ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. วานรินทชาดก
ชาดกที่ ๕๗ · เอกกนิบาตชาดก · อาสิงสวรรค

วานรินทชาดก

ว่าด้วยธรรมของผู้ล่วงพ้นศัตรู

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๗ · บรรทัด ๓๗๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากวานรินทชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภความตะเกียกตะกายขวนขวายเพื่อการฆ่าของพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยสฺเสเต จตุโร ธมฺมา ดังนี้ในสมัยนั้น พระศาสดาทรงสดับข่าวว่า พระเทวทัตกำลังตะเกียกตะกายเพื่อปลงพระชนม์ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตตะเกียกตะกายเพื่อฆ่าเราแม้ในกาลก่อน ก็เคยตะเกียกตะกายแล้วเหมือนกัน แต่ไม่อาจกระทำเหตุเพียงความสะดุ้งแก่เราได้เลย แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นกระบี่ ครั้นเจริญวัยมีร่างกายเติบโตขนาดลูกม้า สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง เที่ยวไปตามแนวฝั่งน้ำลำพังผู้เดียว. ก็กลางแม่น้ำนั้น มีเกาะแห่งหนึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยต้นไม้อันมีผลนานาชนิด มีมะม่วงและขนุนเป็นต้น. พระโพธิสัตว์ มีกำลังดังช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรงโจนจากฝั่งแม่น้ำข้างนี้แล้ว ก็ไปพักที่หินดาดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีอยู่กลางลำน้ำ ระหว่างฝั่งแห่งเกาะ โจนจากแผ่นหินนั้นแล้ว ก็ขึ้นเกาะนั้นได้ ขบเคี้ยวผลไม้ต่าง ๆ บนเกาะนั้น พอเวลาเย็นก็กระโดดกลับมาด้วยอุบายนั้น กลับที่อยู่ของตน ครั้นวันรุ่งขึ้นก็กระทำเช่นนั้นอีก พำนักอยู่ในสถานที่นั้น โดยนิยามนี้แล. ก็ในครั้งนั้น มีจระเข้ตัวหนึ่งพร้อมกับเมียอาศัยอยู่ในน่านน้ำนั้น. เมียของมันเห็นพระโพธิสัตว์โดดไปโดดมา เกิดแพ้ท้องต้องการกินเนื้อหัวใจของพระโพธิสัตว์ จึงพูดกะจระเข้ผู้ผัวว่า ทูลหัว ฉันเกิดแพ้ท้อง ต้องการกินเนื้อหัวใจของพานรินท์นี้. จระเข้ผู้ผัวกล่าวว่า ได้ซี่ เธอจ๋า เธอจะต้องได้. แล้วพูดต่อไปว่า วันนี้พี่จะคอยจ้องจับ เมื่อมันกลับมาจากเกาะในเวลาเย็นแล้วไปนอนคอยเหนือแผ่นหิน. พระโพธิสัตว์เที่ยวไปทั้งวันครั้นเวลาเย็น ก็หยุดยืนอยู่ที่ชายเกาะ มองดูแผ่นหินแล้วดำริว่าบัดนี้ แผ่นหินนี้สูงกว่าเก่า เป็นเพราะเหตุอะไรหนอ ? ได้ยินว่าประมาณของน้ำ และประมาณของแผ่นหิน พระโพธิสัตว์กำหนดไว้เป็นอย่างดีทีเดียว ด้วยเหตุนั้น จึงมีวิตกว่า วันนี้ก็ไม่ลงและไม่ขึ้นเลย ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ หินนี้ดูใหญ่โตขึ้น จระเข้มันนอนคอยจับเราอยู่บนแผ่นหินนั้น บ้างกระมัง. พระโพธิสัตว์ คิดว่าเราจักทดสอบดูก่อน คงยืนอยู่ตรงนั้นแหละ. ทำเป็นพูดกะหินพลางกล่าวว่า แผ่นหินผู้เจริญ ยังไม่ได้รับคำตอบ ก็กล่าวว่าหิน ๆ ถึง ๓ ครั้ง หินจักให้คำตอบได้อย่างไร ? วานรคงพูดกะหินซ้ำอีกว่า แผ่นหินผู้เจริญ เป็นอย่างไรเล่า วันนี้จึงไม่ตอบรับข้าพเจ้า. จระเข้ฟังแล้วคิดว่า ในวันอื่น ๆ แผ่นหินนี้ คงให้คำตอบแก่พานรินทร์แล้วเป็นแน่ บัดนี้เราจะให้คำตอบแก่เขา พลางกล่าวว่า อะไรหรือพานรินทร์ผู้เจริญ. พระโพธิสัตว์ถามว่าเจ้าเป็นใคร ? เราเป็นจระเข้. เจ้ามานอนที่นี่ เพื่อต้องการอะไร ? เพื่อต้องการเนื้อหัวใจของท่าน. พระโพธิสัตว์ดำริว่า เราไม่มีทางไปทางอื่น วันนี้ต้องลวงจระเข้ตัวนี้. ครั้นคิดแล้ว จึงพูดกะมันอย่างนี้ว่า จระเข้สหายรัก เราจะตัดใจสละร่างกายให้ท่าน ท่านจงอ้าปากคอยงับเราในเวลาที่เราถึงตัวท่าน. เพราะหลักธรรมดามีอยู่ว่า เมื่อจระเข้อ้าปาก นัยน์ตาทั้งสองข้างก็จะหลับ. จระเข้ไม่ทันกำหนดเหตุ (อันเป็นหลักธรรมดา) นั้น ก็อ้าปากคอย ทีนั้นนัยน์ตาของมันก็ปิด. มันจึงนอนอ้าปากหลับตารอ. พระโพธิสัตว์รู้สภาพเช่นนั้นก็เผ่นไปจากเกาะ เหยียบหัวจระเข้ แล้วโดดจากหัวจระเข้ไปยังฝั่งตรงข้าม เร็วเหมือนฟ้าแลบ. จระเข้เห็นเหตุอัศจรรย์นั้นคิดว่า พานรินทร์นี้กระทำการน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก พลางพูดว่าพานรินทร์ผู้เจริญ ในโลกนี้บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมครอบงำศัตรูได้ ธรรมเหล่านั้น ชะรอยจะมีภายในของท่านครบทุกอย่าง แล้วกล่าวคาถานี้ ใจความว่า :พานรินทร์ ธรรม ๔ ประการเหล่านี้สัจจะ ธรรม ธิติ และจาคะ มีแก่บุคคลใดเหมือนมีแก่ท่าน บุคคลนั้นย่อมพ้นศัตรูไปได้ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส ได้แก่ บุคคลใดบุคคลหนึ่ง. บทว่า เอเต ความว่า ย่อมปรากฏโดยประจักษ์ในธรรมที่เราจะกล่าวในบัดนี้. บทว่า จตุโร ธมฺมา ได้แก่คุณธรรม ๔ ประการ. บทว่า สจฺจํ ได้แก่ วจีสัจ คือที่ท่านบอกว่า จักมาสู่สำนักของข้าพเจ้า ท่านก็มิได้กระทำให้เป็นการกล่าวเท็จ มาจริง ๆทีเดียว ข้อนี้เป็นวจีสัจของท่าน. บทว่า ธมฺโม ได้แก่วิจารณปัญญา กล่าวคือ ความรู้จักพิจารณาว่าเมื่อทำอย่างนี้แล้ว จักต้องมีผลเช่นนี้ ข้อนี้เป็นวิจารณปัญญาของท่าน. ความเพียรอันไม่ย่อหย่อนขาดตอนลง ท่านเรียกว่าธิติแม้คุณธรรมข้อนี้ ก็มีแก่ท่าน. บทว่า จาโค ได้แก่ การสละตน คือการที่ท่านสละชีวิตมาถึงสำนักของเรา แต่เราไม่อาจจับท่านได้ นี้เป็นโทษของเราฝ่ายเดียว. บทว่า ทิฏฺํ ได้แก่ปัจจามิตร. บทว่า โส อติวตฺตติ ความว่า ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ดังพรรณนามานี้มีแก่บุคคลใด เหมือนมีแก่ท่าน บุคคลผู้นั้นย่อมก้าวล่วง คือครอบงำเสียได้ ซึ่งปัจจามิตรของตน เหมือนดังท่านล่วงพ้นข้าพเจ้าไปได้ในวันนี้ ฉะนั้น. จระเข้สรรเสริญพระโพธิสัตว์อย่างนี้แล้ว ก็ไปที่อยู่ของตน. แม้พระบรมศาสดาก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตมิใช่เพื่อจะตะเกียกตะกายจะฆ่าเรา ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้แม้ในกาลก่อน ก็ตะเกียกตะกายเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา สืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า จระเข้ ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัตในครั้งนี้ เมียของจระเข้ ได้มาเป็นนางจิญจมาณวิกา ส่วนพานรินทร์ได้มาเป็นเราตถาคตฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาวานรินทชาดกที่ ๗

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๙๕–๙๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

7. Vānarindajātakaṃ

yassete caturo dhammāti idaṃ satthā veḷuvane viharanto devadattassa vadhāya parisakkanaṃ ārabbha kathesi.

Tasmiṃ samaye satthā devadatto vadhāya parisakkatīti sutvā na bhikkhave idāneva devadatto mayhaṃ vadhāya parisakkati pubbepi parisakkiyeva tāsamattampi kātuṃ nāsakkhīti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto kapiyoniyaṃ nibbattitvā vuḍḍhimanvāya assapotappamāṇo thāmasampanno ekacaro hutvā nadītīre vigarati. Tassā pana nadiyā vemajjhe eko dīpako nānappakārehi amba panasādīhi phalarukkhehi sampanno. Bodhisatto nāgabalo thāmasampanno nadiyā orimatīrato uppatitvā dīpakassa orato nadīmajjhe eko piṭṭhipāsāṇo atthi tasmiṃ patati tato uppatitvā tasmiṃ dīpake patati tattha nānappakārāni phalāni khāditvā sāyaṃ teneva upāyena paccāgantvā attano vasanaṭṭhāne vasitvā punadivasepi tatheva karoti iminā niyāmeneva tattha vāsaṃ kappesi. Tasmiṃ pana kāle eko kumbhīlo sapajāpatiko tassā nadiyā vasati. Tassa bhariyā bodhisattaṃ aparāparaṃ gacchantaṃ disvā bodhisattassa hadayamaṃse dohaḷaṃ uppādetvā kumbhīlaṃ āha mayhaṃ kho ayya imassa vānarindassa Hadayamaṃse dohaḷo uppannoti. Kumbhīlo sādhu bhadde lacchasīti vatvā ajja taṃ sāyaṃ dīpakato āgacchantameva gaṇhissāmīti gantvā piṭṭhipāsāṇe nipajji. Bodhisatto divasaṃ caritvā sāyaṇhasamaye dīpake ṭhitova pāsāṇaṃ oloketvā ayaṃ pāsāṇo idāni uccataro khāyati kinnu kho kāraṇanti cintesi. Tassa kira udakappamāṇañca pāsāṇappamāṇañca suvavaṭṭhāpitameva hoti. Tenassa etadahosi ajja imissā nadiyā udakaṃ neva hāyati na vaḍḍhati atha ca panāyaṃ pāsāṇo mahā hutvā paññāyati kacci nu kho ettha mayhaṃ gahaṇatthāya kumbhīlo nipannoti. So vīmaṃsissāmi tāva nanti tattheva ṭhatvā pāsāṇena saddhiṃ kathento viya bho pāsāṇāti vatvā paṭivacanaṃ alabhanto yāvatatiyaṃ pāsāṇāti āha. Pāsāṇo kiṃ paṭivacanaṃ dassati. Punapi naṃ vānaro kiṃ bho pāsāṇa ajja mayhaṃ paṭivacanaṃ na desīti āha. Kumbhīlo sutvā addhā aññesu divasesu ayaṃ pāsāṇo vānarindassa paṭivacanaṃ adāsi dassāmidānissa vacananti cintetvā kiṃ bho vānarindāti āha. Kosi tvanti. Ahaṃ kumbhīloti. Kimatthaṃ ettha nipannosīti. Tava hadayamaṃsaṃ paṭṭhayamānoti. Bodhisatto cintesi añño me gamanamaggo natthi ajja mayā esa kumbhīlo vañcetabboti. Atha naṃ evamāha samma kumbhīla ahaṃ attānaṃ tuyhaṃ pariccajissāmi tvaṃ mukhaṃ vivaritvā maṃ tava santikaṃ āgatakāle gaṇhāhīti. Kumbhīlānañhi mukhe vivaṭe akkhīni Nimmilanti. So taṃ kāraṇaṃ asallakkhetvā mukhaṃ vivari. Athassa akkhīni pithīyiṃsu. So mukhaṃ vivaritvā akkhīni nimmiletvā nipajji. Bodhisatto tathābhāvaṃ ñatvā dīpakā uppatito gantvā kumbhīlassa matthakaṃ akkamitvā tato uppatito vijjulatā viya vijjotamāno paratīre aṭṭhāsi. Kumbhīlo taṃ acchariyaṃ disvā iminā vānarindena atiaccherakaṃ katanti cintetvā bho vānarinda imasmiṃ loke catūhi dhammehi samannāgato puggalo paccāmitte abhibhavati te sabbepi tuyhaṃ abbhantare atthi maññeti vatvā imaṃ gāthamāha

yassete caturo dhammā vānarinda yathā tava

saccaṃ dhammo dhiti cāgo diṭṭhaṃ so ativattatīti.

Tattha yassāti yassa kassaci puggalassa. Eteti idāni vattabbe paccakkhato niddisati. Caturo dhammāti cattāro guṇā. Saccanti vacīsaccaṃ mama santikaṃ āgamissāmīti vatvā musāvādaṃ akatvā āgatoyevāti etante vacīsaccaṃ. Dhammoti vicāraṇapaññā evaṃ kate idaṃ nāma bhavissati esā te vicāraṇapaññā. Dhitīti abbocchinnaviriyaṃ vuccati etampi te atthi. Cāgoti attapariccāgo tvaṃ attānaṃ pariccajitvā mama santikaṃ āgato yaṃ panāhaṃ gaṇhituṃ nāsakkhiṃ mayhameveso doso. Diṭṭhanti paccāmittaṃ. So ativattatīti yassa puggalassa yathā tava evaṃ ete cattāro dhammā atthi so yathā maṃ ajja tvaṃ atikkanto tatheva attano paccāmittaṃ atikkamati abhibhavatīti.

Evaṃ kumbhīlo bodhisattaṃ pasaṃsitvā attano vasanaṭṭhānaṃ gato.

Satthāpi na bhikkhave devadatto idāneva mayhaṃ vadhāya parisakkati pubbepi parisakkiyevāti imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā anusandhiṃ ghaṭetvā jātakaṃ samodhānesi tadā kumbhīlo devadatto ahosi bhariyāpissa ciñcamāṇavikā vānarindo pana ahamevāti.

Vānarindajātakaṃ sattamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๖. กัญจนขันธชาดกชาดกถัดไป๕๘. ตโยธรรมชาดก