ตัณฑุลนาฬิชาดก
ว่าด้วยราคาข้าวสาร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕ · บรรทัด ๓๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ทรงปรารภ พระโลกฬุทายีเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กิมคฺฆตี ตณฺฑุลนาฬิกา จ ดังนี้.
สมัยนั้น ท่านพระทัพพมัลลบุตร ได้เป็นพระภัตตุเทสก์ของสงฆ์เมื่อพระทัพพมัลลบุตรนั้น แสดงสลากภัตเป็นต้น แต่เช้าตรู่ บางคราวภัตดีก็ถึงแก่พระอุทายีเถระ บางคราวภัตเลว. ในวันที่ได้ภัตเลว พระอุทายีเถระนั้นกระทำโรงสลากให้อากูลวุ่นวาย กล่าวว่า พระทัพพะเท่านั้น รู้เพื่อให้สลากหรือ พวกเราไม่รู้หรือ. เมื่อพระอุทายีนั้นทำโรงสลากให้วุ่นวายอยู่. ภิกษุทั้งหลายได้ให้กระเช้าสลากด้วยคำว่า เอาเถอะท่านนั่นแหละจงให้สลากเดี๋ยวนี้. จำเดิมแต่นั้น พระอุทายีนั้นได้ให้สลากแก่สงฆ์. ก็แหละเมื่อจะให้ ย่อมไม่รู้ว่า นี้ ภัตดีหรือภัตเลว หรือว่า ย่อมไม่รู้ว่า ภัตดีตั้งไว้ที่โรงโน้น ? ภัตเลวตั้งไว้ที่โรงโน้น ? ย่อมไม่กำหนดว่า บัญชีแสดงยอดจำนวนอยู่ในโรงโน้น ? ในเวลาที่ภิกษุทั้งหลายยืน ก็ขีดเส้น ที่พื้นหรือที่ข้างฝา มีอันให้รู้ว่า ในที่นี้บัญชีที่ตั้งลำดับนี้ยืน ในที่นี้ บัญชีที่ตั้งลำดับนี้ยืน. วันรุ่งขึ้น ในโรงสลากมีภิกษุน้อยกว่าบ้าง มากกว่าบ้าง เมื่อภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นน้อยกว่า รอยขีดก็อยู่ต่ำ เมื่อภิกษุทั้งหลายมากกว่า รอยขีดก็อยู่สูง. พระอุทายีนั้น เมื่อไม่รู้บัญชีที่ตั้งลำดับ จึงไห้สลากไปตามหมายรอยขีด.
ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงกล่าวกะพระอุทายีนั้นว่า ดูก่อนอาวุโสอุทายี ธรรมดารอยขีดจะอยู่ต่ำหรืออยู่สูงก็ตามเถอะ แค่ภัตดีดังอยู่ที่โรงโน้นภัตเลวตั้งอยู่ที่โรงโน้น. พระอุทายีเมื่อจะได้ตอบภิกษุทั้งหลายจงกล่าวว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุไร รอยขีดนี้จึงตั้งอยู่อย่างนี้ เราจะเชื่อพวกท่านได้อย่างไร เราเชื่อตามรอยขีดนี้. ลำดับนั้น ภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลายจึงกล่าวกะพระอุทายีนั้นว่า ดูก่อนอาวุโสอุทายี. เมื่อท่านให้สลากอยู่ ภิกษุทั้งหลายพากันเสื่อมลาภ ท่านไม่สมควรให้สลาก จงออกไปจากโรงสลากแล้วฉุดคร่าออกจากโรงสลาก. ขณะนั้น ในโรงสลาก ได้มีความวุ่นวายมาก.
พระศาสดาได้ทรงสดับ ดังนั้นจึงตรัสถามพระอานนทเถระว่า อานนท์ในโรงสลากมีความวุ่นวายมาก นั้นชื่อว่าเสียงอะไร. พระเถระได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระตถาคต. พระศาสดาตรัสว่า อานนท์ อุทายีกระทำความเสื่อมลาภแก่คนอื่น เพราะความที่คนเป็นคนโง่ มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนก็ได้กระทำแล้วเหมือนกัน. พระเถระทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อตรัสเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำเหตุอันระหว่างภพปกปิดไว้ ให้ปรากฏ ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล ได้มีพระราชาพระนามว่าพรหมทัต อยู่ในพระนครพาราณสี แคว้นกาสี. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายได้เป็นพนักงานตีราคาของพระเจ้าพรหมทัตนั้น ได้ตีราคาช้างและม้าเป็นต้น และแก้วมณีกับทองเป็นต้น ครั้นตีราคาแล้วให้มูลค่าอันสมควรแก่ภัณฑะนั่นแหละ. แก่เจ้าของภัณฑะทั้งหลาย แต่พระราชาทรงเป็นคนโลภ เพราะความเป็นผู้มักโลภพระราชานั้น จึงทรงดำริอย่างนี้ว่า พนักงานตีราคาคนนี้ เมื่อตีราคาอยู่อย่างนี้ไม่นานนัก ทรัพย์ในวังของเราจักถึงความหมดสิ้นไป เราจักตั้งคนอื่นให้เป็นพนักงานตีราคา พระราชานั้น ทรงให้เปิดสีหบัญชรทอดพระเนตรดูพระลานหลวง ทรงเห็นบุรุษชาวบ้านคนหนึ่งผู้ทั้งเหลวไหลและโง่เขลา จึงทรงพระดำริว่า ผู้นี้จักอาจกระทำงานในตำแหน่งพนักงานตีราคาของเราได้ จึงรับสั่งให้เรียกเขามา แล้วตรัสว่า พนาย เธอจักอาจทำงานในตำแหน่งพนักงานดีราคาของเราได้ไหม. บุรุษนั้นทูลว่า อาจ พะย่ะค่ะ พระราชาจึงทรงตั้งบุรุษเขลาคนนั้นไว้ในงานของผู้ตีราคา เพื่อต้องการรักษาทรัพย์ของพระองค์. ตั้งแต่นั้น บุรุษผู้โง่เขลานั้น เมื่อจะตีราคาช้างและม้าเป็นต้น กล่าวตีราคาเอาตามความชอบใจ ทำให้เสียราคา. เพราะเขาดำรงอยู่ในตำแหน่ง เขากล่าวคำใด คำนั้นนั่นแลเป็นราคา. ครั้งนั้น พ่อค้าม้าคนหนึ่ง นำม้า ๕๐๐ ตัวมาจากแคว้นอุตตราปถะ พระราชารับสั่งให้เรียกบุรุษนั้นมาให้ตีราคาม้า บุรุษนั้นได้ตั้งราคาน้ำ ๕๐๐ ตัว ด้วยข้าวสารทะนานเดียว ก็แหละครั้นตีราคาแล้วจึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงให้ข้าวสารหนึ่งทะนานแก่พ่อค้าม้า แล้วให้พักม้าไว้ในโรงม้า.
พ่อค้าม้าจึงไปยังสำนักของพนักงานตีราคาคนเก่า บอกเรื่องราวนั้นแล้วถามว่า บัดนี้ ควรจะทำอย่างไร ? พนักงานตีราคาคนเก่านั้นกล่าวว่าท่านทั้งหลายจงให้สินบนแก่บุรุษนั้นแล้วถามอย่างนี้ว่า ม้าทั้งหลายของพวกข้าพเจ้ามีราคาข้าวสารทะนานเดียวก่อน ข้อนี้รู้กันแล้ว แต่ข้าพเจ้าประสงค์จะรู้ราคาของข้าวสารทะนานเดียว เพราะอาศัยท่าน ท่านจักอาจเพื่อยืนอยู่ในสำนักของพระราชาแล้วพูดว่า ข้าวสารหนึ่งทะนานนี้มีราคาชื่อนี้ ถ้าเขาพูดว่าจักอาจ พวกท่านจงพาเขาไปยังสำนักของพระราชา แม้เราก็จักไปในที่นั้น. พ่อค้ารับคำพระโพธิสัตว์แล้ว ให้สินบนแก่นักตีราคา แล้วบอกเนื้อความนั้น. นักตีราคานั้นพอได้สินบนเท่านั้นก็กล่าวว่า เราจักอาจตีราคาข้าวสารหนึ่งทะนานได้. พ่อค้าม้ากล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น พวกเราจงพากันไปยังราชสกุลแล้วได้พานักตีราคานั้นไปยังสำนักของพระราชา. พระโพธิสัตว์ก็ดี อำมาตย์เป็นอันมากแม้เหล่าอื่นก็ดี ได้พากันไปแล้ว พ่อค้าม้าถวายบังคมพระราชาแล้วทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ได้ทราบว่าม้า ๕๐๐ ตัวมีราคาเท่าข้าวสารหนึ่งทะนาน แต่ข้าวสารหนึ่งทะนานนี้มีราคาเท่าไร ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์ได้โปรดถามพนักงานตีราคา พระเจ้าข้า. พระราชาไม่ทราบความเป็นไปนั้นจึงตรัสถามว่า ท่านนักตีราคาผู้เจริญ ม้า ๕๐๐ ตัวมีราคาเท่าไร ? พนักงานตีราคากราบทูลว่า มีราคาข้าวสารหนึ่งทะนานพระเจ้าข้าพระราชาตรัสถามว่า ช่างเถิด พนาย ม้าทั้งหลายมีราคาข้าวสารหนึ่งทะนานก่อน แต่ข้าวสารหนึ่งทะนานนั้น มีราคาเท่าไร ? บุรุษโง่ผู้นั้นกราบทูลว่าข้าวสารหนึ่งทะนานย่อมถึงค่าเมืองพาราณสี ทั้งภายในและภายนอก พะยะค่ะ.
ได้ยินว่า ในกาลก่อน บุรุษโง่นั้นอนุวรรตตามพระราชา จึงได้ตีราคาม้าทั้งหลายด้วยข้าวสารทะนานหนึ่ง ได้สินบนจากมือของพ่อค้า กลับตีราคาเมืองพาราณสีทั้งภายในและภายนอก ด้วยข้าวสารหนึ่งทะนานนั้น. ก็ในกาลนั้น เมืองพาราณสีได้ล้อมกำแพงประมาณ ๑๒ โยชน์ แคว้นทั้งภายในและภายนอกเมืองพาราณสีนี้ประมาณ ๓๐๐ โยชน์. บุรุษโง่นั้น ได้ตีราคาเมืองพาราณสีทั้งภายในและภายนอกอันใหญ่โตอย่างนี้ ด้วยข้าวสารหนึ่งทะนานฉะนี้.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น เมื่อจะถามจึงกล่าวคาถานี้ว่า
ข้าวสารหนึ่งทะนานมีราคาเท่าไร พระนคร พาราณสีทั้งภายในภายนอกมีราคาเท่าไร ข้าวสารทะนานเดียว มีราคาเท่าม้า ๕๐๐ ตัวเที่ยวหรือ.
อำมาตย์ทั้งหลายได้ฟังดังนั้น จึงพากันตบมือหัวเราะทำการเยาะเย้ยว่าเมื่อก่อน พวกเราได้มีความสำคัญว่า แผ่นดินและราชสมบัติ หาค่ามิได้ นัยว่าราชสมบัติในเมืองพาราณสีพร้อมทั้งพระราชาอันใหญ่โตอย่างนี้ มีค่าเพียงข้าวสารทะนานเดียว โอ! ความเพียบพร้อมของพนักงานตีราคา ท่านเป็นพนักงานตีราคา ดำรงอยู่ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ณ ที่ไหนกัน ท่านเหมาะสมแก่พระราชาของพวกเราทีเดียว. ครั้งนั้น พระราชาทรงละอาย ให้ฉุดคร่าบุรุษโง่นั้นออกไป แล้วได้พระราชทานตำแหน่งพนักงานตีราคาแก่พระโพธิสัตว์ตามเดิม. พระโพธิสัตว์ได้ไปตามยถากรรม.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสเรื่อง ๒ เรื่องสืบอนุสนธิต่อกันไป แล้วทรงประชุมชาดกว่า พนักงานตีราคาผู้เป็นชาวบ้านโง่เขลาในกาลนั้น ได้เป็นพระโลฬุทายีในบัดนี้ พนักงานตีราคาผู้เป็นบัณฑิตในกาลนั้น ได้เป็นเราเอง.
จบ ตัณฑุลนาฬิชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๑๙๗–๒๐๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
5 Taṇḍulanāḷijātakaṃ
kimagghatī taṇḍulanāḷikā cāti idaṃ satthā jetavane viharanto loḷudāyittheraṃ ārabbha kathesi.
Tasmiṃ samaye āyasmā dabbo mallaputto saṅghassa bhattuddesako ahosi. Tasmiṃ pātova salākabhattādīni uddisamāne udāyittherassa kadāci varabhattaṃ pāpuṇāti kadāci lāmakabhattaṃ. So lāmakabhattassa pattadivase salākaggaṃ ākulaṃ karoti kiṃ dabbova salākaṃ dātuṃ jānāti amhe na jānāmāti vadati. Tasmiṃ salākaggaṃ ākulaṃ karonte handadāni tvaṃeva salākaṃ dehīti salākapacchiṃ adaṃsu. Tato paṭṭhāya so saṅghassa salākaṃ adāsi. Dadanto ca pana idaṃ varabhattanti vā lāmakabhattanti vā asukavassagge varabhattaṃ ṭhitaṃ asukavassagge lāmakabhattanti vā na jānāti ṭhitikaṃ karontopi asukavassagge ṭhitikāti na sallakkheti. Bhikkhūnaṃ ṭhitavelāya imasmiṃ Ṭhāne ayaṃ ṭhitikā ṭhitā imasmiṃ ṭhāne ayanti bhūmiyaṃ vā bhittiyaṃ vā lekhaṃ kaḍḍhi. Punadivase salākagge bhikkhū mandatarā vā honti bahutarā vā. Tesu mandataresu lekhā heṭṭhā hoti bahutaresu upari. So ṭhitikaṃ ajānanto lekhāsaññāya salākaṃ deti. Atha naṃ bhikkhū āvuso udāyi lekhā nāma heṭṭhā vā hotu upari vā varabhattaṃ pana asukavassagge ṭhitaṃ lāmakabhattaṃ asukavassaggeti āhaṃsu. So bhikkhū paṭippharanto yadi evaṃ ayaṃ lekhā kasmā evaṃ ṭhitā kiṃ ahaṃ tumhākaṃ saddahāmi imissā lekhāya saddahāmīti vadati. Atha naṃ daharā ca sāmaṇerā ca āvuso loḷudāyi tayi salākaṃ dente bhikkhū lābhena parihāyanti na tvaṃ dātuṃ anucchaviko niggaccha itoti salākaggato nikkaḍḍhiṃsu. Tasmiṃ khaṇe salākagge mahantaṃ kolāhalaṃ ahosi. Taṃ sutvā satthā ānandattheraṃ pucchi ānanda salākagge mahantaṃ kolāhalaṃ kiṃ saddo nāmesoti. Thero tathāgatassa tamatthaṃ ārocesi. Ānanda na idāneva udāyi attano bālatāya paresaṃ lābhahāniṃ karoti pubbepi akāsiyevāti āha. Thero tassatthassa āvibhāvatthaṃ bhagavantaṃ yāci. Bhagavā bhavantarena paṭicchannaṃ kāraṇaṃ pākaṭaṃ akāsi.
Atīte kāsiraṭṭhe bārāṇasiyaṃ brahmadatto nāma rājā ahosi. Tadā amhākaṃ bodhisatto tassa agghāpaniko ahosi. Hatthiassādīni ceva maṇisuvaṇṇādīni ca agghāpesi agghāpetvā bhaṇḍasāmikānaṃ bhaṇḍānurūpameva mūlaṃ dāpeti. Rājā pana luddho Hoti. So lobhapakatitāya evaṃ cintesi ayaṃ evaṃ agghāpento nacirasseva mama gehe dhanaṃ parikkhayaṃ gamissati aññaṃ agghāpanikaṃ karissāmīti. So sīhapañjaraṃ ugghāṭetvā rājaṅgaṇaṃ olokento ekaṃ gāmikamanussaṃ lolabālaṃ rājaṅgaṇena gacchantaṃ disvā esa mayhaṃ agghāpanikakammaṃ kātuṃ sakkhissatīti taṃ pakkosāpetvā sakkhissasi bhaṇe amhākaṃ agghāpanikakammaṃ kātunti āha. Sakkhissāmi devāti. Rājā attano dhanaṃ rakkhaṇatthāya taṃ bālaṃ agghāpanikakamme ṭhapesi. Tato paṭṭhāya so bālo hatthiassādīni agghāpento agghaṃ hāpetvā yathāruciyā kathesi. Tassa ṭhānantare ṭhitattā yaṃ so kathesi tameva mūlaṃ hoti. Tasmiṃ kāle uttarāpathato eko assabāṇijo pañca assasatāni ānesi. Rājā taṃ purisaṃ pakkosāpetvā asse agghāpesi. So pañcannaṃ assasatānaṃ ekataṇḍulanāḷiyā agghamakāsi katvā ca pana assabāṇijassa ekataṇḍulanāḷikaṃ dethāti vatvā asse assasālāyaṃ saṇṭhāpesi. Assabāṇijo porāṇakaagghāpanakassa santikaṃ gantvā taṃ pavuttiṃ ārocetvā idāni kiṃ kattabbanti pucchi. So āha tassa purisassa lañcaṃ datvā evaṃ pucchatha amhākaṃ tāva assā ekaṃ taṇḍulanāḷikaṃ agghanti ñātametaṃ tumhe pana nissāya taṇḍulanāḷiyā agghaṃ jānitukāmomhi sakkhissatha vo rañño santike ṭhatvā sā taṇḍulanāḷikā idannāma agghatīti vattunti sace sakkhissāmīti vadati taṃ gahetvā rañño santikaṃ gacchatha ahaṃpi tattha gamissāmīti. Assabāṇijo sādhūti bodhisattassa vacanaṃ sampaṭicchitvā agghāpanikassa lañcaṃ datvā tamatthaṃ ārocesi. So lañcaṃ labhitvāva sakkhissāmi taṇḍulanāḷiṃ agghāpetunti. Tenahi gacchāma rājakulanti taṃ ādāya rañño santikaṃ agamāsi. Bodhisattopi aññepi bahū amaccā agamaṃsu. Assabāṇijo rājānaṃ vanditvā ahaṃ deva pañcannaṃ assasatānaṃ ekataṇḍulanāḷiagghanabhāvaṃ jānāmi sā pana taṇḍulanāḷi kiṃ agghati agghāpanikaṃ pucchatha devāti pucchi. Rājā taṃ pavuttiṃ ajānanto ambho agghāpanika pañca assasatāni kiṃ agghantīti pucchi. Taṇḍulanāḷiṃ devāti. Hotu bhaṇe assā tāva taṇḍulanāḷiṃ agghanti sā pana kiṃ agghati taṇḍulanāḷikāti pucchi. So bālapuriso bārāṇasiṃ santarabāhiraṃ agghati taṇḍulanāḷikāti āha. So kira pubbe rājānaṃ anuvattento ekaṃ taṇḍulanāḷiṃ assānaṃ agghamakāsi puna bāṇijakassa hatthato lañcaṃ labhitvā tassā taṇḍulanāḷikāya bārāṇasiṃ santarabāhiraṃ agghamakāsi. Tadā pana bārāṇasiyā pākāraparikkhepo dvādasayojaniko ahosi. Imissā antarabāhiraṃ pana tiyojanasatikaṃ raṭṭhanti. Iti so bālo evaṃ mahantaṃ bārāṇasiṃ santarabāhiraṃ taṇḍulanāḷikāya agghamakāsi.
Taṃ sutvā bodhisatto pucchanto imaṃ gāthamāha
kimagghatī taṇḍulanāḷikā ca
bārāṇasīantarabāhirāni
Assapañcasatetāni ekā taṇḍulanāḷikāti.
Taṃ sutvā amaccā pāṇiṃ paharitvā hasamānā mayaṃ pubbe paṭhaviñca rajjañca anagghanti saññino ahumhā evaṃ mahantaṃ kira sarājakaṃ bārāṇasirajjaṃ taṇḍulanāḷimattaṃ agghati aho agghāpanikassa sampadā kahaṃ ettakaṃ kālaṃ agghāpaniko ṭhitosi amhākaṃ raññoeva anucchavikoti parihāsamakaṃsu. Tasmiṃ kāle rājā lajjito taṃ bālaṃ nikkaḍḍhāpetvā bodhisattasseva agghāpanikaṭṭhānaṃ adāsi. Bodhisatto yathākammaṃ gato.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā dassetvā dve vatthūni kathetvā anusandhiṃ ghaṭetvā jātakaṃ samodhānesi tadā gāmikabālaagghāpaniko loḷudāyī ahosi paṇḍitaagghāpaniko ahameva ahosīti desanaṃ niṭṭhāpesi.
Taṇḍulanāḷijātakaṃ pañcamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗