑหาละ. ก็กราบลงแทบพระบาทแล้วร้องไห้ พระจันทกุมารนั้นถามเขาว่า เรื่องอะไรกันบุรุษผู้เจริญ. เขาทูลว่า กัณฑหาลนี้ปล้นเขาในการตัดสินความ ถึงข้าพระองค์เมื่อเขารับสินบนแล้ว เขาก็ทำให้ถึงความพ่ายแพ้ในอรรถคดีพระเจ้าข้า. พระจันทกุมารตรัสปลอบว่า อย่ากลัวไปเลย ดังนี้แล้วก็ทรงพาบุรุษนั้นไปสู่โรงเป็นที่วินิจฉัยอรรถคดี กระทำผู้เป็นเจ้าของนั่นแลให้เป็นเจ้าของ ผู้มิใช่เจ้าของให้เป็นผู้มิใช่เจ้าของ. มหาชนพากันแซ่ซ้องสาธุการด้วยเสียงอันดัง. พระราชา ได้ทรงสดับเสียงนั้นจึงตรัสถามว่า นั่นเสียงอะไร ? มีผู้ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ได้ยินว่า มีอรรถคดีอันพระจันทกุมารทรงตัดสินแล้วโดยชอบธรรมเสียงนั้นคือเสียงสาธุการของมหาชน. เพราะฟังเสียงนั้นพระราชาจึงเกิดปีติ.

พระจันทกุมารเสด็จมาถวายบังคมพระราชบิดาแล้ว ก็ประทับนั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสกะท่านว่า แน่ะ พ่อได้ยินว่าเจ้าได้ตัดสินความเรื่องหนึ่งหรือ ? พระจันทกุมารทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระบาทได้ตัดสินเรื่องหนึ่ง พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ถ้ากระนั้น ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเจ้าคนเดียวจงยังการตัดสินอรรถคดีให้ดำเนินไปเถิด. แล้วทรงประทานหน้าที่วินิจฉัยอรรถคดีแก่พระกุมาร. ผลประโยชน์ของกัณฑหาลพราหมณ์ ย่อมขาดไป. เขาก็ผูกอาขาดประพฤติเป็นผู้เพ่งโทษจะจับผิดในพระจันทกุมารตั้งแต่นั้นมา.

ส่วนพระราชานั้นเป็นผู้มีปัญญาอ่อน วันหนึ่งเวลาใกล้รุ่ง ได้ทรงสุบินเห็นปานนี้ว่า ได้ทอดพระเนตรเห็นดาวดึงส์พิภพ มีซุ้มประตูอันประดับแล้วมีกำแพงแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ มีวิถีอันแล้วไปด้วย ทรายทอง กว้างประมาณ ๖๐ โยชน์ ประดับไปด้วยเวชยันตปราสาทสูงพันโยชน์ เป็นที่รื่นรมย์ไปด้วยสวนมีนันทวันเป็นต้น ประกอบด้วยสระโบกขรณี อันน่ายินดีมีนันทโบกขรณีเป็นต้น มีหมู่เทพเกลื่อนกล่น. นางเทพอัสปร เป็นอันมากก็ฟ้อนรำขับร้องและประโคมดนตรี ในเวชยันตปราสาท ในดาวดึงส์พิภพนั้น. พระราชาได้ทรงเห็นดังนั้น ครั้นทรงตื่นบรรทม ใคร่จะเสด็จไปสู่พิภพนั้น จึงทรงดำริว่า พรุ่งนี้ในเวลาที่อาจารย์กัณฑหาละมาเฝ้า เราจะถามถึงหนทางอันเป็นที่ไปยังเทวโลก แล้วเราจักไปสู่เทวโลกโดยทางที่อาจารย์บอกให้นั้น. พระราชานั้นก็เสด็จสรงสนานแต่เช้าตรู่ ทรงนุ่งห่มภูษา เสวยโภชนาหารอันมีรสเลิศต่าง ๆ ทรงไล้ทาเครื่องหอมแล้วเสด็จประทับนั่ง ส่วนกัณฑหาลพราหมณ์ อาบน้ำแต่เช้าตรู่ นุ่งผ้า บริโภคอาหาร ไล้ทาเครื่องหอมแล้วไปยังที่บำรุงพระราชา เข้าไปยังพระราชนิเวศน์ แล้วทูลถามถึงพระสำราญในที่พระบรรทม. ลำดับนั้น พระราชาประทานอาสนะแก่กัณฑหาลพราหมณ์นั่นแล้ว จึงทรงถามปัญหา.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสคาถาว่า

พระราชาพระนามว่า เอกราช เป็นผู้มีกรรมอัน หยาบช้า อยู่ในพระนคร ปุปผวดี ท้าวเธอตรัสถาม กัณฑทาลปุโรหิต ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พราหมณ์ เป็นผู้หลง ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเป็นผู้ฉลาดในธรรมวินัย ขอ จงบอกทางสวรรค์แก่เรา เหมือนอย่างนรชนทำบุญ แล้ว ไปจากภพนี้สู่สุคติภพ ฉะนั้นเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชาสิ ความว่า ท่านเป็นพระราชา. บทว่า ลุทฺทกกมฺโม ได้แก่ ท่านเป็นผู้มีกรรมอันหยาบช้าทารุณ. บทว่า สคฺคานมคฺคํ ความว่า ทางแห่งสวรรค์. บทว่า ธมฺมวินยกุสโล ความว่าด้วยบทว่า ยถา นี้ ท่านถามว่า เหมือนอย่างว่าคนทั้งหลาย ทำบุญแล้วจากโลกนี้ไปสุคติด้วยประการใด ขอท่านจงบอกทางแห่งสุคติแก่ข้าพเจ้า โดยประการนั้น ก็ปัญหานี้ ท่านควรจะถามกะพระสัพพัญพุทธเจ้า หรือกะพระโพธิสัตว์.

เพราะไม่เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า หรือพระสาวก ส่วนพระราชาทรงถามกะกัณฑหาลพราหมณ์ ผู้ไม่รู้อะไร ๆ เหมือนบุรุษผู้หลงทาง ๗ วันพึงถามกะบุรุษคนอื่นผู้หลงทาง มาประมาณกึ่งเดือน.

กัณฑหาลพราหมณ์ คิดว่า เวลานี้เป็นเวลาที่จะได้เห็นหลังปัจจามิตรของเรา บัดนี้เราจักกระทำพระจันทกุมารให้ถึงสิ้นชีวิตแล้ว จักทำมโนรถของเราให้สำเร็จบริบูรณ์ ครั้งนั้นกัณฑหาลพราหมณ์ ครั้นกราบทูลพระราชาแล้วจงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ คนทั้งหลายให้ทาน อันล่วงล้ำทาน ฆ่าแล้วซึ่งบุคคลอันไม่พึงฆ่า ชื่อว่า ทำบุญแล้ว ย่อมไปสู่สุคติด้วยประการฉะนี้.

ความแห่งคำในคาถานั้นมีดังนี้ว่า ดูก่อนมหาราช ชื่อว่า บุคคลผู้ไปสวรรค์ ย่อมให้ทานล่วงล้ำทาน ย่อมฆ่าบุคคลอันไม่ควรฆ่า ถ้าท่านปรารถนาจะไปสุคติไซร้ แม้ท่านก็จงทำอย่างนั้นนั่นแล.

ลำดับนั้น พระราชา จึงตรัสถามถึงอรรถแห่งปัญหากะกัณฑหาลพราหมณ์นั้นว่า

ก็ทานอันล่วงล้ำทานนั้นอะไร ใครเป็นบุคคลอัน ไม่พึงฆ่าในโลกนี้ ขอท่านจงบอกข้อนั้นแก่เรา เรา

จักบูชายัญ เราจะให้ทาน. กัณฑหาลพราหมณ์ ทูลแก้ปัญหาแก่พระราชานั้นว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ยัญพึงบูชาด้วยพระ ราชบุตรทั้งหลาย ด้วยพระมเหสีทั้งหลาย ด้วยชาว นิคมทั้งหลาย ด้วยโคอุสภราชทั้งหลาย ด้วยม้าอาชาไนยทั้งหลาย อย่างละ ๔ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ยัญพึงบูชาด้วยหมวด ๔ แห่งสัตว์ทั้งปวง.

กัณฑหาลพราหมณ์นั้น เมื่อจะถวายพยากรณ์แก่พระราชานั้น ถูกพระราชานั้นทรงถามถึงทางไปสู่สวรรค์ แต่กลับพยากรณ์ทางไปนรก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺเตหิ ความว่า พระราชบุตรเป็นที่รักทั้งหลาย พระธิดาทั้งหลายผู้เกิดแล้วแก่พระองค์ด้วย. บทว่า มเหสีหิ ได้แก่ด้วยพระชายาทั้งหลาย. บทว่า เนคเมหิ แปลว่า ด้วยเศรษฐีทั้งหลาย. บทว่า อุสเภหิ ความว่า อุสภราชทั้งหลายอันขาวปลอด. บทว่า อาชานีเยหิความว่า ด้วยม้าอันเป็นมงคลทั้งหลาย. บทว่า จตูหิ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พึงบูชายัญด้วยหมู่ ๔ แห่ง สัตว์ทั้งปวงอย่างนี้คือ สัตว์เหล่านี้ และสัตว์เหล่าอื่นทั้งหมด และสัตว์ ๔ เหล่ามีช้างเป็นต้น. กัณฑหาลพราหมณ์ ให้พระราชาทรงเข้าพระทัยว่า พระราชาทั้งหลาย ผู้ทรงบูชายัญเมื่อได้ตัดศีรษะ แห่งสัตว์ทั้งหลาย มีพระราชบุตรเป็นต้นเหล่านั้น ด้วยพระขรรค์ ถือเอาโลหิตในลำคอด้วยถาดทองคำ ทิ้งลงไปในหลุมยัญแล้ว ย่อมเสด็จไปสู่เทวโลกพร้อมทั้งพระสรีระกายนั่นเอง ข้าแต่มหาราช อันการให้ทานมีให้ของกิน และเครื่องนุ่งห่มเป็นต้น แก่สมณพราหมณ์ คนยากไร้ คนเดินทางวณิพกและยาจก จะได้เป็นอติทาน ทานอันล่วงล้ำทานหามิได้เลย ส่วนการฆ่าบุคคลที่ไม่ควรฆ่า มีบุตรและธิดาเป็นต้น แล้วกระทำยัญบูชาด้วยเลือดในลำคอของคนจำพวกนั้น ชื่อว่า อติทาน กัณฑหาลพราหมณ์นั้น คิดดังนี้ว่า ถ้าเราจักจับแต่พระจันทกุมารคนเดียว คนทั้งหลายจักสำคัญถึงเหตุเพราะจิตมีเวร เพราะฉะนั้น เขาจึงรวมพระจันทกุมารเข้าในระหว่างมหาชน.

ฝ่ายชนชาวพระราชวังใน ได้สดับเรื่องที่พระราชาและกัณฑหาละเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ จึงตกใจกลัว ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังพร้อมเป็นเสียงเดียวกัน.

พระศาสดา เมื่อจะประกาศความข้อนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า

เสียงกึกก้องน่ากลัว ได้เกิดขึ้นในพระราชวัง

เพราะได้สดับว่า พระกุมาร และพระมเหสีทั้งหลายจะต้องถูกฆ่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ ความว่า เพราะได้ฟังว่า พระราชกุมาร และพระมเหสีทั้งหลาย จะต้องถูกฆ่า. บทว่า เอโก ความว่า ได้มีเสียงกึกก้องเป็นอันเดียวกัน ทั่วพระราชนิเวศน์. บทว่า เภสฺมา แปลว่าน่ากลัว. บทว่า อจฺจุคฺคโต ความว่า ได้เกิดขึ้นอื้ออึง.

ในกาลนั้น ราชตระกูลทั้งสิ้น ได้เป็นดังป่าไม้รัง อันลมยุคันตวาตพัดต้องหักโค่นลงแล้ว.

ตอนที่ ๑ / ๖ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๔ หน้า ๑๔๙–๒๐๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

มหานิบาตชาดก · ๗๐๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๗๐๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๗. จันทกุมารชาดก ๑- (๕๔๔)

ว่าด้วยจันทกุมารทรงบำเพ็ญขันติบารมี

[๙๘๒]

พระเจ้าเอกราช ผู้มีกรรมหยาบช้า

ประทับอยู่ในกรุงบุปผวดี

ท้าวเธอตรัสถามขัณฑหาลปุโรหิต

ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ ผู้เป็นคนหลงว่า

[๙๘๓]

ท่านพราหมณ์ ท่านฉลาดในสุจริตธรรมและอาจารวินัย

ขอจงบอกทางสวรรค์แก่เรา

อย่างที่นรชนทำบุญแล้ว จากโลกนี้จะไปสู่สุคติภพเถิด

(ขัณฑหาลปุโรหิตกราบทูลว่า)

[๙๘๔]

ข้าแต่สมมติเทพ เหล่านรชนให้ทานยิ่งกว่าทาน

ฆ่าคนที่ไม่น่าจะฆ่า ทำบุญแล้วย่อมไปสู่สวรรค์ได้อย่างนี้

(พระราชาตรัสว่า)

[๙๘๕]

ก็ทานที่ยิ่งกว่าทานนั้นคืออะไร

และคนจำพวกไหนเป็นผู้ไม่น่าจะฆ่าในโลกนี้

ขอท่านจงบอกข้อนั้นแก่เรา

เราจักบูชายัญ จักให้ทาน

(ขัณฑหาลปุโรหิตกราบทูลว่า)

[๙๘๖]

ข้าแต่สมมติเทพ ควรบูชายัญด้วยพระราชโอรส

พระราชธิดา พระมเหสี ชาวนิคม โคอุสภราช

และม้าอาชาไนย อย่างละ ๔

ควรบูชายัญด้วยของครบอย่างละ ๔ พระเจ้าข้า

@เชิงอรรถ :

@๑ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภพระเทวทัตตรัสจันทกุมารชาดกซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า

@มีพระราชาผู้ทรงทำกรรมหยาบช้า ดังนี้เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๕)

[๙๘๗]

ในพระราชวังมีเสียงระเบ็งเซ็งแซ่เป็นอันเดียวกัน

เพราะได้ยินคำว่า พระกุมาร พระกุมารี

และพระมเหสีจะถูกประหาร

(พระราชาตรัสว่า)

[๙๘๘]

ขอพวกท่านจงไปทูลพระกุมารทั้งหลาย

คือ จันทกุมาร สุริยกุมาร ภัททเสนกุมาร

สูรกุมาร และวามโคตตกุมารเถิดว่า

“ได้ยินว่า พวกท่านจงรวมกันเป็นหมู่ในที่เดียวกัน

เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ”

[๙๘๙]

ขอพวกเจ้าจงไปทูลพระกุมารีทั้งหลาย

คือ อุปเสนากุมารี โกกิลากุมารี

มุทิตากุมารี และนันทากุมารีเถิดว่า

“ได้ยินว่า พวกท่านจงรวมกันเป็นหมู่อยู่ในที่เดียวกัน

เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ”

[๙๙๐]

อนึ่ง พวกเจ้าจงไปทูลพระนางวิชยา

พระนางเอราวดี พระนางเกศินี

และพระนางสุนันทาผู้เป็นมเหสีของเรา

ผู้ซึ่งประกอบด้วยลักษณะอันประเสริฐเถิดว่า

“ได้ยินว่า พวกท่านจงรวมกันเป็นหมู่อยู่ในที่เดียวกัน

เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ”

[๙๙๑]

พวกท่านจงไปบอกพวกคหบดี

คือ ปุณณมุขคหบดี ภัททิยคหบดี

สิงคาลคหบดี และวัฑฒคหบดีเถิดว่า

“ได้ยินว่า พวกท่านจงรวมกันเป็นหมู่อยู่ในที่เดียวกัน

เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ”

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๙๙๒]

คหบดีเหล่านั้นมีบุตรและภรรยามาก

ต่างก็มาพร้อมกัน ณ ที่นั้น

ได้กราบทูลพระราชาว่า “ข้าแต่สมมติเทพ

ขอพระองค์จงไว้จุก ๑- แก่ข้าพระองค์ทั้งหมดเถิด

อีกอย่างหนึ่ง ขอให้ทรงประกาศพวกข้าพระองค์เป็นข้าทาสเถิด”

(พระราชาตรัสว่า)

[๙๙๓]

พวกท่านจงรีบนำช้างทั้งหลายของเรามา

คือ ช้างอภยังกร ช้างนาฬาคีรี

ช้างอัจจุคคตะ ช้างวรุณทันตะ

ช้างเหล่านั้นจักเป็นประโยชน์แก่การบูชายัญ

[๙๙๔]

พวกท่านจงรีบไปนำม้าอัสดรของเรามา

คือ ม้าเกศี ม้าสุรามุขะ ม้าปุณณกะ ม้าวินตกะ

ม้าเหล่านั้นจักเป็นประโยชน์แก่การบูชายัญ

[๙๙๕]

ขอพวกท่านจงรีบไปนำเอาโคอุสภะของเรามา

คือ โคยูถปติ โคอโนชะ โคนิสภะ และโคควัมปติ

จงต้อนโคเหล่านั้นทั้งหมดเข้าเป็นหมู่

เราจักบูชายัญ จักให้ทาน

[๙๙๖]

พวกท่านจงตระเตรียมยัญทุกอย่างไว้

เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น เราจักบูชายัญ

พวกท่านจงบังคับเหล่ากุมารมาว่า

จงรื่นรมย์ตลอดราตรีนี้เถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ ไว้จุก หมายถึงทำให้เป็นผู้รับใช้ ทำให้เป็นทาส (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๙๒/๑๐๔)

[๙๙๗]

พวกท่านจงตั้งยัญทุกอย่างไว้

เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น เราจักบูชายัญ

พวกเจ้าจงไปทูลพระกุมาร ณ บัดนี้

วันนี้แหละเป็นคืนสุดท้าย

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๙๙๘]

พระมารดาเสด็จมาจากพระตำหนัก

ทรงกันแสงพลางตรัสถามพระเจ้าเอกราชนี้นั้นว่า

“ลูกรัก ได้ยินว่า พ่อจักบูชายัญด้วยพระโอรสทั้ง ๔ หรือ”

(พระราชากราบทูลว่า)

[๙๙๙]

เมื่อจะต้องฆ่าจันทกุมาร บุตรแม้ทุกคนหม่อมฉันก็สละได้

หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายแล้ว

จักไปสู่สุคติโลกสวรรค์

(พระราชมารดาตรัสว่า)

[๑๐๐๐]

ลูกเอ๋ย พ่ออย่าเชื่อคำนั้นที่ว่า

“สุคติจะมีได้เพราะใช้บุตรบูชายัญ

เพราะว่า นั้นเป็นทางไปนรก ไม่ใช่ทางไปสวรรค์”

[๑๐๐๑]

ลูกโกณฑัญญะเอ๋ย พ่อจงให้ทาน

อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง นี้เป็นทางไปสู่สุคติ

และทางไปสู่สุคติมิใช่เพราะใช้บุตรบูชายัญ

(พระราชากราบทูลว่า)

[๑๐๐๒]

คำของอาจารย์ทั้งหลายมีว่า

“หม่อมฉันจักฆ่าทั้งจันทกุมารและสุริยกุมาร

หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายที่สละได้ยากแล้ว

จักไปสู่สุคติโลกสวรรค์”

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๐๐๓]

แม้แต่พระเจ้าวสวัตดีพระราชบิดา

ได้ตรัสถามพระราชโอรสของพระองค์นั้นว่า

“ลูกรัก ได้ยินว่า พ่อจักบูชายัญด้วยโอรสทั้ง ๔ หรือ”

(พระราชากราบทูลว่า)

[๑๐๐๔]

เมื่อจะต้องฆ่าจันทกุมาร บุตรแม้ทุกคนหม่อมฉันก็สละได้

หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายแล้ว

จักไปสู่สุคติโลกสวรรค์

(พระราชบิดาตรัสว่า)

[๑๐๐๕]

ลูกเอ๋ย พ่ออย่าเชื่อคำนั้นที่ว่า

“สุคติจะมีได้เพราะใช้บุตรบูชายัญ

เพราะว่า นั้นเป็นทางไปนรก มิใช่ทางไปสู่สวรรค์

[๑๐๐๖]

ลูกโกณฑัญญะเอ๋ย พ่อจงให้ทาน

อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง นี้เป็นทางไปสู่สุคติ

และทางไปสู่สุคติมิใช่เพราะใช้บุตรบูชายัญ

(พระราชากราบทูลว่า)

[๑๐๐๗]

คำของอาจารย์ทั้งหลายมีว่า

“หม่อมฉันจักฆ่าทั้งจันทกุมารและสุริยกุมาร

หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายที่สละได้ยากแล้ว

จักไปสู่สุคติโลกสวรรค์”

(พระราชบิดาตรัสว่า)

[๑๐๐๘]

ลูกโกณฑัญญะเอ๋ย พ่อจงให้ทาน

อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง

พ่อจงเป็นผู้มีบุตรห้อมล้อม

รักษารัฐและชนบทเถิด

(จันทกุมารกราบทูลว่า)

[๑๐๐๙]

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย

โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์

ให้เป็นข้าทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด

ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่

ก็จะเลี้ยงช้างและม้าให้เขาได้

[๑๐๑๐]

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย

โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์

ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด

ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่

ก็จะขนมูลช้างให้เขาได้

[๑๐๑๑]

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย

โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์

ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด

ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่

ก็จะขนมูลม้าให้เขาได้

[๑๐๑๒]

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย

โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์

ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิต

ตามที่พระองค์มีพระประสงค์เถิด

ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกขับไล่จากแคว้น

ก็จักเที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีวิต

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๐๑๓]

พวกเจ้าพากันพร่ำเพ้ออยู่เพราะรักชีวิต ได้ก่อทุกข์แก่เราแท้

จงปล่อยพวกพระกุมารไป ณ บัดนี้เถิด

เราขอเลิกการใช้บุตรบูชายัญ

(ขัณฑหาลปุโรหิตกราบทูลว่า)

[๑๐๑๔]

เมื่อก่อนทีเดียว ข้าพระองค์ได้กราบทูลพระองค์แล้วว่า

การบูชายัญนี้ทำได้ยาก เกิดได้แสนยาก

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร

พระองค์จึงทรงทำยัญที่พวกข้าพระองค์ได้ตระเตรียมไว้แล้ว

ให้กระจัดกระจายไปเล่า

[๑๐๑๕]

ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นบูชายัญแทนก็ดี

และอนุโมทนามหายัญเช่นนี้ของเหล่าชนผู้กำลังบูชาอยู่ก็ดี

ชนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมไปสู่สุคติ

(จันทกุมารกราบทูลว่า)

[๑๐๑๖]

ข้าแต่สมมติเทพ เพราะเหตุไร

เมื่อก่อนพระองค์จึงรับสั่งให้พวกพราหมณ์

กล่าวคำสวัสดีแก่พวกหม่อมฉัน

มาภายหลัง พระองค์จะรับสั่งฆ่าพวกหม่อมฉัน

เพื่อต้องการจะบูชายัญโดยหาเหตุมิได้

[๑๐๑๗]

ข้าแต่พระบิดา เมื่อก่อน

เวลาที่พวกหม่อมฉันยังเป็นเด็กหนุ่ม

พระองค์มิได้ทรงฆ่าเองและมิได้ทรงรับสั่งให้ผู้อื่นฆ่า

บัดนี้ พวกหม่อมฉันถึงความเจริญวัยเป็นหนุ่มแน่นแล้ว

มิได้คิดประทุษร้ายต่อพระองค์เลย

เพราะเหตุไร จึงจะถูกฆ่า

[๑๐๑๘]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตร

ข้าพระองค์ทั้งหลายผู้ขึ้นขี่ช้างและม้า

ผูกสอดเครื่องรบได้ออกรบแล้วหรือกำลังสู้รบ

บุตรทั้งหลายผู้กล้าหาญดังเช่นพวกข้าพระองค์

ย่อมไม่ควรที่จะต้องถูกฆ่าเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ

[๑๐๑๙]

เมื่อเมืองชายแดน หรือเมื่อพวกโจรในดงกำเริบ

ชนทั้งหลายย่อมใช้คนเช่นข้าพระองค์

ข้าแต่พระบิดา แต่พวกข้าพระองค์จะถูกฆ่า

ในสถานที่ที่ไม่สมควรโดยหาเหตุมิได้

[๑๐๒๐]

ข้าแต่สมมติเทพ แม่นกที่เกื้อกูลเหล่าใดพากันทำรังอยู่

ลูกนกทั้งหลายเป็นที่รักของแม่นกเหล่านั้น

ส่วนพระองค์รับสั่งให้ฆ่าพวกข้าพระองค์เพราะเหตุไร

[๑๐๒๑]

ข้าแต่สมมติเทพ อย่าได้ทรงเชื่อขัณฑหาลปุโรหิต

ขัณฑหาลปุโรหิตไม่พึงฆ่าข้าพระองค์

เพราะเขาฆ่าข้าพระองค์ได้แล้ว

ก็จะพึงฆ่าพระองค์ในอันดับต่อไป

[๑๐๒๒]

ข้าแต่มหาราช พระราชาทั้งหลาย

ย่อมพระราชทานบ้านอย่างดี

นิคมอย่างดี แม้แต่โภคทรัพย์แก่พราหมณ์นั้น

อนึ่ง พวกพราหมณ์นั้นแม้ได้ข้าวและน้ำอันเลิศในตระกูล

ย่อมบริโภคในตระกูล

[๑๐๒๓]

ข้าแต่มหาราช พวกพราหมณ์ย่อมปรารถนา

เพื่อประทุษร้ายต่อผู้ให้ข้าวน้ำเช่นนั้นแม้เหล่านั้น

เพราะโดยมากพวกพราหมณ์แม้เหล่านี้

เป็นคนอกตัญญู พระเจ้าข้า

[๑๐๒๔]

ข้าแต่สมมติเทพ

ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย

โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์

ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด

ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่

ก็จะเลี้ยงช้างและม้าให้เขาได้

[๑๐๒๕]

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย

โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์

ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด

ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่

ก็จะขนมูลช้างให้เขาได้

[๑๐๒๖]

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย

โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์

ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด

ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่

ก็จะขนมูลม้าให้เขาได้

[๑๐๒๗]

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย

โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์ให้เป็นทาส

ของขัณฑหาลปุโรหิตตามที่พระองค์มีพระประสงค์เถิด

ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกขับไล่จากแคว้น

ก็จักเที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีวิต

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๐๒๘]

พวกเจ้าพากันพร่ำเพ้ออยู่เพราะรักชีวิต ได้ก่อทุกข์แก่เราแท้

จงปล่อยพวกพระกุมารทั้งหลายไป ณ บัดนี้เถิด

เราขอเลิกการใช้บุตรบูชายัญ

(ขัณฑหาลปุโรหิตกราบทูลว่า)

[๑๐๒๙]

เมื่อก่อนทีเดียว ข้าพระองค์ได้กราบทูลพระองค์แล้วว่า

การบูชายัญนี้ทำได้ยาก เกิดได้แสนยาก

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร

พระองค์จึงทรงทำยัญที่พวกข้าพระองค์ได้ตระเตรียมไว้แล้ว

ให้กระจัดกระจายไปเล่า

[๑๐๓๐]

ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นบูชายัญแทนก็ดี

และอนุโมทนามหายัญเช่นนี้ของเหล่าชนผู้กำลังบูชาอยู่ก็ดี

ชนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมไปสู่สุคติ

(จันทกุมารกราบทูลว่า)

[๑๐๓๑]

ข้าแต่พระราชา ถ้าชนทั้งหลายบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลาย

จุติจากโลกนี้แล้วย่อมไปสู่เทวโลกดังได้ยินมา

พราหมณ์จงบูชาก่อนเถิด

ขอพระองค์ทรงบูชายัญตามในภายหลัง

[๑๐๓๒]

ถ้าชนทั้งหลายบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลาย

จุติจากโลกนี้แล้วย่อมไปสู่เทวโลกดังได้ยินมา

ขอขัณฑหาลพราหมณ์ผู้นี้แหละ

จงบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายของตนเถิด

[๑๐๓๓]

ถ้าว่าขัณฑหาลพราหมณ์รู้อยู่อย่างนี้

ทำไมจึงไม่ฆ่าบุตรของตน

ไม่ฆ่าคนที่เป็นญาติทุกคนและตนเองเล่า

[๑๐๓๔]

ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นบูชายัญแทนก็ดี

และอนุโมทนามหายัญเช่นนี้ของเหล่าชนผู้กำลังบูชายัญอยู่ก็ดี

ชนเหล่านั้นย่อมไปสู่นรกทุกคน

[๑๐๓๕]

ก็ถ้าว่าคนผู้ฆ่าผู้อื่นจะบริสุทธิ์ได้

แม้คนผู้ถูกฆ่านั้นก็เข้าถึงแดนสวรรค์ได้

พวกพราหมณ์ก็ควรฆ่าพวกพราหมณ์

และพวกคนที่เชื่อพราหมณ์เหล่านั้นด้วย

[๑๐๓๖]

ดังที่ได้ยินมา พ่อเรือนและแม่เรือนผู้รักบุตรที่มีอยู่ในนครนี้

ทำไมจึงไม่ทัดทานพระราชาว่า

“อย่าทรงฆ่าบุตรผู้เกิดแต่ตนเลย”

[๑๐๓๗]

ดังที่ได้ยินมา พ่อเรือนและแม่เรือนผู้รักบุตรที่มีอยู่ในนครนี้

ทำไมจึงไม่ทัดทานพระราชาว่า

“อย่าทรงฆ่าบุตรผู้เกิดแต่ตนเลย”

[๑๐๓๘]

เราเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์แก่พระราชา

และเป็นผู้เกื้อกูลแก่ชนบททั้งมวล

ใครๆ ก็ไม่พึงมีความแค้นเคืองกับเรา

ชาวชนบททั้งหลายไม่ช่วยกราบทูลให้พระองค์ได้ทรงทราบเลย

[๑๐๓๙]

แม่เรือนทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย

จงไปกราบทูลพระบิดาและวิงวอนขัณฑหาลพราหมณ์ว่า

“ขออย่าฆ่าพระกุมารทั้งหลาย

ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์”

[๑๐๔๐]

แม่เรือนทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย

จงไปกราบทูลพระบิดาและวิงวอนขัณฑหาลพราหมณ์ว่า

“ขออย่าฆ่าพระกุมารทั้งหลาย

ผู้เป็นบุคคลตัวอย่างที่หวังของชาวโลกทั้งมวล”

[๑๐๔๑]

ไฉนหนอ เราพึงเกิดในตระกูลช่างรถ

ตระกูลปุกกุสะ หรือในตระกูลพ่อค้า

พระราชาก็ไม่พึงรับสั่งให้ฆ่าเราในการบูชายัญวันนี้

(จันทกุมารตรัสกับพระชายาทั้งหลายว่า)

[๑๐๔๒]

เจ้าผู้มีความคิดทั้งปวง จงไปหมอบลงแทบเท้า

ของผู้เป็นเจ้าขัณฑหาละ เรียนว่า

“เรามิได้เห็นความผิดเลย”

[๑๐๔๓]

เจ้าผู้มีความคิดทั้งปวง จงไปหมอบลงแทบเท้า

ของผู้เป็นเจ้าขัณฑหาละ เรียนว่า

“ท่านผู้เจริญ เราทั้งหลายได้ประทุษร้ายอะไรท่าน”

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๐๔๔]

พระเสลาราชกุมารีผู้ควรการุณย์ทรงเห็นพระภาดาทั้งหลาย

ที่เขานำมาเพื่อบูชายัญ จึงทรงคร่ำครวญว่า

ได้ยินว่า พระบิดาของเราทรงปรารถนาสวรรค์

รับสั่งให้ตั้งพิธีบูชายัญขึ้น

[๑๐๔๕]

พระวสุลราชนัดดากลิ้งเกลือกไปมาต่อพระพักตร์

ของพระราชากราบทูลว่า “ข้าแต่สมมติเทพ

ข้าพระบาทยังเป็นเด็ก ไม่ถึงความเป็นหนุ่ม

ขอพระองค์ได้ทรงโปรดอย่าฆ่าพระบิดาของข้าพระบาทเลย”

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๐๔๖]

วสุละ นั่นพ่อเจ้า เจ้าจงไปพร้อมกับพ่อ

เจ้าพากันพร่ำเพ้ออยู่ในพระราชวัง ได้ก่อทุกข์ให้แก่เราแท้

จงปล่อยพระกุมารไป ณ บัดนี้เถิด

เราขอเลิกการใช้บุตรบูชายัญ

(ขัณฑหาลปุโรหิตกราบทูลว่า)

[๑๐๔๗]

เมื่อก่อนทีเดียว ข้าพระองค์ได้กราบทูลพระองค์แล้วว่า

“การบูชายัญนี้ทำได้ยาก เกิดได้แสนยาก

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร

พระองค์จึงทรงทำยัญที่พวกข้าพระองค์ได้ตระเตรียมไว้แล้ว

ให้กระจัดกระจายไปเล่า

[๑๐๔๘]

ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นบูชายัญแทนก็ดี

และอนุโมทนามหายัญเช่นนี้ของเหล่าชนผู้กำลังบูชาอยู่ก็ดี

ชนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมไปสู่สุคติ

[๑๐๔๙]

ข้าแต่พระเจ้าเอกราช ข้าพระองค์ได้ตระเตรียม

จัดแจงยัญด้วยแก้วสารพัดไว้เพื่อพระองค์แล้ว

เชิญเสด็จออกเถิด พระองค์ทรงบูชายัญแล้วจักเสด็จไปสู่สวรรค์

บันเทิงพระหฤทัย พระเจ้าข้า

[๑๐๕๐]

หญิงสาว ๗๐๐ คนนี้เป็นภรรยาของจันทกุมาร

ต่างสยายผมร้องไห้เดินไปตามทาง

[๑๐๕๑]

ส่วนหญิงอีกพวกหนึ่งก็ออกไปด้วยความเศร้าโศก

เหมือนเหล่าเทวดาในอุทยานนันทวัน

ต่างสยายผมร้องไห้ไปตามทาง

(หญิง ๗๐๐ พร่ำเพ้อว่า)

[๑๐๕๒]

จันทกุมารและสุริยกุมาร

ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล

ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์

ถูกราชบุรุษนำไปบูชายัญเพื่อพระเจ้าเอกราช

[๑๐๕๓]

จันทกุมารและสุริยกุมาร

ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล

ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์

ถูกราชบุรุษนำไป

ทำความเศร้าโศกพระหฤทัยให้แก่พระมารดา

[๑๐๕๔]

จันทกุมารและสุริยกุมาร

ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล

ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์

ถูกราชบุรุษนำไป ทำความเศร้าใจให้แก่ประชาชน

[๑๐๕๕]

จันทกุมารและสุริยกุมาร

เสวยกระยาหารที่ปรุงด้วยรสเนื้อ

ที่ช่างสนานให้สรงสนานดีแล้ว ประดับกุณฑล

ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์

ถูกราชบุรุษนำไปบูชายัญเพื่อพระเจ้าเอกราช

[๑๐๕๖]

จันทกุมารและสุริยกุมาร

เสวยกระยาหารที่ปรุงด้วยรสเนื้อ

ที่ช่างสนานให้สรงสนานดีแล้ว ประดับกุณฑล

ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์

ถูกนำไป ทำความเศร้าโศกพระหฤทัยให้แก่พระราชชนนี

[๑๐๕๗]

จันทกุมารและสุริยกุมาร

เสวยกระยาหารที่ปรุงด้วยรสเนื้อ

ที่ช่างสนานให้สรงสนานดีแล้ว ประดับกุณฑล

ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์

ถูกนำไป ทำความเศร้าใจให้แก่ประชาชน

[๑๐๕๘]

เมื่อก่อน พลช้างตามเสด็จจันทกุมารและสุริยกุมาร

ผู้เสด็จขึ้นคอช้างตัวประเสริฐ

วันนี้ จันทกุมารและสุริยกุมารทั้ง ๒ พระองค์

เสด็จดำเนินด้วยพระบาท

[๑๐๕๙]

เมื่อก่อน พลม้าตามเสด็จจันทกุมารและสุริยกุมาร

ผู้เสด็จทรงขึ้นหลังม้าตัวประเสริฐ

วันนี้ จันทกุมารและสุริยกุมารทั้ง ๒ พระองค์

เสด็จดำเนินด้วยพระบาท

[๑๐๖๐]

เมื่อก่อน พลรถตามเสด็จจันทกุมารและสุริยกุมาร

ผู้เสด็จขึ้นทรงรถคันประเสริฐ

วันนี้ จันทกุมารและสุริยกุมารทั้ง ๒ พระองค์

เสด็จดำเนินด้วยพระบาท

[๑๐๖๑]

เมื่อก่อน จันทกุมารและสุริยกุมาร

ที่ราชบุรุษเชิญเสด็จออกด้วยม้าทั้งหลายที่ตกแต่งเครื่องทอง

วันนี้ จันทกุมารและสุริยกุมารทั้ง ๒ พระองค์

เสด็จดำเนินด้วยพระบาท

(มหาชนเพ้อว่า)

[๑๐๖๒]

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ

ก็จงบินไปทางทิศตะวันออกแห่งบุปผวดีนครเถิด

ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย

จะทรงบูชายัญด้วยพระโอรส ๔ พระองค์

[๑๐๖๓]

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ

ก็จงบินไปทางทิศตะวันออกแห่งบุปผวดีนครเถิด

ณ ที่นั้นพระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย

จะทรงบูชายัญด้วยพระธิดา ๔ พระองค์

[๑๐๖๔]

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ

ก็จงบินไปทางทิศตะวันออกแห่งบุปผวดีนครเถิด

ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย

จะทรงบูชายัญด้วยพระมเหสี ๔ พระองค์

[๑๐๖๕]

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ

ก็จงบินไปทางทิศตะวันออกแห่งบุปผวดีนครเถิด

ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย

จะทรงบูชายัญด้วยคหบดี ๔ คน

[๑๐๖๖]

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ

จงบินไปทางทิศตะวันออกแห่งบุปผวดีนครเถิด

ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย

จะทรงบูชายัญด้วยช้าง ๔ เชือก

[๑๐๖๗]

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ

จงบินไปทางทิศตะวันออกแห่งบุปผวดีนครเถิด

ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย

จะทรงบูชายัญด้วยม้า ๔ ตัว

[๑๐๖๘]

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ

จงบินไปทางทิศตะวันออกแห่งบุปผวดีนครเถิด

ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย

จะบูชายัญด้วยโคอุสภราช ๔ ตัว

[๑๐๖๙]

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ

จงบินไปทางทิศตะวันออกแห่งบุปผวดีนครเถิด

ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย

จะบูชายัญด้วยสัตว์ทุกจำพวกอย่างละ ๔

[๑๐๗๐]

นี่ปราสาทของท่านล้วนด้วยทองคำ

ห้อยระย้าด้วยพวงมาลัยดอกไม้

บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

[๑๐๗๑]

นี่เรือนยอดของท่านล้วนด้วยทองคำ

ห้อยระย้าด้วยพวงมาลัยดอกไม้

บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

[๑๐๗๒]

นี่พระอุทยานของท่าน

มีดอกไม้บานสะพรั่งทุกเวลา น่ารื่นรมย์ใจ

บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

[๑๐๗๓]

นี่ป่าอโศกของท่าน

มีดอกบานสะพรั่งทุกเวลา น่ารื่นรมย์ใจ

บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

[๑๐๗๔]

นี่ป่ากรรณิการ์ของท่าน

มีดอกบานสะพรั่งทุกเวลา น่ารื่นรมย์ใจ

บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

[๑๐๗๕]

นี่ป่าแคฝอยของท่าน

มีดอกบานสะพรั่งทุกเวลา น่ารื่นรมย์ใจ

บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

[๑๐๗๖]

นี่สวนมะม่วงของท่าน

มีดอกบานสะพรั่งทุกเวลา น่ารื่นรมย์ใจ

บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

[๑๐๗๗]

นี่สระโบกขรณีของท่านที่ดารดาษไปด้วย

ดอกบัวหลวง ดอกบัวขาว และเรือที่ขจิตด้วยทองคำ

งดงามด้วยลวดลายเครือวัลย์ สุดแสนที่น่ารื่นรมย์ใจ

บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

[๑๐๗๘]

นี่ช้างแก้วของท่าน เป็นช้างงามีกำลังชื่อเอราวัณ

บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

[๑๐๗๙]

นี่ม้าแก้วของท่าน เป็นม้าเร็วมีกีบไม่แตก

บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

[๑๐๘๐]

นี่รถม้าของท่าน เวลาแล่นไปมีเสียงดังก้องไพเราะ

เหมือนเสียงนกสาลิกา สวยงามตระการตาด้วยแก้ว

ซึ่งเป็นที่ที่พระลูกเจ้าประทับเสด็จไป

งดงามเหมือนพวกเทวดาในพระอุทยานนันทวัน

บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

[๑๐๘๑]

ทำไมหนอ พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย

จักทรงบูชายัญด้วยพระราชโอรสทั้ง ๔ พระองค์

ผู้งดงามทัดเทียมกับทอง มีพระวรกายอันอ่อน

ชโลมด้วยจุรณแก่นจันทน์

[๑๐๘๒]

ทำไมหนอ พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย

จักทรงบูชายัญด้วยพระราชธิดาทั้ง ๔ พระองค์

ผู้งดงามทัดเทียมกับทอง มีพระวรกายอันอ่อน

ชโลมด้วยจุรณแก่นจันทน์

[๑๐๘๓]

ทำไมหนอ พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย

จักทรงบูชายัญด้วยพระมเหสีทั้ง ๔ พระองค์

ผู้งดงามทัดเทียมกับทอง มีพระวรกายอันอ่อน

ชโลมด้วยจุรณแก่นจันทน์

[๑๐๘๔]

ทำไมหนอ พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย

จักทรงบูชายัญด้วยคหบดีทั้ง ๔ คน

ผู้งดงามทัดเทียมกับทอง

มีร่างกายชโลมด้วยจุรณแก่นจันทน์

[๑๐๘๕]

คามนิคมทั้งหลายจะว่างเปล่า ไม่มีคนอยู่

กลายเป็นป่าใหญ่ไปฉันใด บุปผวดีนครก็จักเป็นฉันนั้น

ในเมื่อจันทกุมารและสุริยกุมารถูกบูชายัญ

(พระเทวีกราบทูลว่า)

[๑๐๘๖]

ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันจักกลายเป็นคนวิกลจริต

ถูกขจัดความเจริญ มีร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นธุลี

ถ้าเขาฆ่าจันทกุมาร ชีวิตของหม่อมฉันจะแตกสลาย

[๑๐๘๗]

ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันจักกลายเป็นคนวิกลจริต

ถูกขจัดความเจริญ มีร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นธุลี

ถ้าเขาฆ่าสุริยกุมาร ชีวิตของหม่อมฉันจะแตกสลาย

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๐๘๘]

เพราะเหตุไร สะใภ้ของเราเหล่านี้ คือ นางฆัฏฏิกา

นางอุปริกขี นางโบกขรณี และนางภาริกา

ต่างก็กล่าวปิยวาจากะกันและกัน

ฟ้อนรำอยู่ในสำนักของพระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร

จึงไม่ทำให้ลูกๆ ของเรารื่นรมย์ได้

หญิงอื่นที่จะเสมอเหมือนกับสะใภ้ ๔ คนนั้นไม่มี

(พระเทวีคร่ำครวญกับลูกสะใภ้ สาปแช่งขัณฑหาลปุโรหิตว่า)

[๑๐๘๙]

เจ้าขัณฑหาละ ความโศกเศร้าเสียใจใด

ย่อมเกิดมีแก่เราในเมื่อจันทกุมารถูกเขานำไปฆ่า

แม่ของเจ้าจงประสบความโศกเศร้าเสียใจของเรานี้

[๑๐๙๐]

เจ้าขัณฑหาละ ความโศกเศร้าเสียใจใด

ย่อมเกิดมีแก่เราในเมื่อสุริยกุมารถูกเขานำไปฆ่า

แม่ของเจ้าก็จงประสบความโศกเศร้าเสียใจของเรานี้

[๑๐๙๑]

เจ้าขัณฑหาละ ความโศกเศร้าเสียใจใด

ย่อมเกิดมีแก่เราในเมื่อจันทกุมารถูกเขานำไปฆ่า

ภรรยาของเจ้าก็จงประสบความโศกเศร้าเสียใจของเรานี้

[๑๐๙๒]

เจ้าขัณฑหาละ ความโศกเศร้าเสียใจใด

ย่อมเกิดมีแก่เราในเมื่อสุริยกุมารถูกเขานำไปฆ่า

ภรรยาของเจ้าก็จงประสบความโศกเศร้าเสียใจของเรานี้

[๑๐๙๓]

เจ้าขัณฑหาละ เจ้าได้ให้ฆ่าพระกุมารทั้งหลาย

ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์

แม่ของเจ้าก็อย่าได้เห็นลูกๆ และสามีเลย

[๑๐๙๔]

เจ้าขัณฑหาละ เจ้าได้ให้ฆ่าพระกุมารทั้งหลาย

ผู้เป็นที่มุ่งหวังของชาวโลกทั้งมวล

แม่ของเจ้าก็อย่าได้เห็นลูกๆ และสามีเลย

[๑๐๙๕]

เจ้าขัณฑหาละ เจ้าได้ให้ฆ่าพระกุมารทั้งหลาย

ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์

ภรรยาของเจ้าก็อย่าได้เห็นลูกๆ และสามีเลย

[๑๐๙๖]

เจ้าขัณฑหาละ เจ้าได้ให้ฆ่าพระกุมารทั้งหลาย

ผู้เป็นที่มุ่งหวังของชาวโลกทั้งมวล

ภรรยาของเจ้าก็อย่าได้เห็นลูกๆ และสามีเลย

(จันทกุมารกราบทูลว่า)

[๑๐๙๗]

ข้าแต่สมมติเทพ

ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย

โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์

ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด

ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่

ก็จะเลี้ยงช้างและม้าให้เขาได้

[๑๐๙๘]

ข้าแต่สมมติเทพ

ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย

โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์

ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด

ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่

ก็จะขนมูลช้างให้เขาได้

[๑๐๙๙]

ข้าแต่สมมติเทพ

ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย

โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์

ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด

ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่

ก็จะขนมูลม้าให้เขาได้

[๑๑๐๐]

ข้าแต่สมมติเทพ

ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย

โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์

ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตที่พระองค์มีพระประสงค์เถิด

ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกขับไล่จากแคว้น

ก็จักเที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีวิต

[๑๑๐๑]

ข้าแต่สมมติเทพ หญิงทั้งหลายผู้ปรารถนาบุตร

แม้จะเป็นคนยากจนก็วิงวอนขอบุตรต่อเทพเจ้า

หญิงบางพวกละปฏิภาณ ๑- แล้วไม่ได้บุตรก็มี

[๑๑๐๒]

หญิงเหล่านั้นย่อมทำความหวังว่า “ขอบุตรจงเกิดแก่เรา”

แต่นั้น ขอหลานๆ จงเกิดอีก

ข้าแต่สมมติเทพ เมื่อเป็นเช่นนี้

พระองค์รับสั่งให้ฆ่าพวกข้าพระองค์

เพื่อต้องการจะทรงบูชายัญโดยเหตุอันไม่สมควร

[๑๑๐๓]

ข้าแต่พระบิดา คนทั้งหลายได้บุตรด้วยการวิงวอน

ขอพระองค์อย่าได้รับสั่งให้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย

ขออย่าทรงบูชายัญนี้ด้วยบุตรทั้งหลายที่ได้มาโดยยาก

[๑๑๐๔]

ข้าแต่พระบิดา คนทั้งหลายได้บุตรด้วยการวิงวอน

ขอพระองค์อย่าได้รับสั่งให้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย

ขออย่าได้พรากพวกข้าพระองค์

ผู้เป็นบุตรที่ได้มาโดยยากจากมารดาเลย

[๑๑๐๕]

ข้าแต่พระมารดา พระมารดาย่อมย่อยยับ

เพราะทรงเลี้ยงลูกจันทกุมารด้วยความลำบากมาก

ลูกขอกราบพระยุคลบาทของพระมารดา

ขอพระราชบิดาจงทรงได้ปรโลกเถิด

[๑๑๐๖]

เชิญพระมารดา จงสวมกอดลูก

แล้วประทานพระยุคลบาทมาให้ลูกกราบไหว้เถิด

ลูกจะจากไป ณ บัดนี้

เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญของพระเจ้าเอกราช

@เชิงอรรถ :

@๑ ละปฏิภาณ หมายถึงละการแพ้ท้อง คือ ไม่ได้การแพ้ท้อง (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๑๐๑/๑๒๖)

[๑๑๐๗]

เชิญพระมารดา จงสวมกอดลูก

แล้วประทานพระยุคลบาทมาให้ลูกกราบไหว้เถิด

ลูกจะจากไป ณ บัดนี้

ทำความโศกเศร้าพระทัยให้แก่พระมารดา

[๑๑๐๘]

เชิญพระมารดาจงสวมกอดลูก

แล้วประทานพระยุคลบาทมาให้ลูกกราบไหว้เถิด

ลูกจะจากไป ณ บัดนี้

ทำความโศกเศร้าเสียใจให้แก่ประชาชน

(พระมารดาตรัสกับจันทกุมารว่า)

[๑๑๐๙]

เชิญเถิด ลูกโคตมี เจ้าจงรัดเมาลีด้วยใบบัว

จงประดับดอกไม้อันแซมด้วยกลีบจำปา

นี่เป็นปกติของเจ้าที่มีมาเก่าก่อน

[๑๑๑๐]

เชิญเถิด เจ้าจงไล้ทาเครื่องลูบไล้

คือจันทน์แดงอันเป็นครั้งสุดท้ายของเจ้า

เจ้าไล้ทาด้วยจุรณแก่นจันทน์แดงนั้นแล้วย่อมงามในราชบริษัท

[๑๑๑๑]

เชิญเถิด เจ้าจงนุ่งผ้าของชาวแคว้นกาสีเป็นครั้งสุดท้าย

ซึ่งเป็นผ้าเนื้อละเอียด อ่อนนุ่ม

เจ้านุ่งผ้ากาสิกพัสตร์นั้นดีแล้วย่อมงามในราชบริษัท

[๑๑๑๒]

เชิญเจ้าประดับหัตถาภรณ์

อันเป็นเครื่องประดับทองคำฝังแก้วมุกดาและแก้วมณี

เจ้าประดับหัตถาภรณ์นั้นแล้วย่อมงามในราชบริษัท

(พระเทวีกราบทูลพระราชาว่า)

[๑๑๑๓]

พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองรัฐเป็นทายาทของชนบท

ผู้เป็นใหญ่เป็นอิสระในโลกนี้

จะไม่ทรงทำความสิเนหาให้เกิดในพระโอรสแน่ละหรือ

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๑๑๔]

แม้ลูกก็เป็นที่รักของเรา ตนเองก็เป็นที่รัก

เธอและภรรยาทั้งหลายก็เป็นที่รักของเรา

แต่เราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น เราจึงจักฆ่าให้ได้

(พระเทวีกราบทูลว่า)

[๑๑๑๕]

ข้าแต่สมมติเทพ อันดับแรก

ขอพระองค์จงรับสั่งให้ฆ่าหม่อมฉันเถิด

ขอทุกข์อย่าได้ทำลายหทัยของหม่อมฉันเลย

พระโอรสของพระองค์เป็นสุขุมาลชาติ ประดับแล้วงดงาม

[๑๑๑๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้า เชิญเถิด

ขอพระองค์ได้โปรดฆ่าหม่อมฉันเถิด

หม่อมฉันจักอยู่กับจันทกุมารในปรโลก

ขอพระองค์ทรงทำบุญให้ไพบูลย์เถิด

หม่อมฉันทั้ง ๒ จะท่องเที่ยวไปในปรโลก

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๑๑๗]

จันทาผู้มีนัยน์ตาโต เจ้าอย่าชอบใจความตายเลย

โคตมีบุตรถูกเราบูชายัญแล้ว ผัว พี่ผัว น้องผัวของเจ้า

เป็นอันมากเหล่านั้นจักทำให้รื่นรมย์ใจได้

[๑๑๑๘]

เมื่อพระราชาได้ตรัสอย่างนี้แล้ว

พระนางจันทาเทวีทรงตีพระองค์เองด้วยฝ่าพระหัตถ์

พอทีด้วยชีวิตในโลกนี้ เราจักดื่มยาพิษตาย

[๑๑๑๙]

พระญาติและมิตรผู้มีหทัยดีของพระราชาพระองค์นี้

ย่อมไม่มีแน่แท้ จึงไม่ทูลทัดทานพระราชาว่า

อย่าได้รับสั่งให้ฆ่าบุตรทั้งหลาย

ผู้เกิดแต่พระอุระเลย

[๑๑๒๐]

พระญาติและมิตรผู้มีหทัยดีของพระราชาพระองค์นี้

ย่อมไม่มีแน่แท้ จึงไม่ทูลทัดทานพระราชาว่า

อย่าได้รับสั่งให้ฆ่าบุตรผู้เกิดแต่ตนเลย

[๑๑๒๑]

บุตรของหม่อมฉันเหล่านี้ประดับพวงดอกไม้

สวมกำไลทองต้นแขน ขอพระราชาทรงบูชายัญ

ด้วยบุตรของหม่อมฉันเหล่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น

ขอพระองค์ทรงปล่อยบุตรโคตมีเถิด พระเจ้าข้า

[๑๑๒๒]

ข้าแต่มหาราช ขอจงฆ่าหม่อมฉัน

แบ่งออกเป็นร้อยส่วนแล้วบูชายัญ ๗ ส่วน

ขออย่าทรงฆ่าบุตรองค์ใหญ่

ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์เลย

[๑๑๒๓]

ข้าแต่มหาราช ขอจงฆ่าหม่อมฉัน

แบ่งออกเป็นร้อยส่วนแล้วบูชายัญ ๗ ส่วน

ขออย่าทรงฆ่าบุตรองค์ใหญ่

ผู้เป็นที่มุ่งหวังของชาวโลกทั้งมวลเลย

(จันทกุมารตรัสกับพระนางจันทาเทวีว่า)

[๑๑๒๔]

เครื่องประดับเป็นอันมากล้วนแต่ของดีๆ คือ

แก้วมุกดา แก้วมณี และแก้วไพฑูรย์

ที่เราให้แก่เจ้า ในเมื่อเจ้ากล่าวคำดี

นี้เป็นของที่เราให้แก่เจ้าเป็นครั้งสุดท้าย

(พระนางจันทากราบทูลว่า)

[๑๑๒๕]

เมื่อก่อน พวงดอกไม้ที่บานเคยสวมที่พระศอ

ของพระกุมารเหล่าใด

วันนี้ ดาบที่เขาลับคมดีแล้ว

จักตัดที่พระศอของพระกุมารเหล่านั้น

[๑๑๒๖]

เมื่อก่อน พวงดอกไม้ที่วิจิตร

เคยสวมที่พระศอของพระกุมารเหล่าใด

วันนี้ ดาบที่เขาลับคมดีแล้ว

จักตัดที่พระศอของพระกุมารแม้เหล่านั้น

[๑๑๒๗]

ไม่นานหนอ ดาบจักตัดที่พระศอ

ของพระราชบุตรทั้งหลาย

ส่วนหทัยของเราจะยังไม่แตก

ตราบเท่าที่มีเครื่องผูกมารัดเราไว้แน่น

[๑๑๒๘]

จันทกุมารและสุริยกุมาร

ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล

ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์

ถูกราชบุรุษนำไปบูชายัญเพื่อพระเจ้าเอกราช

[๑๑๒๙]

จันทกุมารและสุริยกุมาร

ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล

ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์

ถูกนำออกไปทำความเศร้าพระทัยแก่พระมารดา

[๑๑๓๐]

จันทกุมารและสุริยกุมาร

ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล

ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์

ถูกนำออกไปทำความเศร้าใจให้แก่ประชาชน

[๑๑๓๑]

จันทกุมารและสุริยกุมาร

เสวยพระกระยาหารที่ปรุงด้วยรสเนื้อ

ที่ช่างสนานให้สรงสนานดีแล้ว ประดับกุณฑล

ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์

ถูกราชบุรุษนำไปบูชายัญเพื่อพระเจ้าเอกราช

[๑๑๓๒]

จันทกุมารและสุริยกุมาร

เสวยพระกระยาหารที่ปรุงด้วยรสเนื้อ

ที่ช่างสนานให้สรงสนานดีแล้ว ประดับกุณฑล

ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์

ถูกนำออกไปทำความเศร้าพระทัยให้แก่พระมารดา

[๑๑๓๓]

จันทกุมารและสุริยกุมาร

เสวยพระกระยาหารที่ปรุงด้วยรสเนื้อ

ที่ช่างสนานให้สรงสนานดีแล้ว ประดับกุณฑล

ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์

ถูกนำออกไปทำความเศร้าใจให้แก่ประชาชน

[๑๑๓๔]

เมื่อเขาตกแต่งเครื่องบูชายัญครบทุกสิ่งแล้ว

เมื่อจันทกุมารและสุริยกุมารประทับนั่ง

เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ

พระราชธิดาของพระเจ้าปัญจาละประนมพระหัตถ์

เสด็จดำเนินเวียนไปในระหว่างบริษัททั้งปวง ได้ทำสัจกิริยาว่า

[๑๑๓๕]

ขัณฑหาละผู้มีปัญญาทราม

ได้ทำกรรมชั่วด้วยสัจจะอันใด

ด้วยสัจวาจานี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมกับพระสวามี

[๑๑๓๖]

อมนุษย์ก็ดี ยักษ์ก็ดี

สัตว์ที่เกิดแล้วและที่จะมาเกิดก็ดี มีอยู่ในที่นี้

ขอจงทำความขวนขวายช่วยเหลือข้าพเจ้า

ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมกับพระสวามี

[๑๑๓๗]

เหล่าเทวดาที่มาแล้ว ณ ที่นี้

สรรพสัตว์ที่เกิดแล้วและที่จะมาเกิด

ขอจงคุ้มครองข้าพเจ้าผู้ไร้ที่พึ่งซึ่งแสวงหาที่พึ่ง

ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านทั้งหลาย

ขออย่าให้พวกข้าศึกชนะพระสวามีของข้าพเจ้าเลย

[๑๑๓๘]

ท้าวสักกเทวราชทรงสดับเสียงคร่ำครวญ

ของพระนางจันทานั้นแล้วทรงกวัดแกว่งค้อนเหล็ก

ยังความกลัวให้เกิดแก่พระเจ้าเอกราชนั้นแล้ว

ได้ตรัสกับพระราชาดังนี้ว่า

[๑๑๓๙]

พระราชากาลี ขอท่านจงรู้ไว้

อย่าให้เราต้องทุบเศียรของท่านด้วยค้อนเหล็กนี้เลย

ท่านอย่าได้ฆ่าบุตรองค์ใหญ่

ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์

[๑๑๔๐]

พระราชากาลี ท่านเคยเห็นที่ไหน

คนที่ปรารถนาสวรรค์ต้องฆ่าบุตร

ภรรยา เศรษฐี และคหบดีผู้ไม่คิดประทุษร้าย

[๑๑๔๑]

ขัณฑหาลปุโรหิตและพระราชาได้ฟังพระดำรัส

ของท้าวสักกะนั้นแล้ว ได้เห็นรูปอันน่าอัศจรรย์

จึงได้แก้เครื่องจองจำสัตว์ทั้งปวงออก

เหมือนแก้เครื่องจองจำสัตว์ผู้ไม่ต้องถูกฆ่าออกฉะนั้น

[๑๑๔๒]

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว

คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น

ทุกคนใช้ก้อนดินคนละก้อนทุ่มลง

นั่นคือการฆ่าขัณฑหาลปุโรหิต

[๑๑๔๓]

คนที่ทำกรรมชั่วต้องตกนรกทั้งหมดฉันใด

คนที่ทำกรรมชั่วแล้วจากโลกนี้ไป

ก็ไม่พึงได้การไปสู่สุคติเลยฉันนั้น

[๑๑๔๔]

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว

คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ก็คือ

ราชบริษัททั้งหลายมาประชุมกันอภิเษกจันทกุมาร

[๑๑๔๕]

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว

คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ก็คือ

ราชกัญญาทั้งหลายมาประชุมกันอภิเษกจันทกุมาร

[๑๑๔๖]

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว

คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ก็คือ

เทพบริษัททั้งหลายมาประชุมกันอภิเษกพระจันทกุมาร

[๑๑๔๗]

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว

คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ก็คือ

เทพกัญญาทั้งหลายมาประชุมกันอภิเษกจันทกุมาร

[๑๑๔๘]

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว

คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ก็คือ

ราชบริษัททั้งหลายมาประชุมกันแล้ว ต่างก็แกว่งผ้าและโบกธง

[๑๑๔๙]

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว

คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ก็คือ

ราชกัญญาทั้งหลายมาประชุมกันแล้ว ต่างก็แกว่งผ้าและโบกธง

[๑๑๕๐]

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว

คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ก็คือ

เทพบริษัททั้งหลายมาประชุมกันแล้ว ต่างก็แกว่งผ้าและโบกธง

[๑๑๕๑]

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว

คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ก็คือ

เทพกัญญาทั้งหลายมาประชุมกันแล้ว ต่างก็แกว่งผ้าและโบกธง

[๑๑๕๒]

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว

ประชาชนเป็นอันมาก ต่างก็รื่นรมย์ยินดี

พวกเขาได้ประกาศความยินดีในเวลาที่จันทกุมาร

เสด็จเข้าสู่พระนครและได้ประกาศโฆษณาความหลุดพ้น

จากเครื่องจองจำของสัตว์ทั้งปวงแล้ว

จันทกุมารชาดกที่ ๗ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๔๓. ภูริทัตชาดกชาดกถัดไป๕๔๕. มหานารทกัสสปชาดก