ตักกชาดก
ว่าด้วยธรรมดาหญิง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๓ · บรรทัด ๔๑๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุผู้กระสันนั่นแหละ ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า โกธนา อกตญฺญู จ ดังนี้. พระศาสดาตรัสถามว่า จริงหรือภิกษุที่เขาว่า เธอกระสันแล้ว ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัสว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลาย เป็นคนอกตัญญู ประทุษร้ายมิตร เหตุไรเธอจึงกระสันเพราะอาศัยหญิงเหล่านั้น แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :๑. ม. อรรถกถาตักกปัณฑิตชาดกในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมเสวยราชสมบัติอยู่ใน กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤาษี สร้างอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ยังสมาบัติและอภิญญาให้เกิดแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่ความยินดีในฌาน. ในสมัยนั้น ธิดาของท่านเศรษฐี ในกรุงพาราณสี ชื่อว่าทุษฐกุมารี เป็นหญิงดุร้ายหยาบคาย มักด่า มักตี ทาส และกรรมกร. ครั้นอยู่มาวันหนึ่งคนที่เป็นบริวาร ชวนนางไปว่า จักเล่นน้ำในแม่น้ำคงคา. ขณะเมื่อมนุษย์เหล่านั้นเล่นน้ำกันอยู่นั่นแหละ เป็นเวลาที่พระอาทิตย์ใกล้จะอัษฎงค์. เมฆฝนก็ตั้งเค้าขึ้น. พวกมนุษย์ทั้งหลายเห็นเมฆฝนแล้ว ก็รีบวิ่งแยกย้ายกันไป. พวกทาสกรรมกรของธิดาท่านเศรษฐีพูดกันว่า วันนี้พวกเราควรแก้เผ็ดนางตัวร้ายนี้แล้วทิ้งนางไว้ในน้ำนั่นแล พากันขึ้นไปเสีย. ฝนก็ตกลงมา แม้ดวงอาทิตย์ก็อัษฎงค์. เกิดความมืดมัวทั่วไป. พวกทาสและกรรมกรเหล่านั้น เว้นแต่ธิดาท่านเศรษฐีคนเดียว ไปถึงเรือนเมื่อคนทั้งหลาย พูดว่า ธิดาท่านเศรษฐีไปไหนเล่า ? ก็กล่าวว่านางขึ้นจากแม่น้ำคงคาก่อนหน้าแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกข้าพเจ้าจึงไม่รู้ว่านางไปไหน. แม้พวกญาติพากันค้นหาก็ไม่พบ. ธิดาท่านเศรษฐีร้องดังลั่น ลอยไปตามน้ำ ถึงที่ใกล้บรรณศาลาของพระโพธิสัตว์ เมื่อเวลาเที่ยงคืน. พระโพธิสัตว์ได้ยินเสียงของนางก็คิดว่า นั่นเสียงหญิง ต้องช่วยเหลือนางพลางถือคบหญ้าเดินไปสู่ฝั่งแม่น้ำ เห็นนางแล้ว ก็ปลอบว่าอย่ากลัว อย่ากลัว ด้วยมีกำลังดังช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรงว่ายน้ำไปช่วยนางขึ้นได้ พาไปอาศรม ก่อไฟให้นางผิง ครั้นนางค่อยสร่างหนาวแล้ว ก็จัดหาผลไม้น้อยใหญ่ที่อร่อย ๆ มาให้พลางถามนางขณะที่บริโภคผลไม้นั้น ๆ ว่า นางอยู่ที่ไหน และทำไมถึงตกน้ำลอยมา. นางก็เล่าเรื่องราวนั้นให้ฟัง. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์กล่าวกะนางว่า เธอพักเสียที่นี่แหละ แล้วจัดให้นางพักในบรรณศาลา ตนพักอยู่กลางแจ้ง สอง-สามวัน แล้วกล่าวว่าบัดนี้ เธอจงไปเถิด. เศรษฐีธิดาคิดว่า เราจักทำดาบสนี้ถึงสีลเภท แล้วชวนไปด้วยให้จงได้ ดังนี้แล้วไม่ยอมไป. ครั้นเวลาล่วงผ่านไป ก็แสดงกระบิดกระบวนเล่ห์มายาหญิง ทำให้พระดาบสศีลขาด เสื่อมจากฌาน. ดาบสก็ชวนนางอยู่ในป่านั่นเองครั้งนั้น นางกล่าวกะดาบสว่า ข้าแต่ท่านเจ้า เราทั้งสองจักอยู่ในป่าทำไม เราสองคนพากันไปสู่ยานมนุษย์เถิด. ดาบสก็พานางไปถึงบ้านชายแดนตำบลหนึ่ง ประกอบอาชีพด้วยการขายเปรียงเลี้ยงนาง. เพราะท่านดาบสขายเปรียงเลี้ยงชีวิต ฝูงชนจึงขนานนามว่า ตักกบัณฑิต. ครั้งนั้น พวกชาวบ้านร่วมกันให้เสบียงอาหารแก่ท่าน กล่าวว่า ท่านช่วยบอกเหตุการณ์ที่บุคคลประกอบดีหรือชั่ว ก็พวกข้าพเจ้า อยู่เสียในที่นี้เถิด แล้วช่วยกันสร้างกระท่อมให้อยู่ใกล้ประตูบ้าน. ก็โดยสมัยนั้น พวกโจรพากันลงมาจากภูเขา ปล้นชนบทชายแดน วันหนึ่งพากันมาปล้น บ้านนั้น แล้วใช้ชาวชนบทนั้นแหละให้ขนข้าวของไปให้ ยึดเอาตัวนางเศรษฐีธิดา แม้นั้นไปยังที่พำนักของตน แล้วจึงปล่อยคนที่เหลือ. ส่วนนายโจรพอใจในรูปของนาง จึงทำนางให้เป็นภรรยาของตน. พระโพธิสัตว์สอบถามว่า หญิงชื่อนี้ไปไหนเสียเล่า ? แม้จะได้ฟังว่า ถูกนายโจรยึดเอาไว้เป็นภรรยาเสียแล้ว ก็ยังคิดว่า นางจักยังไม่ทิ้งเรา อยู่ในที่นั้น จักต้องหนีมาเป็นแน่ รอคอยนางอยู่ในบ้านนั่นเอง. ฝ่ายนางเศรษฐีธิดา ก็คิดว่า เราอยู่ที่นี่เป็นสุขดี บางทีตักกบัณฑิตอาศัยเหตุไร ๆ แล้ว จะมาพาเราไปเสียจากที่นี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักเสื่อมจากความสุขนี้ ถ้ากระไร เราทำเป็นเหมือนยังอาลัยรักอยู่ ให้คนไปตามตัวมาแล้วให้เขาฆ่าเสีย คิดแล้วเรียกมนุษย์ผู้หนึ่งมาส่งข่าวไปว่า ดิฉันเป็นอยู่อย่างลำบากในที่นี้ ท่านตักกบัณฑิตกรุณามารับฉันไปด้วยเถิด. ตักกบัณฑิตสดับข่าวนั้นแล้วก็เชื่อ จึงไปที่บ้านนายโจร หยุดรอที่ประตูบ้านส่งข่าวไป. นางออกมาพบ แล้วพูดว่า ท่านเจ้าขา ถ้าเราพากันไปเดี๋ยวนี้ นายโจรจักติดตามฆ่าเราทั้งสองเสียก็ได้ เราจักไปกันในเวลากลางคืน พาตักกบัณฑิตมาให้บริโภค ให้ซ่อนตัวอยู่ในยุ้ง ตกเวลาเย็น นายโจรกลับมา กินเหล้า เมา ก็พูดว่า ท่านเจ้าค่ะ ถ้านายเห็นศัตรูของนายในเวลานี้ นายจะพึงทำอย่างไรกะเขา. นายโจรกล่าวว่า เราจักกระทำเช่นนี้ ๆ. นางจึงบอกว่าก็ศัตรูนั้นอยู่ไกลเสียเมื่อไรเล่า นั่งอยู่ในยุ้งข้าวนี่เอง. นายโจรถือพระขรรค์เดินไปที่ยุ้งข้าว เห็นตักกบัณฑิตก็จับเหวี่ยงให้ล้มลงกลางเรือน โบยด้วยท่อนไม้ ทุบถองด้วยศอกเข่าเป็นต้นจนหนำใจ ตักกบัณฑิตถึงจะถูกโบยก็ไม่พูดถ้อยคำอะไรอย่างอื่นเลย กล่าวแต่คำว่า ขี้โกรธ อกตัญญู ชอบส่อเสียด ประทุษร้ายมิตร อย่างเดียวเท่านั้น ฝ่ายโจรโบยตักกบัณฑิตแล้วก็มัดให้นอนมากินอาหารเย็นแล้วก็หลับไป ตื่นขึ้น พอฤทธิ์สุราสร่าง ก็เริ่มโบยตักกบัณฑิตอีก. แม้ตักกบัณฑิต ก็กล่าวแต่คำ ๔ คำ อยู่อย่างนั้น. โจรคิดว่า ท่านผู้นี้ แม้จะถูกเราโบยอย่างนี้ ก็ไม่ยอมพูดอะไรอย่างอื่นเลย คงกล่าวแต่คำ ๔ คำ อยู่ตลอดมา เราจักถามดู แล้วก็ถามตักกบัณฑิตว่า นี่แนะท่านผู้เจริญ ถึงแม้ท่านจะถูกโบยอย่างนี้ เหตุไฉน จึงกล่าวแต่คำ ๔ คำ เหล่านี้เท่านั้น. ตักกบัณฑิตกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น จงฟัง แล้วกล่าวลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นว่า เดิมข้าพเจ้าเป็นดาบสหนึ่งอยู่ในป่า ได้ฌานข้าพเจ้าช่วยหญิงผู้นี้ผู้ลอยมาในแม่น้ำคงคาให้ขึ้นได้แล้ว ประคบประหงม เมื่อเป็นเช่นนี้ นางผู้นี้ ก็เล้าโลมข้าพเจ้า ทำให้เสื่อมจากฌาน ข้าพเจ้าต้องทิ้งป่าพานางมาเลี้ยงดูอยู่ที่บ้านชายแดนครั้นนางส่งข่าวไปถึงข้าพเจ้าว่า ถูกพวกโจรนำมาที่นี่ ต้องอยู่อย่างลำบาก ให้ช่วยพานางกลับไป ทำให้ข้าพเจ้าต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของท่านในบัดนี้ ด้วยเหตุนั้นข้าพเจ้าจงกล่าวอยู่อย่างนี้. โจรได้คิดว่า หญิงคนนี้ปฏิบัติผิดถึงอย่างนี้ ในท่านผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ มีอุปการะถึงอย่างนี้ มันคงทำอุปัทวันตรายอะไร ๆให้แก่เราก็ได้ ต้องฆ่ามันเสีย. นายโจรปลอบให้ตักกบัณฑิตเบาใจ ปลุกนางฉวยพระขรรค์ออกมาพูดว่า เราจักฆ่าชายผู้นี้ที่ประตูบ้าน เดินไปนอกบ้านกับนาง พลางบอกให้นางจับมือท่านตักกบัณฑิตไว้ด้วยคำว่า จงยึดมือชายผู้นี้ไว้ แล้วชักพระขรรค์ทำเป็นเหมือนจะฟันท่านตักกบัณฑิต กลับฟันนางขาด ๒ ท่อนอาบน้ำดำเกล้าแล้ว เลี้ยงดูท่านตักกบัณฑิต ด้วยโภชนะอันประณีต สอง-สามวัน ก็กล่าวว่า บัดนี้ท่านจักไปไหนต่อไปเล่า ? ตักกบัณฑิตกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่ากิจด้วยการอยู่ครองเรือนไม่มีแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่านั่นแหละ. โจรกล่าวว่าถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็จักบวชด้วย. ทั้งสองคนพากันบวช ไปสู่ราวป่านั้น ให้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ เกิดได้แล้ว ในเวลาสิ้นชีวิต ก็ได้ไปสู่พรหมโลก. พระบรมศาสดาตรัสเรื่องทั้งสองเหล่านี้แล้ว ครั้นตรัสรู้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ ความว่า " หญิงทั้งหลาย เป็นผู้มักโกรธ. อกตัญญูมักส่อเสียด และคอยแต่ทำลาย ก่อนภิกษุ เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด แล้วเธอจักไม่คลาดความสุขเป็นแน่ " ดังนี้. ในพระคาถานั้น ประมวลอรรถาธิบายได้ดังนี้ :ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลาย เป็นผู้มักโกรธ ไม่สามารถจะหักห้ามความโกรธที่เกิดขึ้นแล้วได้เลย เป็นคนอกตัญญูไม่รู้อุปการคุณแม้จะยิ่งใหญ่ เป็นคนส่อเสียด ชอบกล่าวคำอันแสดงถึงความส่อเสียดอยู่ร่ำไป เป็นผู้มีนิสัยชอบทำลายชอบทำลายหมู่มิตร มีปกติกล่าวคำทำให้มิตรแตกกันเป็นประจำหญิงเหล่านี้ ประกอบไปด้วยธรรมอันลามกเห็นปานนี้. เธอจะไปต้องการหญิงเหล่านี้ ทำไมเล่า ? ดูก่อนภิกษุ เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด เพราะว่าการงดเว้นจากเมถุนธรรมนี้ ชื่อว่าพรหมจรรย์ ด้วยอรรถว่าเป็นคุณอันบริสุทธิ์ เธอประพฤติพรหมจรรย์นั้น ก็จะไม่คลาดความสุข คือว่า เมื่อเธออยู่ประพฤติพรหมจรรย์นั้น จักไม่คลาดความสุขในฌาน ได้แก่ความสุขอันเกิดจากมรรค และความสุขอันเกิดจากผล อธิบายว่า จักไม่ละความสุขนี้ คือจักไม่เสื่อมจากความสุขนี้. ปาฐะว่า น ปริหายสิเธอจักไม่เสื่อม ดังนี้ก็มี. ความก็อย่างเดียวกันนี้แหละ. พระบรมศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสประกาศสัจจะทั้งหลาย. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุกระสันดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. แม้พระบรมศาสดา ก็ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า นายโจรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ในครั้งนี้ ส่วนตักกบัณฑิตได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาตักกชาดก๑ ที่ ๓๑. ม. อรรถกถาตักกบัณฑิตชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๑๓๐–๑๓๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
3. Takkajātakaṃ
kodhanā akataññū cāti idaṃ satthā jetavane viharanto ukkaṇṭhitabhikkhuññeva ārabbha kathesi.
Satthā saccaṃ kira tvaṃ bhikkhu ukkaṇṭhitosīti pucchitvā saccanti vutte itthiyo nāma akataññū mittadubbhā kasmā tā nissāya Ukkaṇṭhitosīti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto isipabbajjaṃ pabbajitvā gaṅgāya tīre assamaṃ māpetvā samāpattiyo ca abhiññā ca nibbattetvā jhānaratisukhena vihāsi. Tasmiṃ samaye bārāṇasīseṭṭhidhītā duṭṭhakumārī nāma caṇḍā ahosi pharusā dāsakammakare akkosati paharati. Atha naṃ ekadivasaṃ parivāramanussā gahetvā gaṅgāya kīḷissāmāti agamaṃsu. Tesaṃ kīḷantānaṃyeva suriyaṭṭhaṅgamanavelā jātā megho uṭṭhahi. Manussā meghaṃ disvā ito cito ca vegena palāyiṃsu. Seṭṭhidhītāya dāsakammakarā ajja amhehi etissā piṭṭhiṃ passituṃ vaṭṭatīti taṃ antoudakasmiññeva chaḍḍetvā uttariṃsu. Devo pāvassi. Suriyopi aṭṭhaṅgato. Andhakāraṃ jātaṃ. Te tāya vināva gehaṃ gantvā kahaṃ sāti vutte gaṅgāto tāva uttiṇṇā aka naṃ na jānāma kahaṃ gatāti. Ñātakā vicinitvāpi na passiṃsu. Sā mahāviravaṃ viravantī udakena vuyhamānā aḍḍharattikasamaye bodhisattassa paṇṇasālāya samīpaṃ pāpuṇi. So tassā saddaṃ sutvā mātugāmassa saddo esa parittāṇamassā karissāmīti tiṇukkaṃ ādāya nadītīraṃ gantvā taṃ disvā mā bhāyi mā bhāyīti assāsetvā nāgabalo thāmasampanno nadiṃ taramāno gantvā taṃ ukkhipitvā assamapadaṃ ānetvā aggiṃ katvā adāsi sīte vigate madhurāni phalāphalāni upanāmesi tāni khāditvā ṭhitaṃ kattha vāsikā Kathañca gaṅgāya patitāsīti pucchi. Sā taṃ pavuttiṃ ārocesi. Atha naṃ tvaṃ ettheva vasāti paṇṇasālāya vasāpento dvīhatīhaṃ sayaṃ abbhokāse vasitvā idāni gacchāti āha. Sā imaṃ tāpasaṃ sīlabhedaṃ pāpetvā gahetvā gamissāmīti na gacchati. Atha gacchante kāle itthīkuttaṃ itthīlīḷhaṃ dassetvā tassa sīlabhedaṃ katvā jhānaṃ antaradhāpesi. So taṃ gahetvā araññeyeva vasati. Atha naṃ sā āha ayya kinno araññavāsena manussapathaṃ gamissāmāti. So taṃ ādāya ekaṃ paccantagāmaṃ gantvā takkabhatiyā jīvitaṃ kappetvā taṃ poseti. Tassa takkaṃ vikkiṇitvā jīvatīti takkapaṇḍitoti nāmaṃ akaṃsu. Athassa gāmavāsino paribbayaṃ datvā amhākaṃ suyuttaṃ duyyuttaṃ vā ācikkhanto ettha vasāti gāmadvāre kuṭiyaṃ vāsesuṃ.
Tena ca samayena corā pabbatā oruyha paccantaṃ paharanti. Te ekadivasaṃ taṃ gāmaṃ paharitvā gāmavāsikehiyeva bhaṇḍāni ukkhipāpetvā gacchantā tampi seṭṭhidhītaraṃ gahetvā attano vasanaṭṭhānaṃ gantvā sesajanaṃ vissajjesuṃ. Corajeṭṭhako pana tassā rūpe bajjhitvā taṃ attano bhariyaṃ akāsi. Bodhisatto itthannāmā kahanti pucchitvā corajeṭṭhakena gahetvā attano bhariyā katāti sutvāpi na sā tattha mayā vinā vasissati palāyitvā āgacchissatīti tassā āgamanaṃ olokento tattheva vasi. Seṭṭhidhītāpi cintesi ahaṃ idha sukhaṃ vasāmi kadāci maṃ takkapaṇḍito kiñcideva nissāya Āgantvā ito ādāya gaccheyya atha etasmā sukhā parihāyissāmi yannūnāhaṃ sampiyāyamānā viya taṃ pakkosāpetvā ghātāpeyyanti. Sā ekaṃ manussaṃ pakkositvā ahaṃ idha dukkhaṃ jīvāmi takkapaṇḍito āgantvā maṃ ādāya gacchatūti sāsanaṃ pesesi. So taṃ sāsanaṃ sutvā saddahitvā tattha gantvā gāmadvāre ṭhatvā sāsanaṃ pesesi. Sā nikkhamitvā taṃ disvā ayya sace mayaṃ idāni gacchissāma corajeṭṭhako anubandhitvā ubhopi amhe ghātessati rattibhāge gamissāmāti taṃ ānetvā bhojetvā koṭṭhake nisīdāpetvā sāyaṃ corajeṭṭhakassa āgantvā suraṃ pivitvā mattakāle sāmi sace imāya velāya tava sattuṃ passeyyāsi kinti naṃ kareyyāsīti āha. Idañcidañca karissāmīti āha. Kiṃ pana so dūre nanu koṭṭhake nisinnoti. Corajeṭṭhako khaggaṃ ādāya tattha gantvā taṃ disvā gahetvā gehamajjhe pātetvā daṇḍakappurādīhi yathāruciṃ pothesi. So pothiyamāno aññaṃ kiñci avatvā kodhanā akataññū ca pisuṇā mittadubbhikāti ettakameva vadati. Coropi taṃ pothetvā bandhitvā nipajjāpetvā sāyamāsaṃ bhuñjitvā sayitvā pabuddho jiṇṇāya surāya puna taṃ pothetuṃ ārabhi. Sopi tāneva cattāri padāni vadati. Coro cintesi ayaṃ evaṃ pothiyamānopi aññaṃ kiñci avatvā imāneva cattāri ca padāni vadati pucchissāmi nanti cintetvā taṃ pucchi ambho purisa tvaṃ evaṃ pothiyamānopi kasmā etāneva padāni Vadasīti. Takkapaṇḍito tenahi suṇāhīti taṃ kāraṇaṃ ādito paṭṭhāya kathesi ahaṃ pubbe araññavāsiko eko tāpaso jhānalābhī svāhaṃ etaṃ gaṅgāya vuyhamānaṃ uttāretvā paṭijaggiṃ atha maṃ esā palobhetvā jhānā parihāpesi svāhaṃ araññaṃ pahāya etaṃ posento paccantagāmake vasāmi athesā corehi idha ānītā ahaṃ dukkhaṃ vasāmi āgantvā maṃ netūti mayhaṃ sāsanaṃ pesetvā idāni tava hatthe pāpesi iminā kāraṇenāhaṃ evaṃ kathemīti.
Coro cintesi yā esā evarūpe guṇasampanne upakārake evaṃ vippaṭipajji sā mayhaṃ katarannāma upaddavaṃ kareyya māretabbā esāti. So takkapaṇḍitaṃ assāsetvā taṃ pabodhetvā khaggaṃ ādāya nikkhamitvā etaṃ purisaṃ gāmadvāre ghātessāmāti vatvā tāya saddhiṃ bahigāmaṃ gantvā etaṃ hatthe gaṇhāti taṃ tāya hatthe gāhāpetvā khaggaṃ ādāya takkapaṇḍitaṃ paharanto viya taṃ dvidhā chinditvā sīsaṃ nhātvā takkapaṇḍitaṃ katipāhaṃ paṇītabhojanena santappetvā idāneva kahaṃ gamissasīti āha. Takkapaṇḍito gharāvāsena me kiccaṃ natthi isipabbajjaṃ pabbajitvā tattheva araññe vasissāmīti āha. Tenahi ahampi pabbajissāmīti. Ubhopi pabbajitvā taṃ araññāyatanaṃ gantvā pañcābhiññā aṭṭha samāpattiyo ca nibbattetvā jīvitapariyosāne brahmalokaparāyanā ahesuṃ.
Satthā imāni dve vatthūni kathetvā abhisambuddho hutvā imaṃ gāthamāha
Kodhanā akataññū ca pisuṇā ca vibhedikā
brahmacariyaṃ cara bhikkhu so sukhaṃ na vihāhisīti.
Tatrāyaṃ piṇḍattho bhikkhu itthiyo nāmetā kodhanā uppannakodhaṃ nivāretuṃ na sakkonti akataññū ca atimahantampi upakāraṃ na jānanti pisuṇā ca pesuññabhāvakaraṇameva kathaṃ kathenti vibhedikā mitte bhindanti mittabhedanakathaṃ kathanasīlāyeva evarūpehi pāpadhammehi samannāgatā etā kinte etāhi brahmacariyaṃ cara bhikkhu ayaṃ hi methunavirati parisuddhaṭṭhena brahmacariyaṃ nāma taṃ cara. So sukhaṃ na vihāhisīti so tvaṃ etaṃ brahmacariyavāsaṃ vasanto jhānasukhaṃ maggasukhaṃ phalasukhañca na vihāhisi etaṃ sukhaṃ na vijahissasi etasmā sukhā na parihāyissasīti attho. Na parihāyasītipi pāṭho ayameva attho.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsesi. Saccapariyosāne ukkaṇṭhitabhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhahi. Satthāpi jātakaṃ samodhānesi tadā corajeṭṭhako ānando ahosi takkapaṇḍito pana ahamevāti.
Takkajātakaṃ tatiyaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗