ตโยธรรมชาดก
ว่าด้วยธรรมของผู้ล่วงพ้นศัตรู
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๘ · บรรทัด ๓๘๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภการตะเกียกตะกายจะฆ่าพระองค์นั่นแหละตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยสฺเสเต จ ตโย ธมฺมา ดังนี้. ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระเทวทัตบังเกิดในกำเนิดวานร ควบคุมฝูงอยู่ในหิมวันต์ประเทศ เมื่อลูกวานรที่อาศัยตนเติบโตแล้ว ก็ขบพืชของลูกวานรเหล่านั้นเสียสิ้น เพราะกลัวว่า วานรเหล่านี้จะแย่งคุมฝูง. ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ก็อาศัยวานรนั้นแหละ ถือปฏิสนธิในท้องของนางวานรตัวหนึ่ง. ครั้นนางวานรรู้ว่าตั้งครรภ์ เพื่อจะถนอมครรภ์ของตน ก็ได้ไปสู่เชิงเขาตำบลอื่น พอท้องแก่ครบกำหนดก็คลอดพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์เจริญวัย ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยกำลัง วันหนึ่งถามมารดาว่า แม่จ๋า ใครเป็นพ่อของฉัน. มารดาตอบว่า พ่อคุณ บิดาของเจ้าคุมฝูงอยู่ที่ภูเขาลูกโน้น. แม่พาฉันไปหาพ่อเถิด. ลูกจ๋า เจ้าไม่อาจเข้าใกล้พ่อของเจ้าได้ เพราะพ่อของเจ้าคอยขบพืชของลูกวานรที่อาศัยตนเกิดเสียหมด เพราะกลัวจะแย่งคุมฝูง. แม่จ๋า พาฉันไปเถิด ฉันจักรู้ (อนาคตของตนเอง). นางจึงพาพระโพธิสัตว์มายังสำนักของวานรผู้เป็นพ่อ. วานรนั้นเห็นลูกของตนแล้ว ก็คิดว่า เมื่อเจ้านี่เติบโตจักไม่ยอมให้เราคุมฝูง ต้องฆ่ามันเสียบัดนี้ทีเดียว เราจักทำเป็นเหมือนสวมกอดมัน แล้วก็บีบให้แน่นให้ถึงสิ้นชีวิตให้จงได้ จึงกล่าวว่า มานี่เถิดลูก เจ้าไปไหนเสียนมนานจนป่านนี้ ดังนี้แล้วทำเป็นเหมือนกอดรัดพระโพธิสัตว์ รัดจนแน่น. ก็พระโพธิสัตว์มีกำลังดังช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง จึงบีบรัดตอบ. ครั้งนั้นกระดูกทุกชิ้นส่วนของวานรนั้น ถึงอาการจะแตกแยก. ลำดับนั้น วานรผู้เป็นพ่อ เกิดวิตกว่า ไอ้นี่เติบโตขึ้นต้องฆ่าเรา เราต้องหาอุบายอะไร รีบฆ่ามันเสียก่อน แต่นั้นก็คิดไว้ว่า ไม่ไกลจากนี้ มีสระที่มีผีเสื้อน้ำสิงอยู่ เราจักให้ผีเสื้อน้ำกินมันเสียที่สระนั้น แล้วจึงกล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า ลูกเอ๋ย พ่อแก่แล้วจักมอบฝูงให้เจ้า วันนี้จะตั้งเจ้าเป็นหัวหน้า ที่ตรงโน้นมีสระอยู่ในสระนั้น ดอกโกมุท ๒ ดอก อุบล ๓ ดอก ปทุม ๕ ดอก กำลังบาน ไปเถิด ไปเอาดอกไม้มาจากสระนั้น. พระโพธิสัตว์ รับคำว่า ดีละพ่อ ฉันจักไปนำมาแล้วก็ไป แต่ยังไม่ผลีผลามลงไปตรวจดูรอยรอบ ๆ สระ เห็นแต่รอยลงเท่านั้น ไม่เห็นรอยขึ้นก็รู้ว่า อันสระนี้ต้องมีรากษสยึดครองแน่นอน พ่อเราไม่อาจฆ่าเราด้วยตน จักหวังให้รากษสเคี้ยวกินเราเสีย เราจักไม่ลงสระนี้ และต้องเก็บดอกไม้ให้ได้ด้วย แล้วเดินไปหาที่ซึ่งไม่มีน้ำ ไปได้ ๒ ดอก ทีเดียว โดดไปลงฝั่งโน้น โดดจากฝั่งโน้นมาลงฝั่งนี้ ก็คว้าได้อีก ๒ ดอก ด้วยอุบายนั้นแหละ. ด้วยวิธีนี้พระโพธิสัตว์เก็บดอกไม้ได้เป็นกองทั้งสองฝั่งสระ และไม่ต้องลงสู่สถานอันอยู่ในอาญาของรากษส. ครั้นพระโพธิสัตว์เห็นว่าไม่สามารถจะเก็บได้มากกว่านี้ ก็รวบรวมดอกไม้กองไว้ที่เดียว. ครั้งนั้นรากษสดำริว่า อัจฉริยบุรุษ มีปัญญาอย่างนี้ เราไม่เคยเห็นเลยตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ดอกไม้ก็เก็บได้ตามปรารถนาและไม่ต้องลงสู่สถานที่อันอยู่ในอาญาของเราอีกด้วย จึงระเบิดน้ำโผล่ขึ้นจากน้ำเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ กล่าวว่า พานรินทร์ในโลกนี้ผู้ใดมีธรรม ๓ ประการ ผู้นั้นย่อมครอบงำปัจจามิตรได้ ชะรอยภายในตัวของท่าน จักมีธรรมทั้งนั้นครบทุกประการเป็นแน่ เมื่อจะชื่นชมพระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคาถานี้ ความว่า :"ธรรม ๓ ประการเหล่านี้ คือทักขิยะ
สุริยะ ปัญญา มีแก่บุคคลใด เหมือนมีแก่ท่านบุคคลนั้นย่อมล่วงพ้นศัตรูได้." ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทกฺขยํ ได้แก่ความเป็นผู้มีความขยันขันแข็ง. บทนี้เป็นชื่อของความเพียรอย่างสูง ที่ประกอบพร้อมมูลด้วยปัญญา อันรู้จักกำจัดภัยที่มาประจวบเข้า. บทว่า สูรยํ ได้แก่ความเป็นผู้กล้าหาญ. บทนี้เป็นชื่อของความเป็นผู้ไม่มีความพรั่นพรึง. บทว่า ปญฺา นี้ เป็นชื่อของความรู้อุบาย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความปรากฏผล. รากษสนั้นชมเชยพระโพธิสัตว์ด้วยคาถานี้ อย่างนี้แล้วก็ถามว่า ท่านเก็บดอกไม้เหล่านี้ไปทำไม ? พระโพธิสัตว์ตอบว่า พ่อของเราปรารถนาจะตั้งเราเป็นผู้นำฝูง เราเก็บไปเพราะเหตุนั้น. รากษสพูดว่า อุดมบุรุษเช่นท่าน ไม่น่าจะนำดอกไม้ไปเราจักนำไปให้ แล้วหอบดอกไม้เดินตามหลังพระโพธิสัตว์ไป. ครั้งนั้นบิดาของพระโพธิสัตว์เห็นแต่ไกลแล้ว รำพึงว่า เราส่งมันไป หมายว่า จักให้เป็นเหยื่อของรากษส บัดนี้มันกลับใช้ให้รากษสถือดอกไม้ตามมา คราวนี้เราฉิบหายแล้ว เลยหัวใจแตกเจ็ดเสี่ยง สิ้นชีวิตในที่นั้นเอง. ฝูงวานรที่เหลืออยู่ ประชุมกันยกพระโพธิสัตว์ให้เป็นราชาผู้นำฝูง. แม้พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า วานรนายฝูงในครั้งนั้น ได้เป็นพระเทวทัตในครั้งนี้ ส่วนบุตรของลิงผู้เป็นจ่าฝูง ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาตโยธรรมชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๑๐๐–๑๐๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
8. Tayodhammajātakaṃ
yassete ca tayo dhammāti idaṃ satthā veḷuvane viharanto vadhāya parisakkanameva ārabbha kathesi.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente devadatto vānarayoniyaṃ nibbattitvā himavantappadese yūthaṃ pariharanto attānaṃ paṭicca jātānaṃ vānarapotakānaṃ vuḍḍhippattānaṃ ime yūthaṃ parihareyyunti bhayena dantehi ḍaṃsitvā tesaṃpi ḷījāni uppāṭeti. Tadā bodhisattopi taññeva paṭicca ekissā vānariyā kucchismiṃ paṭisandhiṃ gaṇhi. Atha sā vānarī gabbhassa patiṭṭhitabhāvaṃ ñatvā attano gabbhaṃ anurakkhamānā aññaṃ pabbatapādaṃ agamāsi. Sā paripakkagabbhā bodhisattaṃ vijāyi. So vuḍḍhimanvāya viññutaṃ patto thāmasampanno ahosi. So ekadivasaṃ mātaraṃ pucchi amma mayhaṃ pitā kahanti. Tāta asukasmiṃ nāma pabbate yūthaṃ pariharanto Vasatīti. Amma tassa maṃ santikaṃ nehīti. Tāta na sakkā tayā pitu santikaṃ gantuṃ pitā hi te attānaṃ paṭicca jātānaṃ vānarapotakānaṃ yūthapariharaṇabhayena dantehi ḍaṃsitvā bījāni uppāṭetīti vadati. Amma nehi maṃ tattha ahaṃ jānissāmīti. Sā puttaṃ ādāya tassa santikaṃ agamāsi.
So vānaro attano puttaṃ disvā ayaṃ vaḍḍhanto mayhaṃ yūthaṃ pariharituṃ na dassati idāneva māretabbo etaṃ āliṅganto viya gāḷhaṃ pīḷetvā jīvitakkhayaṃ pāpessāmīti cintetvā ehi tāta ettakaṃ kālaṃ kahaṃ gatosīti bodhisattaṃ āliṅganto viya nippīḷesi. Bodhisatto pana nāgabalo thāmasampanno sopi naṃ nippīḷesi. Athassa aṭṭhīni bhijjanākārappattāni ahesuṃ. Athassa etadahosi ayaṃ vaḍḍhanto maṃ māressati kena nu kho upāyena puretaraññeva māreyyanti. Tato cintesi ayaṃ avidūre rakkhasapariggahito saro tattha naṃ rakkhasena khādāpessāmīti. Atha naṃ evaṃ āha tāta ahaṃ mahallako imaṃ yūthaṃ niyyādemi ajjeva taṃ rājānaṃ karomi asukasmiṃ nāma ṭhāne saro atthi tattha dve kumudiniyo tisso uppaliniyo pañca paduminiyo pupphanti gaccha tato pupphāni āharāti. So sādhu tāta āharissāmīti gantvā sahasā anotaritvā samantā padaṃ paricchindanto otiṇṇapadaññeva addasa na uttiṇṇapadaṃ. So iminā sarena rakkhasapariggahitena bhavitabbaṃ Mayhaṃ pitā attanā vadhituṃ asakkonto rakkhasena maṃ khādāpetukāmo bhavissati ahaṃ imañca saraṃ na otarissāmi pupphāni ca gahessāmīti nirudakaṭṭhānaṃ gantvā vegaṃ gahetvā uppatitvā purato gacchanto nirudake okāse ṭhitāneva dveva pupphāni gahetvā paratīre pati paratīrato orimatīraṃ āgacchanto tenevupāyena dve gaṇhi. Evaṃ ubhosu passesu rāsiṃ karonto pupphāni ca gaṇhi rakkhasassa ca āṇaṭṭhānaṃ na otari. Athassa ito uttariṃ ukkhipituṃ na sakkhissāmīti tāni pupphāni ekasmiṃ ṭhāne rāsiṃ karontassa so rakkhaso mayā ettakaṃ kālaṃ evarūpo paññavā acchariyapuriso na diṭṭhapubbo pupphāni ca yāvadicchakaṃ gahitāni mayhañca āṇaṭṭhānaṃ na otiṇṇoti udakaṃ dvidhā bhindanto udakato uṭṭhāya bodhisattaṃ upasaṅkamitvā vānarinda yassa imasmiṃ loke tayo dhammā atthi so paccāmittaṃ abhibhavati te sabbepi tava abbhantare atthi maññeti vatvā bodhisattassa thutiṃ karonto imaṃ gāthamāha
yassete ca tayo dhammā vānarinda yathā tava
dakkhiyaṃ sūriyaṃ paññā diṭṭhaṃ so ativattatīti.
Tattha dakkhiyanti dakkhabhāvo. Sampattabhayaṃ vidhamituṃ jānanapaññāya sampayuttauttamaviriyassetaṃ nāmaṃ. Sūriyanti sūrabhāvo. Nibbhayabhāvassetaṃ nāmaṃ. Paññāti paññāpanapaṭṭhapanāya upāyapaññāyetaṃ nāmaṃ.
Evaṃ so dakarakkhaso imāya gāthāya bodhisattassa thutiṃ katvā imāni pupphāni kimatthaṃ harasīti pucchi. Pitā maṃ rājānaṃ kātukāmo tena kāraṇena harāmīti. Na sakkā tādisena uttamapurisena pupphāni vahituṃ ahaṃ vahissāmīti ukkhipitvā tassa pacchato agamāsi. Athassa pitā dūratova taṃ disvā ahaṃ imaṃ rakkhasabhattaṃ bhavissatīti pahiṇiṃ sodānesa rakkhasaṃ pupphāni vahāpento āgacchati idānimhi naṭṭhoti cintento sattadhā hadayaphālanaṃ patvā tattheva jīvitakkhayaṃ patto. Sesā vānarā sannipatitvā bodhisattaṃ rājānaṃ akaṃsu.
Satthāpi imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā anusandhiṃ ghaṭetvā jātakaṃ samodhānesi tadā yūthapati devadatto ahosi yūthapatiputto pana ahamevāti.
Tayodhammajātakaṃ aṭṭhamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗