ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหานารทกัสสปชาดก
ชาดกที่ ๕๔๕ · มหานิบาตชาดก

มหานารทกัสสปชาดก

ว่าด้วยพระมหานารทกัสสปะทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๘๓๔ · บรรทัด ๕๑๘๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหานารทกัสสปชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๗

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ในสวนตาลหนุ่มทรงปรารภถึงการทรงทรมานท่านอุรุเวลกัสสปตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อหุ ราชา วิเทหานํ ดังนี้

ดังจะกล่าวโดยพิศดาร ในกาลที่พระศาสดาทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ ทรงทรมานชฎิล ๓ คนพี่น้อง มีอุรุเวลกัสสปชฎิลเป็นต้น แวดล้อมไปด้วยปุราณชฎิล ๑,๐๐๐ คน เสด็จไปยังสวนตาลหนุ่ม เพื่อพระประสงค์จะทรงเปลื้องปฏิญญา ที่ได้ทรงให้ไว้แก่พระเจ้าพิมพิสาร ผู้เป็นเจ้าแผ่นดินแห่งมคธรัฐ ในกาลนั้นเมื่อพระเจ้าพิมพิสารพระเจ้าแผ่นดินมคธรัฐ พร้อมด้วยบริษัทประมาณ ๑๒ นหุต เสด็จมาถวายบังคมพระทศพลแล้วประทับนั่งอยู่ขณะนั้น พวกพราหมณ์คหบดีในภายในราชบริษัท เกิดความปริวิตกขึ้นว่าท่านพระอุรุเวลกัสสป ประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณโคดม หรือพระมหาสมณโคดมประพฤติพรหมจรรย์ในท่านพระอุรุเวลกัสสป.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของพวกบริษัทเหล่านั้นด้วยพระทัย จึงทรงพระดำริว่า จักต้องประกาศภาวะที่กัสสปมาบวชในสำนักของเราให้พวกนี้รู้ ดังนี้แล้วจึงตรัสพระคาถาว่า

กัสสปผู้อยู่ในอุรุเวลประเทศท่านเคยเป็นอาจารย์ สั่งสอนหมู่ชฎิลผู้ผอมเพราะกำลังประพฤติพรต ท่าน เห็นอะไรจึงได้ละไฟที่เคยบูชาเสีย เราถามเนื้อความ นั้นละท่าน อย่างไร ท่านจึงละการบูชาเพลิงของท่าน เสีย.

๑. บาลีเป็น มหานารทกัสสปชาดก.

ฝ่ายพระเถระ ก็ทราบพระพุทธประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ใคร่จะแสดงเหตุ จึงกราบทูลว่า

ยัญทั้งหลายย่อมกล่าวสรรเสริญรูป เสียง กลิ่น รส และหญิงที่น่าใคร่ทั้งหลาย ข้าพระองค์รู้ว่า ของ น่ารักใคร่นั้น ๆ เป็นมลทินตกอยู่ในอุปกิเลสทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นข้าพระองค์จึงมิได้ยินดีในการเซ่นสรวง และการบูชาเพลิง ข้าพระองค์ได้เห็นธรรมอันระงับ แล้วไม่มีกิเลสเครื่องเศร้าหมอง อันเป็นเหตุก่อให้เกิด ทุกข์ ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ติดข้องอยู่ในกามภพ มิใช่วิสัยที่ผู้อื่นจะนำมาให้ผู้อื่นรู้ได้ ไม่แปรปรวน กลายเป็นอย่างอื่น เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ ยินดีในการเซ่นสรวงและการบูชาไฟ.

ครั้นพระอุรุเวลกัสสปกล่าวคาถาเหล่านี้แล้ว เพื่อจะประกาศภาวะที่ตนเป็นพุทธสาวก จึงซบศีรษะลงที่หลังพระบาทของพระตถาคต ทูลประกาศว่าขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์ ดังนี้แล้วเหาะขึ้นสู่เวหาส ๗ ครั้ง คือครั้งที่ ๑ สูงชั่วลำตาล ๑ครั้งที่ ๒ สูงชั่ว ๒ ลำตาล จนถึงครั้งที่ ๗ สูง ๗ ชั่วลำตาล แล้วลงมาถวายบังคมพระตถาคต นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง มหาชนเห็นปาฏิหาริย์ดังนั้นก็ได้กล่าวสรรเสริญคุณของพระศาสดาว่า น่าอัศจรรย์จริง พระพุทธเจ้ามีอานุภาพมาก ธรรมดาผู้มีความเห็นผิดที่มีกำลังถึงอย่างนี้ เมื่อสำคัญตนว่า เป็นพระอรหันต์ แม้ท่านพระอุรุเวลกัสสป พระองค์ก็ทรงทำลายข่ายคือทิฏฐิทรมานเสียได้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย การที่เราถึงซึ่งสัพพัญญุตญาน ทรมานอุรุเวลกัสสปนี้ ในบัดนี้ไม่น่าอัศจรรย์เท่ากับครั้งก่อน แม้ในเวลาที่เรายังมีราคะโทสะและโมหะ เป็นพรหมชื่อว่า นารทะ ทำลายข่ายคือทิฏฐิของเธอ กระทำเธอให้หมดพยศดังนี้แล้วก็ทรงดุษณีภาพ อันบริษัทนั้นกราบทูลอาราธนาจึงทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล ยังมีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าอังคติราช เสวยราชสมบัติในกรุง มิถิลามหานคร ณ วิเทหรัฐ พระองค์ทรงตั้งอยู่ในธรรม เป็นพระธรรมราชา พระองค์มีพระราชธิดาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระนางรุจาราชกุมารี มีพระรูปโฉมสวยงาม ชวนดู ชวนชมมีบุญมาก ได้ทรงตั้งปณิธานความปรารถนาไว้สิ้นแสนกัป จึงได้มาเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสี ส่วนพระเทวีนอกนั้นของพระองค์ ๑๖,๐๐๐ คน ได้เป็นหญิงหมันพระนางรุจาราชกุมารีนั้น จึงเป็นที่โปรดปรานของพระองค์ยิ่งนักพระองค์ได้ทรงจัดผ้าเนื้อละเอียดอย่างยิ่ง หาค่ามิได้พร้อมกับผอบดอกไม้ ๒๕ผอบ อันเต็มไปด้วยบุปผาชาตินานาชนิด ส่งไปพระราชทานพระราชธิดา ทุกๆวัน ด้วยทรงพระประสงค์จะให้พระราชธิดาทรงประดับพระองค์ด้วยของเหล่านี้และของเสวยที่จัดส่งไปประทานนั้นเป็นขาทนียะและโภชนียะอันหาประมาณมิได้ ทุกกึ่งเดือนได้ทรงส่งพระราชทานทรัพย์ ๑,๐๐๐ ไปพระราชทานพระราชธิดา โดยตรัสสั่งว่า ส่วนนี้ลูกจงให้ทานเถิด และพระองค์มีอำมาตย์อยู่๓ นาย คือ วิชยอำมาตย์ ๑ สุนามอำมาตย์ ๑ อลาตอำมาตย์ ๑

ครั้นถึงคืนกลางเดือน ๑๒ ดอกโกมุทบานเทศกาลมหรพ มหาชนพากันตบแต่งพระนครและภายในพระราชฐานไว้อย่างตระการปานประหนึ่งว่าเทพนครจึงพระเจ้าอังคติราชเข้าโสรจสรงทรงลูบไล้พระองค์ ประหนึ่งเครื่องราชอลังการเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว เสด็จประทับนั่งเหนือราชอาสน์ บนพื้นปราสาทใหญ่ริมสีหบัญชรไชยมีหมู่อำมาตย์แวดล้อม ทอดพระเนตรดูจันทมณฑลอันทรงกรดหมดราคีลอยเด่นอยู่ ณ พื้นคัดนานต์อากาศ จึงมีพระราชดำรัสถามเหล่าอำมาตย์ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ราตรีอันบริสุทธิ์เช่นนี้น่ารื่นรมย์หนอวันนี้เราพึงเพลิดเพลินกันด้วยเรื่องอะไรดี.

พระศาสดาเมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้นได้ตรัสว่า

พระเจ้าอังคติผู้เป็นพระราชาของชนชาววิเทหรัฐ พระองค์มีช้างม้าพลโยธามากมายเหลือที่จะนับ ทั้ง พระราชทรัพย์ก็เหลือหลาย ก็คืนหนึ่งในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๑๒ ดอกโกมุทบาน ตอนปฐมยาม พระองค์ทรงประชุมเหล่าอำมาตย์ราชบัณฑิต ผู้เป็น พหูสูตเฉลียวฉลาด ผู้ทรงเคยรู้จัก ทั้งอำมาตย์ผู้ใหญ่ อีก ๓ นาย คือวิชัยอำมาตย์ ๑ สุนามอำมาตย์ ๑ อลาตอำมาตย์ ๑ แล้วจึงตรัสถามตามลำดับว่า เธอจง แสดงความเห็นของตนมาว่า ในวันกลางเดือน ๑๒ เช่นนี้ พระจันทร์แจ่มกระจ่าง กลางคืนวันนี้ พวกเรา จะยังฤดูเช่นนี้ให้เป็นไปด้วยความยินดีอะไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปหูตโยโค ความว่า พระองค์ ประกอบด้วยพลช้างมากมายเป็นต้น. บทว่า อนนฺตพลโปริโส ได้แก่ พระองค์มีพลโยธามากมายเหลือที่นับ. บทว่า อนาคเต ความว่า ยังไม่ถึง คือ ยังไม่ล่วงถึงที่สุด. บทว่า จาตุมาสา ได้แก่ ในราตรีอันเป็นวันสุดท้าย แห่งเดือนอันมีในฤดูฝน ๔ เดือน. บทว่า โกมุทิยา เมื่อดอกโกมุทบาน. บทว่า มิตปุพฺเพ ความว่า มีปกติกระทำยิ้มแย้มก่อนแล้วกล่าวในภายหลัง. บทว่า ตมนุปุจฺฉิ ความว่า ตรัสถามตามลำดับกะอำมาตย์แต่ละคนในบรรดาอำมาตย์เหล่านั้น. บทว่า ปจฺเจกํ พฺรูถ สํรุจึ ความว่า พวกเธอทั้งหมด จงแสดงเรื่องที่เหมาะสมแก่อัธยาศัยของตน ๆ อันน่าชอบใจของตนแต่ละอย่างแก่เรา. บทว่า โกมุทชฺชา ตัดเป็น โกมุที อชฺช. บทว่า ชุณฺหํ ความว่า ดวงจันทร์อันมีในคืนเดือนหงายโผล่ขึ้นแล้ว. บทว่า พฺยปหตํ ตมํ ความว่า แสงจันทร์นั้นกำจัดมืดทั้งปวงเสียได้. บทว่า อุตุํ ความว่า วันนี้ เราจะยังราตรีคือฤดูเห็นปานนี้ ให้เป็นอยู่ด้วยความยินดีอย่างไรหนอ.

ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามพวกอำมาตย์ทั้งหลาย อำมาตย์เหล่านั้น ถูกพระองค์ตรัสถามแล้ว จึงกราบทูลถ้อยคำอันสมควรแก่อัธยาศัยของตน ๆ.

พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า

ลำดับนั้น อลาตเสนาบดีได้กราบทูลแด่พระ ราชาว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงจัดพลช้าง พลม้า พลเสนา จะนำชายฉกรรจ์ออกรบ พวกใดยังไม่ มาสู่อำนาจ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็จะนำมาสู่อำนาจ นี่เป็นความเห็นของข้าพระพุทธเจ้า เราทั้งหลายจะได้ ชัยชนะผู้ที่เรายังไม่ชนะ (ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรง รื่นรมย์ด้วยการรบ นี้เป็นเพียงความคิดของข้าพระ พุทธเจ้า). สุนามอำมาตย์ ได้ฟังคำของอลาตเสนาบดีแล้ว

ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา พวกศัตรูของพระองค์มาสู่พระราชอำนาจหมดแล้ว ต่างพากันวางศาสตรา ยอมสวามิภักดิ์แล้วทั้งหมด วันนี้เป็นวันมหรสพ สนุกสนานยิ่ง การรบข้าพระพุทธเจ้าไม่ชอบใจ ชนทั้งหลายจงรีบนำข้าวน้ำ และของควรเคี้ยวมาเพื่อพระองค์เถิด ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรงรื่นรมย์ด้วยกามคุณ และการฟ้อนรำ ขับร้อง การประโคมเถิดพระเจ้าข้า.

วิชยอำมาตย์ ได้ฟังคำของสุนามอำมาตย์แล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา กามคุณทุกอย่างบำเรอพระองค์อยู่เป็นนิตย์แล้ว การทรงเพลิดเพลินด้วยกามคุณทั้งหลาย พระองค์ทรงหาได้โดยไม่ยากเลย ทรงปรารถนาก็ได้ทุกเมื่อ การรื่นรมย์ด้วยกามคุณทั้งหลายนี้ ไม่ใช่เป็นความคิดของข้าพระบาท วันนี้เราทั้งหลายควรพากันไปหาสมณะหรือพราหมณ์ ผู้เป็นพหูสูต รู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณ ซึ่งท่านจะพึงกำจัดความสงสัยของพวกเราดีกว่า.

พระเจ้าอังคติราช ได้ทรงสดับคำของวิชยอำมาตย์แล้ว ได้ตรัสว่า ตามที่วิชยอำมาตย์พูดว่า วันนี้เราทั้งหลายควรพากันเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ ผู้เป็นพหูสูต รู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณซึ่งท่านจะพึงกำจัดความสงสัยของพวกเราดีกว่านั้น แม่เราก็ชอบใจ ท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ทุกท่านจงลงมติว่า วันนี้เราทั้งหลายควรจะเข้าไปหา ใครผู้เป็นบัณฑิต รู้แจ้ง

อรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณ ที่ท่านพึงกำจัดความสงสัย ของพวกเราได้.

อลาตเสนาบดี ได้ฟังพระราชดำรัสของพระเจ้าวิเทหราชแล้ว ได้กราบทูลว่า มีอเจลกที่โลกสมมติว่า

เป็นนักปราชญ์อยู่ในมฤคทายวัน อเจลกผู้นี้ชื่อว่าคุณะ ผู้กัสสปโคตรเป็นพหูสูต พูดจาไพเราะ เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ ขอเดชะ เราทั้งหลายควรเข้าไปหาเธอ เธอ จักขจัดความสงสัยของเราทั้งหลายได้. พระราชา ได้ทรงสดับคำของอลาตเสนาบดีแล้ว ได้ตรัสสั่งสารถีว่า เราจะไปยังมฤคทายวัน ท่านจงนำ ยานเทียมม้ามาที่นี่.

บทว่า หฏฺํ แปลว่า ยินดีร่าเริง. บทว่า โอชินามเส ความว่าพวกเราจะเอาชัยชนะ ผู้ที่พวกเราไม่ชนะ นี้เป็นอัธยาศัยของเราแล พระราชาทรงทราบถ้อยคำท่าน ไม่ทรงคัดค้าน ไม่ทรงยินดี. บทว่า เอตทพฺรวิ ความว่าสุนามอำมาตย์ ได้เห็นพระราชาผู้ไม่ทรงยินดี ไม่ทรงคัดค้านคำของอลาตเสนาบดีคิดว่า นี้ไม่เป็นอัธยาศัยของนักรบ เราจะยึดเอาความคิดของท่าน แล้วจักสรรเสริญความยินดียิ่งในกามคุณ จึงได้กล่าวคำนี้มีอาทิว่า กามทั้งหมดเป็นของท่าน. บทว่า วิชโย เอตทพฺรวิ ความว่า พระราชาทรงสดับคำของสุนามอำมาตย์แล้ว ก็ไม่ทรงยินดี ไม่ทรงคัดค้าน. ลำดับนั้นวิชัยอำมาตย์จึงคิดว่าพระราชานี้สดับคำของท่านทั้งสองนี้แล้ว ได้ยืนนิ่งอยู่ทีเดียว ธรรมดาบัณฑิตทั้งหลาย เป็นนักฟังธรรม เราจะสรรเสริญการฟังธรรมแก่พระองค์ ดังนี้แล้วจึงกล่าวคำมีอาทิว่า สพฺเพ กามา กามทั้งปวงดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้นบทว่า ตวมุปฏฺิตา แปลว่า บำรุงบำเรอพระองค์. บทว่า โมทิตุํ ความว่า เมื่อท่านมีความปรารถนาจะบันเทิง ยินดียิ่ง พระองค์จะได้กามคุณเหล่านี้โดยไม่ยากเลย. บทว่า เนตํ จิตฺตมตํ มม ความว่า ชื่อว่า ความอภิรมย์ด้วยกามคุณของท่านนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงมติของข้าพระองค์ ความคิดของข้าพระองค์มิได้มุ่งไปในข้อนี้. บทว่า โย นชฺชา ตัดบทเป็น โย โน อชฺช. บทว่า อตฺถธมฺมวิทู ได้แก่ รู้ซึ่งอรรถแห่งบาลีและธรรมแห่งบาลี. บทว่า อิเส ได้แก่ ฤาษี คือผู้มีคุณอันแสวงหาแล้ว. บทว่า องฺคติมพฺรวิ ตัดบทเป็น องฺคติ อพฺรวิ. บทว่า มยฺหํ เจตํว รุจฺจติ ความว่า แม้ข้าพเจ้าก็ชอบใจข้อนั้นเหมือนกัน. บทว่า สพฺเพว สนฺตา ความว่า พวกท่านทั้งหมดมีอยู่ในที่นี้ จงกระทำ คือจงคิดซึ่งมติ. บทว่า อลาโต เอตทพฺรวิ ความว่า อลาตเสนาบดี ฟังถ้อยคำของพระราชานั้นแล้ว คิดว่า อาชีวก ผู้ชื่อว่า คุณะ ผู้เข้าสู่ตระกูลของเรานี้ อยู่ในราชอุทยาน เราจะสรรเสริญ อาชีวกนั้น กระทำให้เป็นผู้เข้าถึงราชตระกูล จึงได้กล่าวคำนี้มีอาทิว่า อตฺถายํ ดังนี้. บทว่า ธีรสมฺมโต แปลว่า สมมติว่าเป็นบัณฑิต. บทว่า กสฺสปโคตฺตาย ความว่า ผู้นี้เป็นกัสสปโคตร. บทว่า สุโต ได้แก่ มีพุทธพจน์อันสดับแล้วมาก. บทว่า คณี แปลว่า หมู่มาก. บทว่า โจเทสิ แปลว่า ได้สั่งบังคับแล้ว.

พระราชา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า

พวกนายสารถีได้จัดพระราชยาน อันล้วนแล้ว ไปด้วยงา มีกระพองเป็นเงิน และจัดรถพระที่นั่งรอง อันขาวผุดผ่อง ดังพระจันทร์ในราตรี ที่ปราศจาก

มลทินโทษ มาถวายแก่พระราชา รถนั้นเทียมด้วยม้าสินธพสี่ตัว ล้วนมีสีดังสีดอกโกมุท เป็นม้ามีฝีเท้าเร็ว

ดังลมพัด วิ่งเรียบ ประดับด้วยดอกไม้ทอง พระกลด ราชรถม้า และวีชนี ล้วนมีสีขาว พระเจ้าวิเทหราช พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์ เสด็จออกย่อมงดงามดังพระจันทร์ หมู่พลราชบริพารผู้กล้าหาญ ขี่บนหลังม้าถือ หอกดาบตามเสด็จ พระเจ้าวิเทหราชมหากษัตริย์พระ องค์นั้น เสด็จถึงมฤคทายวันโดยครู่เดียว เสด็จลง จากราชยานแล้ว ทรงดำเนินเข้าไปหาคุณาชีวก พร้อม ด้วยหมู่อำมาตย์ ก็ในกาลนั้น มีพราหมณ์และคฤหบดี มาประชุมกันอยู่ในพระราชอุทยานนั้น พราหมณ์และ คฤหบดีเหล่านั้น พระราชามิให้ลุกหนีไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส ยานํ ความว่า พวกนายสารถี ได้จัดพระราชยาน ถวายแด่พระราชานั้น. บทว่า ทนฺตํ ได้แก่ อันล้วนแล้วไปด้วยงา. บทว่า รูปิยปกฺขรํ แปลว่า มีกระพองเป็นเงิน. บทว่า สุกฺกมฏฺปริวารํ ความว่า มีรถอันบริสุทธิ์ เกลี้ยงเกลา ไม่หยาบเป็นเครื่องแห่แหน. บทว่า โทสินา มุข ความว่า เป็นเสมือนพระจันทร์เพ็ญประหนึ่งหน้าแห่งราตรี ที่ปราศจากมลทินโทษ. บทว่า ตตฺราสุํ แปลว่าได้มีในรถนั้น. บทว่า กุมุทา แปลว่า เป็นเสมือนสีแห่งโกมุท. บทว่า สินฺธวา ได้แก่ ม้าที่มีฝีเท้าเร็วเชื่อชาติม้าสินธพ. บทว่า อนีลุปฺปสมุปฺปาตา ได้แก่ ม้าที่มีกำลังเสมือนกับกำลังลม. บทว่า เสตจฺฉตฺตํ แม้ฉัตรที่เขายกขึ้นไว้บนรถนั้นก็มีสีขาว. บทว่า เสตรโถ ความว่า แม้รถนั้นก็มีสีขาวเหมือนกัน. บทว่า เสตสฺสา ความว่า แม้ม้าก็มีสีขาว บทว่าเสตวีชนี ความว่า แม้พัดวีชนีก็ขาว. บทว่า นียํ ความว่า พระเจ้าวิเทหราชแวดล้อมไปด้วยหมู่อำมาตย์ เสด็จไปด้วยรถเงินนั้น ย่อมงดงามดังจันทเทพบุตร. บทว่า นรา นรวราธิปํ ความว่า เป็นอธิบดีแห่งนรชนผู้ประเสริฐเป็นพระราชา ยิ่งกว่าพระราชา. บทว่า โส มุหุตฺตํว ยายิตฺวา ความว่าพระราชานั้น เสด็จไปสู่พระราชอุทยาน โดยครู่เดียวเท่านั้น. บทว่า ปตฺติคุณมุปาคมิ ความว่า ทรงพระราชดำเนินเข้าไปหาคุณาชีวก. บทว่า เยปิ ตตฺถ ตทา อาสุํ ความว่าในกาลนั้น พวกพราหมณ์คฤหบดีทั้งหลายไปก่อนไปในอุทยานนั้น เข้าไปนั่งใกล้อาชีวกนั้น. บทว่า น เต อปนยี ความว่าพระราชาตรัสว่า โทษเป็นของพวกเราเท่านั้น พวกเรามาภายหลัง อย่าวิตกไปเลย จึงไม่ให้พวกพราหมณ์และคฤหบดี กระทำโอกาส คือลุกขึ้นหลีกไปเพื่อประโยชน์แก่พระราชา. บทว่า ภูมิมาคเต ความว่า เขาเหล่านั้น ผู้มาสู่พื้นที่ประชุม อันพระราชามิให้ลุกขึ้นแล้วหนีไป.

พระเจ้าอังคติราชนั้น แวดล้อมไปด้วยบริษัท ผสมกันนั้นแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วทรงกระทำปฏิสันถาร.

พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า

ตอนที่ ๑ / ๗ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๔ หน้า ๒๓๐–๒๙๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

มหานิบาตชาดก · ๗๐๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๗๐๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๘. มหานารทกัสสปชาดก ๑- (๕๔๕)

ว่าด้วยพระมหานารทกัสสปะทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๑๕๓]

พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นพระราชาของชาวแคว้นวิเทหะ

ทรงพระนามว่าอังคติ ทรงมีพระราชยาน

พระราชทรัพย์มากมาย ทรงมีพลนิกายเหลือที่จะคณานับ

[๑๑๕๔]

เมื่อปฐมยามคืนวันเพ็ญเดือน ๔

ซึ่งเป็นเวลาที่ดอกโกมุทบานยังไม่ผ่านไป

พระองค์รับสั่งให้ประชุมเหล่าอำมาตย์

[๑๑๕๕]

ราชบัณฑิตผู้ถึงพร้อมด้วยการศึกษาเล่าเรียน

มีปกติยิ้มก่อนจึงพูด เฉลียวฉลาด

และอำมาตย์ผู้ใหญ่อีก ๓ นาย

คือ (๑) วิชัยอำมาตย์ (๒) สุนามอำมาตย์

(๓) อลาตเสนาบดีอำมาตย์

[๑๑๕๖]

พระเจ้าวิเทหะตรัสถามอำมาตย์ ๓ นายนั้นทีละคนว่า

ท่านทั้งหลายจงกล่าวตามความพอใจของตนๆ ว่า

ในคืนวันเพ็ญเดือน ๔ นี้ ดวงจันทร์แจ่มจรัส

กลางคืนวันนี้ เราทั้งหลายจะพึงพักอยู่

ตลอดฤดูกาลเช่นนี้นี้ ด้วยความยินดีอะไร

[๑๑๕๗]

ลำดับนั้น อลาตเสนาบดีอำมาตย์ได้กราบทูล

คำนี้แด่พระราชาว่า “ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายพึงจัด

ราชยาน กองพลช้าง กองพลม้า กองพลเสนา

ที่ยินดีร่าเริงแล้วให้พร้อมสรรพ

@เชิงอรรถ :

@๑ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ อุทยานลัฏฐิวัน ทรงปรารภการที่ทรงทรมานอุรุเวลกัสสปะ ตรัสมหา-

@นารทกัสสปชาดกซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า ได้มีพระราชาแห่งกรุงวิเทหะ ดังนี้เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๓๙)

[๑๑๕๘]

ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะนำกองทัพ

ที่ทรงพลังเกรียงไกรออกต่อสู้การยุทธ์ให้ได้

พวกใดยังไม่มาสู่อำนาจ

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะนำมาสู่อำนาจ

นี้เป็นความเห็นส่วนตัวของข้าพระพุทธเจ้า

เราทั้งหลายจะได้ชัยชนะผู้ที่ยังไม่ชนะ”

[๑๑๕๙]

สุนามอำมาตย์ได้ฟังคำของอลาตเสนาบดีอำมาตย์แล้ว

ได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่มหาราช

พวกศัตรูของฝ่าพระบาทมาสู่พระราชอำนาจหมดแล้ว

[๑๑๖๐]

ต่างพากันวางศัสตรา ยอมสวามิภักดิ์แล้วทั้งหมด

วันนี้เป็นวันมหรสพสนุกสนานยิ่ง

การรบข้าพระพุทธเจ้าไม่ชอบใจ

[๑๑๖๑]

ขอชนทั้งหลายจงรีบนำข้าวน้ำ

และของควรเคี้ยวมาเพื่อพระองค์เถิด

ขอเดชะ ขอฝ่าพระบาทจงทรงรื่นรมย์ด้วยกามคุณ

ในการฟ้อนรำ ขับร้อง และการประโคมอันไพเราะเถิด”

[๑๑๖๒]

วิชัยอำมาตย์ได้ฟังคำของสุนามอำมาตย์แล้ว

ได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่มหาราช กามทุกอย่าง

ได้ปรากฏแก่พระองค์อยู่เป็นนิตย์แล้ว

[๑๑๖๓]

ขอเดชะ การเพลิดเพลินด้วยกามคุณทั้งหลาย

พระองค์ทรงหาได้ไม่ยากเลย ทรงปรารถนาก็ได้ทุกเมื่อ

การรื่นรมย์กามคุณทั้งหลายมิใช่ความคิดเห็นของข้าพระองค์

[๑๑๖๔]

วันนี้ เราทั้งหลายควรพากันเข้าไปหาสมณะ

หรือพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต รู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณ

ที่ท่านจะพึงกำจัดความสงสัยของพวกเราได้ดีกว่า”

[๑๑๖๕]

พระเจ้าอังคติได้สดับคำของวิชัยอำมาตย์แล้ว

ได้ตรัสว่า แม้เราก็ชอบใจคำพูดของวิชัยอำมาตย์ตามที่พูดไว้

[๑๑๖๖]

วันนี้ เราทั้งหลายควรพากันเข้าไปหาสมณะ

หรือพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต รู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณ

ที่ท่านจะพึงกำจัดความสงสัยของพวกเราได้ดีกว่า

[๑๑๖๗]

ท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ ทุกท่านจงลงมติว่า

“วันนี้ เราทั้งหลายควรพากันเข้าไปหาบัณฑิต

ผู้รู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณ

ที่ท่านจะพึงกำจัดความสงสัยของพวกเราได้”

[๑๑๖๘]

อลาตเสนาบดีได้ฟังพระดำรัสของพระเจ้าวิเทหะแล้ว

ได้กราบทูลดังนี้ว่า ได้มีชีเปลือย

ที่ชาวโลกยอมรับว่าเป็นนักปราชญ์อยู่ในมฤคทายวัน

[๑๑๖๙]

ชีเปลือยผู้นี้ชื่อว่าคุณะ ผู้กัสสปโคตร

เป็นพหูสูต พูดจาไพเราะ เป็นเจ้าหมู่คณะ

ขอเดชะ เราทั้งหลายควรพากันเข้าไปหาท่าน

ท่านจักกำจัดความสงสัยของพวกเราได้”

[๑๑๗๐]

พระราชาได้ทรงสดับคำของอลาตเสนาบดีแล้ว

ได้รับสั่งสารถีว่า “เราจะไปยังมฤคทายวัน

ท่านจงนำยานที่เทียมม้าแล้วมาที่นี้”

[๑๑๗๑]

พวกนายสารถีได้จัดเทียมพระราชยานที่ทำด้วยงา

มีกระพองเป็นเงิน และจัดรถพระที่นั่งรองที่บุผ้าขาวอันผุดผ่อง

ดังดวงจันทร์ในราตรีที่ปราศจากมลทินโทษ

มาถวายแด่พระราชานั้น

[๑๑๗๒]

รถนั้นเทียมด้วยม้าสินธพ ๔ ตัวล้วนแต่มีสีดังดอกโกมุท

เป็นม้ามีฝีเท้าเร็วดังลมพัด วิ่งเรียบ ประดับด้วยดอกไม้ทอง

[๑๑๗๓]

ฉัตร รถ ม้า และพัดวีชนีล้วนมีสีขาว

พระเจ้าวิเทหะพร้อมด้วยหมู่อำมาตย์

เสด็จออกย่อมงดงามเหมือนดวงจันทร์

[๑๑๗๔]

หมู่พลราชบริพารผู้กล้าหาญอยู่บนหลังม้า

ถือหอกดาบตามเสด็จจอมกษัตริย์ผู้ประเสริฐกว่านรชน

[๑๑๗๕]

พระเจ้าวิเทหะบรมกษัตริย์พระองค์นั้น

เสด็จไปถึงมฤคทายวันโดยครู่เดียว

เสด็จลงจากพระราชยานแล้ว

ทรงดำเนินเข้าไปหาคุณาชีวก พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์

[๑๑๗๖]

ในคราวนั้น มีพราหมณ์และคหบดีแม้เหล่าใด

มาประชุมกันในพระราชอุทยานนั้น

พระราชามิให้พราหมณ์และคหบดีเหล่านั้น

ผู้นั่งอยู่ที่ภาคพื้นซึ่งไม่ได้เว้นที่ไว้ลุกหนีไป

[๑๑๗๗]

ลำดับนั้น พระราชาเสด็จเข้าไปประทับนั่งบนราชอาสน์

ที่ปูลาดด้วยพระยี่ภู่มีสัมผัสอ่อนนุ่ม ณ ที่อันสมควร

[๑๑๗๘]

ได้ทรงปราศรัยไต่ถามสุขทุกข์ว่า

“พระคุณเจ้าสบายดีอยู่หรือ ลมมิได้กำเริบเสียดแทงหรือ

[๑๑๗๙]

พระคุณเจ้าเลี้ยงชีวิตโดยไม่ฝืดเคืองหรือ

ได้บิณฑบาตพอประทังชีวิตให้เป็นไปอยู่หรือ

พระคุณเจ้ามีอาพาธน้อยหรือ จักษุมิได้เสื่อมไปหรือ”

[๑๑๘๐]

คุณาชีวกทูลปราศรัยกับพระเจ้าวิเทหะผู้ทรงยินดีในวินัยว่า

“ถวายพระพรมหาบพิตร อาตมภาพสบายดีทุกประการ

[๑๑๘๑]

บ้านเมืองของพระองค์ไม่กำเริบหรือ

ช้างม้าของพระองค์มิได้มีโรคหรือ ราชพาหนะก็ยังเป็นไปหรือ

พยาธิไม่มีมาเบียดเบียนพระวรกายของพระองค์บ้างหรือ”

[๑๑๘๒]

ลำดับนั้น พระราชาผู้เป็นจอมทัพทรงใคร่ธรรม

อันอาชีวกทูลชมเชยแล้ว

ได้ตรัสถามอรรถธรรมและเหตุในลำดับว่า

[๑๑๘๓]

“ท่านกัสสปะ นรชนพึงประพฤติธรรม

ในบิดาและมารดาอย่างไร

พึงประพฤติธรรมในอาจารย์อย่างไร

พึงประพฤติธรรมในบุตรภรรยาอย่างไร

[๑๑๘๔]

พึงประพฤติธรรมในวุฑฒบุคคลอย่างไร

พึงประพฤติธรรมในสมณะและพราหมณ์อย่างไร

พึงประพฤติธรรมในพลนิกายอย่างไร

พึงประพฤติธรรมในชาวชนบทอย่างไร

[๑๑๘๕]

ชนทั้งหลายประพฤติธรรมอย่างไร

ละโลกนี้แล้วจึงไปสู่สุคติ

ส่วนคนบางพวกไม่ดำรงอยู่ในธรรม ทำไมจึงตกนรก”

[๑๑๘๖]

คุณาชีวกกัสสปโคตรได้ฟังพระดำรัส

ของพระเจ้าวิเทหะแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า

“ขอถวายพระพรมหาบพิตร ขอพระองค์ทรงสดับ

ทางที่จริงแท้ของพระองค์เถิด

[๑๑๘๗]

ผลดีผลชั่วแห่งธรรมที่ประพฤติแล้วไม่มี

ข้าแต่สมมติเทพ โลกอื่นไม่มี

ใครเล่าจากโลกอื่นนั้นมาสู่โลกนี้

[๑๑๘๘]

ข้าแต่สมมติเทพ ปู่ย่าตายายไม่มี

มารดาบิดาจะมีได้ที่ไหน

ชื่อว่าอาจารย์ไม่มี ใครจักฝึกคนที่ยังไม่ฝึก

[๑๑๘๙]

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ทัดเทียมกันหมด

ผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้เจริญไม่มี

กำลังหรือความเพียรไม่มี

บุรุษผู้มีความหมั่นจะได้รับผลแต่ที่ไหน

สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดตามกันมาเหมือนเรือพ่วงตามเรือไป

[๑๑๙๐]

สัตว์ย่อมได้สิ่งที่ควรจะได้

ในข้อนั้น ผลทานจะมีแต่ที่ไหน

ข้าแต่สมมติเทพ ผลทานไม่มี

เขาไม่มีอำนาจ ไม่มีความเพียร ๑- พระเจ้าข้า

[๑๑๙๑]

พวกคนพาลบัญญัติทาน พวกบัณฑิตรับทาน

พวกคนพาลถือตนว่าเป็นบัณฑิต เป็นผู้ไร้อำนาจ

ย่อมให้ทานแก่นักปราชญ์ทั้งหลาย

[๑๑๙๒]

รูปกายอันเป็นที่รวม ๗ ประการนี้ คือ

(๑) ดิน (๒) น้ำ (๓) ไฟ (๔) ลม

(๕) สุข (๖) ทุกข์ (๗) ชีวิต เป็นของเที่ยง

ไม่ขาดสูญ ไม่กำเริบ

ความขาดสูญไม่มีแก่สัตว์เหล่าใด

รูปกาย ๗ ประการนี้ย่อมมีแก่สัตว์เหล่านั้น

[๑๑๙๓]

ผู้ฆ่า ผู้ตัด หรือใครๆ ผู้ถูกฆ่า ก็ไม่มี

ศัสตราทั้งหลายสอดแทรกเข้าไป

ในระหว่างรูปกาย ๗ ประการนี้

@เชิงอรรถ :

@๑ เขาไม่มีอำนาจ ไม่มีความเพียร หมายถึงเมื่อผลทานไม่มีอย่างนี้ ใครคนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นคนโง่ก็ยังให้

@ทานอยู่ แต่เขาไม่มีอำนาจ ไม่มีความเพียร โดยสรุปอาชีวกกราบทูลชี้แจงว่า คนผู้นั้นไม่เชื่อว่าให้ทาน

@ด้วยอำนาจ ด้วยกำลังของตน แต่สำคัญว่า ผลทานมีจึงให้ทาน เพราะเชื่อคนโง่พวกอื่น

@(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๑๙๐/๑๕๐)

[๑๑๙๔]

ผู้ใดตัดศีรษะของผู้อื่นด้วยดาบที่ลับแล้ว

ผู้นั้นไม่ชื่อว่าตัดรูปกายเหล่านั้น

ในการทำเช่นนั้น ผลบาปจะมีแต่ที่ไหน

[๑๑๙๕]

สัตว์ทุกจำพวกท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสาร ๘๔ มหากัป

ย่อมบริสุทธิ์ได้เอง เมื่อยังไม่ถึงกาลนั้น

แม้สำรวมดีแล้วก็บริสุทธิ์ไม่ได้

[๑๑๙๖]

เมื่อยังไม่ถึงกาลนั้น

แม้จะประพฤติความดีมากมายก็บริสุทธิ์ไม่ได้

แม้ถ้าทำบาปไว้มากมายก็ไม่ล่วงพ้นขณะนั้นไปได้

[๑๑๙๗]

ในวาทะของเราทั้งหลาย ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้ตามลำดับ

เมื่อถึง ๘๔ กัป พวกเราย่อมไม่ล่วงเลยเขตที่แน่นอนนั้น

เหมือนสาครไม่ล้นฝั่งไป”

[๑๑๙๘]

อลาตเสนาบดีได้ฟังคำของคุณาชีวกกัสสปโคตรแล้ว

ได้กล่าวดังนี้ว่า “ข้าพเจ้าชอบใจ

คำของท่านผู้เจริญตามที่กล่าวไว้

[๑๑๙๙]

แม้ข้าพเจ้าเองก็ระลึกชาติก่อนที่ตนท่องเที่ยวไปได้

คือ ในชาติก่อน ข้าพเจ้าเกิดในกรุงพาราณสี

ที่เป็นเมืองมั่งคั่ง เป็นพรานฆ่าโคชื่อปิงคละ

[๑๒๐๐]

ข้าพเจ้าเกิดในกรุงพาราณสีที่เป็นเมืองมั่งคั่งแล้ว

ได้ทำบาปกรรมไว้เป็นอันมาก คือ ได้ฆ่าสัตว์มีชีวิต

ได้แก่ กระบือ สุกร แพะเป็นจำนวนมาก

[๑๒๐๑]

จุติจากชาตินั้นแล้วมาเกิดในตระกูลเสนาบดีอันบริบูรณ์นี้

บาปไม่มีผลแน่นอน ข้าพเจ้าจึงไม่ต้องไปตกนรก”

[๑๒๐๒]

ครั้งนั้น ในกรุงมิถิลานี้ ได้มีคนเข็ญใจเป็นทาสชื่อว่าวีชกะ

กำลังรักษาอุโบสถ เข้าไปยังสำนักของคุณาชีวก

[๑๒๐๓]

ได้ฟังคำของกัสสปคุณาชีวก

และของอลาตเสนาบดีกล่าวกันแล้ว

จึงถอนหายใจอึดอัดร้องไห้หลั่งน้ำตา

[๑๒๐๔]

พระเจ้าวิเทหะได้ตรัสถามนายวีชกะนั้นว่า

“สหาย เจ้าร้องไห้ทำไม เจ้าได้ฟังได้เห็นอะไรมาหรือ

เจ้าได้รับทุกขเวทนาอะไร จงบอกให้เราทราบเถิด”

[๑๒๐๕]

นายวีชกะได้ฟังพระราชดำรัสของพระเจ้าวิเทหะแล้ว

ได้กราบทูลให้ทรงทราบดังนี้ว่า

“ข้าแต่มหาราชข้าพระองค์ไม่มีทุกขเวทนาเลย

ขอพระองค์ได้ทรงสดับคำของข้าพระพุทธเจ้าเถิด

[๑๒๐๖]

แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็ยังระลึกถึง

ความสุขในชาติก่อนของตนเองได้ คือ

ในชาติก่อน ข้าพระพุทธเจ้าได้เคยเกิดเป็นเศรษฐี

ชื่อว่าภาวเศรษฐี ยินดีในคุณธรรมอยู่ในเมืองสาเกต

[๑๒๐๗]

ข้าพระพุทธเจ้านั้นได้รับการยกย่องจากพราหมณ์และคหบดี

ยินดีในการบริจาคทาน มีการงานสะอาด

ระลึกถึงบาปกรรมชั่วที่ตนเคยทำไว้ไม่ได้เลย

[๑๒๐๘]

ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ ข้าพระพุทธเจ้าจุติจากชาตินั้นแล้ว

มาเกิดในครรภ์ของนางกุมภทาสี

ซึ่งเป็นหญิงขัดสนยากจนในกรุงมิถิลานี้

ตั้งแต่เวลาที่เกิดมา ข้าพระพุทธเจ้า

ก็เป็นยาจกเข็ญใจตลอดมา

[๑๒๐๙]

แม้ข้าพระพุทธเจ้าจะเป็นคนยากจนอย่างนี้

ก็ยังตั้งมั่นอยู่ในความประพฤติชอบ

ได้ให้อาหารกึ่งหนึ่งแก่ผู้ที่ปรารถนา

[๑๒๑๐]

ข้าพระพุทธเจ้านั้นได้รักษาอุโบสถศีล

ในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำทุกเมื่อ

ไม่เบียดเบียนสัตว์และไม่ลักทรัพย์

[๑๒๑๑]

กรรมทั้งปวงที่ข้าพระพุทธเจ้า

ได้ประพฤติมาดีแล้วนี้ไร้ผลแน่

ศีลนี้เห็นจะไร้ประโยชน์เหมือนอลาตเสนาบดีกล่าว

[๑๒๑๒]

ข้าพระพุทธเจ้ากำเอาแต่ความปราชัยไว้

เหมือนนักเลงผู้ไร้ศิลปะเป็นแน่

ส่วนอลาตเสนาบดีกำเอาไว้แต่ชัยชนะ

เหมือนนักเลงผู้ฝึกฝนการพนัน

[๑๒๑๓]

ข้าแต่พระราชา ข้าพระพุทธเจ้ายังมองไม่เห็นประตู

ที่จะเป็นทางไปสู่สุคติเลย ฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟัง

คำของกัสสปคุณาชีวกแล้ว จึงร้องไห้”

[๑๒๑๔]

พระเจ้าอังคติได้สดับคำพูดของนายวีชกะแล้ว

ได้ตรัสว่า “ประตูสุคติไม่มี ท่านยังสงสัยอีกหรือวีชกะ”

[๑๒๑๕]

ได้ทราบว่า “สุขหรือทุกข์สัตว์ได้เองแน่นอน

สัตว์ทั้งหลายหมดจดได้ด้วยการท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ

เมื่อยังไม่ถึงเวลา ท่านอย่าได้รีบด่วนไปเลย

[๑๒๑๖]

เมื่อก่อน แม้เราก็เคยทำความดีมา

ขวนขวายช่วยเหลือพราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย

สั่งสอนราชกิจอยู่เนืองๆ งดเว้นจากความยินดี(ในกามคุณ)

ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้

[๑๒๑๗]

ท่านผู้เจริญ พวกเราจะได้พบกันอีก

ถ้าจักมีการคบหาสมาคมกัน”

พระเจ้าวิเทหะครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว

ก็ได้เสด็จกลับไปยังพระราชนิเวศน์ของพระองค์

[๑๒๑๘]

ต่อจากนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว

พระเจ้าอังคติรับสั่งให้ประชุมเหล่าอำมาตย์

ในสถานที่ประทับสำราญของพระองค์แล้ว

ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า

[๑๒๑๙]

“ขอเหล่าอำมาตย์จงจัดกามคุณทั้งหลายให้แก่เราทุกเมื่อ

ในจันทกปราสาทของเรา

เมื่อราชการลับถูกเปิดเผยขึ้น

ใครๆ อย่าได้เข้ามาหาเรา

[๑๒๒๐]

อำมาตย์ฉลาดในราชกิจ ๓ นาย คือ

(๑) วิชัยอำมาตย์ (๒) สุนามอำมาตย์

(๓) อลาตเสนาบดี จงนั่งพิจารณาข้อราชการเหล่านี้”

[๑๒๒๑]

พระเจ้าวิเทหะครั้นตรัสดังนี้แล้ว

จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า

“ขอท่านทั้งหลายจงใส่ใจในกามคุณให้มาก

และอย่าได้ไปยุ่งในกิจการอะไรๆ

ในพวกพราหมณ์และคหบดีเลย”

[๑๒๒๒]

ตั้งแต่วันนั้นมา ๒ สัปดาห์

พระราชกัญญาพระนามว่ารุจา

ผู้เป็นพระธิดาเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าวิเทหะ

ได้ตรัสกับพระพี่เลี้ยงว่า

[๑๒๒๓]

“ขอพวกท่านจงช่วยกันประดับประดาให้ฉันด้วย

และขอให้เพื่อนหญิงของฉันจงช่วยกันประดับ

พรุ่งนี้ ๑๕ ค่ำเป็นวันทิพย์ ๑-

ฉันจะไปเฝ้าพระบิดา”

@เชิงอรรถ :

@๑ วันทิพย์ หมายถึงวันที่เทวดาประชุมกันประดับตกแต่งร่างกาย (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๒๒๓/๑๕๘)

[๑๒๒๔]

พระพี่เลี้ยงทั้งหลายได้จัดมาลัย แก่นจันทน์

แก้วมณี สังข์ แก้วมุกดา และผ้าสีต่างๆ

ที่มีค่ามากมาถวายแด่พระนางรุจานั้น

[๑๒๒๕]

หญิงเป็นอันมากแวดล้อมพระนางรุจาราชธิดา

ผู้มีพระฉวีวรรณงามนั้น ผู้ประทับนั่งอยู่บนพระภัทรบิฐ ๑-

สวยงามยิ่งนักดังนางเทพกัญญา

[๑๒๒๖]

พระนางรุจาราชธิดานั้นทรงประดับสรรพาภรณ์

เสด็จไป ณ ท่ามกลางเพื่อนหญิง

เหมือนสายฟ้าแลบออกจากเมฆ

ได้เสด็จเข้าสู่จันทกปราสาท

[๑๒๒๗]

ครั้นเสด็จเข้าไปเฝ้าพระเจ้าวิเทหะ

ถวายบังคมพระบิดาผู้ทรงยินดีในคำแนะนำแล้ว

ประทับอยู่บนพระภัทรบิฐอันขจิตด้วยทอง ณ ที่อันสมควร

[๑๒๒๘]

พระเจ้าวิเทหะทอดพระเนตรเห็นพระนางรุจา

ประทับอยู่ท่ามกลางพระสหายหญิง

ซึ่งเป็นเหมือนสมาคมของนางเทพอัปสร

จึงได้ตรัสพระดำรัสดังนี้ว่า

[๑๒๒๙]

“ลูกหญิงยังรื่นรมย์อยู่ในปราสาท

และสระโบกขรณีในภายในอุทยานอยู่หรือ

คนเหล่านั้นยังนำของเสวยเป็นอันมาก

มาให้ลูกหญิงอยู่เสมอหรือ

[๑๒๓๐]

ลูกหญิงและเพื่อนหญิงของลูก

ยังเก็บดอกไม้หลายชนิดมาร้อยเป็นพวงมาลัย

ทำเรือนหลังเล็กๆ แต่ละหลังเล่นเพลิดเพลินอยู่หรือ

@เชิงอรรถ :

@๑ ภัทรบิฐ หมายถึงตั่งทอง

[๑๒๓๑]

อีกประการหนึ่ง ลูกหญิงยังขาดแคลนบกพร่องอะไรบ้าง

คนเหล่านั้นรีบนำสิ่งของมาให้ทันใจลูกหรือ

ลูกรักผู้มีพักตร์ผ่องใส ลูกจงทำใจของเจ้าให้ผ่องใส

เช่นกับดวงจันทร์เถิด”

[๑๒๓๒]

พระนางรุจาราชธิดาได้สดับพระราชดำรัสของพระเจ้าวิเทหะแล้ว

ได้กราบทูลพระบิดาว่า “ข้าแต่มหาราช

หม่อมฉันได้สิ่งนี้ทั้งหมดในสำนักของพระองค์

[๑๒๓๓]

พรุ่งนี้ ๑๕ ค่ำ เป็นวันทิพย์

ขอราชบุรุษทั้งหลายจงนำพระราชทรัพย์พันหนึ่งมาให้หม่อมฉัน

หม่อมฉันจักให้ทานแก่วณิพกทั้งปวงตามที่เคยให้มา”

[๑๒๓๔]

พระเจ้าอังคติได้สดับพระดำรัส

ของพระนางรุจาแล้วตรัสว่า

ลูกหญิงทำลายทรัพย์ให้พินาศไปเสียเป็นจำนวนมาก

หาผลประโยชน์มิได้

[๑๒๓๕]

ลูกหญิงรักษาอุโบสถศีล ไม่บริโภคข้าวน้ำเป็นนิตย์

ลูกหญิงจักต้องไม่บริโภคข้าวน้ำเป็นนิตย์

บุญไม่มีแก่ผู้ไม่บริโภค

[๑๒๓๖]

แม้นายวีชกะได้ฟังคำพูดของคุณาชีวกกัสสปโคตรในเวลานั้น

ถอนหายใจฮึดฮัด ร้องไห้หลั่งน้ำตาแล้ว

[๑๒๓๗]

ลูกหญิงรุจาเอ๋ย ตราบใดที่ลูกยังมีชีวิตอยู่

ก็อย่าได้อดอาหารเลย ปรโลกไม่มีหรอก

ลูกหญิงจะลำบากเดือดร้อนไปทำไมไร้ประโยชน์”

[๑๒๓๘]

พระนางรุจาผู้มีพระฉวีวรรณงดงาม

ได้สดับพระราชดำรัสของพระเจ้าวิเทหะแล้ว

ก็ทรงทราบกฎธรรมดาในอดีต ๗ ชาติ ในอนาคต ๗ ชาติ

กราบทูลพระบิดาดังนี้ว่า

[๑๒๓๙]

“แต่ก่อน หม่อมฉันได้แต่ฟังเท่านั้น

หม่อมฉันได้เห็นข้อนี้อย่างประจักษ์ว่า

ผู้ใดคบหาคนพาล ผู้นั้นก็พลอยเป็นพาลไปด้วย

[๑๒๔๐]

เพราะว่าคนหลงอาศัยคนหลง

ก็ยิ่งเข้าถึงความหลงหนักขึ้น

อลาตเสนาบดี และนายวีชกะสมควรจะหลง

[๑๒๔๑]

ข้าแต่สมมติเทพ ส่วนพระองค์ทรงพระปรีชา

เป็นนักปราชญ์ ทรงฉลาดในอรรถ

จะทรงเป็นเหมือนพวกคนพาลเข้าถึงทิฏฐิต่ำทรามได้อย่างไร

[๑๒๔๒]

แม้ถ้าสัตว์จะบริสุทธิ์ได้ด้วยการท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ

การบวชของคุณาชีวกก็ไร้ประโยชน์

เขาเป็นคนหลงใหลงมงายจะเข้าถึงความเป็นคนเปลือย

เหมือนแมลงหลงบินเข้ากองไฟที่ลุกโชน

[๑๒๔๓]

คนส่วนมากผู้ไม่รู้อะไร พอได้ฟังคำของคุณาชีวกว่า

ความหมดจดมีได้ด้วยการท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ

ก็เชื่อมั่นเสียก่อนทีเดียว จึงพากันปฏิเสธกรรมและผลของกรรม

ผลที่เคยยึดถือผิดมาก่อนยากที่จะแก้ได้

เหมือนปลาติดเบ็ดยากที่จะแก้ตนออกจากเบ็ดได้

[๑๒๔๔]

ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันจักยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบ

เพื่อประโยชน์แก่ทูลกระหม่อมเอง

บัณฑิตบางพวกในโลกนี้ย่อมรู้เนื้อความได้ด้วยการเปรียบเทียบ

[๑๒๔๕]

เหมือนเรือของพ่อค้าบรรทุกสินค้าหนักเกินประมาณ

ย่อมทำสินค้าที่หนักยิ่งจมดิ่งลงในมหาสมุทรฉันใด

[๑๒๔๖]

คนสั่งสมบาปกรรมไว้ทีละน้อยๆ

ก็จะพาเอาบาปกรรมที่หนักอย่างยิ่ง

จมดิ่งลงในนรกฉันนั้นเหมือนกัน

[๑๒๔๗]

ขอเดชะเสด็จพ่อ ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

อกุศลอันหนักของอลาตเสนาบดียังไม่บริบูรณ์ก่อน

อลาตเสนาบดีสั่งสมแต่บาปที่เป็นเหตุให้ไปทุคติ

[๑๒๔๘]

ขอเดชะเสด็จพ่อ ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

การที่อลาตเสนาบดีได้รับความสุขอยู่ในบัดนี้

เป็นผลบุญที่ตนได้เคยทำไว้ในปางก่อนนั่นเอง พระเจ้าข้า

[๑๒๔๙]

บุญของอลาตเสนาบดีนั้นกำลังจะหมดสิ้น

จริงอย่างนั้น บัดนี้ อลาตเสนาบดี

จึงกลับมายินดีในอกุศลกรรมที่ไม่ใช่คุณ

เลิกละทางตรงไปตามทางผิด

[๑๒๕๐]

ตาชั่งที่กำลังชั่งของต่ำลงข้างหนึ่ง

เมื่อเอาของหนักออก ข้างที่ต่ำจะสูงขึ้นฉันใด

[๑๒๕๑]

นรชนก็ฉันนั้นเหมือนกัน

เมื่อสั่งสมบุญทีละน้อยๆ ย่อมไปสู่สวรรค์

เหมือนนายวีชกะผู้เป็นทาสยินดีในกรรมอันงาม

[๑๒๕๒]

นายวีชกะผู้เป็นทาสเห็นทุกข์ในตนวันนี้

เพราะได้ประสบบาปกรรม

ที่ตนเคยได้ทำไว้ในปางก่อนนั่นเอง

[๑๒๕๓]

บาปกรรมของเขากำลังจะหมดสิ้นไป

บัดนี้ เขาจึงกลับมายินดีในข้อแนะนำ

ทูลกระหม่อมอย่าคบกัสสปคุณาชีวกเลย

ขอพระองค์อย่าดำเนินทางผิดเลย

[๑๒๕๔]

ข้าแต่พระบิดา บุคคลคบบุคคลเช่นใด

เป็นสัตบุรุษผู้มีศีล หรืออสัตบุรุษผู้ไม่มีศีล

เขาย่อมตกอยู่ในอำนาจของบุคคลนั้นเท่านั้น

[๑๒๕๕]

บุคคลทำคนเช่นใดให้เป็นมิตรและคบหาคนเช่นใด

แม้เขาก็ย่อมเป็นคนเช่นนั้น

เพราะการอยู่ร่วมกันก็เป็นเช่นนั้น

[๑๒๕๖]

ผู้คบย่อมแปดเปื้อนคนคบ

ผู้สัมผัสย่อมแปดเปื้อนคนสัมผัส

เหมือนลูกศรอาบยาพิษย่อมเปื้อนแล่ง

เพราะกลัวจะแปดเปื้อน นักปราชญ์ไม่ควรมีคนชั่วเป็นสหาย

[๑๒๕๗]

การคบหาคนพาลก็เหมือนคนเอาใบไม้ห่อปลาเน่า

แม้ใบไม้ก็มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปด้วย

[๑๒๕๘]

การคบนักปราชญ์ก็เหมือนคนเอาใบไม้ห่อกฤษณา

แม้ใบไม้ก็มีกลิ่นหอมฟุ้งไปด้วย

[๑๒๕๙]

เพราะฉะนั้น บัณฑิตรู้ความเป็นบัณฑิตของตน

ดังใบไม้สำหรับห่อแล้ว จึงเลิกคบอสัตบุรุษ คบแต่สัตบุรุษ

อสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก ส่วนสัตบุรุษย่อมนำให้ถึงสุคติ

[๑๒๖๐]

แม้หม่อมฉันก็ระลึกชาติที่ตนได้ท่องเที่ยวมาแล้ว

ได้ ๗ ชาติ และรู้ชาติที่ตนจุติจากโลกนี้แล้ว

จักไปเกิดในอนาคตอีก ๗ ชาติ

[๑๒๖๑]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปกครองประชาชน

ชาติที่ ๗ ของหม่อมฉันในอดีต

หม่อมฉันได้เกิดเป็นบุตรชายของนายช่างทอง

ในกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ

[๑๒๖๒]

หม่อมฉันอาศัยสหายชั่วทำบาปกรรมไว้มาก

เที่ยวประพฤติผิดในภรรยาของผู้อื่นเหมือนจะไม่ตาย

[๑๒๖๓]

กรรมนั้นยังไม่ทันให้ผลเหมือนไฟที่ถูกกลบไว้ด้วยเถ้า

ต่อมา ด้วยกรรมอื่นๆ หม่อมฉันจึงได้เกิดในแคว้นวังสะ

[๑๒๖๔]

ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันเป็นบุตรคนเดียว

ในตระกูลเศรษฐีที่มั่งคั่งสมบูรณ์

มีทรัพย์มากในกรุงโกสัมพี

ได้รับสักการะบูชาอยู่เป็นนิตย์

[๑๒๖๕]

ในชาตินั้น หม่อมฉันได้คบหามิตรสหาย

ผู้ยินดีในกรรมอันงาม ผู้เป็นบัณฑิต เป็นพหูสูต

สหายนั้นได้แนะนำให้หม่อมฉันตั้งอยู่ในกรรมอันเป็นประโยชน์

[๑๒๖๖]

หม่อมฉันได้รักษาอุโบสถศีล

ในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ตลอดราตรีเป็นอันมาก

กรรมนั้นยังไม่ทันให้ผลเหมือนขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ใต้น้ำ

[๑๒๖๗]

ครั้นต่อมา บรรดาบาปกรรมทั้งหลาย

กรรมคือการล่วงละเมิดภรรยาของผู้อื่นใด

ที่หม่อมฉันได้กระทำไว้ในแคว้นมคธ

ผลของกรรมนั้นได้มาถึงหม่อมฉันเข้าแล้วในภายหลัง

เหมือนดื่มยาพิษอันร้ายแรง

[๑๒๖๘]

ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ

หม่อมฉันจุติจากตระกูลเศรษฐีในกรุงโกสัมพีนั้นแล้ว

ต้องหมกไหม้อยู่ในโรรุวนรกตลอดกาลนาน

เพราะกรรมของตน หม่อมฉันระลึกถึงทุกข์

ที่ตนเคยได้เสวยมาในนรกนั้น ไม่ได้รับความสุขเลย

[๑๒๖๙]

หม่อมฉันทำทุกข์มากมายให้หมดสิ้นไป

ในนรกนั้นมากมายหลายปีแล้ว

จึงเกิดเป็นลาถูกตอนอยู่ในภินนาคตนคร พระเจ้าข้า

[๑๒๗๐]

หม่อมฉันต้องพาลูกอำมาตย์ไปด้วยหลังบ้าง ด้วยรถบ้าง

นั่นเป็นผลของกรรมที่ล่วงละเมิดภรรยาของคนอื่นของหม่อมฉัน

[๑๒๗๑]

ข้าแต่พระองค์ผู้ครองแคว้นวิเทหะ

หม่อมฉันจุติจากชาติเป็นลานั้นแล้วได้ไปเกิดเป็นลิงในป่าใหญ่

ถูกหัวหน้าฝูงตัวคะนองกัดลูกอัณฑะออก

นั่นเป็นผลของกรรมที่ล่วงละเมิดภรรยาของคนอื่นของหม่อมฉัน

[๑๒๗๒]

ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ

หม่อมฉันจุติจากชาติเป็นลิงนั้นแล้ว

ได้ไปเกิดเป็นโคในแคว้นทสันนะ ถูกตอน มีกำลังแข็งแรงดี

หม่อมฉันต้องเทียมยานอยู่เป็นเวลานาน

นั่นเป็นผลของกรรมที่ล่วงละเมิดภรรยาผู้อื่นของหม่อมฉัน

[๑๒๗๓]

ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ

หม่อมฉันจุติจากชาติเป็นโคนั้นแล้ว

ได้ไปเกิดเป็นกะเทยในตระกูลที่มีโภคสมบัติมากในแคว้นวัชชี

จะได้เกิดเป็นมนุษย์ก็แสนยาก

นั่นเป็นผลของกรรมคือการล่วงละเมิดภรรยาคนอื่นของหม่อมฉัน

[๑๒๗๔]

ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ

หม่อมฉันจุติจากชาติเป็นกะเทยนั้นแล้ว

ได้ไปเกิดเป็นนางอัปสรในพระอุทยานนันทวันชั้นดาวดึงสพิภพ

มีฉวีวรรณงามน่ารักใคร่

[๑๒๗๕]

มีผ้าและอาภรณ์งามวิจิตร ใส่ตุ้มหูแก้วมณี

เก่งในการฟ้อนรำขับร้อง เป็นปริจาริกาของท้าวสักกะ

[๑๒๗๖]

ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ

เมื่อหม่อมฉันอยู่ในชั้นดาวดึงสพิภพนั้น

ระลึกชาติแม้ในอนาคตได้อีก ๗ ชาติ

ที่หม่อมฉันจุติจากดาวดึงสพิภพนั้นแล้วจักเกิดต่อไป

[๑๒๗๗]

กุศลที่หม่อมฉันได้ทำไว้ในกรุงโกสัมพีได้ตามมาให้ผล

หม่อมฉันจุติจากดาวดึงสพิภพแล้ว

ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์

[๑๒๗๘]

ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันนั้น

ได้รับสักการะบูชาเป็นนิตย์มาตลอด ๗ ชาติ

หม่อมฉันไม่พ้นจากความเป็นหญิงตลอด ๖ ชาติ

[๑๒๗๙]

ข้าแต่สมมติเทพ ชาติที่ ๗

หม่อมฉันจักได้เกิดเป็นเทวดาผู้ชาย

คือ เป็นเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก เป็นผู้สูงสุดในหมู่เทวดา

[๑๒๘๐]

แม้วันนี้ เหล่านางอัปสรผู้เป็นปริจาริกาของหม่อมฉัน

ยังช่วยกันร้อยดอกไม้เป็นพวงมาลัยอยู่ในพระอุทยานนันทวัน

เทพบุตรนามว่าชวะ ยังรับพวงมาลัยของหม่อมฉันอยู่

[๑๒๘๑]

๑๖ ปีในมนุษย์นี้เป็นเหมือนครู่หนึ่งของเทวดา

๑๐๐ ปีของมนุษย์เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดา

[๑๒๘๒]

ดังที่ได้กราบทูลมานี้ กรรมทั้งหลายติดตามไปได้

แม้ตั้งอสงไขยชาติ

ด้วยว่ากรรมจะดีหรือชั่วก็ตามย่อมไม่พินาศไป

[๑๒๘๓]

บุคคลใดปรารถนาจะเป็นชายทุกๆ ชาติไป

บุคคลนั้นพึงเว้นภรรยาผู้อื่นเสีย

เหมือนคนล้างเท้าสะอาดแล้วเว้นเปือกตม

[๑๒๘๔]

หญิงใดปรารถนาจะเป็นชายทุกๆ ชาติไป

หญิงนั้นก็พึงยำเกรงสามีเหมือนนางเทพอัปสร

ผู้เป็นปริจาริกายำเกรงพระอินทร์

[๑๒๘๕]

ผู้ใดปรารถนาโภคทรัพย์ อายุ ยศ และสุขทิพย์

ผู้นั้นพึงเว้นบาปทั้งหลายแล้วประพฤติธรรม ๓ อย่าง ๑- เถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ ธรรม ๓ อย่าง ในที่นี้หมายถึงสุจริต ๓ ที่เป็นไปทางกาย วาจา ใจ

[๑๒๘๖]

หญิงหรือชายก็ตาม ไม่ประมาทด้วยกาย วาจา ใจ

เป็นผู้มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเพื่อประโยชน์ของตน

[๑๒๘๗]

มนุษย์เหล่าใดในชีวโลกนี้

เป็นผู้มียศ มีโภคทรัพย์บริบูรณ์ทุกอย่าง

มนุษย์เหล่านั้นได้สั่งสมกรรมดีไว้ในปางก่อนโดยไม่ต้องสงสัย

สัตว์ทั้งปวงล้วนมีกรรมเป็นของของตน

[๑๒๘๘]

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์ทรงพระราชดำริ

ด้วยพระองค์เถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน

พระสนมผู้ทรงโฉมงามปานดังนางเทพอัปสร

ประดับประดาคลุมกายด้วยข่ายทองเหล่านี้

พระองค์ทรงได้มาเพราะผลแห่งกรรมอะไร”

[๑๒๘๙]

พระนางรุจาราชกัญญาทรงให้พระเจ้าอังคติ

พระชนกนาถพอพระทัย พระราชกุมารีผู้มีวัตรดีงาม

ทรงกราบทูลทางแห่งสุคติแก่พระชนกนาถพระองค์นั้นแล้ว

เหมือนบอกทางให้แก่คนหลงทาง

และได้กราบทูลข้อธรรมถวายด้วยประการฉะนี้

[๑๒๙๐]

ต่อมา นารทมหาพรหมตรวจดูชมพูทวีป

ได้เห็นพระเจ้าอังคติ จึงมาจากพรหมโลกถึงถิ่นมนุษย์

[๑๒๙๑]

ลำดับนั้น นารทมหาพรหมได้ยืนอยู่ที่ปราสาท

เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าวิเทหะ

พระนางรุจาราชกัญญาได้เห็นนารทฤๅษีนั้น

มาถึงที่แล้ว จึงนมัสการ

[๑๒๙๒]

ครั้งนั้น พระราชาทรงมีพระทัยหวาดกลัว

เสด็จลงจากราชอาสน์ เมื่อจะตรัสถามนารทฤๅษี

จึงได้ตรัสพระดำรัสดังนี้ว่า

[๑๒๙๓]

“ท่านผู้มีผิวงามดังเทวดา

ส่องสว่างไปทั่วทุกทิศดังดวงจันทร์

ท่านมาจากที่ไหนหนอ ข้าพเจ้าถามแล้ว

ขอท่านจงบอกนามและโคตรแก่ข้าพเจ้า

คนทั้งหลายในมนุษยโลกย่อมรู้จักท่านได้อย่างไร”

(นารทฤๅษีกราบทูลว่า)

[๑๒๙๔]

อาตมภาพมาจากเทวโลก ณ บัดนี้เอง

ส่องสว่างไปทั่วทุกทิศดังดวงจันทร์

มหาบพิตรตรัสถามแล้ว

อาตมภาพขอถวายพระพรนามและโคตรให้ทรงทราบ

คนทั้งหลายรู้จักอาตมภาพโดยนามว่านารทะ

และโดยโคตรว่า กัสสปะ

(พระราชาตรัสถามว่า)

[๑๒๙๕]

สัณฐานของท่าน การที่ท่านเหาะไป

และยืนอยู่บนอากาศได้น่าอัศจรรย์

ท่านนารทะ ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กับท่าน

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงมีฤทธิ์เช่นนี้

(นารทฤๅษีทูลตอบว่า)

[๑๒๙๖]

คุณธรรม ๔ ประการนี้ คือ (๑) สัจจะ (๒) ธรรม

(๓) ทมะ (๔) จาคะ ๑- อาตมภาพได้ทำไว้แล้วในภพก่อน

เพราะคุณธรรมที่อาตมภาพได้เสพมาดีแล้วนั้นแหละ

อาตมภาพจึงไปได้เร็วทันใจตามความปรารถนา

@เชิงอรรถ :

@๑ คุณธรรม ๔ ประการนี้ มีอธิบาย ดังนี้ สัจจะ หมายถึงวจีสัจที่เว้นจากมุสาวาท ธรรม หมายถึงธรรม

@คือสุจริต ๓ และธรรมคือการเพ่งกสิณบริกรรม (การปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน) ทมะ หมายถึงการฝึก

@อินทรีย์ (สำรวมทวาร ๖) จาคะ หมายถึงการสละกิเลสและการสละไทยธรรม (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๒๙๘/๑๘๑)

(พระราชาตรัสถามว่า)

[๑๒๙๗]

เมื่อท่านบอกความสำเร็จแห่งบุญ

ชื่อว่าท่านบอกความอัศจรรย์

ถ้าเป็นจริงอย่างที่ท่านกล่าว ท่านนารทะ

ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กับท่าน

ขอท่านจงพยากรณ์ให้ดี

(นารทฤๅษีทูลตอบว่า)

[๑๒๙๘]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร ข้อใดพระองค์ทรงสงสัย

ขอเชิญมหาบพิตรตรัสถามข้อนั้นกับอาตมภาพเถิด

อาตมภาพจะวิสัชนาถวายให้มหาบพิตรทรงสิ้นสงสัย

ทั้งโดยนัยด้วยความรู้และด้วยเหตุผล

(พระราชาตรัสถามว่า)

[๑๒๙๙]

ท่านนารทะ ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กับท่าน

ท่านอย่าได้กล่าวมุสาต่อข้าพเจ้า ที่คนพูดกันว่า

“เทวดามี มารดาและบิดามี ปรโลกมี” นั้นเป็นจริงหรือ

(นารทฤๅษีทูลตอบว่า)

[๑๓๐๐]

ที่คนพูดกันว่า “เทวดามี มารดาและบิดามี

และปรโลกมี” นั้นเป็นจริงทั้งนั้น

แต่คนทั้งหลายหมกมุ่น ติดใจ หลงใหล

งมงายในกามคุณ จึงไม่รู้จักปรโลก

(พระราชาตรัสถามว่า)

[๑๓๐๑]

ท่านนารทะ ถ้าท่านเชื่อว่า “ปรโลกมีจริง”

เหล่าสัตว์ที่ตายไปแล้วก็ต้องมีที่อยู่ในปรโลก

ขอท่านจงให้ทรัพย์ ๕๐๐ แก่ข้าพเจ้าในโลกนี้แหละ

ข้าพเจ้าจักให้แก่ท่านพันหนึ่งในปรโลก

(นารทฤๅษีทูลตอบว่า)

[๑๓๐๒]

ถ้าอาตมภาพรู้ว่า “มหาบพิตรทรงมีศีล

ทรงรู้ความประสงค์ของพวกผู้ขอ

อาตมภาพก็จะให้มหาบพิตรสัก ๕๐๐

แต่มหาบพิตรหยาบช้า ทรงจุติจากโลกนี้แล้ว

จะต้องไปอยู่ในนรก

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกได้

[๑๓๐๓]

ผู้ใดในโลกนี้ไม่มีศีลธรรม ประพฤติชั่ว

เกียจคร้าน มีกรรมหยาบ

บัณฑิตทั้งหลายไม่ให้กู้หนี้ในผู้นั้น

เพราะจะไม่ได้ทรัพย์คืนจากคนเช่นนั้น

[๑๓๐๔]

ส่วนคนขยันหมั่นเพียร มีศีล รู้ความประสงค์ของผู้ขอ

คนทั้งหลายรู้แล้วย่อมนำโภคทรัพย์มาเชื้อเชิญเอง

ด้วยคิดว่า “ผู้นี้ทำการงานเสร็จแล้วพึงนำมาใช้คืนให้”

[๑๓๐๕]

ขอถวายพระพร มหาบพิตรจุติจากที่นี่แล้ว

จักทอดพระเนตรเห็นพระองค์เองอยู่ในนรกนั้น

ผู้ถูกฝูงกายื้อแย่งฉุดคร่าอยู่

ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกกับมหาบพิตร

ผู้ตกอยู่ในนรกซึ่งถูกฝูงกา แร้ง และสุนัขรุมกัดกิน

ตัวขาดกระจัดกระจาย เลือดไหลโทรมอยู่

[๑๓๐๖]

ในโลกันตนรกนั้นมืดมิดที่สุด

ไม่มีดวงจันทร์และดวงอาทิตย์

โลกันตนรกนั้นมืดมิดอยู่เป็นนิตย์ น่ากลัว

กลางคืนกลางวันไม่ปรากฏ ผู้ต้องการทรัพย์

ใครเล่าจะพึงเที่ยวไปในสถานที่นั้นได้

[๑๓๐๗]

ในโลกันตนรกนั้นมีสุนัข ๒ ตัว คือ

สุนัขด่างและสุนัขดำคล้ำ มีตัวกำยำ ล่ำสัน แข็งแรง

พากันใช้เขี้ยวเหล็กกัดกินผู้ที่จุติจากมนุษยโลกนี้แล้ว

ไปตกอยู่ในนรก

[๑๓๐๘]

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกกับมหาบพิตร

ผู้ถูกฝูงสุนัขทารุณโหดร้าย ตัวนำทุกข์มาให้รุมกัดกินอยู่

อยู่ในนรกจนตัวขาดกระจัดกระจาย เลือดไหลโทรม

[๑๓๐๙]

และในนรกที่โหดร้าย มีพวกนายนิรยบาลชื่อกาฬะและอุปกาฬะ

ผู้เป็นข้าศึกใช้ดาบและหอกที่ลับไว้เป็นอย่างดี

เชือดเฉือนและทิ่มแทงคนผู้ทำกรรมชั่วไว้ในภพก่อน

[๑๓๑๐]

ใครเล่าจะพึงไปทวงถามเอาทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลก

กับมหาบพิตรผู้ถูกทิ่มแทงเข้าที่พระอุทร

ที่พระปรัศว์ มีพระอุทรพรุนวิ่งไปมาอยู่ในนรก

มีตัวขาดกระจัดกระจายเลือดไหลโทรมได้

[๑๓๑๑]

ในโลกันตนรกนั้น มีห่าฝนชนิดต่างๆ คือ ฝนหอก

ฝนดาบ ฝนแหลน ฝนหลาว มีประกายลุกวาว

เหมือนถ่านเพลิงตกลงบนศีรษะ

สายอัสนีบาตศิลาแดงโชนตกลงทับสัตว์นรกผู้มีกรรมหยาบช้า

[๑๓๑๒]

และในนรกนั้น มีลมร้อนอันยากที่จะทนได้

สัตว์ในนรกนั้นไม่ได้รับความสุขแม้แต่น้อย

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกกับมหาบพิตร

ผู้ทรงกระสับกระส่ายวิ่งพล่านไปมา หาที่ซ่อนเร้นมิได้

[๑๓๑๓]

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกกับมหาบพิตร

ผู้ถูกเทียมไว้ในรถวิ่งไปมาอยู่

ต้องทรงเหยียบแผ่นดินที่ลุกโชน

ถูกทิ่มแทงด้วยดีด้วยปฏักอยู่ได้

[๑๓๑๔]

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ กับมหาบพิตร

ผู้ทนอยู่ไม่ได้วิ่งไปขึ้นภูเขาที่ดารดาษไปด้วยขวากกรด

ลุกโชนน่าสยดสยองอย่างยิ่ง มีตัวถูกตัดขาด

หลั่งเลือดไหลโทรมอยู่ได้

[๑๓๑๕]

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกกับมหาบพิตร

ผู้ต้องวิ่งขึ้นไปเหยียบถ่านเพลิงกองเท่าภูเขาที่ลุกโชน

น่ากลัว มีตัวถูกไฟไหม้ทนไม่ไหว

ร้องครวญครางอย่างน่าสงสารอยู่ได้

[๑๓๑๖]

ต้นงิ้วสูงเทียมเมฆ เต็มไปด้วยหนามเหล็กคม

กระหายจะดูดดื่มเลือดคน

[๑๓๑๗]

หญิงทั้งหลายที่ประพฤตินอกใจสามี

และชายหญิงทั้งหลายที่เป็นชู้กับภรรยาของคนอื่น

ถูกนายนิรยบาลผู้ทำตามคำสั่งของพญายม

ถือหอกไล่ทิ่มแทงให้ขึ้นต้นงิ้วนั้น

[๑๓๑๘]

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์นั้น

กับมหาบพิตรผู้ต้องปีนขึ้นต้นงิ้วในนรก

มีเลือดไหลเปรอะเปื้อน มีกายไหม้เกรียม

มีหนังและเนื้อถลอกปอกเปิกกระสับกระส่าย

เสวยเวทนาอย่างหนัก

[๑๓๑๙]

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์นั้นกับมหาบพิตร

ผู้เหนื่อยหอบมีความผิดเพราะบุรพกรรมในทางผิด

เนื้อตัวมีหนังถลอกปอกเปิกไป

[๑๓๒๐]

ต้นงิ้วสูงเทียมเมฆ เต็มไปด้วยใบเหล็กคมดังดาบ

กระหายจะดูดดื่มเลือดคน

[๑๓๒๑]

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ กับมหาบพิตร

ผู้กำลังปีนขึ้นต้นงิ้วนั้น

ก้าวไปเหยียบใบเหล็กอันคมเหมือนดาบ

ก็ถูกดาบอันคมนั้นบาด ตัวขาดกระจัดกระจาย

เลือดไหลโทรมอยู่ในปรโลกได้

[๑๓๒๒]

ทรัพย์จำนวนนั้น ใครเล่าจะพึงไปขอกับมหาบพิตร

ผู้เดินหนีออกจากขุมนรกไม้งิ้วมีใบเป็นดาบ

พลัดตกลงไปสู่แม่น้ำเวตตรณีได้

[๑๓๒๓]

แม่น้ำเวตตรณีมีน้ำเป็นกรด หยาบแข็ง

เผ็ดร้อน ข้ามได้ยาก

ปกคลุมไปด้วยบัวเหล็กมีใบคมไหลไปอยู่

[๑๓๒๔]

ทรัพย์จำนวนนั้น ใครเล่าจะไปขอกับมหาบพิตร

ผู้มีตัวขาดกระจัดกระจาย มีเลือดเปรอะเปื้อน

ลอยอยู่ในแม่น้ำเวตตรณี ที่นั้นหาที่เกาะมิได้

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๓๒๕]

ข้าพเจ้าแทบจะล้มเหมือนต้นไม้ที่ถูกตัด

ข้าพเจ้าหลงสำคัญผิด จึงไม่รู้จักทิศ ท่านฤๅษี

ข้าพเจ้าได้ฟังคาถาภาษิตของท่านแล้ว

ร้อนใจ เพราะกลัวมหาภัย

[๑๓๒๖]

ท่านฤๅษี ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า

เหมือนน้ำสำหรับแก้กระหายในเวลาร้อน

เหมือนเกาะเป็นที่พึ่งของพวกคนที่มีเรืออับปาง

หาที่พึ่งไม่ได้ในมหาสมุทร

และเหมือนดวงประทีปสำหรับส่องทาง

ของพวกคนผู้เดินทางมืดเถิด

[๑๓๒๗]

ท่านฤๅษี ขอท่านจงสอนอรรถและธรรมแก่ข้าพเจ้า

ในกาลก่อน ข้าพเจ้าได้ทำความผิดไว้ส่วนเดียว

ท่านนารทะ ขอท่านจงบอกทางบริสุทธิ์แก่ข้าพเจ้า

โดยที่ข้าพเจ้าจะไม่พึงตกไปในนรกด้วยเถิด

(นารทฤๅษีกราบทูลว่า)

[๑๓๒๘]

พระราชา ๖ พระองค์นี้ คือ (๑) ท้าวธตรัฏฐะ

(๒) ท้าวเวสสามิตะ (๓) ท้าวอัฏฐกะ

(๔) ท้าวยมทัคคิ (๕) ท้าวอุสินนระ

(๖) ท้าวสิวิราช ได้ทรงบำรุงสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายแล้ว

[๑๓๒๙]

พระราชาเหล่านั้นและพระราชาเหล่าอื่นเสด็จไปสู่สวรรค์ฉันใด

มหาบพิตรผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน แม้มหาบพิตรก็ฉันนั้น

จงทรงเว้นอธรรมแล้วทรงประพฤติธรรมเถิด

[๑๓๓๐]

ราชบุรุษทั้งหลายจงถืออาหารไปประกาศในพระราชนิเวศน์

และภายในพระนครว่า ใครหิว ใครกระหาย

ใครปรารถนาดอกไม้ ใครปรารถนาเครื่องลูบไล้

ใครไม่มีผ้านุ่งห่ม ก็จงนุ่งห่มผ้าสีต่างๆ ตามปรารถนาเถิด

[๑๓๓๑]

ใครต้องการร่ม ใครต้องการรองเท้าที่อ่อนนุ่ม สวยงาม

ในทางเปลี่ยว ราชบุรุษทั้งหลายจงประกาศไปดังนี้

ในพระนครของพระองค์ทั้งในเวลาเย็นและเวลาเช้า

[๑๓๓๒]

มหาบพิตรจงอย่าใช้งานคนแก่ โคแก่

และม้าแก่เหมือนแต่ก่อน

และจงพระราชทานเครื่องบริหารแก่คนที่เป็นกำลัง

ซึ่งเคยได้ทำความดีไว้เท่าเดิมเถิด

[๑๓๓๓]

มหาบพิตรจงสำคัญพระวรกายของพระองค์ว่าเป็นดังรถ

มีใจเป็นนายสารถี กระปรี้กระเปร่า

มีอวิหิงสาเป็นเพลา มีปริจาคะเป็นหลังคา

[๑๓๓๔]

มีการสำรวมเท้าเป็นกง

มีการสำรวมมือเป็นดุม

มีการสำรวมท้องเป็นน้ำมันหยอด

มีการสำรวมวาจาเป็นความเงียบสนิท

[๑๓๓๕]

มีการกล่าวคำสัตย์เป็นส่วนประกอบรถที่บริสุทธิ์

มีการไม่กล่าวคำส่อเสียดเป็นการเข้าหน้าไม้ได้สนิท

มีการกล่าวคำอ่อนหวานเป็นเครื่องรถที่เกลี้ยงเกลา

มีการกล่าวพอประมาณเป็นเครื่องผูกมัด

[๑๓๓๖]

มีศรัทธาและความไม่โลภเป็นเครื่องประดับ

มีความถ่อมตนและการทำอัญชลีเป็นทูบ

มีความไม่แข็งกระด้างเป็นงอน

มีความสำรวมศีลเป็นเชือกขันชะเนาะ

[๑๓๓๗]

มีความไม่โกรธเป็นเครื่องกันกระทบกระทั่ง

มีคุณธรรมเป็นเศวตฉัตร

มีพาหุสัจจะเป็นสายพาน

มีจิตตั้งมั่นเป็นที่มั่น

[๑๓๓๘]

มีความคิดรู้จักกาลเป็นไม้แก่น

มีความแกล้วกล้าเป็นไม้ค้ำสามแฉก

มีความประพฤติถ่อมตนเป็นเชือกขันแอก

มีความไม่เย่อหยิ่งเป็นแอกเบา

[๑๓๓๙]

มีจิตไม่หดหู่เป็นเครื่องลาด

มีการคบคนผู้เจริญเป็นเครื่องกำจัดธุลี

นักปราชญ์มีสติเป็นปฏัก

มีความเพียรและการใช้การปฏิบัติเกื้อกูลเป็นสายบังเหียน

[๑๓๔๐]

มีใจที่ฝึกฝนดีแล้วเหมือนม้า

ที่ได้รับฝึกสม่ำเสมอเป็นเครื่องนำทาง

ความปรารถนาและความโลภเป็นทางคด

ส่วนความสำรวมเป็นทางตรง

[๑๓๔๑]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร

ปัญญาเป็นเครื่องทิ่มแทงม้า

ในรถคือพระวรกายของมหาบพิตร

ที่กำลังโลดแล่นไปในรูป เสียง กลิ่น รส

ในรถคือพระวรกายของมหาบพิตรนั้น

มีตนคือจิตของพระองค์เท่านั้นเป็นนายสารถี

[๑๓๔๒]

ถ้าความประพฤติชอบ

และความเพียรมั่นคงมีอยู่กับยานนี้

รถนั้นจะให้สมบัติที่น่าใคร่ได้ทุกอย่างและไม่นำไปเกิดในนรก

(พระศาสดาทรงประชุมชาดก ดังนี้)

[๑๓๔๓]

อลาตเสนาบดีเป็นพระเทวทัต

สุนามอำมาตย์เป็นพระภัททชิ

วิชัยอำมาตย์เป็นพระสารีบุตร

ชีวกบุรุษเป็นพระโมคคัลลานะ

[๑๓๔๔]

สุนักขัตตะเป็นบุตรของเจ้าลิจฉวี คุณาชีวกเป็นชีเปลือย

พระนางรุจาราชธิดาผู้ทรงนำพระราชาให้ทรงเลื่อมใส

เป็นพระอานนท์

[๑๓๔๕]

พระเจ้าอังคติผู้มีทิฏฐิชั่วในครั้งนั้นเป็นพระอุรุเวลกัสสปะ

ท้าวมหาพรหมโพธิสัตว์เป็นเราตถาคต

พวกเธอจงทรงจำชาดกไว้ด้วยประการฉะนี้แล

มหานารทกัสสปชาดกที่ ๘ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๔๔. จันทกุมารชาดกถัดไป๕๔๖. วิธุรชาดก