วรุณชาดก
ว่าด้วยการทำไม่ถูกขั้นตอน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๑ · บรรทัด ๔๖๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภพระติสสเถระ บุตรกุฏุมพี ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า โย ปุพฺเพ กรณียานิ ดังนี้. ได้ยินว่า ในวันหนึ่ง กุลบุตรชาวเมืองสาวัตถี เป็นสหายกันประมาณ ๓๐ คน ถือของหอม ดอกไม้และผ้าเป็นต้น คิดกันว่า พวกเราจักฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา อันมหาชนห้อมล้อม พากันไปสู่วิหารเชตวัน นั่งพักในโรงชื่อ นาคมาฬกะ๑. ในอรรถกถาเป็น วรณ... และวิสาลมาฬกะเป็นต้น พอเวลาเย็นเมื่อพระศาสดาเสด็จออกจากพระคันธกุฎี อันอบแล้วด้วยกลิ่นหอม เสด็จดำเนินไปสู่ธรรมสภา ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ อันตกแต่งแล้ว จึงพากันไปสู่ธรรมสภาพร้อมด้วยบริวาร บูชาพระศาสดาด้วยของหอมและดอกไม้ ถวายบังคมแทบบาทยุคล อันประดับด้วยจักร์ ทรงพระสิริเสมอด้วยดอกบัวบาน แล้วนั่งฟังพระธรรมอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พวกเขาพากันปริวิตกว่า เราทั้งหลายต้องบวช ถึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วได้กว้างขวางในเวลาที่พระตถาคตเสด็จออกจากธรรมสภา พวกกุลบุตรเหล่านั้น ก็พากันเข้าไปเฝ้าถวายบังคมทูลขอบรรพชา. พระศาสดาทรงประทานบรรพชาแก่พวกเขา. พวกเขากระทำให้อาจารย์และอุปัชฌาย์โปรดปรานแล้ว ได้อุปสมบท อยู่ในสำนักของอาจารย์และอุปัชฌาย์ ๕ พรรษา ท่องมาติกา ทั้ง ๒ คล่องแคล่วรู้สิ่งที่เป็นกัปปิยะ และอกัปปิยะ เรียนอนุโมทนา ๓ เย็นย้อมจีวรแล้วกราบลาอาจารย์และอุปัชฌาย์ว่า พวกกระผมจักบำเพ็ญสมณธรรม แล้วพากันเข้าเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว นั่งณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์เอือมระอาในภพทั้งหลาย กลัวแต่ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ขอพระองค์จงตรัสบอกพระกรรมฐาน เพื่อปลดเปลื้องตนจากสังสารทุกข์ แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเหล่านั้นเถิด พระเจ้าข้า. พระศาสดาทรงทราบสัปปายะจึงตรัสบอกพระกรรมฐานข้อหนึ่ง ในกรรมฐาน ๓๘ ประการแก่ภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุเหล่านั้น เรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระศาสดาแล้ว ถวายบังคมพระศาสดา กระทำปทักษิณไปสู่บริเวณ อำลาอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ ถือเอาบาตรและจีวรออกจากวิหารไปด้วยตั้งใจว่า พวกเราจักบำเพ็ญสมณธรรม. ครั้งนั้นในระหว่างภิกษุเหล่านั้น มีภิกษุรูปหนึ่ง โดยชื่อเรียกกันว่า กฏุมพิกปุตตติสเถระ เป็นผู้เกียจคร้าน มีความเพียรทราม ติดรสอาหาร เธอคิดอย่างนี้ว่า เราจักไม่สามารถเพื่ออยู่ในป่า ไม่อาจจะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการเที่ยวภิกษาจารการไปป่าไม่เกิดประโยชน์อะไรแก่เราเลย เราจักกลับ เธอทอดทิ้งความเพียรเพียรเสียแล้ว เดินตามภิกษุเหล่านั้นไปหน่อยหนึ่งแล้วกลับเสีย ฝ่ายภิกษุเหล่านั้น พากันจาริกไปในแคว้นโกศลถึงหมู่บ้านชายแดนตำบลหนึ่ง ก็เข้าอาศัยหมู่บ้านนั้นจำพรรษาอยู่ที่ชายป่าแห่งหนึ่ง เป็นผู้ไม่ประมาทเพียรพยายามอยู่ตลอดระยะกาลภายในไตรมาส ถือเอาห้องวิปัสสนา ยังปฐพีให้บรรลือลั่น บรรลุพระอรหัตต์แล้ว พอออกพรรษา ปวารณาแล้วปรึกษากันว่า จักกราบทูลคุณที่ตนได้บรรลุแล้ว แด่พระศาสดา จึงพากันออกจากปัจจันตคาม ถึงพระเชตวันมหาวิหารโดยลำดับ เก็บบาตรและจีวรเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าพบอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ปรารถนาจะเฝ้าพระตถาคตเจ้า พากันไปยังสำนักของพระศาสดาถวายบังคมแล้วนั่งเฝ้าอยู่ พระศาสดาได้ทรงกระทำปฏิสันถารด้วยพระดำรัสอันไพเราะ กับภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุเหล่านั้นได้รับปฏิสันถารแล้ว จึงกราบทูลที่ตนได้แล้วแด่พระตถาคต. พระศาสดาทรงสรรเสริญภิกษุเหล่านั้น พระกุฏุมพิกปุตตติสสเถระ เห็นพระศาสดาตรัสสรรเสริญคุณของภิกษุเหล่านั้น แม้ตนเองก็ประสงค์จะบำเพ็ญสมณธรรมบ้าง ฝ่ายภิกษุทั้งหลายแม้เหล่านั้น กราบทูลลาพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพวกข้าพระองค์จักไปอยู่ที่ชายป่านั้น พระศาสดาทรงอนุญาตแล้ว. พวกภิกษุเหล่านั้น ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ได้พากันไปสู่บริเวณ. ครั้งนั้นพระกุฏุมพิกปุตตติสสเถระนั้น บำเพ็ญเพียรจัด ในระหว่างเวลารัตติกาล บำเพ็ญสมณธรรมโดยรีบเร่งเกินไป พอถึงเวลาระยะมัชฌิมยาม ทั้ง ๆ ที่ยืนพิงแผ่นกระดานสำหรับพัก หลับไป กลิ้งตกลงมา กระดูกขาของท่านแตก. เกิดเวทนามากมาย. เมื่อภิกษุเหล่านั้นต้องช่วยปฏิบัติเธอ การเดินทางก็ชะงัก ครั้งนั้นพระศาสดาตรัสถามภิกษุเหล่านั้น ผู้พากันมาในเวลาเป็นที่บำรุงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอบอกลาเมื่อวานว่า จักพากันไปในวันพรุ่งนี้ มิใช่หรือ ? ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า เช่นนั้น ก็แต่ว่าท่านติสสเถระบุตรกุฏุมพี สหายของข้าพระองค์ทั้งหลาย การทำสมณธรรมอย่างรีบเร่ง ในเวลามิใช่กาลถูกความง่วงครอบงำ กลิ้งตกลงไป กระดูกขาแตก เพราะเธอเป็นเหตุ พวกข้าพระองค์จึงจำต้องงดการเดินทาง พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ภิกษุนี้รีบเร่งกระทำความเพียรในเวลามิใช่กาล เพราะความที่ตนเป็นผู้มีความเพียรย่อหย่อน จึงกระทำอันตรายการเดินทางของพวกเธอ แม้ในครั้งก่อน ภิกษุนี้ก็ได้ทำอันตรายการเดินทางของพวกเธอมาแล้วเหมือนกัน ภิกษุเหล่านั้น กราบทูลอาราธนา จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ให้มาณพ ๕๐๐ คน เล่าเรียนศิลปะอยู่ในเมืองตักกสิลาแคว้นคันธาระ ครั้นวันหนึ่งมาณพเหล่านั้น พากันไปป่าเพื่อหาฟืน รวบรวมฟืนไว้ ในระหว่างมาณพเหล่านั้น มีมาณพผู้เกียจคร้านอยู่คนหนึ่ง เห็นต้นกุ่มใหญ่สำคัญว่าต้นไม้นี้เป็นต้นไม้แห้ง คิดว่า นอนเสียชั่วครูหนึ่งก่อนก็ได้ ทีหลังค่อยขึ้นต้นหักฟืนทิ้งลงหอบเอาไป จึงปูลาดผ้าห่มลงนอนกรนหลับสนิทส่วนมาณพนอกนี้ พากันผูกฟืนเป็นมัด ๆ แล้วแบกไป เอาเท้ากระทืบมาณพนั้นที่หลังปลุกให้ตื่น แล้วพากันไป มาณพผู้เกียจคร้าน ลุกขึ้นขยี้ตา จนหายง่วงแล้ว ก็ปืนขึ้นต้นกุ่ม จับกิ่งเหนี่ยวมาตรงหน้าตน พอหักแล้ว ปลายไม้ที่ลัดขึ้นก็ดีดเอานัยน์ตาของตนแตกไป เอามือข้างหนึ่งปิดตาไว้ ข้างหนึ่งหักฟืนสด ๆลงจากต้น มัดเป็นมัดแบกไปโดยเร็ว เอาไปทิ้งทับบนฟืนที่พวกมาณพเหล่านั้นกองกันไว้อีกด้วย. ก็ในวันนั้น ตระกูลหนึ่ง จากบ้านในชนบท นิมนต์อาจารย์ไว้ว่า พรุ่งนี้ พวกกระผมจักกระทำการสวดมนต์พราหมณ์. อาจารย์จงกล่าวกะพวกมาณพว่าพ่อทั้งหลาย พรุ่งนี้ต้องไปถึงหมู่บ้านตำบลหนึ่ง แต่พวกเธอไม่ได้กินอาหารก่อน จักไม่อาจไปได้ ต้องให้เขาต้มข้าวแต่เช้าตรู่ไปที่นั่น ถือเอาส่วนที่ตนจะต้องได้รับ และส่วนที่ถึงแก่เรา แล้วรีบพากันมาเถิด. พวกมาณพเหล่านั้น ปลุกทาสีให้ลุกขึ้นต้มข้าวต้มแต่เช้าตรู่ สั่งว่าเจ้าจงรีบต้มข้าวต้มให้แก่พวกเราโดยเร็ว. ทาสีนั้นไปหอบฟืนก็หอบเอาฟืนไม้กุ่มสดไป แม้จะใช้ปากเป่าลมบ่อย ๆ ก็ไม่อาจให้ไฟลุกได้ จนดวงอาทิตย์ขึ้น. พวกมาณพเห็นว่า สายนักแล้ว บัดนี้ พวกเราไม่อาจจะไปได้ จึงพากันไปสำนักท่านอาจารย์. ท่านอาจารย์ถามว่า พ่อเอ๋ย พวกเจ้าไม่ได้ไปกันดอกหรือ ? พวกมาณพตอบว่า ครับ ท่านอาจารย์ พวกกระผมไม่ได้ไป อาจารย์ถามว่า เพราะเหตุไร ? จึงตอบว่ามาณพเกียจคร้านโน่น ไปป่าเพื่อหาฟืนกับพวกผม ไปนอนหลับเสียที่โคนกุ่ม ทีหลังจึงรีบขึ้นไป ไม้สลัดเอาตาแตก หอบเอาไม้สด ๆ มาโยนไว้ข้างบนฟืนที่พวกผมหามา คนต้มข้าว ขนเอาฟืนสด ๆ นั้นไปด้วยสำคัญว่าเป็นฟืนแห้ง จนดวงอาทิตย์ขึ้นสูงก็ไม่อาจก่อไฟให้ลุกได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางท่านอาจารย์ฟังสิ่งที่มาณพกระทำผิดพลาดแล้ว กล่าวว่า ความเสื่อมเสียเห็นปานนี้ย่อมมีได้ เพราะอาศัยกรรมของพวกอันธพาลแล้วกล่าวคาถานี้ความว่า :กิจที่จะต้องรีบกระทำก่อน ผู้ใดใคร่จะกระทำภายหลัง ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลังเหมือนมาณพหักไม้กุ่ม เดือดร้อนอยู่ฉะนี้ ดังนี้บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ส ปจฺฉา อนุตปฺปติ ความว่าบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง ไม่พิจารณาให้ถ่องแท้ว่า กิจนี้ต้องทำก่อนกิจนี้ต้องทำภายหลัง เอากิจที่ต้องทำก่อน คือกรรมที่ต้องกระทำทีแรกนั่นแหละ มากระทำในภายหลัง บุคคลนั้น เป็นพาลบุคคลย่อมเดือดร้อน คือโศกเศร้า ร่ำไห้ในภายหลัง เหมือนมาณพของพวกเราผู้หักไม้กุ่มผู้นี้. พระโพธิสัตว์ กล่าวเหตุนี้แก่เหล่าอันเตวาสิก ด้วยประการฉะนี้ แล้วกระทำบุญมีทาน เป็นต้น ในสุดท้ายแห่งชีวิต ก็ไปตามครรลองของกรรม. พระบรมศาสดาก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ภิกษุนี้กระทำอันตรายต่อการเดินทางของพวกเธอ แม้ในครั้งก่อนก็ได้กระทำแล้วเหมือนกันดังนี้ ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่ามาณพผู้ถึงแก่นัยน์ตาแตกในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุผู้กระดูกขาแตกในบัดนี้ มาณพที่เหลือมาเป็นพุทธบริษัท ส่วนพราหมณ์ผู้อาจารย์ ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาวรณชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๑๗๕–๑๘๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๘. วรณวคฺควณฺณนา
------
๑. วรณชาตกํ
โย ปุพฺเพ กรณียานีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต กุฏุมฺพิกปุตฺตติสฺสตฺเถรํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกสฺมึ กิร ทิวเส สาวตฺถีวาสิโน อญฺญมญฺญํ สหายกา ตึสมตฺตา กุลปุตฺตา คนฺธปุปฺผวตฺถาทีนิ คเหตฺวา สตฺถุ ธมฺมเทสนํ สุณิสฺสามาติ มหาชนปริวุตา เชตวนํ คนฺตฺวา นาคมาฬกวิสาลมาฬกาทีสุ โถกํ นิสีทิตฺวา สายณฺหสมเย สตฺถริ สุรภิคนฺธวาสิตาย คนฺธกุฏิโต นิกฺขมิตฺวา ธมฺมสภํ คนฺตฺวา อลงฺกตพุทฺธาสเน นิสินฺเน สปริวารา ธมฺมสภํ คนฺตฺวา สตฺถารํ คนฺธปุปฺเผหิ ปูเชตฺวา จกฺกงฺกิตตเลสุ ผุลฺลปฺปทุมสสฺสิริเกสุ ปาเทสุ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺนา ธมฺมํ สุณึสุ ฯ อถ เนสํ เอตทโหสิ ยถา ยถา โข มยํ ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานาม ปพฺพเชยฺยามาติ ฯ เต ตถาคตสฺส ธมฺมสภาโต นิกฺขนฺตกาเล ตถาคตํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจึสุ ฯ เตสํ สตฺถา ปพฺพชฺชํ อทาสิ ฯ เต อาจริยุปชฺฌาเย อาราเธตฺวา อุปสมฺปทํ ลภิตฺวา ปญฺจ วสฺสานิ อาจริยุปชฺฌายานํ สนฺติเก วสิตฺวา เทฺว มาติกา ปคุณา กตฺวา กปฺปิยากปฺปิยํ ญตฺวา ติสฺโส อนุโมทนา อุคฺคณฺหิตฺวา จีวรานิ สิพฺเพตฺวา รชิตฺวา สมณธมฺมํ กริสฺสามาติ อาจริยุปชฺฌาเย อาปุจฺฉิตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิตฺวา มยํ ภนฺเต ภเวสุ อุกฺกณฺฐิตฺวา ชาติชราพฺยาธิมรณภีตา เตสํ โน สํสารปริโมจนตฺถาย กมฺมฏฺฐานํ กเถถาติ ยาจึสุ ฯ สตฺถา เตสํ อฏฺฐตฺตึสาย กมฺมฏฺฐาเนสุ สปฺปายํ วิทิตฺวา เอกํ กมฺมฏฺฐานํ กเถสิ ฯ เต สตฺถุ สนฺติเก กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปริเวณํ คนฺตฺวา อาจริยุปชฺฌาเย โอโลเกตฺวา ปตฺตจีวรํ อาทาย สมณธมฺมํ กริสฺสามาติ นิกฺขมึสุ ฯ
อถ เตสํ อพฺภนฺตเร เอโก ภิกฺขุ นาเมน กุฏุมฺพิกปุตฺตติสฺสตฺเถโร นาม กุสีโต หีนวิริโย รสคิทฺโธ ฯ โส เอวํ จินฺเตสิ อหํ เนว อรญฺเญ วสิตุํ น ภิกฺขาจริยาย ยาเปตุํ สกฺขิสฺสามิ โก เม คมเนน อตฺโถ นิวตฺติสฺสามีติ ฯ โส วิริยํ โอสฺสชฺชิตฺวา เต ภิกฺขู อนุคนฺตฺวา นิวตฺติ ฯ เตปิ โข ภิกฺขู โกสเลสุ จาริกํ จรมานา อญฺญตรํ ปจฺจนฺตคามํ คนฺตฺวา ตํ อุปนิสฺสาย เอกสฺมึ อรญฺญายตเน วสฺสํ อุปคนฺตฺวา อนฺโตเตมาสํ อปฺปมตฺตา ฆเฏนฺตา วายมนฺตา วิปสฺสนาคพฺภํ คาหาเปตฺวา ปฐวึ อุนฺนาทยมานา อรหตฺตํ ปตฺวา วุฏฺฐวสฺสา ปวาเรตฺวา ปฏิลทฺธคุณํ สตฺถุ อาโรเจสฺสามาติ ตโต นิกฺขมิตฺวา อนุปุพฺเพน เชตวนํ คนฺตฺวา ปตฺตจีวรํ ปฏิสาเมตฺวา อาจริยุปชฺฌาเย ทิสฺวา ตถาคตํ ทฏฺฐุกามา สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺ วานิสีทึสุ ฯ สตฺถา เตหิ สทฺธึ มธุรปฺปฏิสนฺถารํ อกาสิ ฯ เต กตปฺปฏิสนฺถารา อตฺตนา ลทฺธคุณํ ตถาคตสฺส อาโรเจสุํ ฯ สตฺถา เต ภิกฺขู ปสํสิ ฯ กุฏุมฺพิกปุตฺตติสฺสตฺเถโร สตฺถารํ เตสํ คุณกถํ กเถนฺตํ ทิสฺวา สยมฺปิ สมณธมฺมํ กาตุกาโม ชาโต ฯ เตปิ โข ภิกฺขู มยํ ภนฺเต ตเมว อรญฺญวาสํ คนฺตฺวา วสิสฺสามาติ สตฺถารํ อาปุจฺฉึสุ ฯ สตฺถา สาธูติ อนุชานิ ฯ เต สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ปริเวณํ อคมํสุ ฯ อถ โส กุฏุมฺพิกปุตฺตติสฺสตฺเถโร รตฺติภาคสมนนฺตเร อจฺจารทฺธวิริโย หุตฺวา อติเวเคน สมณธมฺมํ กโรนฺโต มชฺฌิมยามสมนนฺตเร อาลมฺพนผลกํ นิสฺสาย ฐิตโกว นิทฺทายนฺโต ปริวตฺติตฺวา ปติ ฯ อูรุฏฺฐิ ตสฺส ภิชฺชิ ฯ เวทนา มหนฺตา ชาตา ฯ เตสํ ภิกฺขูนํ ตํ ปฏิชคฺคนฺตานํ คมนํ น สมฺปชฺชิ ฯ อถ เน อุปฏฺฐานเวลาย อาคเต สตฺถา ปุจฺฉิ นนุ ตุมฺเห ภิกฺขเว เสฺว คมิสฺสามาติ หิยฺโย อาปุจฺฉถาติ ฯ อาม ภนฺเต อปิจ โข ปน อมฺหากํ สหายโก กุฏุมฺพิกปุตฺตติสฺสตฺเถโร อกาเล อติเวเคน สมณธมฺมํ กโรนฺโต นิทฺทาภิภูโต ปริวตฺติตฺวา ปติโต อูรุฏฺฐิ จสฺส ภินฺนํ ตํ นิสฺสาย อมฺหากํ คมนํ น สมฺปชฺชตีติ ฯ สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนเวส อตฺตโน หีนวิริยภาเวน อกาเล อติเวเคน วิริยํ กโรนฺโต ตุมฺหากํ คมนนฺตรายํ กโรติ ปุพฺเพเปส ตุมฺหากํ คมนนฺตรายํ อกาสิเยวาติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต คนฺธารรฏฺเฐ ตกฺกสิลายํ โพธิสตฺโต ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย หุตฺวา ปญฺจ มาณวกสตานิ สิปฺปํ อุคฺคณฺหาเปสิ ฯ อถสฺส เต มาณวกา เอกทิวสํ ทารุอาหรณตฺถาย อรญฺญํ คนฺตฺวา ทารูนิ อุทฺธรึสุ ฯ เตสํ อนฺตเร เอโก กุสีตมาณโว มหนฺตํ วรณรุกฺขํ ทิสฺวา สุกฺขรุกฺโข เอโสติ สญฺญาย มุหุตฺตํ ตาว นิปชฺชิตฺวา ปจฺฉา รุกฺขํ อภิรุหิตฺวา ทารูนิ ปาเตตฺวา อาทาย คมิสฺสามีติ อุตฺตรสาฏกํ ปฏฺฐริตฺวา นิปชฺชิตฺวา กากจฺฉมาโน นิทฺทํ โอกฺกมิ ฯ อิตเร มาณวกา ทารุกลาเป พนฺธิตฺวา อาทาย คจฺฉนฺตา ตํ ปาเทน ปิฏฺฐิยํ ปหริตฺวา ปโพเธตฺวา อคมึสุ ฯ กุสีตมาณโว อุฏฺฐาย อกฺขีนิ ปุญฺฉิตฺวา อวิคตนิทฺโท วรณรุกฺขํ อภิรุหิตฺวา สาขํ คเหตฺวา อตฺตโน อภิมุขํ อากฑฺฒิตฺวา ภญฺชนฺโต ภิชฺชิตฺวา อุฏฺฐิตโกฏิยา อตฺตโน อกฺขึ ภินฺทาเปตฺวา เอเกน หตฺเถน ตํ ปิธาย เอเกน หตฺเถน อลฺลทารูนิ ภญฺชิตฺวา รุกฺขโต โอรุยฺห ทารุกลาปํ พนฺธิตฺวา อุกฺขิปิตฺวา เวเคน คนฺตฺวา เตหิ ปาติตานํ ทารูนํ อุปริ ปาเตสิ ฯ ตํ ทิวสญฺจ ชนปทคามกโต เอกํ กุลํ เสฺว พฺราหฺมณวาจกํ กริสฺสามาติ อาจริยํ นิมนฺเตสิ ฯ อาจริโย มาณวเก อาห ตาตา เสฺว เอกํ คามกํ คนฺตพฺพํ ตุมฺเห ปน นิราหารา น สกฺขิสฺสถ คนฺตุํ ปาโตว ยาคุํ ปจาเปตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา อตฺตนา ลทฺธโกฏฺฐาสญฺจ อมฺหากํ ปตฺตโกฏฺฐาสญฺจ สพฺพํ อาทาย อาคจฺฉถาติ ฯ เต ปาโตว ยาคุปจนตฺถาย ทาสึ อุฏฺฐาเปตฺวา ขิปฺปํ โน ยาคุํ ปจาหีติ อาหํสุ ฯ สา ทารูนิ คณฺหนฺตี อุปริฏฺฐิตานิ อลฺลวรณทารูนิ คเหตฺวา ปุนปฺปุนํ มุขวาตํ ททมานาปิ อคฺคึ อุชฺชาเลตุํ อสกฺโกนฺตี สุริยํ อุฏฺฐาเปสิ ฯ มาณวกา อติทิวา ชาตา อิทานิ น สกฺกา คนฺตุนฺติ อาจริยสฺส สนฺติเก อคมํสุ ฯ อาจริโย กึ ตาตา น คตตฺถาติ ฯ อาม อาจริย น คตมฺหาติ ฯ กึการณาติ ฯ อสุโก นาม กุสีตมาณโว อมฺเหหิ สทฺธึ ทารูนํ อตฺถาย อรญฺญํ คนฺตฺวา วรณรุกฺขมูเล นิทฺทายิตฺวา ปจฺฉา เวเคนารุหิตฺวา อกฺขีนิ ภินฺทาเปตฺวา อลฺลวรณทารูนิ อาหริตฺวา อมฺเหหิ อานีตทารูนํ อุปริ ปกฺขิปิ ยาคุปาจิกา ตานิ สุกฺขทารุสญฺญาย คเหตฺวา ยาว สุริยุคฺคมนา อุชฺชาเลตุํ นาสกฺขิ อิมินา การเณน คมนนฺตราโย ชาโตติ ฯ อาจริโย มาณเวน กตกมฺมํ สุตฺวา อนฺธพาลานํ กมฺมํ นิสฺสาย เอวรูปา ปริหานิ โหตีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
โย ปุพฺเพ กรณียานิ ปจฺฉา โส กาตุมิจฺฉติ
วรณกฏฺฐํ ภญฺโชว ส ปจฺฉา อนุตปฺปตีติ ฯ
ตตฺถ ส ปจฺฉา อนุตปฺปตีติ โยโกจิ ปุคฺคโล อิทํ ปุพฺเพ กตฺตพฺพํ อิทํ ปจฺฉาติ อวีมํสิตฺวา ปุพฺเพ กรณียานิ ปฐมเมว กตฺตพฺพกมฺมานิ ปจฺฉา กโรติ อยํ วรณกฏฺฐภญฺโช อมฺหากํ มาณวโก วิย โส พาลปุคฺคโล ปจฺฉา อนุตปฺปติ โสจติ ปริเทวตีติ อตฺโถ ฯ
เอวํ โพธิสตฺโต อนฺเตวาสิกานํ อิมํ การณํ กเถตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ชีวิตปริโยสาเน ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนว ตุมฺหากํ คมนนฺตรายํ กโรติ ปุพฺเพปิ อกาสิเยวาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อกฺขิเภทปฺปตฺโต มาณโว อูรุเภทปฺปตฺตภิกฺขุ อโหสิ เสสมาณวา พุทฺธปริสา อาจริโย พฺราหฺมโณ ปน อหเมวาติ ฯ
วรณชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗