ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ผลชาดก
ชาดกที่ ๕๔ · เอกกนิบาตชาดก · อาสิงสวรรค

ผลชาดก

ว่าด้วยการรู้จักผลไม้

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๔ · บรรทัด ๓๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากผลชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุบาสกผู้ฉลาดดูผลไม้คนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นายํ รุกฺโข ทุรารุโห ดังนี้. ได้ยินมาว่า กุฎุมพีชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง นิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้นั่งในสวนของตนถวายข้าวยาคู และของขบฉันแล้ว สั่งคนเฝ้าสวนว่า เจ้าจงเที่ยวไปในสวนกับภิกษุทั้งหลาย ถวายผลไม้ต่าง ๆ มีมะม่วงเป็นต้น แก่พระคุณเจ้าทั้งหลายด้วยเถิด. คนเฝ้าสวนรับคำแล้วพาภิกษุสงฆ์เที่ยวไปในสวนดูต้นไม้ รู้จักผลไม้ด้วยความชำนาญว่า ผลนั้นดิบ ผลนั้นยังไม่สุกดี ผลนั้นสุกดี เขาพูดอย่างใดก็เป็นอย่างนั้นทั้งนั้น. ภิกษุทั้งหลายไปกราบทูลแต่พระตถาคตว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ. คนเฝ้าสวนผู้นี้ฉลาดดูผลไม้ ถึงยืนอยู่ที่แผ่นดิน มองดูผลไม้แล้ว ก็รู้ได้ว่า ผลนั้นดิบ ผลนั้นยังไม่สุกดี ผลนั้นสุกดี เขาพูดอย่างใด ก็เป็นอย่างนั้นทั้งนั้น. พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย คนเฝ้าสวนนี้ไม่ใช่เป็นผู้ฉลาดดูผลไม้เพียงคนเดียวเท่านั้น. ในครั้งก่อนบัณฑิตทั้งหลาย ที่ฉลาดดูผลไม้ ก็ได้เคยมีมาแล้ว ทรงนำเอาเรื่องอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพ่อค้าเกวียน เจริญวัยแล้วทำการค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม คราวหนึ่งไปถึงดงลึก จึงตั้งพักอยู่ปากดง เรียกคนทั้งหมดมาประชุม พลางกล่าวว่าในดงนี้ขึ้นชื่อว่า ต้นไม้ที่มีพิษ ย่อมมีอยู่ มีใบเป็นพิษก็มี มีดอกเป็นพิษก็มี มีผลเป็นพิษก็มี มีรสหวานเป็นพิษก็มี มีอยู่ทั่วไปพวกท่านต้องไม่บริโภคก่อน ยังไม่บอก ใบ ผล ดอกอย่างใดอย่างหนึ่งกะเราแล้วอย่าขบเคี้ยวเป็นอันขาด. พวกนั้นรับคำแล้วพร้อมกันย่างเข้าสู่ดง. ก็ที่ปากดง มีต้นกิงผลพฤกษ์อยู่ที่ประตูบ้านแห่งหนึ่ง ลำต้น กิ่ง ใบอ่อน ดอกผลทุก ๆ อย่างของต้นกิงผลพฤกษ์นั้น เช่นเดียวกันกับมะม่วงไม่ผิดเลย ใช่แต่เท่านั้นก็หาไม่ ผลดิบและผลสุก ยังเหมือนกับมะม่วง ทั้งสีและสัณฐาน ทั้งกลีบ และรสก็ไม่แผกกันเลย แต่ขบเคี้ยวเข้าแล้ว ก็ทำให้ผู้ขบเคี้ยวถึงสิ้นชีวิตทันทีทีเดียว เหมือนยาพิษชนิดที่ร้ายแรงฉะนั้น พวกที่ล่วงหน้าไป บางหมู่เป็นคนโลเล สำคัญว่า นี่ต้นมะม่วง ขบเคี้ยวกินเข้าไป บางหมู่คิดว่า ต้องถามหัวหน้าหมู่ก่อน ถึงจักกินก็ถือยืนรอ. พอหัวหน้าหมู่มาถึง ก็พากันถามว่า นาย พวกข้าพเจ้าจะกินผลมะม่วงเหล่านี้. พระโพธิสัตว์รู้ว่า นี่ไม่ใช่ต้นมะม่วงก็ห้ามว่า ต้นไม้นี้ชื่อว่าต้นกิงผลฤกษ์ ไม่ใช่ต้นมะม่วง พวกท่านอย่ากิน พวกที่กินเข้าไปแล้ว ก็จัดการให้อาเจียนออกมา และให้ดื่มของหวาน ๔ ชนิด ทำให้ปราศจากโรคไปได้. ก็ในครั้งก่อน พวกมนุษย์พากันหยุดพักที่โคนต้นไม้นี้ ขบเคี้ยวผลอันเป็นพิษทั้งนี้เข้าไป ด้วยสำคัญว่า เป็นผลมะม่วง พากันถึงความสิ้นชีวิต. รุ่งขึ้น พวกชาวบ้านก็พากันออกมา เห็นคนตายก็ช่วยฉุดเท้าเอาไปทิ้งในที่รก ๆ แล้วก็ยึดเอาเข้าของ ๆ พวกนั้นพร้อมทั้งเกวียน ทั้งนั้น พากันไป. ถึงแม้ในวันนั้น พอรุ่งอรุณเท่านั้นเอง พวกชาวบ้านเหล่านั้น ก็พูดกันว่า โคต้องเป็นของเราเกวียนต้องเป็นของเรา ภัณฑะต้องเป็นของเรา พากันวิ่งไปสู่โคนต้นไม้นั้น ครั้นเห็นคนทั้งหลายปลอดภัย ต่างก็ถามว่า พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่า ต้นไม้นี้ไม่ใช่ต้นมะม่วง ? คนเหล่านั้นก็ตอบว่า พวกเราไม่รู้ดอก หัวหน้าหมู่ของเราท่านรู้. พวกมนุษย์จึงถามพระโพธิสัตว์ว่า พ่อบัณฑิตท่านทำอย่างไร จึงรู้ว่าต้นไม้นี้ไม่ใช่ต้นมะม่วง ? พระโพธิสัตว์บอกว่า เรารู้ด้วยเหตุ ๒ ประการ แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :" ต้นไม้นี้ คนขึ้นไม่ยาก ทั้งไม่ไกลจากหมู่บ้าน เป็นสิ่งบอกเหตุให้เรารู้ว่า ต้นไม้นี้

มิใช่ต้นไม้มีผลดี" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นายํ รุกฺโข ทุรารุโห ความว่าพระโพธิสัตว์กล่าวว่า ต้นไม้มีพิษนี้ขึ้นไม่ยาก ใคร ๆ ก็อาจขึ้นได้ง่าย ๆ เหมือนมีคนยกพะองขึ้นพาดไว้. บทว่า นปิ คามโต อารกา ความว่า พระโพธิสัตว์แสดงว่าทั้งตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากหมู่บ้าน คือตั้งอยู่ใกล้ประตูบ้านทีเดียว. บทว่า อาการเกน ชานามิ ความว่า ด้วยเหตุ ๒ ประการนี้เราจึงรู้จักต้นไม้นี้. รู้จักอย่างไร ? รู้จักว่า ต้นไม้นี้มิใช่ต้นไม้มีผลดี อธิบายว่า ถ้าต้นไม้นี้มีผลอร่อยเป็นต้นมะม่วงแล้วไซร้ ในเมื่อมันขึ้นได้ง่าย แล้วก็ตั้งอยู่ไม่ไกลอย่างนี้ ผลของมันจะไม่เหลือเลยแม้สักผลเดียวต้องถูกมนุษย์ที่กินผลไม้ รุมกันเก็บเสมอทีเดียว เรากำหนดด้วยความรู้ของตนอย่างนี้ จึงรู้ได้ถึงความที่ต้นไม้นี้เป็นต้นไม้มีพิษ. พระโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่มหาชนแล้ว ก็ไปโดยสวัสดี. แม้พระบรมศาสดา ก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในครั้งก่อน บัณฑิตทั้งหลาย ก็ได้เคยเป็นผู้ฉลาดดูผลไม้มาแล้วอย่างนี้ ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วอย่างนี้ ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า บริษัทในครั้งนั้นได้มาเป็นพุทธบริษัทส่วนพ่อค้าเกวียน ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาผลชาดกที่ ๔

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๗๙–๘๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

4. Phalajātakaṃ

nāyaṃ rukkho durāruhoti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ phalakusalaṃ upāsakaṃ ārabbha kathesi.

Eko kira sāvatthīvāsī kuṭumbiko buddhappamukhaṃ bhikkhusaṅghaṃ nimantetvā attano ārāme nisīdāpetvā yāgujajjakaṃ datvā uyyānapālaṃ āṇāpesi bhikkhūhi saddhiṃ uyyāne vicaritvā ayyānaṃ ambādīni nānāphalāni dehīti. So sādhūti paṭissuṇitvā bhikkhusaṅghaṃ ādāya uyyāne vicaranto rukkhaṃ oloketvā etaṃ phalaṃ āmaṃ etaṃ na supakkaṃ etaṃ supakkanti jānāti. Yaṃ so vadati taṃ tatheva hoti. Bhikkhū gantvā tathāgatassa ārocesuṃ bhante ayaṃ uyyānapālo phalakusalo bhūmiyaṃ ṭhitova rukkhaṃ oloketvā etaṃ phalaṃ āmaṃ etaṃ na Supakkaṃ etaṃ supakkanti jānāti yaṃ so vadati taṃ tatheva hotīti. Satthā na bhikkhave ayameva uyyānapālo phalakusalo pubbepi paṇḍitāpi phalakusalā ahesunti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto satthavāhakule nibbattitvā vayappatto pañcahi sakaṭasatehi vaṇijjaṃ karonto ekasmiṃ kāle mahāvattaniaṭaviṃ patvā aṭavīmukhe ṭhatvā sabbe manusse sannipātāpetvā imissā aṭaviyā visarukkhā nāma honti visapattāni visapupphāni visaphalāni visamadhūni hontiyeva pubbe tumhehi aparibhuttaṃ yaṅkiñci pattaṃ vā phalaṃ vā pupphaṃ vā maṃ anāpucchitvā mā khāditthāti āha. Te sādhūti sampaṭicchitvā aṭaviṃ otariṃsu. Aṭavīmukhe ca ekasmiṃ gāmadvāre kiṃphalarukkho nāma atthi tassa khandha sākhā palāsa puppha phalāni sabbāni ambasadisāneva honti na kevalaṃ vaṇṇasaṇṭhānato gandharasehi cassa āmapakkāni phalāni ambaphalasadisāneva khāditāni pana halāhalavisaṃ viya taṃ khaṇaṃyeva jīvitakkhayaṃ pāpenti. Purato gacchantā ekacce lolapurisā ambarukkho ayanti saññāya phalāni khādiṃsu ekacce satthavāhaṃ pucchitvāva khādissāmāti hatthena gahetvā aṭṭhaṃsu. Te satthavāhe āgate ayya imāni ambaphalāni khādāmāti pucchiṃsu. Bodhisatto nāyaṃ ambarukkhoti ñatvā kiṃphalarukkho nāmesa nāyaṃ ambarukkho mā khādathāti vāretvā ye khādiṃsu tepi vamāpetvā catummadhuraṃ pāyetvā arogaṃ akāsi. Pubbe pana imasmiṃ rukkhamūle manussā Nivāsaṃ kappetvā ambaphalānīti imāni visaphalāni khāditvā jīvitakkhayaṃ pāpuṇanti. Punadivase gāmavāsino nikkhamitvā matamanusse disvā pāde gaṇhitvā paṭicchannaṭṭhāne chaḍḍetvā sakaṭehi saddhiṃyeva sabbaṃ tesaṃ santakaṃ gahetvā gacchanti. Te taṃ divasaṃpi aruṇuggamanakāleyeva mayhaṃ balibaddā bhavissanti mayhaṃ sakaṭaṃ mayhaṃ bhaṇḍanti vegena taṃ rukkhamūlaṃ gantvā manusse nīroge disvā kathaṃ tumhe imaṃ rukkhaṃ nāyaṃ ambarukkhoti jānitthāti pucchiṃsu. Te mayaṃ na jānāma satthavāhajeṭṭhako no jānātīti āhaṃsu. Manussā bodhisattaṃ pucchiṃsu paṇḍita kinti katvā tvaṃ imassa rukkhassa naambarukkhabhāvaṃ aññāsīti. So dvīhi kāraṇehi aññāsinti vatvā imaṃ gāthamāha

nāyaṃ rukkho durāruho napi gāmato ārakā

ākārakena jānāmi nāyaṃ sādhuphalo dumoti.

Tattha nāyaṃ rukkho durāruhoti ayaṃ visarukkho na dukkhāruho hoti ukkhipitvā ṭhapitanisseṇī viya sukhena ārohituṃ sakkāti vadati. Napi gāmato ārakāti gāmato dūre ṭhitopi na hoti gāmadvāre ṭhitoyevāti dīpeti. Ākārakena jānāmīti iminā dubbidhena kāraṇenāhaṃ imaṃ rukkhaṃ jānāmi. Kinti. Nāyaṃ sādhuphalo dumoti sace hi ayaṃ madhuraphalo ambarukkho abhavissa evaṃ sukhāruḷhe avidūre ṭhite etasmiṃ ekampi phalaṃ na tiṭṭheyya phalakhādakamanussehi niccaparivutova assa evaṃ ahaṃ attano ñāṇena paricchinditvā imassa visarukkhabhāvaṃ aññāsinti.

Mahājanassa dhammaṃ desetvā sotthigamanaṃ gato.

Satthāpi evaṃ bhikkhave pubbepi paṇḍitā phalakusalā ahesunti imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā anusandhiṃ ghaṭetvā jātakaṃ samodhānesi tadā parisā buddhaparisā ahesuṃ satthavāho pana ahamevāti.

Phalajātakaṃ catutthaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓. ปุณณปาติชาดกชาดกถัดไป๕๕. ปัญจาวุธชาดก