เทวธรรมชาดก
ว่าด้วยธรรมของเทวดา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖ · บรรทัด ๓๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้มีภัณฑะมาก จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา ดังนี้.
ได้ยินว่า กุฎุมพีชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง เมื่อภรรยาตายก็บวชกุฎุมพีนั้น เมื่อจะบวชได้ให้ทำบริเวณ โรงไฟและห้องเก็บสิ่งของ ทำห้องเก็บสิ่งของให้เต็มด้วยเนยใสและข้าวสารเป็นต้น สำหรับคนแล้วจึงบวช ก็แหละครั้นบวชแล้ว ให้เรียกทาสของตนมา ให้หุงต้มอาหารตามชอบใจ แล้วจึงบริโภคและได้เป็นผู้มีบริขารมาก ในเวลากลางคืน มีผ้านุ่งและผ้าห่มผืนหนึ่ง เวลากลางวัน มีอีกผืนหนึ่งอยู่ท้ายวิหาร วันหนึ่ง เมื่อภิกษุนั้นนำจีวรและเครื่องปูลาดเป็นต้น ออกมาคลี่ตากไว้ในบริเวณ ภิกษุชาวชนบทมากด้วยกัน เทียวจาริกไปตามเสนาสนะ ไปถึงบริเวณ เห็นจีวรเป็นต้น จึงถามว่า จีวรเป็นต้นเหล่านั้นของใคร ? ภิกษุนั้นกล่าวว่า ของผมครับ ท่านผู้มีอายุ. ภิกษุเหล่านั้นถามว่า จีวรนี้ก็ดี ผ้านุ่งนี้ก็ดี เครื่องลำต้นก็ดี ทั้งหมดเป็นของท่านเท่านั้นหรือ ? ภิกษุนั้นกล่าวว่า ขอรับ เป็นของผมเท่านั้น. ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่าท่านผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต ไตรจีวรมิใช่หรือ ท่านบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้มักน้อยอย่างนี้ เกิดเป็นผู้มีบริวารมากอย่างนี้ มาเถิดท่าน พวกเราจักนำไปยังสำนักของพระทศพล แล้วได้พาภิกษุนั้นไปยังสำนักของพระศาสดา พอทรงเห็นภิกษุนั้นเท่านั้นจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเป็นผู้พาภิกษุผู้ไม่ปรารถนานั้น แลมาแล้วหรือ. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้มีภัณฑะมากมีบริขารมาก พระเจ้าข้าพระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอมีภัณฑะมากจริงหรือ ? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริงพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ก็เพราะเหตุไรเธอจึงเป็นผู้มีภัณฑะมาก เรากล่าวคุณของความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้สันโดษ ความสงัด เเละการปรารภความเพียร มิใช่หรือ. ภิกษุนั้น ได้ฟังพระดำรัสของพระศาสดาก็โกรธคิดว่า บัดนี้เราจักเที่ยวไปโดยทำนองนี้ จึงทิ้งผ้าห่ม มีจีวรผืนเดียว ยืนอยู่ในท่ามกลางบริษัท. ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงอุปถัมภ์ภิกษุนั้นจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อก่อน แม้ในกาลเนื้อเป็นผีเสื้อน่าผู้แสวงหาหิริโอตตัปปะ เธอแสวงหาหิริโอตตัปปะอยู่ถึง ๑๒ ปี เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรในบัดนี้ เธอบวชในพระพุทธศาสนาอันเป็นที่เคารพต่างนี้ จึงทิ้งผ้าห่มในท่ามกลางบริษัท ละหิริโอตตัปปะยืนอยู่เล่า. ภิกษุนั้นได้ฟังพระดำรัสของพระศาสดา ได้ยังหิริโอตัปปะให้กลับตั้งขึ้น. จึงห่มจีวรนั้นแล้วถวายบังคมพระศาสดานั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงยังเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง. พระผู้พระภาคเจ้าได้ทรงกระทำเหตุอันระหว่างภพปกปิดไว้ให้ปรากฏ ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล ได้มีพระราชาพระนามว่า พรหมทัต ในนครพาราณสีในแคว้นกาสี. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น . เมื่อครบทศมาส พระนางประสูติพระโอรส. ในวันเฉลิมพระนามของพระโอรสนั้น พระญาติทั้งหลายได้ตั้งพระนามว่ามหิสสาสกุมาร ในกาลที่พระกุมารนั้นทรงวิ่งเล่นได้ พระโอรสองค์อื่นก็ประสูติ พระญาติทั้งหลายตั้งพระนามของพระโอรสนั้นว่า จันทกุมาร. ในเวลาที่พระจันทกุมารนั้นทรงวิ่งเล่นได้ พระมารดาของพระโพธิสัตว์ก็สวรรคต พระราชาทรงตั้งพระสนมอื่นไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี. พระอัครมเหสีนั้น ได้เป็นที่รักเป็นที่โปรดปรานของพระราชา. พระอัครมเหสีแม้นั้นทรงอาศัยการอยู่ร่วมกันก็ประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง. พระญาติทั้งหลายได้ตั้งพระนามของพระโอรสนั้นว่า สุริยกุมาร. พระราชาทรงเห็นพระโอรสแล้วมีพระหฤทัยยินดีตรัสว่า นางผู้เจริญ เราให้พรแก่บุตรของเธอ. พระเทวีเก็บไว้จะรับเอาในเวลาต้องการพรนั่น. เมื่อพระโอรสเจริญวัยแล้ว พระนางกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ ในกาลที่พระโอรสของหม่อมฉันประสูติพระองค์ทรงประทานพรไว้มิใช่หรือ ขอพระองค์จงประทานราชสมบัติแก่พระโอรสของหม่อมฉัน. พระราชาทรงห้ามว่า พระโอรสสองพระองค์ของเรารุ่งเรื่องอยู่เหมือนกองเพลิง เราไม่อาจให้ราชสมบัติแก่โอรสของเธอ ทรงเห็นพระนางอ้อนวอนอยู่บ่อย ๆ ทรงพระดำริว่า พระนางนี้จะพึงคิดแม้กรรมอันลามกแก่โอรสทั้งหลายของเรา จึงรับสั่งให้เรียกพระโอรสทั้งสองมาแล้วตรัสว่าพ่อทั้งสอง ในเวลาที่สุริยกุมารประสูติ พ่อได้ให้พรไว้ บัดนี้มารดาของสุริยกุมารนั้นทูลขอราชสมบัติ พ่อไม่ประสงค์จะให้แก่สุริยกุมารนั้น ธรรมดามาตุคาม ผู้ลามกจะพึงคิดแม้สิ่งอันลามกแก่พวกเจ้า เจ้าทั้งสองต้องเข้าป่าต่อเมื่อพ่อล่วงไปแล้ว จงครองราชสมบัติในนครอันเป็นของมีอยู่ของตระกูล แล้วทรงกันแสง คร่ำคราญจุมพิตที่ศีรษะแล้วทรงส่งไป. สุริยกุมารทรงเล่นอยู่ที่พระลานหลวง เห็นพระโอรสทั้งสองนั้นถวายบังคมพระราชบิดาแล้วลงจากปราสาท ทรงเห็นเหตุนั้น จึงคิดว่า แม้เราก็จักไปกับพระเจ้าพี่ทั้งสอง จึงออกไปพร้อมกับพระโอรสทั้งสองนั้นเอง พระโอรสเหล่านั้นเสด็จเข้าไปยังป่าหิมพานต์.
พระโพธิสัตว์แวะลงข้างทางประทับนั่งที่โคนไม้ เรียกสุริยกุมารมาว่าพ่อสุริยะ. เจ้าจะไปยังสระนั้น อาบและดื่มแล้วจงเอาใบบัวห่อน้ำดื่มมาแม้เพื่อเราทั้งสอง ก็สระนั้นเป็นสระที่ผีเสื้อน้ำตนหนึ่งได้พรจากสำนักของท้าวเวสวัณท้าวเวสวัณตรัสกะผีเสื้อน้ำนั้นว่า เจ้าจะได้กินคนที่ลงยังสระนี้ ยกเว้นคนที่รู้เทวธรรมเท่านั้น เจ้าจะไม่ได้กินคนที่ไม่ได้ลง ตั้งแต่นั้น รากษสนั้นจึงถามเทวธรรมกะคนที่ลงสระนั้น แล้วกินคนที่ไม่รู้เทวธรรม ลำดับนั้นแล สุริยกุมารไปยังสระนั้นไม่ได้พิจารณาเลยลงไปอยู่ ลำดับนั้น รากษสนั้นจับสุริยกุมารนั้นแล้วถามว่า ท่านรู้เทวธรรมหรือ ? สุริยกุมารนั้นกล่าวว่า เออ ฉันรู้ พระจันทร์และพระอาทิตย์ ชื่อว่า เทวธรรม ลำดับนั้น รากษสนั้นจึงกล่าวกะสุริยกุมารนั้นว่า ท่านไม่รู้จักเทวธรรม แล้วพาดำไปพักไว้ในที่อยู่ของตน ฝ่ายพระโพธิสัตว์เห็นสุริยกุมารนั้นชักช้าอยู่ จึงส่งจันทกุมารไป แม้รากษสก็จับจันทกุมารนั้นแล้วถามว่า ท่านรู้เทวธรรมไหม ? จันทกุมารกล่าวว่า เออ ฉันรู้ ทิศทั้ง ๔ ชื่อว่าเทวธรรม รากษสกล่าวว่า ท่านไม่รู้เทวธรรม แล้วพาจันทกุมารแม้นั้น ไปไว้ในที่อยู่ของตนนั้นนั่นแหละ. เมื่อจันทกุมารล่าช้าอยู่พระโพธิสัตว์คิดว่า อันตรายอย่างหนึ่งจะพึงมี จึงเสด็จไปที่สระนั้นด้วยพระองค์เอง เห็นรอยเท้าลงของพระอนุชาแม้ทั้งสองจึงดำริว่า สระนี้คงเป็นสระที่รากษสหวงแหน จึงได้สอดพระขรรค์ถือธนูยืนอยู่. ผีเสื้อน้ำเห็นพระโพธิสัตว์ไม่ลงน้ำ จึงแปลงเป็นเหมือนบุรุษผู้ทำงานในป่า กล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่าบุรุษผู้เจริญท่านเหน็ดเหนื่อยในหนทาง เพราะเหตุไร จึงไม่ลงสระนี้ อาบดื่ม กินเหง้าบัว ประดับดอกไม้ไปตามสบาย พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นรู้ว่าผู้นี้จักเป็นยักษ์ จึงกล่าวว่า ท่านจับน้องชายของเรามาหรือ. ผีเสื้อน้ำกล่าวว่าเออ เราจับมา. พระโพธิสัตว์ถามว่า เพราะเหตุไร. ผีเสื้อน้ำกล่าวว่า เราย่อมได้คนผู้ลงยังสระนี้. พระโพธิสัตว์ถามว่า ท่านย่อมได้ทั้งหมดทีเดียวหรือ ? ผีเสื้อน้ำกล่าวว่า เราได้ทั้งหมด ยกเว้นคนที่รู้เทวธรรม. พระโพธิสัตว์นั้นตรัสถามว่า ท่านมีความต้องการเทวธรรมหรือ ? ผีเสื้อน้ำกล่าวว่า เออมีความต้องการ. พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น เราจักบอกเทวธรรมแก่ท่าน. ผีเสื้อน้ำกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจงบอก เราจักฟังเทวธรรม. พระโพธิสัตว์ตรัสว่า แต่เรามีตัวสกปรก. ยักษ์จึงให้พระโพธิสัตว์อาบน้ำ ให้ดื่มน้ำ ให้ประดับดอกไม้ให้ลูบไล้ของหอม ได้ลาดบัลลังก์ให้ในท่ามกลางปะรำที่ประดับแล้ว. พระโพธิสัตว์ประทับนั่งบทอาสนะ ให้ยักษ์นั่งแทบเท้าแล้วตรัสว่าถ้าอย่างนั้นท่านจงเงี่ยโสตฟังพระธรรมโดยเคารพ แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า
สัปบุรุษผู้สงบระงับ ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ ตั้งมั่นอยู่ในธรรมอันขาว ท่านเรียกว่าผู้มี เทวธรรมในโลก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา แปลว่า ผู้ประกอบด้วยหิริ และโอตตัปปะ บรรดาหิริและโอตตัปปะเหล่านั้น ที่ชื่อว่าหิริ เพราะละอายแต่กายทุจริต เป็นต้น คำว่า หิริ นี้ เป็นชื่อของความละอาย. ที่ชื่อว่า โอตตัปปะ เพราะกลัวแต่กายทุจริตเป็นต้นนั้นนั่นแหละ คำว่าโอตตัปปะนี้ เป็นชื่อของความกลัวแต่บาป บรรดาหิริและโอตตัปปะนั้นหิริมีสมุฏฐานที่ตั้งขึ้นภายใน โอตตัปปะมีสมุฏฐานที่ตั้งขึ้นภายนอก. หิริ มีตนเป็นใหญ่ โอตตัปปะมีโลกเป็นใหญ่ หิริดำรงอยู่ในสภาวะอันน่าละอาย โอตตัปปะดำรงอยู่ในสภาวะอันน่ากลัว หิริมีลักษณะยำเกรง โอตตัปปะมีลักษณะโทษและเห็นภัย
บรรดาหิริและโอตตัปปะนั้น บุคคลย่อมยังหิริอันมีสมุฏฐานเป็นภายใน ให้ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ๔ ประการ เพราะพิจารณาถึงชาติกำเนิด ๑ พิจารณาถึงวัย ๑ พิจารณาถึงความกล้าหาญ ๑ พิจารณาถึงความเป็นพหูสูต อย่างไร ? บุคคลพิจารณาถึงชาติกำเนิดก่อนอย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทำบาปนี้ ไม่เป็นกรรมของคนผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ เป็นกรรมของตนผู้มีชาติต่ำมีพรานเบ็ดเป็นต้นจะฟังการทำ บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยชาติเช่นท่านไม่ควรการทำกรรมนี้ แล้วไม่ทำบาปมีปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อร่ายังหิริให้ตั้งขึ้น อนึ่ง บุคคลพิจารณาถึงวัยอย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทำบาปนี้เป็นกรรมที่คนหนุ่ม ๆ พึงกระทำ กรรมนี้อันคนผู้ตั้งอยู่ในวัยเช่นท่านไม่ควรกระทำ แล้วไม่กระทำบาป มีปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่ายังหิริให้ตั้งขึ้น แม้อนึ่ง บุคคลพิจารณาถึงความเป็นผู้กล้าหาญอย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทำบาปนี้ เป็นกรรมของคนผู้มีชาติอ่อนแอ กรรมนี้บุคคลผ้สมบูรณ์ด้วยความกล้าหาญเช่นท่าน ไม่ควรกระทำ แล้วไม่กระทำบาปมีปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่ายังหิริให้ฝูงชน อนึ่ง บุคคลพิจารณาความเป็นพหูสูต อย่างนี้ว่าชื่อว่าการกระทำบาปนี้เป็นกรรมของตนอันธพาล กรรมนี้อันคนผู้เป็นพหูสูต เป็นบัณฑิตเช่นท่าน ไม่ควรการทำ แล้วไม่กระทำบาปมีปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่ายังหิริให้ตั้งขึ้น บุคคลชื่อว่ายังหิริอันมีสมุฏฐานภายในให้ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ประการอย่างนี้. ก็แหละ ครั้น ให้ตั้งขึ้นแล้ว ยังหิริให้เข้าไปในจิตไม่กระทำบาปด้วยคน หิริย่อมชื่อว่ามีสมุฏฐานภายในอย่างนี้.
โอตตัปปะชื่อว่า มีสมุฏฐานภายนอกอย่างไร ? บุคคลพิจารณาว่า ถ้าท่านจักทำบาปไซร้ ท่านจักเป็นผู้ถูกติเตียนในบริษัท ๔ และว่า
วิญญูชนทั้งหลายจักติเตียนท่านเหมือนชาวเมือง ติเตียนของไม่สะอาด ดูก่อนภิกษุ ท่านอันผู้มีศีล
ทั้งหลายเว้นห่างแล้ว จักกระทำอย่างไร ดังนี้. ย่อมไม่กระทำบาปกรรม เพราะโอตตัปปะอันตั้งขึ้นภายนอก โอตตัปปะย่อมชื่อว่ามีสมุฏฐานภายนอกอย่างนี้.
หิริชื่อว่ามีตนเป็นใหญ่อย่างไร กุลบุตรบางตนในโลกนี้ กระทำตนให้เป็นใหญ่ให้เป็นหัวหน้า ไม่กระทำบาปด้วยคิดว่า บุคคลผู้บวชด้วย ศรัทธาเป็นพหูสูต มีวาทะ [คือสอน] ในการกำจัดกิเลสเช่นท่าน ไม่ควรกระทำบาปกรรม หิริย่อมชื่อว่ามีตนเป็นให้อย่างนี้ ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลนั้น กระทำคนนั่นแหละให้เป็นใหญ่ ละอกุศล เจริญกุศลละธรรมที่มีโทษ เจริญธรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้หมดจดอยู่.
โอตตัปปะชื่อว่ามีโลกเป็นใหญ่อย่างไร ? กุลบุตรบางตนในโลกนี้กระทำโลกให้เป็นใหญ่ ให้เป็นหัวหน้า แล้วไม่กระทำบาปกรรม สมดังที่ตรัสไว้ว่า ก็โลกสันนิวาสนี้ให้แล อนึ่ง สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของผู้อื่น อยู่ในโลกสันนิวาสอันใหญ่แล สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเห็นในที่ไกลบ้าง เห็นในที่ใกล้บ้าง รู้จิตด้วยจิตบ้าง สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ย่อมรู้เราอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายจงดูกุลบุตรนี้ เขามีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเกลือกกลั้วด้วยอกุศลธรรมอันลามกอยู่เทวดาทั้งหลายผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของผู้อื่นมีอยู่ แม้เทวดาเหล่านั้นย่อมเห็นแต่ที่ไกลบ้าง ย่อมเห็นในที่ใกล้บ้าง ย่อมรู้ใจด้วยใจบ้าง แม้เทวดาเหล่านั้นก็จักรู้เราว่า ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายจงดูกุลบุตรนี้ เขามีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตไม่มีเรือน เกลือกกลั้วด้วยอกุศลธรรมอันลามกอยู่ เขากระทำโลกนั่นแลให้เป็นใหญ่ ละอกุศลเจริญกุศล ละธรรมอันมีโทษเจริญ ธรรมอันไม่มีโทษ บริหารคนให้หมดจดอยู่ โอตตัปปะย่อมชื่อว่ามีโลกเป็นใหญ่อย่างนี้.
ก็ในคำว่า หิริตั้งอยู่ในสภาวะน้ำละอาย โอตตัปปะตั้งอยู่ในสภาวะน่ากลัว นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
อาการละอาย ชื่อว่า ความละอาย หิริตั้งอยู่โดยสภาวะอันนั้น ความกลัวแต่อบายชื่อว่า ภัย โอตตัปปะตั้งอยู่โดยสภาวะอันนั้น. หิริและโอตตัปปะแม้ทั้งสองนั้น ย่อมปรากฏในการงดเว้นทุกบาป จริงอยู่ บุคคลบางคนก้าวลงสู่ธรรมคือความละอายอันเป็นภายใน ไม่กระทำบาปธรรม เหมือนกุลบุตรเมื่อจะถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นต้น เห็นคนหนึ่งอันควรละอาย พึงเป็นผู้ถึงอาการละอาย ถูกอุจจาระ ปัสสาวะบีบคั้นจนอาจมเล็ดก็ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะไม่ได้ ฉะนั้น บุคคลบางคนกลัวภัยในอบายจึงไม่กระทำบาปกรรม ในข้อนั้นมีความอุปมาดังต่อไปนี้:-
เหมือนอย่างว่า ในก้อนเหล็ก ๒ ก้อน ก้อนหนึ่งเย็น แต่เปื้อนคูถก้อนหนึ่งร้อน ไฟติดโพลง. ในก้อนเหล็ก ๒ ก้อนนั้น บัณฑิตเกลียดไม่จับก้อนเย็น เพราะก้อนเย็นเปื้อนคูถ ไม่จับก้อนร้อน เพราะกลัวไฟไหม้ฉันใด. ในข้อที่ว่าด้วยหิริและโอตตัปปะนั้นก็ฉันนั้น พึงทราบการหยั่งลงสู่ลัชชีธรรมอันเป็นภายในแล้วไม่ทำบาปกรรม เหมือนบัณฑิตเกลียดก้อนเหล็กเย็นที่เปื้อนคูถจึงไม่จับ และพึงทราบการไม่ทำบาปเพราะกลัวภัยในอบาย เหมือนการที่บัณฑิตไม่จับก้อนเหล็กร้อน เพราะกลัวไหม้ฉะนั้น.
แม้บททั้งสองนี้ที่ว่า หิริมีลักษณะยำเกรง โอตตัปปะมีลักษณะกลัวโทษและเห็นภัย ดังนี้ ย่อมปรากฏเฉพาะในการงดเว้นจากบาปเท่านั้น. จริงอยู่. คนบางคนยังหิริอันมีลักษณะยำเกรงให้เกิดขึ้นด้วยเหตุ ๔ ประการ คือพิจารณาถึงความเป็นใหญ่โดยชาติ ๑ พิจารณาถึงความเป็นใหญ่แต่งพระศาสดา ๑ พิจารณาถึงความเป็นใหญ่โดยทรัพย์มรดก ๑ และพิจารณาถึงความเป็นใหญ่แห่งเพื่อนพรหมจารี ๑ แล้วไม่ทำบาป.
คนบางคนยังโอตตัปปะอันมีลักษณะกลัวโทษและมักเห็นภัย ให้ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ ภัยในการติเตียนตน ๑ ภัยในการที่คนอื่นติเตียน ๑ ภัยคืออาชญา ๑ และภัยในทุคติ ๑ แล้วไม่ทำบาป ในข้อที่ว่าด้วยหิริโอตตัปปะนั้น พึงกล่าวการพิจารณาความเป็นใหญ่โดยชาติเป็นต้นและภัยในการติเตียนตนเป็นต้น ให้พิสดาร ความพิศดารของการพิจารณาความเป็นใหญ่โดยชาติเป็นต้นเหล่านั้น ได้กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาอังคตตรนิกาย.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๐๒–๒๑๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๒๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๖ เทวธมฺมชาตกํ
หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนาติ อิทํ ภควา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ พหุภณฺฑํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สาวตฺถิวาสี กิเรโก กุฏุมฺพิโก ภริยาย กาลกตาย ปพฺพชิ ฯ โส ปพฺพชนฺโต อตฺตโน ปริเวณญฺจ อคฺคิสาลญฺจ ภณฺฑคพฺภญฺจ กาเรตฺวา ภณฺฑคพฺภํ สปฺปิตณฺฑุลาทีนํ ปูเรตฺวา ปพฺพชิ ปพฺพชิตฺวา จ ปน อตฺตโน ทาเส ปกฺโกสาเปตฺวา ยถารุจิตํ อาหารํ ปจาเปตฺวา ภุญฺชติ พหุปริกฺขาโร จ อโหสิ ฯ รตฺตึ อญฺญํ นิวาสนปารุปนํ โหติ ทิวา อญฺญํ ฯ วิหารปจฺจนฺเต วสติ ฯ ตสฺเสกทิวสํ จีวรปจฺจตฺถรณาทีนิ นีหริตฺวา ปริเวเณ ปตฺถริตฺวา สุกฺขาเปนฺตสฺส สมฺพหุลา ชานปทา ภิกฺขู เสนาสนจาริกํ อาหิณฺฑนฺตา ปริเวณํ คนฺตฺวา จีวราทีนิ ทิสฺวา กสฺสิมานีติ ปุจฺฉึสุ ฯ โส มยฺหํ อาวุโสติ อาห ฯ อาวุโส อิทมฺปิ จีวรํ อิทมฺปิ นิวาสนํ อิทมฺปิ ปจฺจตฺถรณํ สพฺพํ ตุยฺหเมวาติ ฯ อาม มยฺหเมวาติ ฯ อาวุโส นนุ ภควตา ตีณิ จีวรานิ อนุญฺญาตานิ ตฺวํ เอวํ อปฺปิจฺฉสฺส พุทฺธสฺส สาสเน ปพฺพชิตฺวา เอวํ พหุปริกฺขาโร ชาโต เอหิ ตฺวํ ทสพลสฺส สนฺติกํ เนสฺสามาติ ตํ อาทาย สตฺถุ สนฺติกํ อคมํสุ ฯ สตฺถา ตํ ทิสฺวาว กึ นุ ภิกฺขเว อนิจฺฉมานกํเยว ภิกฺขุํ คณฺหิตฺวา อาคตตฺถาติ อาห ฯ ภนฺเต อยํ ภิกฺขุ พหุภณฺโฑ พหุปริกฺขาโรติ ฯ สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ พหุภณฺโฑสีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ กสฺมา ปน ตฺวํ ภิกฺขุ พหุภณฺโฑ ชาโต นนุ อหํ อปฺปิจฺฉตาย สนฺตุฏฺฐิตาย ปวิเวกสฺส วิริยารมฺภสฺส วณฺณํ วทามีติ ฯ โส สตฺถุ วจนํ สุตฺวา กุปิโต อิมินาทานิ นีหาเรน จริสฺสามีติ ปารุปนํ ฉฑฺเฑตฺวา ปริสมชฺเฌ เอกจีวโร อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ สตฺถา อุปตฺถมฺภยมาโน นนุ ตฺวํ ภิกฺขุ ปุพฺเพ หิโรตฺตปฺปคเวสโกทกรกฺขสกาเลปิ หิโรตฺตปฺปํ คเวสมาโน ทฺวาทส สํวจฺฉรานิ วิหาสิ อถ กสฺมา อิทานิ เอวํ ครุเก พุทฺธสาสเน ปพฺพชิตฺวา จตุปฺปริสมชฺเฌ ปารุปนํ ฉฑฺเฑตฺวา หิโรตฺตปฺปํ ปหาย ฐิโตสีติ ฯ โส สตฺถุ วจนํ สุตฺวา หิโรตฺตปฺปํ ปจฺจุปฏฺฐเปตฺวา ตํ จีวรํ ปารุปิตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ ภิกฺขู ตสฺสตฺถสฺส อาวิภาวตฺถํ ภควนฺตํ ยาจึสุ ฯ ภควา ภวนฺตเรน ปฏิจฺฉนฺนํ การณํ ปากฏํ อกาสิ ฯ
อตีเต กาสิรฏฺเฐ พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺโต ราชา อโหสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ สา ทสมาเสสุ ปริปุณฺเณสุ ปุตฺตํ วิชายิ ฯ ตสฺส นามคหณทิวเส มหิสฺสาสกุมาโรติ นามํ อกํสุ ฯ ตสฺส อาธาวิตฺวา ปริธาวิตฺวา วิจรณกาเล อญฺโญปิ ปุตฺโต ชาโต ฯ ตสฺส จนฺทกุมาโรติ นามํ อกํสุ ฯ ตสฺส อาธาวิตฺวา ปริธาวิตฺวา วิจรณกาเล โพธิสตฺตสฺส มาตา กาลมกาสิ ฯ ราชา อญฺญํ อคฺคมเหสิฏฺฐาเน ฐเปสิ ฯ สา รญฺโญ ปิยา อโหสิ มนาปา ฯ สาปิ สํวาสมนฺวาย เอกํ ปุตฺตํ วิชายิ ฯ สุริยกุมาโรติสฺส นามํ อกํสุ ฯ ราชา ปุตฺตํ ทิสฺวา ตุฏฺฐจิตฺโต ภทฺเท ปุตฺตสฺส เต วรํ ทมฺมีติ อาห ฯ เทวี ตํ วรํ อิจฺฉิตกาเล คเหตพฺพํ กตฺวา ฐเปสิ ฯ สา ปุตฺเต วยปฺปตฺเต ราชานํ อาห เทว นนุ มยฺหํ ปุตฺตสฺส ชาตกาเล วโร ทินฺโน ปุตฺตสฺส เม รชฺชํ เทหีติ ฯ ราชา มยฺหํ เทฺว ปุตฺตา อคฺคิกฺขนฺธา วิย ชลมานา วิจรนฺติ น สกฺกา ตว ปุตฺตสฺส รชฺชํ ทาตุนฺติ ปฏิกฺขิปิตฺวา ตํ ปุนปฺปุนํ ยาจมานเมว ทิสฺวา อยํ มยฺหํ ปุตฺตานํ ปาปกมฺปิ จินฺเตยฺยาติ ปุตฺเต ปกฺโกสาเปตฺวา อาห ตาตา อหํ สุริยกุมารสฺส ชาตกาเล วรํ อทาสึ อิทานิสฺส มาตา รชฺชํ ยาจติ อหํ ตสฺส น ทาตุกาโม มาตุคาโม นาม ปาโป ตุมฺหากํ ปาปกํปิ จินฺเตยฺย ตุมฺเห อรญฺญํ ปวิสิตฺวา มมจฺจเยน กุลสนฺตเก นคเร รชฺชํ กาเรยฺยาถาติ โรทิตฺวา กนฺทิตฺวา สีเส จุมฺพิตฺวา อุยฺโยเชสิ ฯ เต ปิตรํ วนฺทิตฺวา ปาสาทา โอโรหนฺเต ราชงฺคเณ กีฬมาโน สุริยกุมาโร ทิสฺวา ตํ การณํ ญตฺวา อหมฺปิ ภาติเกหิ สทฺธึ คมิสฺสามีติ เตหิ สทฺธึเยว นิกฺขมิ ฯ เต หิมวนฺตํ ปวิสึสุ ฯ
โพธิสตฺโต มคฺคา โอกฺกมฺม รุกฺขมูเล นิสีทิตฺวา สุริยกุมารํ อามนฺเตสิ ตาต สุริย เอตํ สรํ คนฺตฺวา นฺหาตฺวา จ ปิวิตฺวา จ ปทุมินิปณฺเณหิ อมฺหากมฺปิ ปานียํ อาเนหีติ ฯ ตมฺปน สรํ เวสฺสวณสฺส สนฺติกา เอเกน ทกรกฺขเสน ลทฺธํ โหติ ฯ เวสฺสวโณ ตํ อาห ฐเปตฺวา เทวธมฺมชานนเกเยว อญฺเญ อิมํ สรํ โอตรนฺติ เต ขาทิตุํ ลภสิ อโนติณฺเณ น ลภสีติ ฯ ตโต ปฏฺฐาย โส รกฺขโส เย ตํ สรํ โอตรนฺติ เต เทวธมฺเม ปุจฺฉิตฺวา เย น ชานนฺติ เต ขาทติ ฯ อถ โข สุริยกุมาโร ตํ สรํ คนฺตฺวา อวีมํสิตฺวาว โอตรติ ฯ อถ นํ โส รกฺขโส คเหตฺวา เทวธมฺเม ชานาสีติ ปุจฺฉิ ฯ โส อาม ชานามิ เทวธมฺโม นาม จนฺทิมสุริยาติ อาห ฯ อถ นํ ตฺวํ เทวธมฺเม น ชานาสีติ อุทกํ ปเวเสตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐาเน ฐเปสิ ฯ โพธิสตฺโตปิ ตํ จิรายนฺตํ ทิสฺวา จนฺทกุมารํ เปเสสิ ฯ รกฺขโสปิ ตํ คเหตฺวา เทวธมฺเม ชานาสีติ ปุจฺฉิ ฯ อาม ชานามิ เทวธมฺโม นาม จตสฺโส ทิสาติ ฯ รกฺขโส น ตฺวํ เทวธมฺเม ชานาสีติ ตมฺปิ คเหตฺวา ตตฺเถว ฐเปสิ ฯ โพธิสตฺโต ตสฺมึ จิรายนฺเต เอเกน อนฺตราเยน ภวิตพฺพนฺติ สยมฺปิ ตตฺถ คนฺตฺวา ทฺวินฺนมฺปิ โอตรณปทวลญฺชํ ทิสฺวา รกฺขสปริคฺคหิเตน อิมินา สเรน ภวิตพฺพนฺติ ขคฺคํ สนฺนยฺหิตฺวา ธนุํ คเหตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ ทกรกฺขโส โพธิสตฺตํ อุทกํ อโนตรนฺตํ ทิสฺวา วนกมฺมิกปุริโส วิย หุตฺวา โพธิสตฺตํ อาห โภ ปุริส ตฺวํ มคฺคกิลนฺโต กสฺมา อิมํ สรํ โอตริตฺวา นฺหาตฺวา ปิวิตฺวา ภิสมูลานิ ขาทิตฺวา ปุปฺผานิ ปิลนฺธิตฺวา ยถาสุขํ น คจฺฉสีติ ฯ โพธิสตฺโต ตํ ทิสฺวา เอโส ยกฺโข ภวิสฺสตีติ ญตฺวา ตยา เม ภาติกา คหิตาติ อาห ฯ อาม มยาติ ฯ กึการณาติ ฯ อหํ อิมํ สรํ โอติณฺณเก ลภามีติ ฯ กึ ปน สพฺเพว ลภสีติ ฯ เย เทวธมฺเม ชานนฺติ เต ฐเปตฺวา อวเสเส ลภามีติ ฯ โส อตฺถิ ปน เต เทวธมฺเมหิ อตฺโถติ อาห ฯ อาม อตฺถีติ ฯ ยทิ เอวํ อหํ เต เทวธมฺเม กเถสฺสามีติ ฯ เตนหิ กเถหิ อหํ เทวธมฺเม สุณิสฺสามีติ ฯ โพธิสตฺโต อหํ เทวธมฺเม กเถยฺยํ กิลิฏฺฐคตฺโต ปนมฺหีติ อาห ฯ ยกฺโข โพธิสตฺตํ นฺหาเปตฺวา ปานียํ ปาเยตฺวา ปุปฺผานิ ปิลนฺธาเปตฺวา คนฺเธหิ วิลิมฺปาเปตฺวา อลงฺกตมณฺฑปมชฺเฌ ปลฺลงฺกํ อตฺถริตฺวา อทาสิ ฯ โพธิสตฺโต อาสเน นิสีทิตฺวา ยกฺขํ ปาทมูเล นิสีทาเปตฺวา เตนหิ โอหิตโสโต สกฺกจฺจํ เทวธมฺเม สุณาหีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา
สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเรติ ฯ
ตตฺถ หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนาติ หิริยา จ โอตฺตปฺเปน จ สมนฺนาคตา ฯ เตสุ กายทุจฺจริตาทีหิ หิริยตีติ หิริ ฯ ลชฺชาเยตํ อธิวจนํ ฯ เตหิเยว โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปํ ฯ ปาปโต อุพฺเพคสฺเสตํ อธิวจนํ ฯ ตตฺถ อชฺฌตฺตสมุฏฺฐานา หิริ พหิทฺธาสมุฏฺฐานํ โอตฺตปฺปํ ฯ อตฺตาธิปเตยฺยา หิริ โลกาธิปเตยฺยํ โอตฺตปฺปํ ฯ ลชฺชาสภาวสณฺฐิตา หิริ ภยสภาวสณฺฐิตํ โอตฺตปฺปํ ฯ สปฺปติสฺสวลกฺขณา หิริ วชฺชภิรุกภยทสฺสาวิลกฺขณํ โอตฺตปฺปํ ฯ
ตตฺถ อชฺฌตฺตสมุฏฺฐานํ หิรึ จตูหิ การเณหิ สมุฏฺฐาเปติ ชาตึ ปจฺจเวกฺขิตฺวา วยํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา สูรภาวํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา พาหุสจฺจํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ฯ กถํ ฯ ปาปกรณนฺนาเมตํ น ชาติสมฺปนฺนานํ กมฺมํ หีนชจฺจานํ เกวฏฺฏาทีนํ กตฺตพฺพกมฺมํ ตาทิสสฺส ชาติสมฺปนฺนสฺส อิทํ กมฺมํ กาตุํ น ยุตฺตนฺติ เอวํ ตาว ชาตึ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปาณาติปาตาทิปาปํ อกโรนฺโต หิรึ สมุฏฺฐาเปติ ฯ ตถา ปาปกรณนฺนาเมตํ ทหเรหิ กตฺตพฺพํ กมฺมํ ตาทิสสฺส วเย ฐิตสฺส อิทํ กมฺมํ กาตุํ น ยุตฺตนฺติ เอวํ วยํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปาณาติปาตาทิปาปํ อกโรนฺโต หิรึ สมุฏฺฐาเปติ ฯ ตถาปิ ปาปกรณนฺนาเมตํ ทุพฺพลชาติกานํ กมฺมํ ตาทิสสฺส สูรภาวสมฺปนฺนสฺส อิทํ กมฺมํ กาตุํ น ยุตฺตนฺติ เอวํ สูรภาวํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปาณาติปาตาทิปาปํ อกโรนฺโต หิรึ สมุฏฺฐาเปติ ฯ ตถา ปาปกรณนฺนาเมตํ อนฺธพาลานํ กมฺมํ น ปณฺฑิตานํ ตาทิสสฺส ปณฺฑิตสฺส พหุสฺสุตสฺส อิทํ กมฺมํ กาตุํ น ยุตฺตนฺติ เอวํ พาหุสจฺจํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปาณาติปาตาทิปาปํ อกโรนฺโต หิรึ สมุฏฺฐาเปติ ฯ เอวํ อชฺฌตฺตสมุฏฺฐานํ หิรึ จตูหิ การเณหิ สมุฏฺฐาเปติ สมุฏฺฐาเปตฺวา จ ปน อตฺตนา จิตฺเต หิรึ ปเวเสตฺวา ปาปํ น กโรติ ฯ เอวํ หิริ อชฺฌตฺตสมุฏฺฐานา นาม โหติ ฯ
กถํ โอตฺตปฺปํ พหิทฺธาสมุฏฺฐานํ นาม ฯ สเจ ตฺวํ ปาปกมฺมํ กริสฺสสิ จตูสุ ปริสาสุ ครหปฺปตฺโต ภวิสฺสสีติ
ครหิสฺสนฺติ ตํ วิญฺญู อสุจึ นาคริโก ยถา
วิวชฺชิโต สีลวนฺเตหิ กถํ ภิกฺขุ กริสฺสสีติ ปจฺจเวกฺขนฺโต พหิทฺธาสมุฏฺฐิเตน โอตฺตปฺเปน ปาปกมฺมํ น กโรติ ฯ เอวํ โอตฺตปฺปํ พหิทฺธาสมุฏฺฐานํ นาม โหติ ฯ
กถํ หิริ อตฺตาธิปเตยฺยา นาม ฯ อิเธกจฺโจ กุลปุตฺโต อตฺตานํ อธิปตึ เชฏฺฐกํ กตฺวา ตาทิสสฺส สทฺธาปพฺพชิตสฺส พหุสฺสุตสฺส ธุตวาทสฺส น ยุตฺตํ ปาปกมฺมํ กาตุนฺติ ปาปํ น กโรติ ฯ เอวํ หิริ อตฺตาธิปเตยฺยา นาม โหติ ฯ เตนาห ภควา โส อตฺตานํเยว อธิปตึ กตฺวา อกุสลํ ปชหติ กุสลํ ภาเวติ สาวชฺชํ ปชหติ อนวชฺชํ ภาเวติ สุทฺธมตฺตานํ ปริหรตีติ ฯ
กถํ โอตฺตปฺปํ โลกาธิปเตยฺยํ นาม ฯ อิเธกจฺโจ กุลปุตฺโต โลกํ อธิปตึ เชฏฺฐกํ กตฺวา ปาปกมฺมํ น กโรติ ยถาห มหา โข ปนายํ โลกสนฺนิวาโส มหนฺตสฺมึ โข ปน โลกสนฺนิวาเส วสนฺติ สมณพฺราหฺมณา อิทฺธิมนฺโต ทิพฺพจกฺขุกา ปรจิตฺตวิทุโน เต ทูรโตปิ ปสฺสนฺติ อาสนฺเนปิ ปสฺสนฺติ เจตสาปิ จิตฺตํ ปชานนฺติ เตปิ มํ เอวํ ชานิสฺสนฺติ ปสฺสถ โภ อิมํ กุลปุตฺตํ สทฺธาย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต สมาโน โวกิณฺโณ วิหรติ ปาปเกหิ อกุสเลหิ ธมฺเมหีติ สนฺติ เทวา อิทฺธิมนฺโต ทิพฺพจกฺขุกา ปรจิตฺตวิทุโน เตปิ ทูรโตปิ ปสฺสนฺติ อาสนฺเนปิ ปสฺสนฺติ เจตสาปิ จิตฺตํ ปชานนฺติ เตปิ มํ ชานิสฺสนฺติ ปสฺสถ โภ อิมํ กุลปุตฺตํ สทฺธาย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต สมาโน โวกิณฺโณ วิหรติ ปาปเกหิ อกุสเลหิ ธมฺเมหีติ ฯ โส โลกํเยว อธิปตึ กริตฺวา อกุสลํ ปชหติ กุสลํ ภาเวติ สาวชฺชํ ปชหติ อนวชฺชํ ภาเวติ สุทฺธํ อตฺตานํ ปริหรตีติ ฯ เอวํ โอตฺตปฺปํ โลกาธิปเตยฺยํ นาม โหติ ฯ
ลชฺชาสภาวสณฺฐิตา หิริ ภยสภาวสณฺฐิตํ โอตฺตปฺปนฺติ เอตฺถ ปน ลชฺชาติ ลชฺชนากาโร เตน สภาเวน สณฺฐิตา หิริ ฯ ภยนฺติ อปายภยํ เตน สภาเวน สณฺฐิตํ โอตฺตปฺปํ ฯ ตทุภยมฺปิ ปาปปริวชฺชเน ปากฏํ โหติ ฯ เอกจฺโจ หิ ยถา นาม กุลปุตฺโต อุจฺจารปสฺสาวาทีนิ กโรนฺโต ลชฺชิตพฺพยุตฺตกํ เอกํ ทิสฺวา ลชฺชนาการปฺปตฺโต ภเวยฺย อุจฺจารปสฺสาวํ น กเรยฺย อาจมเสสิเก อุจฺจารปสฺสาวปีฬิโต เอวเมว อชฺฌตฺตํ ลชฺชิธมฺมํ โอกฺกมิตฺวา ปาปกมฺมํ น กโรติ ฯ เอกจฺโจ อปายภยภีโต หุตฺวา ปาปกมฺมํ น กโรติ ฯ ตตฺริทํ โอปมฺมํ ยถา หิ ทฺวีสุ อโยคุเฬสุ เอโก สีตโล ภเวยฺย คูถมกฺขิโต เอโก อุณฺโห อาทิตฺโต ตตฺถ ปณฺฑิโต สีตลสฺส คูถมกฺขิตตฺตา ชิคุจฺฉนฺโต น คณฺหาติ อิตรํ ทหนภเยน ฯ ตตฺถ สีตลสฺส คูถมกฺขิตสฺส ชิคุจฺฉาย อคณฺหนํ วิย อชฺฌตฺตํ ลชฺชิธมฺมํ โอกฺกมิตฺวา ปาปสฺส อกรณํ อุณฺหสฺส ทหนภเยน อคณฺหนํ วิย อปายภเยน ปาปสฺส อกรณํ เวทิตพฺพํ ฯ
สปฺปติสฺสวลกฺขณา หิริ วชฺชภีรุกภยทสฺสาวิลกฺขณํ โอตฺตปฺปนฺติ อิทํปิ ทฺวยํ ปาปปริวชฺชเนเยว ปากฏํ โหติ ฯ เอกจฺโจ หิ ชาติมหตฺตปจฺจเวกฺขณา สตฺถุมหตฺตปจฺจเวกฺขณา ทายชฺชมหตฺตปจฺจ- เวกฺขณา สพฺรหฺมจาริมหตฺตปจฺจเวกฺขณาติ จตูหิ การเณหิ สปฺปติสฺสวลกฺขณํ หิรึ สมุฏฺฐาเปตฺวา ปาปํ น กโรติ ฯ เอกจฺโจ อตฺตานุวาทภยํ ปรานุวาทภยํ ทณฺฑภยํ ทุคฺคติภยนฺติ จตูหิ การเณหิ วชฺชภีรุกภยทสฺสาวิลกฺขณํ โอตฺตปฺปํ สมุฏฺฐาเปตฺวา ปาปํ น กโรติ ฯ ตตฺถ ชาติมหตฺตปจฺจเวกฺขณาทีนิ เจว อตฺตานุวาทภยาทีนิ จ วิตฺถาเรตฺวา กเถตพฺพานิ ฯ เตสํ วิตฺถาโร องฺคุตฺตรฏฺฐกถายํ วุตฺโต ฯ
สุกฺกธมฺมสมาหิตาติ อิทเมว หิโรตฺตปฺปํ อาทึ กตฺวา กาตพฺพา กุสลา ธมฺมา สุกฺกธมฺมา นาม เต สพฺพสงฺคาหิกนเยน จตุภูมิก- โลกิยโลกุตฺตรา ธมฺมา เตหิ สมาหิตา สมนฺนาคตาติ อตฺโถ ฯ สนฺโต สปฺปุริสา โลเกติ กายกมฺมาทีนํ สนฺตตาย สนฺโต ฯ กตญฺญูกตเวทิตาย โสภนา ปุริสาติ สปฺปุริสา ฯ โลเกติ ปน สงฺขารโลโก สตฺตโลโก โอกาสโลโก ขนฺธโลโก อายตนโลโก ธาตุโลโกติ อเนกวิโธ ฯ ตตฺถ เอโก โลโก สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺฐิติกา ฯเปฯ อฏฺฐารสโลกา อฏฺฐารสธาตุโยติ เอตฺถ สงฺขารโลโก วุตฺโต ฯ ขนฺธโลกาทโย ตทนฺโตคธาเยว ฯ อยํ โลโก ปรโลโก เทวโลโก มนุสฺสโลโกติ อาทีสุ ปน สตฺตโลโก วุตฺโต ฯ
ยาวตา จนฺทิมสุริยา ทิสาภนฺติ วิโรจนา
ตาวตา สหสฺสธา โลโก เอตฺถ เต วตฺตตี วโสติ เอตฺถ โอกาสโลโก วุตฺโต ฯ เตสุ อิธ สตฺตโลโก อธิปฺเปโต ฯ สตฺตโลกสฺมึ หิเยว เอวรูปา สปฺปุริสา เต เทวธมฺมาติ วุจฺจเรติ ฯ ตตฺถ เทวาติ สมฺมติเทวา อุปปตฺติเทวา วิสุทฺธิเทวาติ ติวิธา ฯ เตสุ มหาสมฺมตกาลโต ปฏฺฐาย โลเกน เทวาติ สมฺมตตฺตา ราชราชกุมาราทโย สมฺมติเทวา นาม ฯ เทวโลเก อุปปนฺนา อุปปตฺติเทวา นาม ฯ ขีณาสวา วิสุทฺธิเทวา นาม ฯ วุตฺตํปิ เจตํ สมฺมติเทวา นาม ราชาโน เทวิโย ราชกุมารา จ อุปปตฺติเทวา นาม ภุมฺมเทเว อุปาทาย ตทุตฺตรึ เทวา วิสุทฺธิเทวา นาม พุทฺธปจฺเจกพุทฺธ- ขีณาสวาติ ฯ อิเมสํ เทวานํ ธมฺมา เทวธมฺมาติ ฯ วุจฺจเรติ วุจฺจนฺติ ฯ หิโรตฺตปฺปมูลกา หิ กุสลา ธมฺมา กุสลสมฺปทาย เทวโลเก นิพฺพตฺติยา จ วิสุทฺธิภาวสฺส จ การณฏฺเฐน ติวิธานํ เจเตสํ เทวานํ ธมฺมาติ เทวธมฺมา เตหิ เทวธมฺเมหิ สมนฺนาคตา ปุคฺคลาปิ เทวธมฺมา ฯ ตสฺมา ปุคฺคลาธิฏฺฐานาย เทสนาย เต ธมฺเม ทสฺเสนฺโต สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเรติ อาห ฯ
ยกฺโข อิทํ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ปสนฺโน โพธิสตฺตํ อาห ปณฺฑิต อหํ ตุมฺหากํ ปสนฺโน เอกํ ภาตรํ เทมิ กตรํ อาเนมีติ ฯ กนิฏฺฐํ อาเนหีติ ฯ ปณฺฑิต ตฺวํ เกวลํ เทวธมฺเม ชานาสิเยว น ปน เตสุ วตฺเตสีติ ฯ กึการณาติ ฯ ยํการณา เชฏฺฐกํ ฐเปตฺวา กนิฏฺฐํ อาหราเปนฺโต เชฏฺฐาปจายิกกมฺมํ น กโรสีติ ฯ เทวธมฺเมวาหํ ยกฺข ชานามิ เตสุ ปวตฺตามิ มยํ หิ อิทํ อรญฺญํ เอตํ นิสฺสาย ปวิฏฺฐา เอตสฺส หิ อตฺถาย อมฺหากํ ปิตรํ เอตสฺส มาตา รชฺชํ ยาจิ อมฺหากํ ปน ปิตา ตํ วรํ อทตฺวา อมฺหากํ อนุรกฺขณตฺถาย อรญฺเญ วาสํ อนุชานิ โส กุมาโร อนุวตฺติตฺวา อมฺเหหิ สทฺธึ อาคโต ตํ อรญฺเญ ยกฺโข ขาทีติ วุตฺเตปิ น โกจิ สทฺทหิสฺสติ เตนาหํ ครหภยภีโต ตเมว อานาเปมีติ ฯ สาธุ สาธุ ปณฺฑิต ตฺวํ เทวธมฺเม ชานาสิ เตสุ จ วตฺเตสีติ ปสนฺนจิตฺโต ยกฺโข โพธิสตฺตสฺส สาธุการํ ทตฺวา เทฺวปิ ภาตโร อาเนตฺวา อทาสิ ฯ อถ นํ โพธิสตฺโต อาห สมฺม ตฺวํ ปุพฺเพ อตฺตนา กเตน ปาปกมฺเมน ปเรสํ มํสโลหิตภกฺโข ยกฺโข หุตฺวา นิพฺพตฺโต อิทานิ ปุนปิ ปาปเมว กโรสิ ปาปกมฺมํ หิ นิรยาทีหิ มุจฺจิตุํ น ทสฺสติ ตสฺมา อิโต ปฏฺฐาย ปาปํ ปหาย กุสลํ กโรหีติ ฯ อสกฺขิ จ ปน นํ ทเมตุํ ฯ โส ตํ ยกฺขํ ทเมตฺวา เตน สํวิทหิตารกฺโข ตตฺเถว วสนฺโต เอกทิวสํ นกฺขตฺตํ โอโลเกตฺวา ปิตุ กาลกตภาวํ ญตฺวา ยกฺขํ อาทาย พาราณสึ คนฺตฺวา รชฺชํ คเหตฺวา จนฺทกุมารสฺส อุปรชฺชํ สุริยกุมารสฺส เสนาปติฏฺฐานํ ทตฺวา ยกฺขสฺส รมณีเย ฐาเน อาวาสํ กาเรตฺวา ยถา โส อคฺคปูชํ อคฺคปุปฺผํ อคฺคคนฺธํ อคฺคผลํ อคฺคภตฺตญฺจ ลภติ ตถา อกาสิ ฯ โส ธมฺเมน รชฺชํ กาเรตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา อิทํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ทสฺเสตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โส ภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ สมฺมาสมฺพุทฺโธปิ เทฺว วตฺถูนิ กเถตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อุทกรกฺขโส พหุภณฺฑกภิกฺขุ อโหสิ สุริยกุมาโร อานนฺโท จนฺทกุมาโร สารีปุตฺโต เชฏฺฐภาตา มหิสฺสาสกุมาโร ปน อหเมว อโหสีติ ฯ
เทวธมฺมชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗