กุททาลชาดก
ว่าด้วยความชนะที่ดี
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๐ · บรรทัด ๔๕๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภพระจิตหัตถสารีบุตร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า น ตํ ชิตํ สาธุ ดังนี้. ได้ยินว่า พระจิตหัตถสารีบุตร เป็นเด็กที่เกิดในตระกูลผู้หนึ่งในพระนครสาวัตถี อยู่มาวันหนึ่งไถนาแล้ว ขากลับเข้าไปสู่วิหาร ได้โภชนะประณีตอร่อย มีรสสนิทจากบาตรพระเถระองค์หนึ่ง คิดว่า ถึงแม้เราจะกระทำงานต่าง ๆ ด้วยมือของตนตลอดคืนตลอดวัน ก็ยังไม่ได้อาหารอร่อยอย่างนี้ แม้เราก็สมควรจะเป็นสมณะ ดังนี้. เขาบวชแล้วอยู่มาได้ประมาณครึ่งเดือนเมื่อไม่ใส่ใจโดยแยบคาย ตกไปในอำนาจกิเลส สึกไป พอลำบากด้วยอาหารก็มาบวชอีก เรียนพระอภิธรรม ด้วยอุบายนี้ สึกแล้วบวชถึง ๖ ครั้ง ในความเป็นภิกษุครั้งที่ ๗ เป็นผู้ทรงพระอภิธรรม ๗ พระคัมภีร์ ได้บอกธรรมแก่ภิกษุเป็นอันมากบำเพ็ญวิปัสสนาได้บรรลุพระอรหัตถ์แล้ว. ครั้งนั้นภิกษุผู้เป็นสหายของท่าน พากันเยาะเย้ยว่า อาวุโส จิตหัตถ์ เดี๋ยวนี้กิเลส. ทั้งหลายของเธอ ไม่เจริญ เหมือนเมื่อก่อนดอกหรือ ? ท่านตอบว่า ผู้มีอายุ ตั้งแต่บัดนี้ไป ผมไม่เหมาะเพื่อความเป็นคฤหัสถ์ก็เมื่อท่านบรรลุพระอรหัตอย่างนี้แล้ว เกิดโจทย์กันขึ้น ในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออุปนิสัยแห่งพระอรหัตเห็นปานนี้มีอยู่ ท่านพระจิตหัตถสารีบุตร ต้องสึกถึง ๖ ครั้งโอ ! ความเป็นปุถุชน มีโทษมากดังนี้ พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าจิตของปุถุชน เมา ข่มได้ยากคอยไปติดด้วยอำนาจแห่งอารมณ์ ลงติดเสียครั้งหนึ่งแล้ว ก็ไม่อาจปลดเปลื้องได้โดยเร็ว การฝึกฝนจิตเห็นปานนี้ เป็นความดีจิตที่ฝึกฝนดีแล้วเท่านั้น จะนำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขมาให้แล้วตรัสพระคาถานี้ ความว่า :" การฝึกฝนจิต ที่ข่มได้ยาก เมา มีปกติตกไปตามอารมณ์ที่ปรารถนาเป็นการดี เพราะจิตที่ฝึกฝนแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ " ดังนี้. ครั้นแล้วตรัสต่อไปว่า ก็เพราะเหตุที่จิตนั้นข่มได้โดยยากบัณฑิตทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน อาศัยจอบเล่มเดียว ไม่อาจทิ้งมันได้ ต้องสึกถึง ๖ ครั้ง ด้วยอำนาจความโลภ ในเพศแห่งบรรพชิตครั้งที่ ๗ ทำฌานให้เกิดขึ้นแล้ว จึงข่มความโลภนั้นได้ดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลคนปลูกผัก ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว ได้นามว่า " กุททาลบัณฑิต " ท่านกุททาลบัณฑิต กระทำการฟื้นดินด้วยจอบ เพาะปลูกพืชพันธ์และผัก มีน้ำเต้า ฟักเขียวฟักเหลือง เป็นต้น เก็บผักเหล่านั้นขาย เลี้ยงชีพด้วยการเบียดกรอ. แท้จริงท่านกุททาลบัณฑิต นอกจากจอบเล่มเดียวเท่านั้น ทรัพย์สมบัติอย่างอื่นไม่เลย. ครั้นวันหนึ่งท่านดำริว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครั้งเรือน เราจักบวช ดังนี้. ครั้นวันหนึ่งท่านซ่อนจอบนั้นไว้ ในที่ซึ่งมิดชิด แล้วบวชเป็นฤาษี ครั้นหวลนึกถึงจอบเล่มนั้นแล้ว ก็ไม่อาจตัดความโลภเสียได้ เลยต้องสึก เพราะอาศัยจอบกุด ๆ เล่มนั้น. แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ ก็เป็นอย่างนี้ เก็บจอบนั้นไว้ในที่มิดชิด บวช ๆ สึก ๆรวมได้ถึง ๖ ครั้ง ในครั้งที่ ๗ ได้คิดว่า เราอาศัยจอบกุด ๆเล่มนี้ ต้องสึกบ่อยครั้ง คราวนี้เราจักขว้างมันทิ้งเสียในแม่น้ำใหญ่ แล้วบวช ดังนี้แล้ว เดินไปสู่ฝั่งแม่น้ำ คิดว่า ถ้าเรายังเห็นที่ตกของมัน ก็จักต้องอยากงมมันขึ้นมาอีก แล้วจับจอบที่ด้าม ท่านมีกำลังดังช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง ควงจอบเหนือศีรษะ๓ รอบ หลับตาขว้างลงไปกลางแม่น้ำ แล้วบรรลือเสียงกึกก้อง๓ ครั้งว่า " เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว". ในขณะนั้น พระเจ้าพาราณสี ทรงปราบปรามปัจจันตชนบทราบคาบแล้ว เสด็จกลับ ทรงสนานพระเศียรในในแม่น้ำนั้น ประดับพระองค์ด้วยเครื่องอลังการครบเครื่อง เสด็จพระดำเนินโดยพระคชาธาร ทรงสดับเสียงของพระโพธิสัตว์นั้น ทรงระแวงพระทัยว่า บุรุษผู้นี้กล่าวว่า เราชนะแล้ว ใครเล่าที่เขาชนะจงเรียกเขามา แล้วมีพระดำรัสสั่งให้เรียกมาเฝ้า แล้วมีพระดำรัสถามว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ เรากำลังชนะสงคราม กำความมีชัยมาเดี๋ยวนี้ ส่วนท่านเล่าชนะอะไร ? พระโพธิสัตว์กราบทูลว่าข้าแต่มหาราช ถึงพระองค์จะทรงชนะสงครามตั้งร้อยครั้งตั้งพันครั้ง แม้ตั้งแสนครั้ง ก็ยังชื่อว่าชนะไม่เด็ดขาดอยู่นั่นเอง เพราะยังเอาชนะกิเลสทั้งหลายไม่ได้ แต่ข้าพระองค์ข่มกิเลสในภายในไว้ได้ เอาชนะกิเลสทั้งหลายได้ กราบทูลไปมองดูแม่น้ำไป ยังฌานมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ให้เกิดขึ้นแล้วนั่งในอากาศด้วยอำนาจของฌานและสมาบัติ เมื่อจะแสดงธรรมถวายพระราชา จึงกล่าวคาถานี้ ความว่า :"ความชนะที่บุคคลชนะแล้ว กลับแพ้ได้นั้น มิใช่ความชนะเด็ดขาด (ส่วน) ความชนะที่บุคคลชนะแล้ว ไม่กลับแพ้นั้นต่างหาก จึงชื่อว่า
เป็นความชนะเด็ดขาด " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตํ ชิตํ สาธุ ชิตํ ยํ ชิตํ อวชิยฺยติ ความว่า การปราบปรามปัจจามิตร ราบคาบชนะแว่นแคว้น ตีเอาได้แล้ว ปัจจามิตรเหล่านั้น ยังจะตีกลับคืนได้ความชนะนั้นจะชื่อว่าเป็นความชนะเด็ดขาดหาได้ไม่เพราะเหตุไร ? เพราะยังจะต้องชิงชัยกันบ่อย ๆ. อีกนัยหนึ่ง ชัยเรียกได้ว่า ความชนะ ชัยที่ได้เพราะรบกับปัจจามิตร ต่อมาเมื่อปัจจามิตรเอาชนะคืนได้ ก็กลับเป็นปราชัย ชัย นั้นไม่ดีไม่งาม เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุที่ยังกลับเป็นปราชัยได้อีก. บทว่า ตํ โข ชิตํ สาธุ ชิตํ ยํ ชิตํ นาวชิยฺยติ ความว่าส่วนการครอบงำมวลปัจจามิตรไว้ได้แล้วชนะ ปัจจามิตรเหล่านั้นจะกลับชิงชัยไม่ได้อีก ใด ๆ ก็ดี การได้ชัยชนะครั้งเดียวแล้วไม่กลับเป็นปราชัยไปได้ ใด ๆ ก็ดี ความชนะนั้น ๆ เป็นความชนะเด็ดขาด คือชัยชนะนั้นชื่อว่าดี ชื่อว่างาม. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุที่ไม่ต้องชิงชัยกันอีก. ดูก่อนมหาบพิตร เพราะเหตุนั้นแม้พระองค์จะทรงชนะ ขุนสงคราม ตั้งพันครั้ง ตั้งแสนครั้งก็ยังจะเฉลิมพระนามว่า จอมทัพ หาได้ไม่. เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุที่พระองค์ยังทรงชนะกิเลสของพระองค์เองไม่ได้ ส่วนบุคคลใด ชนะกิเลสภายในของตนได้ แม้เพียงครั้งเดียวบุคคลนี้ จัดเป็นจอมทัพผู้เกรียงไกรได้. พระโพธิสัตว์นั่งในอากาศนั่นแล แสดงธรรมถวายพระราชาด้วยพระพุทธลีลาก็ในความเป็นจอมทัพผู้สูงสุดนั้น มีพระสูตร์เป็นเครื่องสาธกดังนี้ :" ผู้ที่ชนะหมู่มนุษย์ในสงคราม ถึงหนึ่งล้านคน ยังสู้ผู้ที่ชนะตนเพียงผู้เดียวไม่ได้ ผู้นั้นเป็นจอมทัพสูงสุด โดยแท้ " ดังนี้. ก็เมื่อพระราชาทรงสดับธรรมอยู่นั่นเอง ทรงละกิเลสได้ด้วยอำนาจ ตทังคปหาน พระทัยน้อมไปในบรรพชา. ถึงพวกหมู่โยธาของพระองค์ ก็พากันละได้เช่นนั้นเหมือนกัน. พระราชาตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า บัดนี้พระคุณเจ้าจักไปไหนเล่า ? พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์จักเข้าป่าหิมพานต์บวชเป็นฤๅษี. พระราชารับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้น แม้ข้าพเจ้าก็จะบรรพชา แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปพร้อมกับพระโพธิสัตว์. พลนิกายทั้งหมด คือ พราหมณ์คฤหบดี และทวยหาญ ทุกคนประชุมกันในขณะนั้น เป็นมหาสมาคมออกบรรพชา พร้อมกับพระราชาเหมือนกัน. ชาวเมืองพาราณสี สดับข่าวว่า พระราชาของเราทั้งหลาย ทรงสดับพระธรรมเทศนาของกุททาลบัณฑิตแล้ว ทรงบ่ายพระพักตร์มุ่งบรรพชา เสด็จออกทรงผนวชพร้อมด้วยพลนิกาย พวกเราจักทำอะไรกันในเมืองนี้ ดังนี้แล้ว บรรดาผู้อยู่ในพระนครทั้งนั้นต่างพากันเดินทางออกจากกรุงพาราณสี อันมีปริมณฑลได้๑๒ โยชน์. บริษัทก็ได้มีปริมณฑล ๑๒ โยชน์. พระโพธสัตว์พาบริษัทนั้นเข้าป่าหิมพานต์. ในขณะนั้นอาสนะที่ประทับนั่งของท้าวสักกเทวราช สำแดงอาการร้อน. ท้าวเธอทรงตรวจดูทอดพระเนตรเห็นว่า กุททาลบัณฑิต ออกสู่มหาภิเนกษกรมแล้วทรงพระดำริว่า จักเป็นมหาสมาคม ควรที่ท่านจะได้สถานที่อยู่ แล้วตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมา ตรัสสั่งว่า พ่อวิสสุกรรม กุททาลบัณฑิตกำลังออกสู่มหาภิเนกษกรม ท่านควรจะได้ที่อยู่ ท่านจงไปหิมวันตประเทศ เนรมิตอาศรมบทยาว ๓๐ โยชน์ กว้าง ๑๕ โยชน์ ณ ภูมิภาคอันราบรื่น. วิสสุกรรมเทพบุตร รับเทวบัญชาว่า ข้าแต่เทพยเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าจะกระทำให้สำเร็จดังเทวบัญชา แล้วไปทำตามนั้น นี้เป็นความสังเขปในอธิการนี้. ส่วนความพิสดาร จักปรากฏในหัตถิปาลชาดกแท้จริงเรื่องนี้ และเรื่องนั้น เป็นปริเฉทเดียวกันนั่นเอง. ฝ่ายวิสสุกรรมเทพบุตร เนรมิตบรรณศาลาในอาศรมบทแล้ว ก็ขับไล่ เนื้อ นก และอมนุษย์ที่มีเสียงชั่วร้ายไปเสีย แล้วเนรมิต หนทางเดินแคบ ๆ ตามทิสาภาคนั้น ๆ เสร็จแล้ว เสด็จกลับไปยังวิมานอันเป็นสถานที่อยู่ของตนทันที. ฝ่ายกุททาลบัณฑิต พาบริษัทเข้าสู่ป่าหิมพานต์ ลุถึงอาศรมบทที่ท้าวสักกะทรงประทาน ถือเอาเครื่องบริขารแห่งบรรพชิต ที่วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตไว้ให้ บวชตนเองก่อนให้บริษัทบวชทีหลัง จัดแจงแบ่งอาศรมบทให้อยู่กันตามสมควรมีพระราชาอีก ๗ พระองค์ สละราชสมบัติ ๗ พระนคร (ติดตามมาทรงผนวชด้วย) อาศรมบท ๓๐ โยชน์ เต็มบริบูรณ์. กุททาลบัณฑิต ทำบริกรรมในกสิณที่เหลือ เจริญพรหมวิหารธรรมบอกกรรมฐานแก่บริษัท. บริษัททั้งปวง ล้วนได้สมาบัติ เจริญพรหมวิหารแล้ว พากันไปสู่พรหมโลกทั่วกัน. ส่วนประชาชนที่บำรุงพระดาบสเหล่านั้น ก็ล้วนได้ไปสู่เทวโลก. พระบรมศาสดา ก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าจิตนี้ ติดด้วยอำนาจของกิเลสแล้ว เป็นธรรมชาติปลดเปลื้องได้ยาก โลภธรรมทั้งหลายที่เกิดแล้ว เป็นสภาวะละได้ยากย่อมกระทำท่านผู้เป็นบัณฑิตเห็นปานฉะนี้ ให้กลายเป็นคนไม่มีความรู้ไปได้ ด้วยประการฉะนี้ ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย เมื่อจบสัจจะ ภิกษุทั้งหลายบางพวก ได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามีบางพวกได้เป็นพระอนาคามี บางพวกบรรลุพระอรหัต แม้พระบรมศาสดา ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้นได้มาเป็นพระอานนท์ บริษัทในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนกุททาลกบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากุททาลชาดกที่ ๑๐รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. อสาตมันตชาดก ๒. อัณฑภูตชาดก ๓. ตักกชาดก๔. ทุราชานชาดก ๕. อนภิรติชาดก ๖. มุทุลักขณชาดก๗. อุจฉังคชาดก ๘. สาเกตชาดก ๙. วิสวันตชาดก ๑๐. กุททาลชาดก. จบ อิตถีวรรคที่ ๗
๘. วรุณวรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๑๖๖–๑๗๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๑๐. กุทฺทาลชาตกํ
น ตํ ชิตํ สาธุ ชิตนฺติ อิมํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต จิตฺตหตฺถสารีปุตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิร สาวตฺถิยํ เอโก กุลทารโก อเถกทิวสํ กสิตฺวา อาคจฺฉนฺโต วิหารํ ปวิสิตฺวา เอกสฺส เถรสฺส ปตฺตโต สินิทฺธํ มธุรปฺปณีตโภชนํ ลภิตฺวา จินฺเตสิ มยํ รตฺตินฺทิวํ สหตฺเถน นานากมฺมานิ กุรุมานาปิ เอวรูปํ มธุราหารํ น ลภาม มยาปิ สมเณน ภวิตพฺพนฺติ ฯ โส ปพฺพชิตฺวา มาสฑฺฒมาสจฺจเยน อโยนิโส มนสิกโรนฺโต กิเลสวสิโก หุตฺวา วิพฺภมิตฺวา ปุน ภตฺเตน กิลมนฺโต อาคนฺตฺวา ปพฺพชิตฺวา อภิธมฺมํ อุคฺคณฺหิ อิมินา อุปาเยน ฉ วาเร วิพฺภมิตฺวา ปพฺพชิโต สตฺตเม ภิกฺขุภาเว สตฺตปฺปกรณิโก หุตฺวา พหุนฺนํ ภิกฺขูนํ ธมฺมํ วาเจนฺโต วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อรหตฺตํ ปาปุณิ ฯ อถสฺส สหายกา ภิกฺขู กึ นุ โข อาวุโส จิตฺตหตฺถ ปุพฺเพ วิย เต เอตรหิ กิเลสา น วฑฺฒนฺตีติ ปริหาสํ กรึสุ ฯ อาวุโส อภพฺโพทานาหํ อิโต ปฏฺฐาย คิหิภาวายาติ ฯ เอวํ ตสฺมึ อรหตฺตํ ปตฺเต ธมฺมสภายํ กถา อุทปาทิ อาวุโส เอวรูปสฺส นาม อรหตฺตสฺส อุปนิสฺสเย สติ อายสฺมา จิตฺตหตฺถสารีปุตฺโต ฉกฺขตฺตุํ อุปฺปพฺพชิโต อโห มหาโทโส ปุถุชฺชนภาโวติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต ภิกฺขเว ปุถุชฺชนจิตฺตํ นาม ลหุกํ ทุนฺนิคฺคหํ อารมฺมณวเสน คนฺตฺวา อลฺลียติ เอกวารํ อลฺลีนํ น สกฺกา โหติ ขิปฺปํ โมเจตุํ เอวรูปสฺส จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ ทนฺตเมว หิตํ สุขํ อาวหตีติ วตฺวา อาห
ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน ยตฺถกามนิปาติโน
จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหนฺติ ฯ ตสฺส ปน ทุนฺนิคฺคหณตาย ปุพฺเพปิ ปณฺฑิตา เอตํ กุทฺทาลกํ นิสฺสาย ตํ ชหิตุํ อสกฺโกนฺโต โลภวเสน ฉกฺขตฺตุํ อุปฺปพฺพชิตฺวา สตฺตเม ปพฺพชิตภาเว ฌานํ อุปฺปาเทตฺวา ตํ โลภํ นิคฺคณฺหึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต มณิกกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วิญฺญุตํ ปาปุณิ ฯ กุทฺทาลกปณฺฑิโตติสฺส นามํ อโหสิ ฯ โส กุทฺทาลเกน ภูมิปริกมฺมํ กตฺวา ฑากญฺเจว อลาพุกุมฺภณฺฑเอลาฬุกาทีนิ จ วปิตฺวา ตานิ วิกฺกิณนฺโต กปณชีวิกํ กปฺเปสิ ฯ ตญฺหิสฺส เอกํ กุทฺทาลกํ ฐเปตฺวา อญฺญํ ธนํ นาม นตฺถิ ฯ โส เอกทิวสํ จินฺเตสิ กึ เม ฆราวาเสน นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ อเถกทิวสํ ตํ กุทฺทาลกํ ปฏิจฺฉนฺนฏฺฐาเน ฐเปตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ตํ กุทฺทาลกํ อนุสฺสริตฺวา โลภํ ฉินฺทิตุํ อสกฺโกนฺโต กุณฺฐกุทฺทาลกํ นิสฺสาย อุปฺปพฺพชิ ฯ เอวํ ทุติยมฺปิ ตติยมฺปีติ ฉ วาเร ตํ กุทฺทาลกํ ปฏิจฺฉนฺนฏฺฐาเน นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิโต เจว อุปฺปพฺพชิโต จ สตฺตเม วาเร จินฺเตสิ อหํ อิมํ กุณฺฐกุทฺทาลกํ นิสฺสาย ปุนปฺปุนํ อุปฺปพฺพชิโต อิทานิ นํ มหานทิยํ ปกฺขิปิตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ นทีตีรํ คนฺตฺวา สจสฺส ปติตฏฺฐานํ ปสฺสิสฺสามิ ปุน อาคนฺตฺวา อุทฺธริตุกามตา ภเวยฺยาติ ตํ กุทฺทาลกํ ทณฺเฑ คเหตฺวา นาคพโล ถามสมฺปนฺโน สีสสฺส อุปริภาเค ติกฺขตฺตุํ อาวิชฺฌิตฺวา อกฺขีนิ นิมฺมิเลตฺวา นทีมชฺเฌ ขิปิตฺวา ชิตํ เม ชิตํ เมติ ติกฺขตฺตุํ นาทํ นทิ ฯ ตสฺมึ ขเณ พาราณสีราชา ปจฺจนฺตํ วูปสเมตฺวา อาคโต นทิยา สีสํ นฺหายิตฺวา สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิโต หตฺถิกฺขนฺเธน คจฺฉมาโน ตํ โพธิสตฺตสฺส สทฺทํ สุตฺวา อยํ ปุริโส ชิตํ เม ชิตํ เมติ วทติ โก นุ โข เอเตน ชิโต ปกฺโกสถ นนฺติ ปกฺโกสาเปตฺวา โภ ปุริส อหํ ตาว วิชิตสงฺคาโม อิทานิ ชยํ คเหตฺวา อาคจฺฉามิ ตยา ปน โก ชิโตติ ปุจฺฉิ ฯ โพธิสตฺโต มหาราช ตยา สงฺคามสตมฺปิ สงฺคามสหสฺสมฺปิ สงฺคามสตสหสฺสมฺปิ ชินนฺเตน ทุชฺชิตเมว กิเลสานํ อชิตตฺตา อหมฺปน อพฺภนฺตเร โลภํ นิคฺคณฺหนฺโต กิเลเส ชินินฺติ กเถนฺโต มหานทึ โอโลเกนฺโต อาโปกสิณชฺฌานํ นิพฺพตฺเตตฺวา ฌานสมาปตฺตานุภาเวน อากาเส นิสีทิตฺวา รญฺโญ ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห
น ตํ ชิตํ สาธุ ชิตํ ยํ ชิตํ อวชิยฺยติ
ตํ โข ชิตํ สาธุ ชิตํ ยํ ชิตํ นาวชิยฺยตีติ ฯ
ตตฺถ น ตํ ชิตํ สาธุ ชิตํ ยํ ชิตํ อวชิยฺยตีติ ยํ ปจฺจามิตฺเต ปราชินิตฺวา รฏฺฐํ ชิตํ ปฏิลทฺธํ ปุน เตหิ ปจฺจามิตฺเตหิ อวชิยฺยติ ตํ ชิตํ สาธุ ชิตนฺนาม น โหติ ฯ กสฺมา ฯ ปุนปฺปุนํ อวชียนโต ฯ อปโร นโย ชิตํ วุจฺจติ ชโย โย ปจฺจามิตฺเตหิ สทฺธึ ยุชฺฌิตฺวา อธิคโต ชโย ปุน เตสุ ชินนฺเตสุ ปราชโย โหติ โส น สาธุ น โสภโน ฯ กสฺมา ฯ ยสฺมา ปุน ปราชโยว โหติ ฯ ตํ โข ชิตํ สาธุ ชิตํ ยํ ชิตํ นาวชิยฺยตีติ ยํ โข ปน ปจฺจามิตฺเต นิมฺมเถตฺวา ชิตํ ปุน เตหิ น อวชิยฺยติ โย วา เอกวารํ ลทฺโธ ชโย ปุน ปราชโย น โหติ ตํ ชิตํ สาธุ โสภนํ โส ชโย สาธุ โสภโน นาม โหติ ฯ กสฺมา ฯ ปุน นาวชียนโต ฯ ตสฺมา ตฺวํ มหาราช สหสฺสกฺขตฺตุมฺปิ สตสหสฺสกฺขตฺตุมฺปิ สงฺคามสีสํ ชินิตฺวาปิ สงฺคามโยโธ นาม น โหติ ฯ กึการณา ฯ อตฺตโน กิเลสานํ อชิตตฺตา ฯ โย ปน เอกวารมฺปิ อตฺตโน อพฺภนฺตเร กิเลเส ชินาติ อยํ อุตฺตมสงฺคามสีสโยโธติ อากาเส นิสินฺนโกว พุทฺธลีฬฺหาย รญฺโญ ธมฺมํ เทเสสิ ฯ อุตฺตมสงฺคามโยธภาเว ปเนตฺถ
โย สหสฺสํ สหสฺเสน สงฺคาเม มานุเส ชิเน
เอกญฺจ เชยฺยมตฺตานํ ส เว สงฺคามชุตฺตโมติ อิทํ สุตฺตํ สาธกํ ฯ
รญฺโญ ปน ธมฺมํ สุณนฺตสฺเสว ตทงฺคปฺปหานวเสน กิเลสา ปหีนา ปพฺพชฺชาย จิตฺตํ นมิ ฯ ราชพลสฺสาปิ ตเถว กิเลสา ปหิยฺยึสุ ฯ ราชา อิทานิ ตุมฺเห กหํ คมิสฺสถาติ โพธิสตฺตํ ปุจฺฉิ ฯ หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิสฺสามิ มหาราชาติ ฯ ราชา เตนหิ อหมฺปิ ปพฺพชิสฺสามีติ โพธิสตฺเตเนว สทฺธึ นิกฺขมิ ฯ พลกาโย พฺราหฺมณคหปติกา สพฺพา เสนิโยติ สพฺโพปิ ตสฺมึ ขเณ สนฺนิปติโต มหาชนกาโย รญฺญา สทฺธึเยว นิกฺขมิ ฯ พาราณสีวาสิโน อมฺหากํ กิร ราชา กุทฺทาลกปณฺฑิตสฺส ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ปพฺพชฺชาภิมุโข หุตฺวา สทฺธึ พลนิกาเยน นิกฺขมนฺโต มยํ อิธ กึ กริสฺสามาติ ทฺวาทสโยชนิกาย พาราณสิยา สกลนครวาสิโน นิกฺขมึสุ ฯ ทฺวาทสโยชนิกา ปริสา อโหสิ ฯ ตํ อาทาย โพธิสตฺโต หิมวนฺตํ ปาวิสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ สกฺกสฺส เทวรญฺโญ นิสินฺนาสนํ อุณฺหาการํ ทสฺเสสิ ฯ โส อาวชฺชมาโน กุทฺทาลกปณฺฑิโต มหาภินิกฺขมนํ นิกฺขมนฺโตติ ทิสฺวา มหาสมาคโม ภวิสฺสติ วสนฏฺฐานํ ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ วิสฺสกมฺมํ อามนฺเตตฺวา ตาต กุทฺทาลกปณฺฑิโต มหาภินิกฺขมนํ นิกฺขมนฺโต วสนฏฺฐานํ ลทฺธุํ วฏฺฏติ ตฺวํ หิมวนฺตปฺปเทสํ คนฺตฺวา สเม ภูมิภาเค ทีฆโต ตึสโยชนิกํ วิตฺถารโต ปณฺณรสโยชนํ อสฺสมปทํ มาเปหีติ อาห ฯ โส สาธุ เทวาติ ปฏิสฺสุณิตฺวา คนฺตฺวา ตถา อกาสิ ฯ อยเมตฺถ สงฺเขโป ฯ วิตฺถาโร ปน หตฺถิปาลชาตเก อาวิภวิสฺสตีติ ฯ อิทญฺจ หิ ตญฺจ เอกปริจฺเฉทเมว ฯ วิสฺสกมฺโมปิ อสฺสมปเท ปณฺณสาลํ มาเปตฺวา ทุสฺสทฺเท มิเค จ สกุเณ จ อมนุสฺเส จ ปฏิกฺกมาเปตฺวา เตน เตน ทิสาภาเคน เอกปทิกมคฺคํ นิมฺมินิตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว อคมาสิ ฯ กุทฺทาลกปณฺฑิโตปิ ตํ ปริสํ อาทาย หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา สกฺกทตฺติยํ อสฺสมปทํ คนฺตฺวา วิสฺสกมฺเมน มาปิตํ ปพฺพชิตปริกฺขารํ คเหตฺวา ปฐมํ อตฺตนา ปพฺพชิตฺวา ปจฺฉา ปริสํ ปพฺพาเชตฺวา อสฺสมปทํ ภาเชตฺวา อทาสิ ฯ สตฺต ราชาโน สตฺต รชฺชานิ ฉฑฺฑยึสุ ฯ ตึสโยชนํ อสฺสมปทํ ปูริ ฯ กุทฺทาลกปณฺฑิโต เสสกสิเณสุ ปริกมฺมํ กตฺวา พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา ปริสาย กมฺมฏฺฐานํ อาจิกฺขิ ฯ สพฺเพ สมาปตฺติลาภิโน หุตฺวา พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา พฺรหฺมโลกปรายนา อเหสุํ ฯ เย ปน เตสํ ปาริจริยํ อกํสุ เต เทวโลกปรายนา อเหสุํ ฯ
สตฺถา เอวํ ภิกฺขเว จิตฺตํ นาเมตํ กิเลสวเสน อลฺลีนํ ทุมฺโมจยํ โหติ อุปฺปนฺนา โลภธมฺมา ทุปฺปชหา เอวรูเปปิ ปณฺฑิเต อญฺญาเณ กโรนฺตีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน เกจิ โสตาปนฺนา อเหสุํ เกจิ สกทาคามิโน เกจิ อนาคามิโน เกจิ อรหตฺตํ ปาปุณึสุ ฯ สตฺถาปิ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ ปริสา พุทฺธปริสา กุทฺทาลกปณฺฑิโต ปน อหเมวาติ ฯ
กุทฺทาลชาตกํ ทสมํ ฯ
อิตฺถีวคฺโค สตฺตโม ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗