ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อนภิรติชาดก
ชาดกที่ ๖๕ · เอกกนิบาตชาดก · อิตถีวรรค

อนภิรติชาดก

ว่าด้วยเปรียบหญิงเหมือนของ ๕ อย่าง

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๕ · บรรทัด ๔๒๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอนภิรติชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหาร ชื่อว่าเชตวัน ทรงปรารภอุบาสกผู้มีเรื่องอย่างนั้นแหละ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยถา นที ปนฺโต จ ดังนี้. ก็เมื่ออุบาสกนั้น คอยเฝ้าจับตาดูอยู่ ก็รู้ความที่หญิงผู้เป็นภรรยานั้น มีความประพฤติชั่ว จึงมีจิตเดือดดาล และเพราะเหตุที่ตนเป็นผู้มีจิตกังวลขุ่นมัว จึงไม่ได้ไปสู่ที่บำรุงพระศาสดาเสีย ๗-๘ วัน. ครั้นวันหนึ่งเขาไปวิหาร ถวายบังคมพระตถาคตเจ้านั่งเรียบร้อยแล้ว เมื่อพระศาสดาตรัสว่า เพราะเหตุไร จึงไม่มาเสีย ๗-๘ วัน จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภรรยาของข้าพระองค์ เป็นหญิงมีความประพฤติชั่ว เพราะเหตุที่ข้าพระองค์มีจิตขุ่นหมองในเรื่องชั่ว ๆ ของนาง จึงมิได้มาเฝ้า พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก บุรุษต้องไม่ทำความขุ่นเคืองในหญิงทั้งหลายว่า หญิงเหล่านี้ ประพฤติอนาจาร พึงวางตนเป็นกลางอย่างเดียว แม้ในกาลก่อน บัณฑิตทั้งหลายก็บอกท่านแล้ว แต่ท่านกำหนดเหตุนั้นไม่ได้ เพราะภพอื่นปกปิดไว้ อุบาสกกราบทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ โดยนัยก่อนนั่นแล. ครั้งนั้นศิษย์ของท่านก็ได้เห็นโทษของภรรยาแล้ว ไม่มาหาเสีย ๒-๓ วัน เพราะความเป็นผู้มีจิตขุ่นหมอง วันหนึ่งถูกอาจารย์ถาม ก็แจ้งเหตุนั้นให้ทราบ. ครั้นแล้วอาจารย์ของเขาจึงกล่าวว่า พ่อเอ๋ย ขึ้นชื่อว่าหญิง เป็นของทั่วไปแก่คนทั้งปวงบัณฑิตทั้งหลายจะไม่ทำความขุ่นเคืองในหญิงเหล่านั้นเลย ว่าหญิงเหล่านี้เป็นคนทุศีล มีแต่บาปธรรม แล้วกล่าวคาถานี้ โดยมุ่งให้เป็นคำสอน ความว่า :"ขึ้นชื่อว่า หญิงทั้งหลายในโลก มีอุปมาเหมือนแม่น้ำ หนทาง โรงน้ำดื่ม ที่ประชุม และ

บ่อน้ำ บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่ถือโกรธหญิง

เหล่านั้น." ดังนี้บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา นที ความว่า แม่น้ำมีท่ามาก เป็นสถานที่สาธารณะ แม้แก่คนชั้นต่ำ มีคนจัณฑาลเป็นต้นแม้แก่คนชั้นสูง มีกษัตริย์เป็นต้น ผู้มุ่งมาเพื่อจะอาบ ในบรรดาคนเหล่านั้น ใคร ๆ ชื่อว่า จะอาบไม่ได้ ไม่มีเลย. แม้ในบทมีอาทิว่า ปนฺโต ก็มีอธิบายว่า แม้หนทางใหญ่ก็เป็นทางสาธารณะ สำหรับคนทั้งปวง ใคร ๆ ที่จะชื่อว่า ไม่ได้เดินทางนั้น ก็มิได้มี. บทว่า ปานาคารํ ความว่า โรงเหล้า จัดเป็นสถานสาธารณะสำหรับคนทั่วไป คนใด ๆ ปรารถนาจะดื่ม ทุก ๆ คนก็มีสิทธิเข้าไปในโรงเหล้านั้นได้ทั้งนั้น แม้ถึงสภาที่ผู้ปรารถนาบุญสร้างไว้ เป็นที่พักอาศัยของมนุษย์ทั้งหลาย ในที่นั้น ๆ ก็เป็นสถานสาธารณะ ใคร ๆ จะไม่ได้เข้าไปในสภานั้น ก็มิได้มีแม้ประปา ที่เขาตั้งตุ่มน้ำสำหรับดื่มใกล้ทางใหญ่สร้างขึ้นไว้ก็เป็นของสาธารณะสำหรับคนทั่วไป ใคร ๆ จะไม่ได้ดื่ม น้ำดื่มในที่นั้น ก็มิได้มี ฉันใด. บทว่า เอวํ โลกิตฺถิโย นาม ความว่า ดูก่อนพ่อมาณพหนุ่มน้อย หญิงทั้งหลายในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นของสาธารณะสำหรับคนทั่วไป คือเป็นเช่นกับ แม่น้ำ หนทาง โรงดื่มสภา และประปา ด้วยอรรถว่า เป็นของทั่วไปนั้นแล. เพราะเหตุนั้น บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่โกรธเคืองหญิงเหล่านั้น อธิบายว่าบัณฑิตคือคนฉลาด สมบูรณ์ด้วยความรู้ คิดเสียว่า หญิงเหล่านี้ลามก อนาจาร ทุศีล เป็นหญิงสาธารณะแก่คนทั่วไป ดังนี้แล้วจึงไม่โกรธหญิงเหล่านั้น. พระโพธิสัตว์ให้โอวาทแก่ศิษย์อย่างนี้. เขาฟังโอวาทนั้นแล้ว จึงวางใจเป็นกลางได้ แม้ภรรยาของเขา ก็คิดว่า ได้ยินว่าอาจารย์รู้เรื่องของเราแล้ว ตั้งแต่บัดนั้น ก็ไม่ทำกรรมอันลามกอีก. แม้ภรรยาของอุบาสกนั้น ก็คิดว่า ได้ยินว่า พระศาสดาเรื่องของเราแล้ว ตั้งแต่นั้นก็ไม่ทำบาปกรรมอีก. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสประกาศสัจจะทั้งหลาย เมื่อจบสัจจะอุบาสกก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. แม้พระศาสดา ก็ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า คู่ผัวเมียในครั้งนั้น ได้มาเป็นคู่เมียผัวในครั้งนี้ ส่วนพราหมณ์เป็นอาจารย์ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอนภิรติชาดกที่ ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๑๔๒–๑๔๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

5. Anabhiratijātakaṃ

yathā nadī ca pantho cāti idaṃ satthā jetavane viharanto tathārūpaññeva upāsakaṃ ārabbha kathesi.

So pana pariggaṇhanto tassā dussīlabhāvaṃ ñatvā caṇḍīkato cittabyākulatāya sattaṭṭhadivase upaṭṭhānaṃ na agamāsi. So ekadivasaṃ vihāraṃ gantvā tathāgataṃ vanditvā nisinno kasmā sattaṭṭhadivasāni nāgatosīti vutte bhariyā me bhante dussīlā tassā upari byākulacittatāya nāgatomhīti āha. Satthā upāsaka itthīsu anācārā etāti kopaṃ akatvā majjhatteneva bhavituṃ vaṭṭati pubbepi te paṇḍitā kathayiṃsu tvaṃ pana bhavantarena paṭicchannattā taṃ kāraṇaṃ na sallakkhesīti vatvā tena yācito atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto purimanayeneva disāpāmokkho ācariyo ahosi. Athassa antevāsiko bhariyāya dosaṃ disvā byākulacittatāya katipāhaṃ anāgantvā ekadivasaṃ ācariyena pucchito taṃ kāraṇaṃ nivedesi. Athassa ācariyo tāta itthī nāma sabbasādhāraṇā tāsu dussīlā pāpadhammā etāti paṇḍitā kopaṃ na karontīti ovādavasena imaṃ gāthamāha

yathā nadī ca pantho ca pānāgāraṃ sabhā papā

evaṃ lokitthiyo nāma nāsaṃ kujjhanti paṇḍitāti. Tattha yathā nadīti yathā anekatiṭṭhā nadī nhānatthāya sampattasampattānaṃ caṇḍālādīnampi khattiyādīnampi sādhāraṇā na tattha koci nhāyituṃ na labhati nāma. Panthoti ādīsu yathā mahāmaggopi sabbesaṃ sādhāraṇo na koci tena gantuṃ na labhati. Pānāgāranti surāgehaṃ sabbesaṃ sādhāraṇaṃ yo yo pātukāmo sabbo tattha pavisateva. Puññatthikehi tattha tattha manussānaṃ nivāsanatthāya katā sabhāpi sādhāraṇā na tattha koci pavisituṃ na labhati. Mahāmagge pānīyacāṭiyo ṭhapetvā katā papāpi sabbesaṃ sādhāraṇā na tattha koci pānīyaṃ pivituṃ na labhati. Evaṃ lokitthiyo nāmāti evameva tāta māṇava imasmiṃ loke itthiyo sabbasādhāraṇā teneva sādhāraṇaṭṭhena nadīpanthapānāgārasabhāpapā sadisā. Tasmā nāsaṃ kujjhanti paṇḍitāti etāsaṃ itthīnaṃ lāmikā etā anācārā dussīlā sabbasādhāraṇāti cintetvā paṇḍitā chekā buddhisampannā na kujjhantīti.

Evaṃ bodhisatto antevāsikassa ovādaṃ adāsi. So taṃ ovādaṃ sutvā majjhatto ahosi. Bhariyāpissa ācariyena kiramhi ñātāti tato paṭṭhāya pāpakammaṃ nākāsi.

Tassāpi upāsakassa bhariyā satthārā kiramhi ñātāti tato paṭṭhāya pāpakammaṃ nākāsi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsesi. Saccapariyosāne upāsako sotāpattiphale patiṭṭhahi. Satthāpi anusandhiṃ ghaṭetvā jātakaṃ samodhānesi tadā jāyapatikā etarahi jāyapatikāyeva ācariyabrāhmaṇo pana ahameva ahosīti.

Anabhiratijātakaṃ pañcamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๖๔. ทุราชานชาดกชาดกถัดไป๖๖. มุทุลักขณชาดก