อัณฑภูตชาดก
ว่าด้วยการวางใจภรรยา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๒ · บรรทัด ๔๑๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันนั่นแหละ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยํ พฺราหฺมโณ อวาเทสิ ดังนี้. ความย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า จริงหรือภิกษุ ที่เขาว่า เธอกระสัน ครั้นภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลาย ใคร ๆก็รักษาไม่ได้ ในครั้งก่อนบัณฑิตทั้งหลาย ถึงจะรักษาหญิงไว้ตั้งแต่ออกจากครรภ์ ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในคัพโภทรแห่งพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น ครั้นทรงพระเจริญวัย ก็ประสพความสำเร็จการศึกษาในศิลปะทุกอย่าง พอพระราชบิดาสวรรคตก็ได้เสวยราชย์โดยธรรม. พระองค์ทรงพอพระทัยทรงสกากับท่านปุโรหิต ก็เมื่อจะทรงเล่น ทรงขับเพลงสำหรับการพนันบทนี้ว่า :" แม่น้ำทุกสายไหลคด ป่าทั้งหมดสำเร็จด้วยไม้ หญิงทั้งหลายคงทำชั่ว เมื่อได้โอกาส
ที่ลับตา." ดังนี้พลางก็ซัดลูกบาศก์ทอง เหนือแผ่นกระดานเงิน. เมื่อพระราชาทรงเล่นโดยวิธีนี้ ทรงชนะเป็นนิตย์. ส่วนปุโรหิตพ่ายแพ้. ท่านปุโรหิตครั้นทรัพย์สมบัติในเรือนร่อยหลอไปโดยลำดับ ก็ได้คิดว่า ขืนเป็นเช่นนี้ ทรัพย์สินในเรือนทุกอย่างต้องหมดแน่จำเราต้องเสาะแสวงหามาตุคามคนหนึ่ง ที่ไม่เคยสมสู่กับบุรุษอื่นเลย มาไว้ในเรือนให้ได้. ครั้นแล้ว ก็กลับเกิดปริวิตกว่าเราไม่อาจจะรักษาหญิงที่เคยเห็นชายอื่นมาแล้วไว้ได้ จำเราจักต้องรักษาหญิงคนหนึ่ง แต่แรกคลอด ต่อเจริญวัยแล้วจึงให้อยู่ในอำนาจ ทำให้เป็นหญิงมีชายเดียว จัดแจงการรักษาอย่างมั่นคง จึงจะนำทรัพย์มาจากราชสกุลได้ ก็แลปุโรหิตเป็นคนฉลาดในวิชาดูอวัยวะ ดังนั้น พอเห็นหญิงทุคคตะคนหนึ่งมีครรภ์ ก็ทราบว่า นางจักคลอดลูกเป็นหญิง จึงเรียกนางมาหา ให้เสบียงให้อยู่แต่ภายในเรือนเท่านั้น พอคลอดแล้ว ก็ให้เงินส่งตัวไปไม่ให้เด็กหญิงนั้นเห็นชายอื่น ๆ เลย มอบให้ในมือของพวกหญิงเท่านั้น เลี้ยงดูจนเจริญวัย จึงให้นางอยู่ในอำนาจของตน ระหว่างที่กุมารีนั้นยังไม่เติบโต ท่านปุโรหิตไม่ยอมเล่นสกาพนันกับพระราชา ครั้นให้กุมารีอยู่ในอำนาจแล้ว ก็กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เราเล่นพนันสกากันเถิด. พระราชาทรงรับสั่งว่า ดีละ ทรงเล่นโดยทำนองเดิมนั่นแหละ ในเวลาที่พระราชาทรงขับเพลงทอดลูกบาศก์ ปุโรหิตก็กล่าวว่า " ยกเว้นมาณวิกา". ตั้งแต่นั้นมา ปุโรหิตกลับชนะ พระราชาแพ้. พระโพธิสัตว์ทรงคะเนว่า ในเรือนของปุโรหิตนี้ คงจะมีหญิงคนหนึ่ง ที่มีชายแต่คนเดียว ทรงให้อำมาตย์สืบดู ก็ทรงทราบว่า มีจริง ทรงพระดำริต่อไปว่า ต้องให้คนทำลายศีลของนางเสีย รับสั่งให้นักเลงผู้หนึ่งมาเฝ้า มีพระดำรัสว่า เจ้าจักสามารถทำลายศีลแห่งหญิงของท่านปุโรหิตได้หรือไม่ ? นักเลงผู้นั้น รับสนองพระราชประสงค์ว่า ข้าพระองค์อาจอยู่พระเจ้าข้า. ครั้งนั้นพระราชาทรงพระราชทานทรัพย์แก่เขา มีพระดำรัสว่าถ้าเช่นนั้น จงทำให้สำเร็จโดยเร็วเถิด ทรงส่งเขาไป. เขารับพระราชทานทรัพย์แล้ว ก็จ่ายของมีเครื่องหอม ธูปกระแจะและการบูรเป็นต้น ไปเปิดร้านขายเครื่องหอมทุก ๆ อย่าง ไม่ไกลเรือนของท่านปุโรหิตนั้น. แม้เรือนของท่านปุโรหิต ก็เป็นเรือน ๗ ชั้น มีซุ้มประตู ๗ แห่ง และที่ซุ้มประตูทุกแห่งมีหญิงรักษาทั้งนั้น ชายอื่นเว้นแต่ท่านพราหมณ์ ไม่มีผู้ใดจะได้เข้าไปสู่เรือนเลย แม้ตะกร้าทิ้งขยะ ก็ต้องเป็นหญิงเข้าไปชำระทั้งนั้นปุโรหิตคนหนึ่ง หญิงบำเรอของมาณวิกานั้นคนหนึ่ง เท่านั้นที่ได้เห็นมาณวิกานั้น ครั้งนั้นหญิงบำเรอของมาณวิกา ถือเอาทรัพย์อันเป็นมูลค่าสำหรับซื้อเครื่องหอมและดอกไม้เดินไปเวลาไปก็เดินผ่านไปใกล้ ๆ ร้านของนักเลงนั้น เขารู้เป็นอย่างดีว่า หญิงคนนี้ เป็นหญิงบำเรอของมาณวิกา วันหนึ่งพอเห็นนางเดินมา ก็ลุกขึ้นจากร้าน ถลันไปฟุบที่ใกล้เท้านาง กอดเท้าทั้งคู่ไว้แน่น ด้วยแขนทั้งสองข้าง พลางร่ำไห้ปริเวทนาว่า แม่จ๋าแม่ไปไหนเสียเล่า ตลอดเวลานานประมาณเท่านี้ ? พวกนักเลงที่ซ้อมกันไว้ แม้ที่เหลือยืนอยู่ข้างหนึ่ง ก็พากันพูดว่า แม่กับลูกดูละม้ายกันโดยสัณฐาน ของมือเท้าและใบหน้า และอากัปกิริยาดูเหมือนกับคน ๆ เดียวกัน. หญิงนั้น เมื่อคนพวกนั้นช่วยกันพูดก็เชื่อแน่แก่ตน เข้าใจว่า บุรุษนี้เป็นลูกของเราแน่นอน แม้ตนเองก็พลอยร้องไห้ไปด้วย. คนแม้ทั้งสอง ต่างยืนกอดกันร้องไห้. คราวนั้น นักเลงจึงกล่าวว่า แม่จ๋า แม่อยู่ที่ไหน ? นางตอบว่า พ่อคุณ แม่บำรุงหญิงสาวของท่านปุโรหิต ผู้มีลีลาเยื้องกรายเสมอด้วยกินรี มีรูปงามเป็นเลิศอยู่จ๊ะ. เขาถามต่อไปว่า บัดนี้ แม่กำลังจะไปไหนต่อละจ๊ะ ? นางบอกว่า แม่กำลังจะไปหาซื้อของหอม และพวงมาลาให้นายสาว. เขากล่าวว่าแม่จ๋า แม่จะต้องไปซื้อที่อื่นทำไม นับแต่นี้ไป โปรดรับเอาของของฉันไปเถิด แล้วไม่รับเงินเป็นมูลค่า ให้สิ่งของมีหมากพลูแลกระวานเป็นต้น กับดอกไม้ต่าง ๆ เป็นอันมากไป. มาณวิกาเห็นเครื่องหอมและดอกไม้มากมาย ก็กล่าวว่า แม่คุณ วันนี้ท่านพราหมณ์ของเราใจดี หรืออย่างไร ? นางถามว่า ทำไมคุณนายพูดอย่างนี้เล่า ? มาณวิกา เพราะฉันเห็นของเหล่านี้มากมายนางกล่าวว่า พราหมณ์ไม่ได้ให้เงินค่าของมากขึ้นเลยแต่ของนี้ ฉันนำมาจากสำนักลูกของฉัน. นับแต่นั้นมา นางริบเอาค่าของที่พราหมณ์ให้เสียเองแล้วก็ไปรับเอาเครื่องหอม และดอกไม้เป็นต้น มาจากสำนักของนักเลงคนนั้นเรื่อยมา. ล่วงมาสองสามวัน นักเลงก็ทำลวงว่าเป็นไข้นอนเสีย. นางไปที่ประตูร้านของเขา ไม่เห็นก็ถามว่าลูกของเราไปไหน ? คนในร้านบอกว่า ลูกชายของท่าน ไม่สบาย. นางไปถึงที่นอนของเขา แล้วนั่งลูบหลัง ถามว่า ลูกเอ๋ยไม่สบายเป็นอะไรไปหรือ ? เขานิ่งเสีย นางก็ถามว่า ทำไมไม่พูดเล่า ลูกเอ๋ย. นักเลงพูดว่า แม่จ๋า ถึงฉันจะตายก็ไม่สามารถจะบอกแม่ได้. นางจงกล่าวว่า เจ้าไม่บอกแม่แล้ว จะควรบอกใครเล่า บอกเถิดพ่อคุณ นักเลงจึงบอกว่า แม่จ๋า ฉันไม่ป่วยไข้เป็นอะไรหรอก แต่ฉันได้ยินดีคำสรรเสริญนางมาณวิกาแล้ว ก็มีจิตผูกพันมั่นคง เมื่อฉันได้นางจึงจะมีชีวิตสืบไป เมื่อไม่ได้จักยอมตายที่นี่แหละ. นางกล่าวว่า พ่อคุณ เรื่องนี้เป็นภาระของแม่เอง ลูกอย่าเสียใจเพราะเรื่องนี้เลย ปลอบเอาใจเขาแล้วก็ขนของหอมและดอกไม้ไปมากมาย มาถึงสำนักมาณวิกา ก็กล่าวว่า คุณนายเจ้าขา ลูกดิฉันได้ยินคำสรรเสริญคุณนายจากสำนักของฉันแล้ว มีจิตผูกพันมั่นคง ทำอย่างไรกันดีเล่า ? มาณวิกาตอบว่า ถ้าแม่พาเขามาได้ ฉันจะให้โอกาสเหมือนกัน. นางฟังคำของมาณวิกาแล้ว แต่บัดนั้นมา ก็กวาดขยะเป็นอันมากจากทุกซอกทุกมุมของเรือน เทรดหัวหญิงที่เป็นยาม. หญิงที่เป็นยามอึดอัดใจด้วยเรื่องนั้น ก็ออกไป. โดยทำนองเดียวกันนี้แหละ หญิงที่เป็นยามคนไหน พูดอะไร ๆ นางจะทิ้งขยะรดหัวหญิงยามนั้น ๆ ตั้งแต่นั้น นางจะนำสิ่งใดเข้ามา หรือนำออกไปก็ไม่มีใครกล้าตรวจค้นสิ่งนั้น. ได้เวลา นางให้นักเลงนั้นนอนในตะกร้าดอกไม้ แบกไปสู่สำนักมาณวิกา. นักเลงทำลายศีลของมาณวิกาเสียแล้ว ได้อยู่ในปราสาทนั้นเอง สอง-สามวัน. เมื่อท่านปุโรหิตออกไปข้างนอกแล้ว ทั้งสองคนก็ร่วมอภิรมย์กัน. เมื่อปุโรหิตมา นักเลงก็ซ่อนเสีย. ครั้นล่วงมาได้วัน-สองวัน มาณวิกาก็พูดกะนักเลงว่าที่รัก บัดนี้ ท่านควรจะไปเสียที. นักเลงก็กล่าวว่า ฉันจะตี (หัว) พราหมณ์ให้ได้เสียก่อนถึงจะไป. มาณวิกากล่าวว่า อย่างนั้นก็ได้แล้วให้นักเลงซ่อนตัวเสีย เมื่อพราหมณ์มา ก็พูดอย่างนี้ว่าท่านเจ้าขา ดิฉันอยากจะฟ้อนในเมื่อท่านบรรเลงพิณ. พราหมณ์รับคำว่า เจ้าจงฟ้อนเถิด นางผู้เจริญ แล้วก็บรรเลงพิณ. นางมาณวิกา กล่าวว่า ท่านเจ้าขา ดิฉันละอายในเมื่อท่านจ้องดูดิฉันขอปิดหน้าท่านเสียก่อนถึงจะฟ้อน. ปุโรหิตกล่าวว่า ถ้าเจ้าละอาย ก็จงกระทำอย่างนั้นเถิด. มาณวิกาหยิบผ้าเนื้อหนาปิดตาท่านปุโรหิต แล้วผูกหน้าจนมิด พราหมณ์ยอมให้ปิดหน้า บรรเลงพิณไปเรื่อย ๆ นางฟ้อนได้สักครู่ ก็กล่าวว่า ท่านเจ้าขา ดิฉันอยากจะเคาะศีรษะท่านสักครั้งหนึ่งน๊ะเจ้าค๊ะ. พราหมณ์ผู้หลงใหลในสตรี ไม่รู้เหตุการณ์อะไร ก็กล่าวว่า เคาะเถิด. มาณวิกา ให้สัญญาแก่นักเลง. เขาย่องเข้ามาใกล้ ๆ ยืนอยู่หลังพราหมณ์ทีเดียว แล้วถองศีรษะด้วยศอก. นัยน์ตาของพราหมณ์ถึงกับถลน. หัวโนขึ้น พราหมณ์เจ็บปวดรวดร้าวกล่าวว่า เจ้าจงส่งมือมานี่. มาณวิกาส่งมือของตนวางไว้บนมือพราหมณ์. พราหมณ์กล่าวว่า มือนิ่ม ๆ แต่เขกแข็ง. นักเลงครั้นเขกหัวพราหมณ์แล้วก็ซ่อนตัวเสีย. มาณวิกาเมื่อนักเลงไปซ่อน ก็เปลื้องผ้าออกจากหน้าพราหมณ์ หยิบน้ำมันมาทานวดศีรษะให้ เมื่อพราหมณ์ออกไปข้างนอกแล้ว หญิงบำเรอให้นักเลงนอนในตะกร้าดังเก่า พาออกไป. นักเลงจึงไปเฝ้าพระราชากราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ. พระราชา ตรัสแก่พราหมณ์ผู้มาเฝ้าพระองค์ว่า เราเล่นสกาพนันกันเถิด ท่านพราหมณ์. ท่านปุโรหิตรับสนองพระดำรัสว่า ดีละ พระเจ้าข้า. พระราชาโปรดให้จัดตั้งวงเพื่อเล่นสกาทรงขับเพลงการพนัน แล้วทรงทอดลูกบาศก์ พราหมณ์ไม่รู้เรื่องที่มาณวิกาถูกทำลายตบะเสียแล้ว คงกล่าวว่า ยกเว้นมาณวิกาแม้จะกล่าวอย่างนี้ ก็ต้องแพ้อยู่นั่นเอง. พระราชาทรงชนะแล้วตรัสว่า พราหมณ์ท่านกล่าวอะไร ? ตบะแห่งมาณวิกาของท่านถูกทำลายแล้ว ท่านอุตส่าห์รักษามาตุคามตั้งแต่อยู่ในครรภ์กระทำการป้องกันในที่ถึง ๗ แห่ง สำคัญว่า เราจักรักษาได้ขึ้นชื่อว่ามาตุคาม แม้บุรุษจะเอาใส่ไว้ในท้องเที่ยวไป ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ ขึ้นชื่อว่าหญิงที่มีบุรุษคนเดียวไม่มีดอก มาณวิกาของท่านกล่าวว่า ดิฉันปรารถนาจะฟ้อน เอาผ้าผูกหน้าของท่านผู้บรรเลงพิณเสีย ให้ชายชู้ของตนเอาศอกถองศีรษะท่านแล้วก็ส่งไป คราวนี้ ท่านจะยกเว้นได้อย่างไรเล่า. ดังนี้แล้วตรัสคาถาความว่า :" พราหมณ์ถูกนางเอาผ้าผูกหน้าเสียหมดให้บรรเลงพิณ เพราะเหตุใด ไม่ทราบเหตุนั้นเลย
หญิงที่เลี้ยงมาตั้งแต่ยังเป็นพืช เป็นภรรยายังทำเสียได้ ใครเล่าจะวางใจในภรรยานั้น ๆ ได้แน่นอน " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ พฺราหมฺโณ อวาเทสิ วีณํ สมฺมุขเวิโต ความว่า พราหมณ์ถูกนางเอาผ้าเนื้อหนาผูกหน้ามิดชิด ให้บรรเลงพิณไป เพราะเหตุอันใด ไม่ได้ทราบเหตุอันนั้น. เพราะนางต้องการลวงเขาจึงได้กระทำอย่างนี้. แต่พราหมณ์ไม่รู้อาการที่หญิงทั้งหลายมีมายามากนั้น หลงเชื่อมาตุคามจึงได้สำคัญอย่างนี้ว่า นางละอายเรา. พระราชาเมื่อจะประกาศความไม่รู้ของพราหมณ์นั้น จึงตรัสอย่างนี้ นี้เป็นคำอธิบายในข้อนี้. บทว่า อณฺฑภูตา ภตา ภริยา ความว่า <อัณฑะ ท่านเรียกว่าพืช คือ หญิงที่ถูกนำมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเป็นพืช คือถูกนำมาเลี้ยงแต่ในเวลาที่ยังไม่คลอดจากต้องของแม่. อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่าภตา หมายถึงเป็นคำถาม คือถามว่า นั่นเป็นใคร ? เป็นภรรยาคือเป็นเจ้าของบุตร เป็นหญิงบำเรอ. เพราะว่า หญิงนั้นท่านเรียกว่า ภรรยา เพราะเป็นหญิงที่ต้องเลี้ยงด้วยภัตร์ และผ้าเป็นต้น ๑ เพราะมีความสังวรระวังอันถูกทำลายแล้ว ๑ เพราะต้องเลี้ยงด้วยโลกธรรม ๑บทว่า ชาตุ ในบาทคาถาว่า ตาสุ โก ชาตุ วิสฺสเส นี้เป็นคำกล่าวโดยส่วนเดียว. อธิบายว่า ในเมื่อภรรยาเหล่านั้นแม้ถึงจะถูกคุ้มกัน ตั้งแต่อยู่ในท้องของมารดา ก็ยังถึงวิการ (นอกใจ) อย่างนี้ได้ใครเล่า คือคนฉลาด หน้าไหน จะพึงวางใจได้ภรรยาได้อย่างแน่นอน ได้แก่ใครเล่า ควรจะเชื่อได้ว่า หญิงเหล่านี้ ไม่มีวิการ (นอกใจ) ในเรา. เพราะว่าขึ้นชื่อว่า มาตุคามในเมื่อมีผู้เรียกร้อง ในเมื่อมีผู้เชื้อเชิญ ด้วยอำนาจอสัทธรรมใคร ๆ ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้เลย. พระโพธิสัตว์ ทรงแสดงธรรมแก่พราหมณ์อย่างนี้. พราหมณ์ฟังธรรมเทศนาของพระโพธิสัตว์แล้ว ไปสู่นิเวศน์กล่าวกะมาณวิกานั้นว่า ได้ยินว่า เจ้ากล้าทำชั่วถึงขนาดนี้เชียวหรือ ? มาณวิกาถามว่า ท่านเจ้าค๊ะ ใครพูดอย่างนี้เล่าค่ะ ดิฉันนี่แหละเขกหัวที่ท่าน คนอื่นไม่มีใครดอก. ถ้าท่านไม่เชื่อว่า ดิฉันไม่ทรามสัมผัสชายอื่น เว้นจากท่านแล้ว จักกระทำสัจจกิริยาลุยไฟให้ท่านเชื่อ. พราหมณ์กล่าวว่า อย่างนั้นก็ดี จึงให้สุมฟืนกองใหญ่จุดไฟ แล้วเรียกนางมากล่าวว่า ถ้าเจ้าแน่ใจตนเอง จงลุยไฟเถิด. ฝ่ายมาณวิกากล่าวซักซ้อมกะหญิงผู้บำรุงของตนไว้ก่อนทีเดียวว่า แม่คุณ จงไปบอกลูกของแม่ให้ไปที่นั่น ในเวลาฉันลุยไฟ ให้จับมือฉันไว้. หญิงนั้นก็ไปบอกอย่างนั้น. นักเลงมายืนอยู่ท่ามกลางมหาชน. มาณวิกาหวังจะลวงพราหมณ์ ยืนอยู่ท่ามกลางมหาชน กระทำสัจจกิริยาว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ขึ้นชื่อว่า การสัมผัสด้วยมือของชายอื่น ยกเว้นท่านแล้ว ดิฉันไม่เคยรู้จักเลย ด้วยสัจจะนี้ ขอไฟนี้อย่าไหม้ฉันเลย พลางทำท่าจะลุยไฟ. ในขณะนั้น นักเลงก็ประกาศว่า ดูเถิดท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงดูการกระทำของพราหมณ์ปุโรหิต ท่านจะให้มาตุคามผู้งามอย่างนี้ลุยไฟ แล้วตรงไปจับมือนางไว้ นางสะบัดมือแล้วพูดกับปุโรหิตว่า ท่านเจ้าขา สัจจกิริยาของดิฉันถูกทำลายเสียแล้ว ดิฉันไม่อาจลุยไฟได้เจ้าค่ะ. พราหมณ์ถามว่า เพราะเหตุไร ? มาณวิกาตอบว่า ในวันนี้ดิฉันได้ทำสัจจกิริยาไว้อย่างนี้ว่า ยกเว้นสามีของดิฉันแล้ว ดิฉันไม่รู้สัมผัสมือของชายอื่นเลย บัดนี้ ดิฉันถูกชายคนนี้จับมือเสียแล้ว เจ้าค่ะ. พราหมณ์รู้ทันว่า เราถูกนางมาณวิกาลวงเอา ก็โบยตีนางแล้วได้ไป. ได้ยินว่า หญิงเหล่านี้ประกอบไปด้วยอสัทธรรมอย่างนี้ ทำกรรมชั่วช้าเป็นอันมากเพื่อจะลวงสามีของตน ทำการสบถได้ทั้งวันว่า ดิฉันไม่ได้กระทำอย่างนี้ ย่อมเป็นหญิงมีจิตปรวนแปรไปได้ต่าง ๆ. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ว่า :" สภาพของหญิงทั้งหลายที่หาสัจจะได้โดยยาก เป็นโจร ร้อยเล่ห์มายา รู้ได้ยาก เหมือนการไปของปลาในน้ำฉะนั้น นางพูดเท็จเหมือน
จริง พูดจริงเหมือนเท็จ เหมือนโคทั้งหลายเล็มกินแต่หญ้าอ่อน ๆ ที่มากมาย ความสวยของเราประเสริฐแท้ แท้จริงหญิงเหล่านี้เป็นโจรหยาบคาย ร้ายกาจ กลับกลอกเหมือนก้อนกรวด ความล่อลวง บรรดามีในหมู่มนุษย์ ไม่มีข้อไหนที่
พวกนางจะไม่รู้ " พระบรมศาสดา ก็ตรัสว่า มาตุคามใคร ๆ รักษาไว้ไม่ได้อย่างนี้ ดังนี้ ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสประกาศสัจจะ. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันบรรลุโสดาปัตติผล. พระศาสดาทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า พระเจ้ากรุงพาราณสีในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอัณฑภูตชาดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๑๑๙–๑๒๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๒๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๒. อณฺฑภูตชาตกํ
ยํ พฺราหฺมโณ อวาเทสีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุกฺกณฺฐิตเมว อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตํ หิ สตฺถา สจฺจํ กิร ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ วุตฺเต ภิกฺขุ อิตฺถิโย นาม อรกฺขิยา ปุพฺเพ ปณฺฑิตา อิตฺถึ คพฺภโต ปฏฺฐาย รกฺขนฺตาปิ รกฺขิตุํ นาสกฺขึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต สพฺพสิปฺเปสุ นปฺผตฺตึ ปตฺวา ปิตุ อจฺจเยน รชฺเช ปติฏฺฐาย ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ โส ปุโรหิเตน สทฺธึ ชูตํ กีฬติ กีฬนฺโต ปน
สพฺพา นที วงฺกคตา สพฺเพ กฏฺฐมยา วนา
สพฺพิตฺถิโย กเร ปาปํ ลพฺภมาเน นิวาตเกติ อิมํ ชูตคีตํ คายนฺโต รชตผลเก สุวณฺณปาสเก ขิปติ ฯ เอวํ กีฬนฺโต ปน ราชา นิจฺจํ ชินาติ ฯ ปุโรหิโต ปน ปราชียติ ฯ โส อนุกฺกเมน ฆรวิภเว ปริกฺขยํ คจฺฉนฺเต จินฺเตสิ เอวํ สนฺเต สพฺพํ อิมสฺมึ ฆเร ธนํ ขียิสฺสติ ปริเยสิตฺวา ปุริสนฺตรํ อคตํ เอกํ มาตุคามํ ฆเร กริสฺสามีติ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ อญฺญปุริสํ ทิฏฺฐปุพฺพํ อิตฺถึ รกฺขิตุํ น สกฺขิสฺสามิ คพฺภโต ปฏฺฐาเยกํ มาตุคามํ รกฺขิตฺวา ตํ วยปฺปตฺตํ วเส ฐเปตฺวา เอกปุริสิกํ กตฺวา คาฬฺหํ อารกฺขํ สํวิทหิตฺวา ราชกุลโต ธนํ อาหริสฺสามีติ ฯ โส จ องฺควิชฺชาย เฉโก โหติ อเถกํ ทุคฺคติตฺถึ คพฺภินึ ทิสฺวา ธีตรํ วิชายิสฺสตีติ ญตฺวา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ปริพฺพยํ ทตฺวา ฆเรเยว วสาเปตฺวา วิชาตกาเล ธนํ ทตฺวา อุยฺโยเชตฺวา ตํ กุมาริกํ อญฺเญสํ ปุริสานํ ทฏฺฐุํ อทตฺวา อิตฺถีนํเยว หตฺเถ ทตฺวา โปสาเปตฺวา วยปฺปตฺตกาเล ตํ อตฺตโน วเส ฐเปสิ ยาว เจสา น วฑฺฒติ ตาว รญฺญา สทฺธึ ชูตํ น กีฬติ ตมฺปน วเส ฐเปตฺวา มหาราช ชูตํ กีฬามาติ อาห ฯ ราชา สาธูติ ปุริมนิยาเมเนว กีฬิ ฯ ปุโรหิโต รญฺโญ คายิตฺวา ปาสกํ ขิปนกาเล ฐเปตฺวา มาณวิกนฺติ อาห ฯ ตโต ปฏฺฐาย ปุโรหิโต ชินาติ ฯ ราชา ปราชียติ ฯ
โพธิสตฺโต อิมสฺส ฆเร เอกปุริสิกาย เอกาย อิตฺถิยา ภวิตพฺพนฺติ ปริคฺคณฺหาเปนฺโต อตฺถิภาวํ ญตฺวา สีลมสฺสา ภินฺทาเปสฺสามีติ เอกํ ธุตฺตํ ปกฺโกสาเปตฺวา สกฺขิสฺสสิ ปุโรหิตสฺส อิตฺถิยา สีลํ ภินฺทิตุนฺติ อาห ฯ สกฺโกมิ เทวาติ ฯ อถสฺส ราชา ธนํ ทตฺวา เตนหิ ขิปฺปํ นิฏฺฐาเปหีติ ตํ ปหิณิ ฯ โส รญฺโญ สนฺติกา ธนํ อาทาย คนฺธธูปจุณฺณกปฺปุราทีนิ คเหตฺวา ตสฺส ฆรโต อวิทูเร สพฺพคนฺธาปณํ ปสาเรสิ ฯ ปุโรหิตสฺสาปิ เคหํ สตฺตภูมิกํ สตฺตทฺวารโกฏฺฐกํ โหติ ฯ สพฺเพสุ จ ทฺวารโกฏฺฐเกสุ อิตฺถีนญฺเญว อารกฺขา ฐเปตฺวา ปน พฺราหฺมณํ อญฺโญ ปุริโส เคหํ ปวิสิตุํ ลภนฺโต นาม นตฺถิ ฯ กจวรฉฑฺฑนปจฺฉึปิ โสเธตฺวาเยว ปเวเสนฺติ ฯ ตํ มาณวิกํ ปุโรหิโต เจว ทฏฺฐุํ ลภติ ตสฺสา จ เอกา ปริจาริกา อิตฺถี ฯ อถสฺสา ปริจาริกา คนฺธปุปฺผมูลํ คเหตฺวา คจฺฉนฺตี ตสฺส ธุตฺตสฺส อาปณสมีเปน คจฺฉติ ฯ โส อยํ ตสฺสา ปริจาริกาติ สุฏฺฐุ ญตฺวา เอกทิวสํ ตํ อาคจฺฉนฺตึ ทิสฺวา อาปณา วุฏฺฐาย คนฺตฺวา ตสฺสา ปาทมูเล ปติตฺวา อุโภหิ ปสฺเสหิ ปาเท คาฬฺหํ คเหตฺวา อมฺม เอตฺตกํ กาลํ กหํ คตาสีติ ปริเทวิ ฯ อวเสสาปิ ปยุตฺตกธุตฺตา เอกมนฺตํ ฐตฺวา หตฺถปาทมุขสณฺฐาเนหิ จ อากปฺเปน จ มาตาปุตฺตา เอกสทิสาเยวาติ อาหํสุ ฯ สา อิตฺถี เตสุ เตสุ กเถนฺเตสุ อตฺตโน สทฺทหิตฺวา อยํ เม ปุตฺโต ภวิสฺสตีติ สยมฺปิ โรทิตุํ อารภิ ฯ เต อุโภปิ กนฺทิตฺวา อญฺญมญฺญํ อาลิงฺคิตฺวา อฏฺฐํสุ ฯ
อถ โส ธุตฺโต อาห อมฺม กหํ วสสีติ ฯ กินฺนรีลีฬฺหาย สมานาย รูปโสภคฺคปฺปตฺตาย ปุโรหิตสฺส ทหริตฺถิยา อุปฏฺฐานํ กุรุมานา วสามิ ตาตาติ ฯ อิทานิ กหํ ยาสิ อมฺมาติ ฯ ตสฺสา คนฺธมาลาทีนํ อตฺถายาติ ฯ อมฺม กินฺเต อญฺญตฺถ คเตน อิโต ปฏฺฐาย มเมว สนฺตกํ หราติ มูลํ อคเหตฺวา พหูนิ ตมฺพูลตกฺโกลกาทีนิ เจว นานาปุปฺผานิ จ อทาสิ ฯ มาณวิกา พหูนิ คนฺธปุปฺผาทีนิ ทิสฺวา กึ อมฺม อชฺช อมฺหากํ พฺราหฺมโณ ปสนฺโนติ อาห ฯ กสฺมา เอวํ วทสีติ ฯ อิเมสํ พหุภาวํ ทิสฺวาติ ฯ น พฺราหฺมโณ พหุํ มูลํ อทาสิ มยา ปเนตํ มยฺหํ ปุตฺตสฺส สนฺติกา อาภตนฺติ ฯ ตโต ปฏฺฐาย สา พฺราหฺมเณน ทินฺนมูลํ อตฺตนาว คเหตฺวา ตสฺเสว สนฺติกา คนฺธปุปฺผาทีนิ อาหรติ ฯ ธุตฺโต กติปาหจฺจเยน คิลานาลยํ กตฺวา นิปชฺชิ ฯ สา ตสฺส อาปณทฺวารํ คนฺตฺวา ตํ อทิสฺวา กหํ เม ปุตฺโตติ ปุจฺฉิ ฯ ปุตฺตสฺส เต อผาสุกํ ชาตนฺติ ฯ สา ตสฺส นิปนฺนฏฺฐานํ คนฺตฺวา นิสีทิตฺวา ปิฏฺฐึ ปริมชฺชนฺตี กึ เต ตาต อผาสุกนฺติ ปุจฺฉิ ฯ โส ตุณฺหี อโหสิ ฯ กึ น กเถสิ ปุตฺตาติ ฯ อมฺม มรนฺเตนาปิ ตุยฺหํ กเถตุํ น สกฺกาติ ฯ มยฺหํ อกเถตฺวา กสฺส กเถยฺยาสิ กเถหิ ตาตาติ ฯ อมฺม มยฺหํ อผาสุกํ นตฺถิ ตสฺสา ปน มาณวิกาย วณฺณํ สุตฺวา ปฏิพทฺธจิตฺโตสฺมิ ชาโต ตํ ลภนฺโต ชีวิสฺสามิ อลภนฺโต อิเธว มริสฺสามีติ ฯ ตาต มยฺหํ เอส ภาโร มา ตฺวํ เอตํ นิสฺสาย จินฺตยีติ ตํ อสฺสาเสตฺวา พหูนิ คนฺธปุปฺผาทีนิ อาทาย มาณวิกาย สนฺติกํ คนฺตฺวา ปุตฺโต เม อมฺม มม สนฺติกา ตว วณฺณํ สุตฺวา ปฏิพทฺธจิตฺโต ชาโต กึ กาตพฺพนฺติ ฯ สเจ อาเนตุํ สกฺโกถ มยา กโตกาโสเยวาติ ฯ สา ตสฺสา วจนํ สุตฺวา ตโต ปฏฺฐาย ตสฺส เคหสฺส กณฺรกณฺเณหิ พหุํ กจวรํ สงฺกฑฺฒิตฺวา อารกฺขิตฺถิยา อุปริ ฉฑฺเฑติ ฯ สา เตน อฏฺฏิยมานา อเปติ ฯ อิติ สา เตเนว นิยาเมน ยา ยา กิญฺจิ กเถติ ตสฺสา ตสฺสา อุปริ กจวรํ ฉฑฺเฑสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย ยํ สา อาหรติ วา นีหรติ วา ตํ น กาจิ โสเธตุํ อุสฺสหติ ฯ
ตสฺมึ กาเล สา ตํ ธุตฺตํ ปุปฺผปจฺฉิยํ นิปชฺชาเปตฺวา มาณวิกาย สนฺติกํ อภิหริ ฯ ธุตฺโต มาณวิกาย สีลํ ภินฺทิ เอกาหทฺวีหํ ปาสาเทเยว อโหสิ ฯ ปุโรหิเต พหิ นิกฺขนฺเต อุโภ อภิรมนฺติ ฯ ตสฺมึ อาคเต ธุตฺโต นิลียติ ฯ อถ นํ สา เอกาหทฺวีหจฺจเยน สามิ อิทานิ ตว คนฺตุํ วฏฺฏตีติ อาห ฯ อหํ พฺราหฺมณํ ปหริตฺวา คนฺตุกาโมติ ฯ สา เอวํ โหตูติ ธุตฺตํ นิลียาเปตฺวา พฺราหฺมเณ อาคเต เอวมาห อหํ อยฺย ตุมฺเหสุ วีณํ วาเทนฺเตสุ นจฺจิตุํ อิจฺฉามีติ ฯ สาธุ ภทฺเท นจฺจสฺสูติ วีณํ วาเทสิ ฯ ตุมฺเหสุ โอโลเกนฺเตสุ ลชฺชามิ มุขํ ปน เต สาฏเกน พนฺธิตฺวา นจฺจิสฺสามีติ ฯ สเจ ลชฺชสิ เอวํ กโรหีติ ฯ มาณวิกา ฆนสาฏกํ คเหตฺวา ตสฺส อกฺขีนิ ปิทหมานา มุขํ พนฺธิ ฯ พฺราหฺมโณ มุขํ พนฺธาเปตฺวา วีณํ วาเทสิ ฯ สา มุหุตฺตํ นจฺจิตฺวา อยฺย อหํ เต เอกวารํ สีเส ปหริตุกามาติ อาห ฯ อิตฺถีโลโล พฺราหฺมโณ กิญฺจิ การณํ อชานนฺโต ปหราหีติ อาห ฯ มาณวิกา ธุตฺตสฺส สญฺญํ อทาสิ ฯ โส สนฺติกํ อาคนฺตฺวา พฺราหฺมณสฺส ปิฏฺฐิปสฺเสว ฐตฺวา สีเส กปฺปุเรน ปหริ ฯ อกฺขีนิ ปตนาการปฺปตฺตานิ อเหสุํ ฯ สีเส คณฺโฑ อุฏฺฐหิ ฯ โส เวทนาปฺปตฺโต หุตฺวา อาหร เต หตฺถนฺติ อาห ฯ มาณวิกา อตฺตโน หตฺถํ อุกฺขิปิตฺวา ตสฺส หตฺเถ ฐเปสิ ฯ พฺราหฺมโณ หตฺโถ มุทุโก ปหาโร ปน ถทฺโธติ อาห ฯ ธุตฺโต พฺราหฺมณํ ปหริตฺวา นิลียิ ฯ มาณวิกา ตสฺมึ นิลียนฺเต พฺราหฺมณสฺส มุขโต สาฏกํ โมเจตฺวา เตลํ อาทาย สีสํ ปริสมฺพาหิ ฯ พฺราหฺมเณ พหิ นิกฺขนฺเต ปุน สา อิตฺถี ธุตฺตํ ปจฺฉิยํ นิปชฺชาเปตฺวา นีหริ ฯ โส รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา สพฺพํ ตํ ปวุตฺตึ อาโรเจสิ ฯ
ราชา อตฺตโน อุปฏฺฐานํ อาคตํ พฺราหฺมณํ อาห ชูตํ กีฬาม พฺราหฺมณาติ ฯ สาธุ มหาราชาติ ฯ ราชา ชูตมณฺฑลํ สชฺชาเปตฺวา ปุริมนเยเนว ชูตคีตํ คายิตฺวา ปาสเก ขิปติ ฯ พฺราหฺมโณ มาณวิกาย ตปสฺส ภินฺนภาวํ อชานนฺโต ฐเปตฺวา มาณวิกนฺติ อาห ฯ เอวํ วทนฺโตปิ ปราชิโตเยว ฯ ราชา ชินิตฺวา ตฺวํ พฺราหฺมณ กึ วเทสิ มาณวิกาย เต ตโป ภินฺโน ตฺวํ มาตุคามํ คพฺภโต ปฏฺฐาย รกฺขนฺโต สตฺตสุ ฐาเนสุ อารกฺขํ กโรนฺโต รกฺขิสฺสามีติ มญฺญสิ มาตุคาโม นาม กุจฺฉิยํ ปกฺขิปิตฺวา จรนฺเตนาปิ รกฺขิตุํ น สกฺกา เอกปุริสิกา อิตฺถี นาม นตฺถิ ตว มาณวิกา นจฺจิตุกามามฺหีติ วตฺวา วีณํ วาเทนฺตสฺส ตว สาฏเกน มุขํ พนฺธิตฺวา อตฺตโน ชารํ ตว สีเส กปฺปุเรน ปหราเปตฺวา อุยฺโยเชสิ อิทานิ กึ ฐเปสีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
ยํ พฺราหฺมโณ อวาเทสิ วีณํ สมฺมุขเวฐิโต
อณฺฑภูตา ภตา ภริยา ตาสุ โก ชาตุ วิสฺสเสติ ฯ
ตตฺถ ยํ พฺราหฺมโณ อวาเทสิ วีณํ สมฺมุขเวฐิโตติ เยน การเณน พฺราหฺมโณ ฆนสาฏเกน สห มุเขน เวฐิโต หุตฺวา วีณํ วาเทสิ ตํ การณํ น ชานาตีติ อตฺโถ ฯ ตญฺหิ สา วญฺเจตุกามา เอวมกาสิ ฯ พฺราหฺมโณ ปน ตํ อิตฺถีนํ พหุมายาภาวํ อชานนฺโต มาตุคามสฺส สทฺทหิตฺวา มํ เอสา ลชฺชตีติ เอวํสญฺญี อโหสิ เตนสฺส อญฺญาณภาวํ ปกาเสนฺโต ราชา เอวมาห อยเมตฺถ อธิปฺปาโย ฯ อณฺฑภูตา ภตา ภริยาติ อณฺฑํ วุจฺจติ พีชํ พีชภูตา มาตุ กุจฺฉิโต อนิกฺขนฺตกาเลเยว อาภตา อานีตา ฯ ภตาติ วา ปุฏฺฐาติ อตฺโถ ฯ กา สา ฯ ภริยา ปชาปติ ปาทปริจาริกา ฯ สา หิ ภตฺตวตฺถาทีหิ ภริตพฺพตาย ภินฺนสํวรตาย โลกธมฺเมหิ ภริตพฺพตาย จ ภริยาติ วุจฺจติ ฯ ตาสุ โก ชาตุ วิสฺสเสติ ชาตูติ เอกํสาธิวจนํ ฯ ตาสุ มาตุ กุจฺฉิโต ปฏฺฐาย รกฺขิยมานาสุปิ เอวํ วิการํ อาปชฺชนฺตีสุ ภริยาสุ โก นาม ปณฺฑิโต ปุริโส เอกํเสน วิสฺสเส นิพฺพิการา เอตา มยีติ โก สทฺทเหยฺยาติ อตฺโถ ฯ อสทฺธมฺมวเสน หิ อามนฺตเกสุ นิมนฺตเกสุ วิชฺชมาเนสุ มาตุคาโม นาม น สกฺกา รกฺขิตุนฺติ ฯ
เอวํ โพธิสตฺโต พฺราหฺมณสฺส ธมฺมํ เทเสสิ ฯ พฺราหฺมโณ โพธิสตฺตสฺส ธมฺมเทสนํ สุตฺวา นิเวสนํ คนฺตฺวา ตํ มาณวิกํ อาห ตยา กิร เอวรูปํ ปาปกมฺมํ กตนฺติ ฯ อยฺย โก เอวมาห น กโรมิ อหเมว ปหรึ น อญฺโญ โกจิ สเจ น สทฺทหถ อหํ ตุมฺเห ฐเปตฺวา อญฺญสฺส ปุริสสฺส หตฺถสมฺผสฺสํ น ชานามีติ สจฺจกิริยํ กตฺวา อคฺคึ ปวิสิตฺวา ตุมฺเห สทฺทหาเปสฺสามีติ ฯ พฺราหฺมโณ เอวํ โหตูติ มหนฺตํ ทารุราสึ กาเรตฺวา อคฺคึ ทตฺวา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา สเจ อตฺตโน สทฺทหสิ อคฺคึ ปวิสาติ อาห ฯ มาณวิกา จ อตฺตโน ปริจาริกํ ปฐมเมว สิกฺขาเปสิ อมฺม ตว ปุตฺตํ ตตฺถ คนฺตฺวา มม อคฺคึ ปวิสนกาเล หตฺถคหณํ กาตุํ วเทหีติ ฯ สา คนฺตฺวา ตถา อวจ ฯ ธุตฺโต อาคนฺตฺวา ปริสมชฺเฌ อฏฐาสิ ฯ สา มาณวิกา พฺราหฺมณํ วญฺเจตุกามา มหาชนมชฺเฌ ฐตฺวา พฺราหฺมณ ตํ ฐเปตฺวา อญฺญสฺส ปุริสสฺส หตฺถสมฺผสฺสํ นาม น ชานามิ อิมินา สจฺเจน อยํ อคฺคิ มา มํ ฌาเปสีติ อคฺคึ ปวิสิตุํ อารทฺธา ฯ ตสฺมึ ขเณ ธุตฺโต ปสฺสถ โภ ปุโรหิตพฺราหฺมณสฺส กมฺมํ เอวรูปํ มาตุคามํ อคฺคึ ปเวสาเปตีติ คนฺตฺวา ตํ มาณวิกํ หตฺเถ คณฺหิ ฯ สา หตฺถํ วิสฺสชฺชาเปตฺวา ปุโรหิตํ อาห อยฺย มม สจฺจกิริยา ภินฺนา น สกฺกา อคฺคึ ปวิสิตุนฺติ ฯ กึการณาติ ฯ อชฺช มยา เอวํ สจฺจกิริยา กตา ฐเปตฺวา มม สามิกํ อญฺญสฺส ปุริสสฺส หตฺถสมฺผสฺสํ น ชานามีติ อทานิ จมฺหิ อิมินา ปุริเสน หตฺเถ คหิตาติ ฯ พฺราหฺมโณ วญฺจิโต อหํ อิมายาติ ญตฺวา ตํ โปเถตฺวา นีหราเปสิ ฯ เอวํ อสทฺธมฺมสมนฺนาคตา กิเรตา อิตฺถิโย มหนฺตํ ปาปกมฺมํ กตฺวา อตฺตโน สามิกํ วญฺเจตุํ นาหํ เอวรูปํ กโรมีติ ทิวสมฺปิ สปถํ กุรุมานา นานาจิตฺตาว โหนฺติ ฯ เตน วุตฺตํ
โจรีนํ พหุพุทฺธีนํ ยาสุ สจฺจํ สุทุลฺลภํ
ถีนํ ภาโว ทุราชาโน มจฺฉสฺเสโวทเก คตํ ฯ
มุสา ตาสํ ยถา สจฺจํ สจฺจํ ตาสํ ยถา มุสา
คาโว พหุติณสฺเสว มม สนฺติ วรํ วรํ ฯ
โจริโย กฐินา เหตา วาฬา จปลสกฺขรา
น ตา กิญฺจิ น ชานนฺติ ยํ มนุสฺเสสุ วญฺจนนฺติ ฯ
สตฺถา เอวํ อรกฺขิโย มาตุคาโมติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ สตฺถาปิ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา พาราณสีราชา อหเมว อโหสีติ ฯ
อณฺฑภูตชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗