กัญจนขันธชาดก
ว่าด้วยการบรรลุธรรมอันเกษม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๖ · บรรทัด ๓๖๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย ปหฏฺเน จิตฺเตน ดังนี้. ได้ยินว่า กุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีผู้หนึ่ง ฟังพระธรรมเทศนาของพระคาถาแล้ว บวชถวายชีวิตในพระศาสนา คือพระรัตนตรัย. ครั้งนั้นอาจารย์และอุปัชฌาย์ของเธอ กล่าวสอนถึงศีลว่า ผู้มีอายุ ที่ชื่อว่าศีล อย่างเดียวก็มี สองอย่างก็มี สามอย่างก็มี สี่อย่างก็มี ห้าอย่างก็มี หกอย่างก็มี เจ็ดอย่างก็มีแปดอย่างก็มี เก้าอย่างก็มี ที่ชื่อว่าศีลมีมากอย่าง นี้เรียกว่าจุลศีล นี้เรียกว่า มัชฌิมศีล นี้เรียกว่า มหาศีล นี้เรียกว่าปาฏิโมกขสังวรศีล นี้เรียกว่า อินทริยสังวรศีล นี้เรียกว่าอาชีวปาริสุทธิศีล นี้เรียกว่า ปัจจยปฏิเสวนศีล. ภิกษุนั้นคิดว่าขึ้นชื่อว่าศีลนี้มีมากยิ่งนัก เราไม่อาจสมาทานประพฤติได้ถึงเพียงนี้ ก็บรรพชาของคนที่ไม่อาจบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ได้ จะมีประโยชน์อะไร. เราจักเป็นคฤหัสถ์ทำบุญมีให้ทานเป็นต้น เลี้ยงลูกเมีย ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว ก็เรียนอาจารย์และอุปัชฌาย์ว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมไม่อาจรักษาศีลได้ เมื่อไม่อาจรักษาศีลได้ การบรรพชาก็จะมีประโยชน์อะไร ? กระผมจะขอลาสิกขา โปรดรับบาตรและจีวรของท่านไปเถิด. ลำดับนั้น อาจารย์และอุปัชฌาย์ จึงบอกกะภิกษุนั้นว่า ผู้มีอายุ เมื่อเป็นเช่นนี้เธอจงไปถวายบังคมพระทศพล ดังนี้แล้ว พาเธอไปยังธรรมสภาอันเป็นที่ประทับของพระศาสดา. พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นภิกษุนั้น ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพาภิกษุผู้ไม่ปรารถนา (บรรพชาเพศ) มาหรือ ? ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ภิกษุนี้บอกว่าเธอไม่อาจรักษาศีลได้ จึงมอบบาตรและจีวรคืน เมื่อเป็นเช่นนั้นข้าพระองค์ทั้งหลายจึงพาเธอมา. พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุไรพวกเธอจึงได้บอกศีลแก่ภิกษุนี้มากนักเล่าภิกษุนี้อาจรักษาได้เท่าใด ก็พึงรักษาเท่านั้นแหละ ตั้งแต่นี้ไปพวกเธออย่าได้พูดอะไร ๆ กะภิกษุนี้เลย ตถาคตเท่านั้นจักรู้ถึงการที่ควรทำ แล้วตรัสกะภิกษุนั้นว่า มาเถิดภิกษุ เธอจะต้องการศีลมาก ๆ ทำไมเล่า เธอจักไม่อาจเพื่อจะรักษาศีล ๓ประเภทเท่านั้นหรือ ? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อาจรักษาได้พระเจ้าข้า. มีพระพุทธดำรัสว่า ถ้าเช่นนั้น ตั้งแต่บัดนี้ เธอจงรักษาทวารทั้ง ๓ ไว้ คือกายทวารวจีทวาร มโนทวาร อย่ากระทำกรรมชั่วด้วยกาย อย่ากระทำกรรมชั่วด้วยวาจา อย่ากระทำกรรมชั่วด้วยใจ ไปเถิด อย่าสึกเลย จงรักษาศีล ๓ ข้อ เหล่านี้เท่านั้นเถิด. ด้วยพระพุทธดำรัสเพียงเท่านี้ ภิกษุนั้นก็มีใจยินดี กราบทูลว่า ดีละพระเจ้าข้าข้าพระองค์จักรักษาศีล ๓ เหล่านี้ไว้ ดังนี้แล้วถวายบังคมพระศาสดา ได้กลับไปพร้อมกับอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ทั้งหลาย. เมื่อเธอบำเพ็ญศีลทั้ง ๓ เหล่านั้นอยู่นั่นแล จึงได้สำนึกว่า ศีลที่อาจารย์และอุปัชฌาย์บอกแก่เรา ก็มีเท่านี้เองแต่ท่านเหล่านั้นไม่อาจให้เราเข้าใจได้ เพราะท่านไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงจัดศีลทั้งหมดนี้ เข้าไว้ในทวาร ๓ เท่านั้น ให้เรารับเอาไว้ได้ เพราะพระองค์เป็นพระพุทธเจ้าทรงรู้ดี (และ) เพราะพระองค์เป็นพระธรรมราชาชั้นยอด พระองค์ทรงเป็นที่พำนักของเราแท้ ๆ ดังนี้แล้วเจริญวิปัสสนา ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล โดย ๒-๓ วันเท่านั้น. ภิกษุทั้งหลายทราบความเป็นไปนั้นแล้ว ประชุมกันในธรรมสภา ต่างนั่งสนทนาถึงพระพุทธคุณว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ได้ยินว่าภิกษุนั้นกล่าวว่า ไม่อาจรักษาศีลทั้งหลายได้ กำลังจะสึก พระศาสดาทรงย่นย่อศีลทั้งหมดโดยส่วน ๓ ให้เธอรับไว้ได้ ให้บรรลุพระอรหัตผลได้ โอ ขึ้นชื่อว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นอัจฉริยมนุษย์. พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลายพวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? ครั้นพวกภิกษุกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ก็ก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่ภาระแม้ถึงจะหนักยิ่ง เราก็แบ่งโดยส่วนย่อยให้แล้วเป็นดุจของเบา ๆ แม้ในปางก่อนบัณฑิตทั้งหลาย ได้แท่งทองใหญ่แม้ไม่อาจจะยกขึ้นได้ ก็แบ่งออกเป็นส่วนย่อย ๆ แล้วยกไปได้ดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นชาวนาอยู่ในหมู่บ้านตำบลหนึ่ง. วันหนึ่งกำลังไถที่นาอยู่ในเขตบ้านร้างแห่งหนึ่ง. แต่ครั้งก่อนในบ้านหลังนั้น เคยมีเศรษฐีผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติผู้หนึ่ง ฝังแท่งทองใหญ่ขนาดโคนขา ยาวประมาณ ๔ ศอกไว้แล้วก็ตายไป. ไถของพระโพธิสัตว์ไปเกี่ยวเเท่งทองนั้น แล้วหยุดอยู่. พระโพธิสัตว์คิดว่า คงจะเป็นรากไม้ จึงคุ้ยฝุ่นดู เห็นแท่งทองนั้นแล้ว ก็กลบไว้ด้วยฝุ่น แล้วไถต่อไปทั้งวัน ครั้นดวงอาทิตย์อัษฎงค์แล้ว จึงเก็บสัมภาระ มีแอกและไถเป็นต้นไว้ ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง คิดว่าจักแบกเอาแท่งทองไป ไม่สามารถจะยกขึ้นได้ เมื่อไม่สามารถจึงนั่งลง แบ่งทองออกเป็น ๔ ส่วนโดยคาดว่า จักเลี้ยงปากท้องเท่านี้ ฝังไว้เท่านี้ ลงทุนเท่านี้ทำบุญให้ทานเป็นต้นเท่านี้. พอแบ่งอย่างนี้แล้ว แท่งทองนั้นก็ได้เป็นเหมือนของเบา ๆ. พระโพธิสัตว์ยกเอาแท่งทองนั้นไปบ้าน แบ่งเป็น ๔ ส่วน กระทำบุญมีให้ทานเป็นต้น แล้วก็ไปตามยถากรรม. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาดังนี้ครั้นได้ตรัสรู้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :นรชนผู้ใด มีจิตร่าเริงแล้ว มีใจเบิกบานแล้ว บำเพ็ญธรรมเป็นกุศล เพื่อบรรลุความเกษมจากโยคะ นรชนนั้น พึงบรรลุความสิ้นสังโยชน์ทุกอย่างได้โดยลำดับ. ดังนี้บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปหฏฺเน ได้แก่ปราศจากนิวรณ์. บทว่า ปหฏฺมนโส ความว่า เพราะเหตุที่มีจิตปราศจากนิวรณ์นั่นแล จึงชื่อว่ามีใจเบิกบานแล้ว เหมือนทองคำ คือเป็นผู้มีจิตรุ่งเรือง สว่างไสวแล้ว. พระบรมศาสดา ทรงยังเทศนาให้จบลงด้วยยอด คือพระอรหัต ด้วยประการดังนี้แล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า บุรุษผู้ได้แท่งทองในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากาญจนักขันธชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๙๐–๙๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
6. Kāñcanakkhandhajātakaṃ
yo pahaṭṭhena cittenāti idaṃ satthā jetavane viharanto aññataraṃ bhikkhuṃ ārabbha kathesi.
Eko kira sāvatthīvāsī kulaputto satthu dhammadesanaṃ sutvā ratanasāsane uraṃ datvā pabbaji. Athassa ācariyupajjhāyā āvuso ekavidhena sīlannāma duvidhena tividhena catuvidhena pañcavidhena chabbidhena sattavidhena aṭṭhavidhena navavidhena dasavidhena bahuvidhena sīlannāma idaṃ cūḷasīlannāma idaṃ majjhimasīlannāma idaṃ mahāsīlannāma idaṃ pāṭimokkhasaṃvarasīlannāma idaṃ indriyasaṃvarasīlannāma idaṃ ājīvapārisuddhisīlannāma idaṃ paccayapaṭisevanasīlannāmāti sīlaṃ ācikkhanti. So cintesi idaṃ sīlannāma atibahuṃ ahaṃ ettakaṃ samādāya vattituṃ na sakkhissāmi sīlaṃ pūretuṃ asakkontassa ca nāma pabbajjāya ko attho ahaṃ gihī hutvā dānādīni puññāni karissāmi puttadārañca posessāmīti evaṃ pana cintetvā bhante ahaṃ sīlaṃ Rakkhituṃ na sakkhissāmi asakkontassa pabbajjāya ko attho ahaṃ hīnāyāvaṭaṭissāmi tumhākaṃ pattacīvaraṃ gaṇhathāti āha. Atha naṃ ācariyupajjhāyā āhaṃsu āvuso evaṃ sante dasabalaṃ vanditvā yāhīti. Te taṃ ādāya satthu santikaṃ dhammasabhaṃ agamaṃsu.
Satthā taṃ disvāva kiṃ bhikkhave anatthikaṃ bhikkhuṃ ādāya āgatatthāti āha. Bhante ayaṃ bhikkhu ahaṃ sīlaṃ rakkhituṃ na sakkhissāmīti pattacīvaraṃ niyyādeti atha naṃ mayaṃ gahetvā āgatāti. Kasmā pana tumhe bhikkhave imassa bhikkhuno bahuṃ sīlaṃ ācikkhatha yattakaṃ esa rakkhituṃ sakkoti tattakameva rakkhissati ito paṭṭhāya tumhe etaṃ mā kiñci avacuttha ahameva kattabbaṃ jānissāmīti ehi tvaṃ bhikkhu kiṃ te bahunā sīlena tīṇiyeva sīlāni rakkhituṃ na sakkhissasīti. Sakkhissāmi bhanteti. Tenahi tvaṃ ito paṭṭhāya kāyadvāraṃ vacīdvāraṃ manodvāranti tīṇi dvārāni rakkha mā kāyena pāpakammaṃ kari mā vācāya mā manasā gaccha mā hīnāyāvaṭṭa imāni tīṇiyeva sīlāni rakkhāti. Ettāvatā so bhikkhu tuṭṭhamānaso sādhu bhante rakkhissāmi imāni tīṇi sīlānīti satthāraṃ vanditvā ācariyupajjhāyehi saddhiṃyeva agamāsi. So tāni tīṇi sīlāni pūrentova aññāsi ācariyupajjhāyehi mayhaṃ ācikkhitaṃ sīlampi ettakameva te pana attano abuddhabhāvena maṃ bujjhāpetuṃ nāsakkhiṃsu sammāsambuddho attano buddhasubuddhatāya anuttaradhammarājatāya ettakaṃ sīlaṃ tīsuyeva dvāresu pakkhipitvā maṃ gaṇhāpesi Avassayo vata me satthā jātoti vipassanaṃ vaḍḍhetvā katipāheneva arahatte patiṭṭhāsi. Taṃ pavuttiṃ ñatvā dhammasabhāyaṃ sannipatitvā bhikkhū āvuso taṃ kira bhikkhuṃ sīlāni rakkhituṃ na sakkomīti hīnāyāvaṭṭantaṃ sabbasīlāni tīhi koṭṭhāsehi saṅkhipitvā gāhāpetvā satthā arahattaṃ pāpesi aho buddhā nāma acchariyamanussāti buddhaguṇe kathentā nisīdiṃsu. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva atigarukopi bhāro koṭṭhāsavasena bhājetvā dinno lahuko viya hoti pubbepi paṇḍitā mahantaṃ kāñcanakkhandhaṃ labhitvā ukkhipituṃ asakkontāpi vibhāgaṃ katvā ukkhipitvā agamaṃsūti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto ekasmiṃ gāmake kasako ahosi. So ekadivasaṃ aññatarasmiṃ chaḍḍitagāmakkhette kasiṃ kasati. Pubbepi tasmiṃ gāme eko vibhavasampanno seṭṭhī ūrumattaparimāṇaṃ catuhatthāyāmaṃ kāñcanakkhandhaṃ nidahitvā kālamakāsi. Tasmiṃ bodhisattassa naṅgalaṃ laggitvā aṭṭhāsi. So mūlasantānakaṃ bhavissatīti paṃsuṃ viyūhanto taṃ disvā paṃsunā paṭicchādetvā divasaṃ kasitvā aṭṭhaṅgate suriye yuganaṅgalādīni ekamante nikkhipitvā kāñcanakkhandhaṃ gaṇhitvā gacchissāmīti taṃ ukkhipituṃ nāsakkhi asakkonto nisīditvā ettakaṃ kucchibharaṇāya bhavissati ettakaṃ nidahitvā ṭhapessāmi ettakena kammante Payojessāmi ettakaṃ dānādipuññakiriyāya bhavissatīti cattāro koṭṭhāse akāsi. Tassevaṃ vibhattakāle so kāñcanakkhandho sallahuko viya ahosi. So taṃ ukkhipitvā gharaṃ netvā catuddhā vibhajitvā dānādīni puññāni katvā yathākammaṅgato.
Iti bhagavā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā abhisambuddho hutvā imaṃ gāthamāha
yo pahaṭṭhena cittena pahaṭṭhamanaso naro
bhāveti kusalaṃ dhammaṃ yogakkhemassa pattiyā
pāpuṇe anupubbena sabbasaṃyojanakkhayanti.
Tattha pahaṭṭhenāti vinīvaraṇena. Pahaṭṭhamanasoti tāyaeva vinīvaraṇatāya pahaṭṭhamanaso suvaṇṇaṃ viya pahaṃsitvā samujjotitasappabhāsakkatacitto hutvāti attho.
Evaṃ satthā arahattanikūṭena desanaṃ niṭṭhapetvā anusandhiṃ ghaṭetvā jātakaṃ samodhānesi tadā kāñcanakkhandhaladdhapuriso ahameva ahosīti.
Kāñcanakkhandhajātakaṃ chaṭṭhaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗