ปัญจาวุธชาดก
ว่าด้วยการบรรลุธรรมอันเกษม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๕ · บรรทัด ๓๖๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุมีความเพียรย่อหย่อนรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย อลีเนน จิตฺเตน ดังนี้. พระบรมศาสดา ตรัสเรียกภิกษุนั้นมาแล้ว ตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุ จริงหรือที่เขาว่า เธอเป็นผู้มีความเพียรย่อหย่อนเมื่อเธอกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุแม้ในกาลก่อน บัณฑิตทั้งหลาย กระทำความเพียรในที่ ๆ ควรประกอบความเพียร ก็ได้บรรลุถึงราชสมบัติได้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในคัพโภทรพระอัครมเหสีของพระราชาพระองค์นั้น ในวันที่จะถวายพระนามพระโพธิสัตว์ราชตระกูลได้เลี้ยงพราหมณ์ ๑๐๘ ให้อิ่มหนำด้วยของที่น่าปรารถนาทุก ๆ ประการ แล้วสอบถามลักษณะของพระกุมารพวกพราหมณ์ผู้ฉลาดในการทำนายลักษณะ เห็นความสมบูรณ์ด้วยลักษณะแล้ว ก็พากันทำนายว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระกุมารสมบูรณ์ด้วยบุญญาธิการ เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้วจักต้องได้ครองราชสมบัติ จักมีชื่อเสียงปรากฏด้วยการใช้อาวุธ ๕ ชนิด เป็นอรรคบุรุษในชมพูทวีปทั้งสิ้น. เพราะเหตุได้ฟังคำทำนายของพราหมณ์ทั้งหลาย เมื่อจะขนานพระนามก็เลยขนานให้ว่า "ปัญจาวุธกุมาร". ครั้นพระกุมารนั้นถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว มีพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา พระราชาตรัสเรียกมาแล้วรับสั่งว่า ลูกรัก เจ้าจงเรียนศิลปศาสตร์เถิด. พระกุมารกราบทูลถามว่า กระหม่อมฉันจะเรียนในสำนักของใครเล่าพระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า ไปเถิดลูก จงไปเรียนในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ณ ตักกสิลานคร แคว้นคันธาระ และพึงให้ทรัพย์นี้ เป็นค่าบูชาคุณอาจารย์แก่ท่านด้วย แล้วพระราชทานทรัพย์หนึ่งพันส่งไปแล้ว. พระราชกุมารเสด็จไปในสำนักทิศาปาโมกข์นั้น ทรงศึกษาศิลปะ รับอาวุธ ๕ ชนิดที่อาจารย์ให้ กราบลาอาจารย์ออกจากนครตักกสิลา เหน็บอาวุธทั้ง ๕ กับพระกาย เสด็จดำเนินไปทางเมืองพาราณสี. พระองค์เสด็จมาถึงดงตำบลหนึ่ง เป็นดงที่สิเลสโลมยักษ์สิงสถิตอยู่. ครั้นนั้นพวกมนุษย์ เห็นพระกุมารที่ปากดง พากันห้ามว่าพ่อมาณพผู้เจริญ ท่านอย่าเข้าไปสู่ดงนี้ ในดงนั้นมียักษ์ชื่อสิเลสโลมะสิงอยู่ มันทำให้คนที่มันพบเห็นตายมามากแล้ว. พระโพธิสัตว์ ระวังพระองค์ไม่ครั่นคร้ามเลย มุ่งเข้าดงถ่ายเดียว เหมือนไกรสรราชสีห์ ผู้ไม่ครั่นคร้ามฉะนั้น. พอไปถึงกลางดง ยักษ์ตนนั้นมันก็แปลงกาย สูงชั่วลำตาล ศีรษะเท่าเรือนยอด นัยน์ตาแต่ละข้างขนาดเท่าล้อเกวียน เขี้ยวทั้งสองแต่ละข้าง ขนาดเท่าหัวปลีตูม หน้าขาว ท้องด่าง มือเท้าเขียวแล้วสำแดงตนให้พระโพธิสัตว์เห็น ร้องว่า เจ้าจะไปไหน ? หยุดนะ เจ้าต้องเป็นอาหารของเรา. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ตวาดมันว่า ไอ้ยักษ์ เราเตรียมตัวแล้วจึงเข้ามาในดง เจ้าอย่าเผลอตัวเข้ามาใกล้เรา เพราะเราจะยิงเจ้าด้วยลูกศรอาบยาพิษ ให้ล้มลงตรงนั้นแหละ แล้วใส่ลูกศรอาบยาพิษอย่างแรงยิงไป. ลูกศรไปติดอยู่ที่ขนของยักษ์ทั้งหมด. พระโพธิสัตว์ปล่อยลูกศรไปติด ๆกัน ลูกแล้ว ลูกเล่า ทะยอยออกไปด้วยอาการอย่างนี้ สิ้นลูกศรถึง ๕๐ ลูก ทุก ๆ ลูกไปติดอยู่ที่ขนของมันเท่านั้น ยักษ์สลัดลูกศรทั้งหมด ให้ตกลงที่ใกล้ ๆ เท้าของมันนั่นแหละ แล้วรี่เข้าหาพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์กลับตวาดมันอีก แล้วชักพระขรรค์ออกฟัน. พระขรรค์ยาว ๓๓ นิ้วก็ติดขนมันอีก. ที่นั้นจึงแทงมันด้วยหอกซัด. แม้หอกซัดก็ติดอยู่ที่ขนนั่นเอง. ครั้นพระโพธิสัตว์ทราบอาการที่มันมีขนเหนียวแล้ว จึงตีด้วยตระบองแม้ตระบองก็ไปติดที่ขนของมันอีกนั่นแหละ. พระโพธิสัตว์ทราบอาการที่มันมีตัวเหนียวเป็นตัว ก็สำแดงสีหนาทอย่างไม่ครั่นคร้ามประกาศก้องร้องว่า เฮ้ยไอ้ยักษ์ เจ้าไม่เคยได้ยินชื่อเรา ผู้ชื่อว่าปัญจาวุธกุมารเลยหรือ ? เมื่อเราจะเข้าดงที่เจ้าสิงอยู่ ก็เตรียมอาวุธมีธนูเป็นต้นเข้ามา เราเตรียมพร้อมเข้ามาแล้วทีเดียววันนี้เราจักตีเจ้าให้แหลกเป็นจุณวิจุณไปเลย พลางโถมเข้าต่อยด้วยมือข้างขวา มือข้างขวาก็ติดขน ต่อยด้วยมือซ้าย มือซ้ายก็ติดอีก เตะด้วยเท้าขวา เท้าขวาก็ติด เตะด้วยเท้าซ้าย เท้าซ้ายก็ติด คิดว่าต้องกระแทกให้มันแหลกด้วยศีรษะ แล้วก็กระแทกด้วยศีรษะ แม้ศีรษะก็ไปติดที่ขนของมันเหมือนกัน. พระโพธิสัตว์ติดตรึงแล้วในที่ทั้ง ๕ แม้จะห้อยโตงเตงอยู่ ก็ไม่กลัว ไม่สะทกสะท้านเลย. ยักษ์จึงคิดว่า บุรุษนี้เป็นเอก เป็นดุจบุรุษสีหะ เป็นบุรุษอาชาไนย ไม่ใช่บุรุษธรรมดา ถึงจะถูกยักษ์อย่างเราจับไว้ แม้มาดว่าความสะดุ้งก็หามีไม่ ในทางนี้เราฆ่าคนมามาก. ไม่เคยเห็นบุรุษอย่างนี้สักคนหนึ่งเลย เพราะเหตุไรหนอ บุรุษนี้จึงไม่กลัว ? ยักษ์ไม่อาจจะกินพระโพธิสัตว์ได้ จึงถามว่า ดูก่อนมาณพ เพราะเหตุไรหนอท่านจึงไม่กลัวตาย. พระโพธิสัตว์ตอบว่า ยักษ์เอ๋ย ทำไมเราจักต้องกลัว เพราะในอัตภาพหนึ่ง ความตายนั้นเป็นของแน่นอนทีเดียว อีกประการหนึ่งในท้องของเรามีวชิราวุธ ถ้าเจ้ากินเรา ก็จักไม่สามารถทำให้อาวุธนั้นย่อยได้อาวุธนั้น จักต้องบาดใส้พุงของเจ้าให้ขาดเป็นชิ้น ๆ เล็กบ้างใหญ่บ้าง ทำให้เจ้าถึงสิ้นชีวิตได้ ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ เราก็ต้องตายกันทั้งสองคน ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่กลัวตาย. นัยว่า คำว่าวชิราวุธนี้ พระโพธิสัตว์ตรัสหมายถึง อาวุธคือญาณ ในภายในของพระองค์. ยักษ์ฟังคำนั้นแล้วคิดว่า มาณพนี้คงพูดจริงทั้งนั้นชิ้นเนื้อเเม้ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว จากร่างกายของบุรุษสีหะผู้นี้ ถ้าเรากินเข้าไปในท้องแล้ว จักไม่อาจให้ย่อยได้ เราจักปล่อยเขาไป ดังนี้แล้ว เกิดกลัวตาย จึงปล่อยพระโพธิสัตว์กล่าวว่า พ่อมาณพ ท่านเป็นบุรุษสีหะ. เราจักไม่กินเนื้อของท่านละ ท่านพ้นจากเงื้อมมือของเรา เหมือนดวงจันทร์พ้นจากปากราหู เชิญท่านไปเถิด มวลญาติมิตรจะได้ดีใจ. ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์จึงตรัสกะยักษ์ว่า ดูก่อนยักษ์ เราต้องไปก่อนส่วนท่าน ได้กระทำอกุศลไว้ในครั้งก่อนแล้ว จึงได้เกิดเป็นผู้ร้ายกาจ มืออาบด้วยเลือด มีเลือดเนื้อของคนอื่นเป็นภักษาแม้ถ้าท่านดำรงอยู่ในอัตภาพนี้ ยังจักกระทำอกุศลกรรมอยู่อีกก็จักไปสู่ความมืดมน จากความมืดมน นับแต่ท่านพบเราแล้วเราไม่อาจปล่อยให้ท่านทำอกุศลกรรมอยู่ได้ แล้วจึงตรัสโทษของทุศีลกรรมทั้ง ๕ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่ากรรมคือการยังสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป ย่อมทำสัตว์ให้เกิดในนรกในกำเนิดดิรัจฉานในเปตวิสัย และในอสุรกาย ครั้นมาเกิดในมนุษย์เล่า ก็ทำให้เป็นคนมีอายุสั้น แล้วทรงแสดงอานิสงส์ของศีลทั้ง ๕ ขู่ยักษ์ด้วยเหตุต่าง ๆ ทรงแสดงธรรม ทรมานจนหมดพยศร้าย ชักจูงให้ดำรงอยู่ในศีล ๕ กระทำยักษ์นั้นให้เป็นเทวดารับพลีกรรมในดงนั้น แล้วตักเตือนด้วยอัปปมาทธรรมออกจากดง บอกแก่มนุษย์ที่ปากดง สอดอาวุธทั้ง ๕ ประจำพระองค์ เสด็จไปสู่กรุงพาราณสี เฝ้าพระราชบิดา พระราชมารดา ภายหลังได้ครองราชย์ ก็ทรงปกครองโดยธรรม ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น เสด็จไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ครั้นตรัสรู้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ ใจความว่า :"นรชนผู้ใด มีจิตไม่ท้อแท้ มีใจไม่หดหู่บำเพ็ญกุศลธรรม เพื่อบรรลุความเกษมจากโยคะนรชนผู้นั้น พึงบรรลุความสิ้นสังโยชน์ทุกอย่างโดยลำดับ" ดังนี้. ในพระคาถานั้น ประมวลความได้ดังนี้ :- บุรุษใดมีใจไม่หดหู่ คือไม่ท้อแท้รวนเร มีใจไม่หดหู่โดยปกติ เป็นผู้มีอัธยาศัยแน่วแน่มั่นคง จำเริญเพิ่มพูนธรรม ที่ได้ชื่อว่ากุศล ได้แก่โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ เพราะเป็นธรรมที่ปราศจากโทษบำเพ็ญวิปัสสนาด้วยจิตอันกว้างขวาง เพื่อบรรลุความเกษมจากโยคะทั้ง ๔ คือ พระนิพพาน บุรุษนั้นยกขึ้นซึ่งไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในสังขารทั้งมวลอย่างนี้แล้ว ยังโพธิปักขิยธรรมที่เกิดขึ้นจำเดิมแต่วิปัสสนายังอ่อนให้เจริญพึงบรรลุพระอรหัตผลอันถึงการนั้นว่า ความสิ้นสังโยชน์ทุกอย่าง เพราะบังเกิดแล้วในที่สุดแห่งมรรคทั้ง ๔ อันเป็นเหตุสิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งหมด มิได้เหลือเลยแม้สักสังโยชน์เดียวโดยลำดับ. พระบรมศาสดา ทรงถือเอายอดพระธรรมเทศนา ด้วยพระอรหัตผลด้วยประการฉะนี้ ในที่สุดทรงประกาศ จตุราริยสัจ (อริยสัจ ๔) ในเวลาจบสัจธรรม ภิกษุนั้นได้บรรลุพระอรหัตผลแม้พระบรมศาสดา ก็ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า ยักษ์ในครั้งนั้นได้มาเป็นพระองคุลิมาร ส่วนปัญจาวุธกุมาร ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาปัญจาวุธชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๘๓–๘๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
5. Pañcāvudhajātakaṃ
yo alīnena cittenāti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ ossaṭṭhaviriyaṃ bhikkhuṃ ārabbha kathesi.
Taṃ bhikkhuṃ satthā āmantetvā saccaṃ kira tvaṃ bhikkhu ossaṭṭhaviriyoti pucchitvā saccaṃ bhagavāti vutte bhikkhu pubbepi paṇḍitā viriyaṃ kātuṃ yuttaṭṭhāne viriyaṃ katvā rajjasampattiṃ pāpuṇiṃsūti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto tassa rañño aggamahesiyā kucchismiṃ nibbatti. Tassa nāmagahaṇadivase aṭṭhasate brāhmaṇe sabbakāmehi santappetvā lakkhaṇāni paṭipucchiṃsu. Lakkhaṇakusalā brāhmaṇā lakkhaṇasampattiṃ disvā puññasampanno mahārāja kumāro tumhākaṃ accayena rajjaṃ pāpuṇissati pañcāvudhakammena paññāto pākaṭo sakalajambūdīpe aggapuriso bhavissatīti byākariṃsu. Brāhmaṇānaṃ vacanaṃ sutvā kumārassa Nāmaṃ gaṇhantā pañcāvudhakumāroti nāmaṃ akaṃsu. Atha naṃ viññutaṃ patvā soḷasavassapadese ṭhitaṃ rājā āmantetvā tāta sippaṃ uggaṇhāhīti āha. Kassa santike gaṇhāmi devāti. Gaccha tāta gandhāraraṭṭhe takkasilānagare disāpāmokkhassa ācariyassa santike sippaṃ uggaṇha idañcassa ācariyabhāgaṃ dadeyyāsīti sahassaṃ datvā uyyojesi. So tattha gantvā sippaṃ sikkhitvā ācariyena dinnaṃ pañcāvudhaṃ gahetvā ācariyaṃ vanditvā takkasilānagarato nikkhamitvā sannaddhapañcāvudho bārāṇasīmaggaṃ paṭipajji. So antarāmagge silesalomayakkhena nāma adhiṭṭhitaṃ ekaṃ aṭaviṃ pāpuṇi. Atha naṃ aṭavīmukhe manussā disvā bho māṇava mā imaṃ aṭaviṃ pāvisi silesalomayakkho nāmettha atthi so diṭṭhadiṭṭhamanusse jīvitakkhayaṃ pāpetīti nivārayiṃsu.
Bodhisatto attānaṃ takkento asambhīto kesarasīho viya aṭaviṃ pāvisiyeva. Tasmiṃ aṭavīmajjhaṃ sampatte so yakkho tālamatto hutvā kūṭāgāramattaṃ sīsaṃ cakkappamāṇāni akkhīni kaddalimakulamattā dve dāṭhā ca māpetvā setamukho kabarakucchi nīlahatthapādo hutvā bodhisattassa attānaṃ dassetvā kahaṃ yāsi tiṭṭha bhakkhosi meti āha. Atha naṃ bodhisatto yakkha ahaṃ attānaṃ takketvā idha paviṭṭho tvaṃ appamatto hutvā maṃ upagaccheyyāsi visapītena hi sarena taṃ vijjhitvā tattheva pātessāmīti santajjetvā Halāhalavisapītaṃ saraṃ sannayhitvā muñci. So yakkhassa lomesuyeva allīyi. Tato aññaṃ tato aññanti evaṃ paññāsa sare muñci. Sabbe tassa lomesuyeva allīyiṃsu. Yakkho sabbepi te sare poṭhetvā attano pādamūleyeva pātetvā bodhisattaṃ upasaṅkami. Bodhisatto punapi taṃ tajjetvā khaggaṃ kaḍḍhetvā pahari. Tettiṃsaṅgulāyato khaggo lomesuyeva allīyi. Atha naṃ kaṇayena pahari. Sopi lomesuyeva allīyi. Tassa allīnabhāvaṃ ñatvā muggarena pahari. Sopi lomesuyeva allīyi. Tassa allīnabhāvaṃ ñatvā bho yakkha na te ahaṃ pañcāvudhakumāro nāmāti sutapubbo ahaṃ tayā adhiṭṭhitaṃ aṭaviṃ pavisanto dhanuādīni takketvā paviṭṭho attānaññeva pana takketvā paviṭṭho ajja taṃ pothetvā cuṇṇavicuṇṇaṃ karissāmīti abhītasīhanādaṃ nāma dassento unnaditvā dakkhiṇahatthena yakkhaṃ pahari. Hattho lomesu allīyi. Vāmahatthena pahari . Sopi allīyi. Dakkhiṇapādena pahari. Sopi allīyi. Vāmapādena pahari. Sopi allīyi. Sīsena taṃ pothetvā cuṇṇavicuṇṇaṃ karissāmīti sīsena pahari. Tampi lomesuyeva allīyi. So pañcasu ṭhānesu baddho olambantopi nibbhayo nissārajjova ahosi.
Yakkho cintesi ayaṃ eko purisasīhova purisājānīyo na purisamattova mādisena nāmassa yakkhena gahitassa santāsamattampi na bhavissati mayā imasmiṃ magge hanantena ekopi evarūpo Puriso na diṭṭhapubbo kasmā nu kho esa na bhāyatīti. So taṃ khādituṃ avisahanto kasmā nu kho tvaṃ māṇava maraṇabhayaṃ na bhāyasīti pucchi. Kiṃkāraṇā yakkha bhāyissāmi ekasmiṃ hi attabhāve etaṃ maraṇaṃ niyatameva apica mayhaṃ kucchimhi vajirāvudhaṃ atthi sace maṃ khādissasi taṃ āvudhaṃ jirāpetuṃ na sakkhissasi tante antāni khaṇḍākhaṇḍikaṃ chinditvā jīvitakkhayaṃ pāpessati iti ubhopi nassissāma iminā kāraṇenāhaṃ na bhāyāmīti. Idaṃ kira bodhisatto attano abbhantare ñāṇāvudhaṃ sandhāya kathesi. Taṃ sutvā yakkho cintesi ayaṃ māṇavo saccameva bhaṇati imassa purisasīhassa sarīrato muggabījamattampi maṃsakhaṇḍaṃ mayhaṃ kucchiṃ jīrāpetuṃ na sakkhissati vissajjessāmi nanti maraṇabhayabhīto bodhisattaṃ vissajjetvā māṇava purisasīho tvaṃ na te ahaṃ maṃsaṃ khādissāmi tvaṃ ajja rāhumukhā mutto cando viya mama hatthato muccitvā ñātisuhajjamaṇḍalaṃ tosento yāhīti āha. Atha naṃ bodhisatto āha yakkha ahaṃ tāva gamissāmi tvaṃ pana pubbepi akusalaṃ katvā luddo lohitapāṇī pararuhiramaṃsabhakkho hutvā nibbatto sace idhāpi ṭhatvā akusalameva karissasi andhakārā andhakāraṃ gamissasi maṃ diṭṭhakālato paṭṭhāya pana na sakkā tayā akusalaṃ kātuṃ pāṇātipātakammannāma niraye tiracchānayoniyaṃ pettivisaye asurakāye ca nibbatteti manussesu nibbattaṭṭhāne appāyukasaṃvattanikaṃ hotīti evamādinā nayena pañcannaṃ dussīlakammānaṃ ādīnavaṃ pañcannaṃ Sīlānaṃ ānisaṃsaṃ kathetvā nānākāraṇehi yakkhaṃ tajjetvā dhammaṃ desetvā dametvā nibbisevanaṃ katvā pañcasu sīlesu patiṭṭhāpetvā tassāyeva naṃ aṭaviyā balippaṭiggāhakaṃ devataṃ katvā appamādena ovaditvā aṭavito nikkhamanto aṭavīmukhe manussānaṃ ācikkhitvā sannaddhapañcāvudho bārāṇasiṃ gantvā mātāpitaro disvā aparabhāge rajje patiṭṭhāya dhammena rajjaṃ kārento dānādīni ca puññāni katvā yathākammaṅgato.
Satthāpi imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā abhisambuddho hutvā imaṃ gāthamāha
yo alīnena cittena alīnamanaso naro
bhāveti kusalaṃ dhammaṃ yogakkhemassa pattiyā
pāpuṇe anupubbena sabbasaṃyojanakkhayanti.
Tatrāyaṃ piṇḍattho yo puriso alīnena asaṅkucitena cittena pakatiyā alīnamano alīnajjhāsayova hutvā anavajjaṭṭhena kusalaṃ sattattiṃsabodhipakkhiyabhedaṃ dhammaṃ bhāveti vaḍḍheti visālena cittena vipassanaṃ anuyuñjati catūhi yogehi khemassa nibbānassa pattiyā so evaṃ sabbasaṅkhāresu aniccaṃ dukkhaṃ anattāti tilakkhaṇaṃ āropetvā taruṇavipassanato paṭṭhāya uppanne bodhipakkhiyadhamme bhāvento anupubbena ekasaṃyojanampi anavasesetvā sabbesaṃ saṃyojanānaṃ khayakarassa catutthamaggassa pariyosāne uppannattā sabbasaṃyojanakkhayoti saṅkhyaṃ gataṃ arahattaṃ pāpuṇeyyāti.
Evaṃ satthā arahattena dhammadesanāya kūṭaṃ gahetvā matthake cattāri saccāni pakāsesi. Saccapariyosāne so bhikkhu arahattaṃ pāpuṇi. Satthāpi anusandhiṃ ghaṭetvā jātakaṃ samodhānesi tadā yakkho aṅgulimālo ahosi pañcāvudhakumāro pana ahamevāti.
Pañcāvudhajātakaṃ pañcamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗