ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สีลวนาคชาดก
ชาดกที่ ๗๒ · เอกกนิบาตชาดก · วรุณวรรค

สีลวนาคชาดก

ว่าด้วยคนอกตัญญูมองคนในแง่ร้าย

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๒ · บรรทัด ๔๗๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสีลวนาคชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อกตญฺญุสฺส โปสสฺส ดังนี้. ความย่อว่า ภิกษุทั้งหลาย นั่งสนทนากันในโรงธรรมว่าอาวุโสทั้งหลาย " พระเทวทัตเป็นคนอกตัญญู ไม่รู้คุณของพระตถาคต " พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตเป็นคนอกตัญญู แม้ในครั้งก่อนก็เคยเป็นผู้อกตัญญูมาแล้ว ไม่เคยรู้คุณของเรา ไม่ว่าในกาลไหน ๆ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดช้าง ในหิมวันตประเทศพอคลอดจากครรภ์มารดา ก็มีอวัยวะขาวปลอด มีสีเปล่งปลั่งดังเงินยวง นัยน์ตาทั้งคู่ของพระยาช้างนั้น ปรากฏเหมือนกับแก้วมณี มีประสาทครบ ๕ ส่วน ปากเช่นกับผ้ากัมพลแดง งวงเช่นกับพวงเงินที่ประดับระยับด้วยทอง เท้าทั้ง ๔ เป็นเหมือนย้อมด้วยน้ำครั่ง อัตภาพอันบารมีทั้ง ๑๐ ตกแต่งของพระโพธิสัตว์นั้น ถึงความงามเลิศด้วยรูปอย่างนี้. ครั้งนั้น ฝูงช้างในป่าหิมพานต์ทั้งสิ้น มาประชุมกันแล้ว พากันบำรุงพระโพธิสัตว์ผู้ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว พระโพธิสัตว์จึงมีช้างแปดหมื่นเป็นบริวารอยู่อาศัยในหิมวันตประเทศ ด้วยประการฉะนี้ ภายหลังเห็นโทษในหมู่คณะ จึงหลีกออกจากหมู่ สู่ที่สงบสงัดกาย พำนักอาศัยอยู่ในป่าแต่ลำพังผู้เดียวเท่านั้น. และเพราะเหตุที่ช้างผู้พระโพธิสัตว์นั้นเป็นสัตว์มีศีล จึงได้นามว่า "สีลวนาคราช" พญาช้างผู้มีศีล. ครั้งนั้นพรานป่าชาวเมืองพาราณสีผู้หนึ่ง เข้าสู่ป่าหิมพานต์เสาะแสวงหาสิ่งของอันเป็นเครื่องยังชีพของตน ไม่อาจกำหนดทิศทางได้ หลงทาง เป็นผู้กลัวแต่มรณภัย ยกแขนทั้งคู่ร่ำร้องคร่ำครวญไป. พระโพธิสัตว์ได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญของพรานผู้นั้นแล้ว อันความกรุณาเข้ามาตักเตือนว่า เราจักช่วยบุรุษผู้นี้ให้พ้นจากทุกข์ ก็เดินไปหาเขาใกล้ ๆ เขาเห็นพระโพธิสัตว์แล้ววิ่งหนีไป. พระโพธิสัตว์เห็นเขาวิ่งหนี ก็หยุดยืนอยู่ตรงนั้น บุรุษนั้นเห็นพระโพธิสัตว์หยุด จึงหยุดยืน พระโพธิสัตว์ก็เดินใกล้เข้าไปอีก เขาก็วิ่งหนีอีก เวลาพระโพธิสัตว์หยุด เขาก็หยุดแล้วดำริว่า ช้างนี้ เวลาเราหนีก็หยุดยืน เดินมาหาเวลาที่เราหยุดเห็นทีจะไม่มุ่งร้ายเรา แต่คงปรารถนาจะช่วยเราให้พ้นจากทุกข์นี้เป็นแน่ เขาจึงกล้ายืนอยู่. พระโพธิสัตว์เข้าไปใกล้เขา ถามว่าดูก่อนบุรุษผู้เจริญ เหตุไรท่านจึงเที่ยวร่ำร้องคร่ำครวญไปเขาตอบว่า ท่านช้างผู้จ่าโขลง ข้าพเจ้ากำหนดทิศทางไม่ถูกหลงทาง จึงเที่ยวร่ำร้องไปเพราะกลัวตาย. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์จึงพาเขาไปยังที่อยู่ของตน เลี้ยงดูจนอิ่มหนำด้วยผลาผล ๒-๓ วันแล้วกล่าวว่า อย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าจักพาท่านไปสู่ถิ่นมนุษย์แล้วให้นั่งหลังตน พาไปส่งถึงถิ่นมนุษย์. ครั้งนั้นแล พรานป่าเป็นคนมีสันดานทำลายมิตร จึงคิดมาตลอดทางว่า ถ้ามีใครถามต้องบอกได้ ดังนี้ นั่งมาบนหลังพระโพธิสัตว์วางแผน กำหนดที่หมายต้นไม้ ที่หมายภูเขาไว้ถ้วนถี่ทีเดียว. ครั้นพระโพธิสัตว์พาเขาออกไปจนพ้นป่าแล้ว หยุดที่ทางใหญ่ อันเป็นทางเดินไปสู่พระนครพาราณสี สั่งว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ท่านจงไปทางนี้เถิด แต่ถ้ามีใครถามถึงที่อยู่ของเรา ท่านอย่าบอกนะ ดังนี้ส่งเขาไปแล้ว ก็กลับไปสู่ที่อยู่ของตน. ครั้งนั้นบุรุษนั้น ไปถึงพระนครพาราณสีแล้ว ก็ไปถึงถนนช่างสลักงา เห็นพวกช่างสลักงา กำลังทำเครื่องงาหลายชนิดจึงถามว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ถ้าได้งาช้างที่ยังเป็น ๆ ท่านทั้งหลายจะซื้อหรือไม่ ? พวกช่างสลักงาตอบว่า ท่านผู้เจริญท่านพูดอะไร ธรรมดางาช้างเป็นมีค่ามากกว่างาช้างที่ตายแล้วหลายเท่า. เขากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าจักนำงาช้างเป็นมาให้พวกท่าน แล้วจัดสะเบียงคือเลื่อยไปสู่ที่อยู่ของพระโพธิสัตว์พระโพธิสัตว์เห็นเขามาจึงถามว่า ท่านมาเพื่อประสงค์อะไร ? เขาตอบว่า ดูก่อนท่านผู้เป็นจ่าโขลง ข้าพเจ้าเป็นคนยากจนกำพร้า ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ มาขอตัดงาท่าน ถ้าท่านจักให้ก็จะถืองานั้นไปขาย เลี้ยงชีวิตด้วยทุนทรัพย์นั้น. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เอาเถิด พ่อคุณ เราจักให้งาท่าน ถ้ามีเลื่อยสำหรับตัดงา เขากล่าวว่า ท่านผู้เป็นจ่าโขลง ข้าพเจ้าถือเอาเลื่อยเตรียมมาแล้ว. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเอาเลื่อยตัดงาเถิด แล้วคุกเท้าหมอบลงเหมือนโคหมอบ เขาก็ตัดปลายงาทั้งคู่ของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จับงาเหล่านั้นด้วยงวง พลางตั้งปณิธาน เพื่อพระสัพพัญญุตญาณว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ใช่ว่าเราจะให้งาคู่นี้ด้วยคิดว่า งาเหล่านี้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของเราดังนี้ ก็หามิได้ แต่ว่า พระสัพพัญญุตญาณ อันสามารถจะตรัสรู้ธรรมทั้งปวง เป็นที่รักของเรายิ่งกว่างาเหล่านี้ตั้งร้อยเท่าพันเท่า แสนเท่า การให้งานี้เป็นทานของเรานั้น จงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณเถิด แล้วสละงาทั้งคู่ให้ไป. เขาถืองานั้นไปขาย ครั้นสิ้นทุนทรัพย์นั้น ก็ไปสู่สำนักพระโพธิสัตว์อีก กล่าวว่า ดูก่อนท่านเป็นจ่าโขลง ทุนทรัพย์ที่ได้เพราะขายงาของท่าน เพียงพอแค่ชำระหนี้ของข้าพเจ้าเท่านั้น โปรดให้งาส่วนที่เหลือแก่ข้าพเจ้าเถิด. พระโพธิสัตว์ก็รับคำ แล้วยอมให้เขาตัด ยกงาส่วนที่เหลือให้ โดยนัยเดียวกับครั้งก่อน. ถึงเขาจะขายงาเหล่านั้นแล้ว ก็ยังย้อนมาอีก กล่าวขอว่า ดูก่อนท่านผู้เป็นจ่าโขลง ข้าพเจ้าไม่สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้โปรดให้โคนงาแก่ข้าพเจ้าเถิด. พระโพธิสัตว์รับคำแล้วก็หมอบลงโดยนัยก่อน. คนใจบาปนั้น ก็เหยียบงวงอันเปรียบเหมือนพวงเงินของมหาสัตว์ ก้าวขึ้นสู่กระพองอันเปรียบได้กับยอดเขาไกรลาสเอาส้นกระทืบพลายงาทั้งสอง ฉีกเนื้อตรงสนับงา ลงมาจากกระพอง เอาเลื่อยตัดโคนงาแล้ว ก็หลีกไป. ก็ในเมื่อคนใจบาปนั้น เดินพ้นไปจากคลองจักษุของพระโพธิสัตว์เท่านั้น แผ่นดินอันทึบหนาได้สองแสนสี่หมื่นโยชน์ ถึงจะสามารถทรงไว้ซึ่งของหนักแสนหนัก มีขุนเขาสิเนรุ และยุคนธรเป็นต้น และถึงจะทรงไว้ซึ่งสิ่งที่น่าเกลียดมีกลิ่นเหม็น มีคูถและมูตรเป็นต้นก็เป็นเสมือนไม่สามารถจะทานไว้ได้ ซึ่งกองแห่งโทษมิใช่คุณของบุรุษนั้น จึงแยกให้ช่อง ทันใดนั้นเอง เปลวไฟแลบออกจากมหานรกอเวจี ห่อหุ้มคลุมบุรุษทำลายมิตรนั้น เป็นเหมือนคลุมด้วยผ้ากำพลสีแดง อันเป็นของที่ตระกูลให้ก็ปานกัน เวลาที่คนใจบาปเข้าไปสู่แผ่นดินอย่างนี้แล้ว รุกขเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ราวป่านั้น กำหนดเหตุว่า ถึงจะให้จักรพรรดิราชสมบัติ ก็ไม่อาจให้บุรุษผู้อกตัญญูนี้ ซึ่งเป็นผู้ทำลายมิตร พอใจได้ เมื่อจะแสดงธรรมให้กึกก้องไปทั่วป่า จึงกล่าวคาถานี้ ความว่า :" ถึงหากจะให้แผ่นดินทั้งหมด แก่คน

อกตัญญู ผู้คอยมองหาช่องอยู่เป็นนิตย์ ก็ไม่ทำทำให้เขาพอใจได้ " บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกตญฺญุสฺส ความว่า แก่คนผู้ไม่รู้คุณที่คนอื่นทำแก่ตน. บทว่า โปสสฺส แปลว่า แก่บุรุษ. บทว่า วิวรทสฺสิโน ความว่า ผู้มองหาช่อง คือโอกาสอยู่ร่ำไป. บทว่า สพฺพญฺเจ ปวึ ทชฺชา ความว่า แม้ถ้าจักให้จักรพรรดิราชสมบัติทั้งหมด หรืออีกนัยหนึ่ง ถึงหากจะพลิกแผ่นดินใหญ่นี้ เอาง้วนดินมาให้แก่บุคคลเช่นนั้น. บทว่า เนว นํ อภิราธเย ความว่า ใคร ๆ แม้ถึงจะกระทำอย่างนี้ได้ ก็ยังไม่อาจยังคนอกตัญญู ดังตัวอย่างที่ปรากฏ ผู้ทำลายคุณที่ท่านการทำแล้ว ให้อิ่มใจ หรือให้เลื่อมใสได้เลย. เทวดานั้นแสดงธรรมสนั่นไปทั่วป่า ด้วยประการฉะนี้. พระโพธิสัตว์ดำรงอยู่ตราบสิ้นอายุขัย ได้ไปตามยถากรรม. พระบรมศาสดาก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตเป็นคนอกตัญญู ถึงในกาลก่อนก็เป็นคนอกตัญญูเหมือนกัน ดังนี้ ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า บุรุษผู้ทำลายมิตรในครั้งนั้นได้มาเป็นพระเทวทัต รุกขเทวดาได้มาเป็นพระสารีบุตรส่วนพระยาช้างผู้มีศีล ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาสีลวนาคชาดกที่ ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๑๘๒–๑๘๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๒. สีลวนาคชาตกํ

อกตญฺญุสฺส โปสสฺสาติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ธมฺมสภายํ หิ ภิกฺขู อาวุโส เทวทตฺโต อกตญฺญู ตถาคตสฺส คุเณ น ชานาตีติ กเถนฺตา นิสีทึสุ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว เทวทตฺโต อกตญฺญู ปุพฺเพปิ อกตญฺญูเยว น กทาจิ มยฺหํ คุณํ ชานาตีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต หิมวนฺตปฺปเทเส หตฺถิโยนิยํ นิพฺพตฺติ ฯ โส มาตุกุจฺฉิโต นิกฺขมนฺโต สพฺพเสโต อโหสิ รชตปุญฺชสนฺนิโภ ฯ อกฺขีนิ ปนสฺส มณิคุฬสทิสานิ ปญฺญายมานานิ ปญฺจปฺปสาทานิ อเหสุํ มุขํ รตฺตกมฺพลสทิสํ โสณฺฑํ สุวณฺณพินฺทุปฺปฏิมณฺฑิตํ รชตทามํ วิย จตฺตาโร ปาทา กตลาขารสปริกมฺมา วิย เอวมสฺส ทสหิ ปารมีหิ อลงฺกโต รูปโสภคฺคปฺปตฺโต อตฺตภาโว อโหสิ ฯ อถ นํ วิญฺญุตํ ปตฺตํ สกลหิมวนฺเต วารณา สนฺนิปติตฺวา อุปฏฺฐหนฺตา วิจรึสุ ฯ เอวํ โส อสีติสหสฺสวารณปริวาโร หิมวนฺตปฺปเทเส วสมาโน อปรภาเค คเณ โทสํ ทิสฺวา คณมฺหา กายวิเวกํ คนฺตฺวา เอกโกว อรญฺญวาสํ กปฺเปสิ ฯ สีลวนฺตตาย จ ปนสฺส สีลวนาคราชาเตฺวว นามํ อโหสิ ฯ

อเถโก พาราณสีวาสิโก วนจรโก หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อตฺตโน อาชีวภณฺฑกํ คเวสมาโน ทิสา ววฏฺฐเปตุํ อสกฺโกนฺโต มคฺคมูฬฺโห หุตฺวา มรณภยภีโต พาหา ปคฺคยฺห ปริเทวมาโน วิจรติ ฯ โพธิสตฺโต ตสฺส ตํ ปริเทวิตํ สุตฺวา อิมํ ปุริสํ ทุกฺขา โมเจสฺสามีติ การุญฺญโจทิโต ตสฺส สนฺติกํ อคมาสิ ฯ โส ตํ ทิสฺวาว ภีโต ปลายิ ฯ โพธิสตฺโต ตํ ปลายนฺตํ ทิสฺวา ตเถว อฏฺฐาสิ ฯ โส ปุริโส โพธิสตฺตํ ฐิตํ ทิสฺวา อฏฺฐาสิ ฯ โพธิสตฺโต ปุน อคมาสิ ฯ โส ปุน ปลายิตฺวา ตสฺส ฐิตกาเล ฐตฺวา จินฺเตสิ อยํ วารโณ มม ปลายนกาเล ติฏฺฐติ ฐิตกาเล อาคจฺฉติ นายํ มยฺหํ อนตฺถกาโม อิมมฺหา ปน มํ ทุกฺขา โมเจตุกาโม ภวิสฺสตีติ ฯ สูโร หุตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ โพธิสตฺโต ตํ อุปสงฺกมิตฺวา กสฺมา โภ ตฺวํ ปุริส ปริเทวมาโน วิจรสีติ ปุจฺฉิ ฯ สามิ ทิสา ววฏฺฐเปตุํ อสกฺโกนฺโต มคฺคมูฬฺโห หุตฺวา มรณภเยนาติ ฯ อถ นํ โพธิสตฺโต อตฺตโน วสนฏฺฐานํ เนตฺวา กติปาหํ ผลาผเลหิ สนฺตปฺเปตฺวา โภ ปุริส มา ภายิ อหํ ตํ มนุสฺสปถํ เนสฺสามีติ ฯ อตฺตโน ปิฏฺเฐ นิสีทาเปตฺวา มนุสฺสปถํ ปาเปสิ ฯ อถ โข โส มิตฺตทุพฺภิปุริโส สเจ โกจิ ปุจฺฉิสฺสติ อาจิกฺขิตพฺพํ ภวิสฺสตีติ โพธิสตฺตสฺส ปิฏฺเฐ นิสินฺโนเยว รุกฺขนิมิตฺตํ ปพฺพตนิมิตฺตํ อุปธาเรนฺโตว คจฺฉติ ฯ อถ นํ โพธิสตฺโต อรญฺญา นีหริตฺวา พาราณสีคมิกมหามคฺเค ฐเปตฺวา โภ ปุริส อิมินา มคฺเคน คจฺฉ มยฺหํ ปน วสนฏฺฐานํ ปุจฺฉิโตปิ มา กสฺสจิ อาจิกฺขาติ ตํ อุยฺโยเชตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานํเยว อคมาสิ ฯ

อถ โส ปุริโส พาราณสึ คนฺตฺวา อนุวิจรนฺโต ทนฺตการวีถึ ปตฺวา ทนฺตกาเร ทนฺตวิกติโย กุรุมาเน ทิสฺวา กึ ปน โภ ชีวทนฺตมฺปิ ลภิตฺวา คณฺเหยฺยาถาติ ฯ โภ กึ วทสิ ชีวทนฺโต นาม มตหตฺถิทนฺตโต มหคฺฆตโรติ ฯ เตนหิ อหํ โว ชีวทนฺตํ อาหริสฺสามีติ ปาเถยฺยํ คเหตฺวา ขรกกจํ อาทาย โพธิสตฺตสฺส วสนฏฺฐานํ อคมาสิ ฯ โพธิสตฺโต ตํ ทิสฺวา กิมตฺถํ อาคโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ อหํ สามิ ทุคฺคโต กปโณ ชีวิตุํ อสกฺโกนฺโต ตุมฺเห ทนฺตขณฺฑํ ยาจิตฺวา สเจ ทสฺสถ ตํ อาทาย คนฺตฺวา วิกฺกิณิตฺวา เตน มูเลน ชีวิสฺสามีติ อาคโตติ ฯ โหตุ โภ ทนฺตํ เต ทสฺสามิ สเจ ทนฺตกปฺปนตฺถาย กกจํ อตฺถีติ ฯ กกจํ คเหตฺวา อาคโตมฺหิ สามีติ ฯ เตนหิ ทนฺเต กกเจน กนฺติตฺวา อาทาย คจฺฉาหีติ โพธิสตฺโต ปาเท สมฺมิญฺชิตฺวา โคนิสินฺนกํ นิสีทิ ฯ โส ตสฺส เทฺวปิ อคฺคทนฺเต ฉินฺทิ ฯ โพธิสตฺโต เต ทนฺเต โสณฺฑาย คเหตฺวา โภ ปุริส นาหํ อิเม มยฺหํ อปฺปิยา อมนาปาติ ทมฺมิ อิเมหิ ปน เม ทนฺเตหิ สตคุเณน สหสฺสคุเณน สตสหสฺสคุเณน สพฺพธมฺมปฺปฏิเวธสมตฺถํ สพฺพญฺญุตญาณํ ปิยตรํ ตสฺส เม อิทํ ทนฺตทานํ สพฺพญฺญุตญาณปฺปฏิวิชฺฌนตฺถาย โหตูติ สพฺพญฺญุตญาณสฺส ปณิธานํ กตฺวา ทนฺตยุคลํ อทาสิ ฯ

โส ตํ อาทาย คนฺตฺวา วิกฺกิณิตฺวา ตสฺมึ มูเล ขีเณ ปุน โพธิสตฺตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา สามิ ตุมฺหากํ ทนฺเต วิกฺกิณิตฺวา ลทฺธมูลํ มยฺหํ อิณโสธนมตฺตเมว ชาตํ อวเสสทนฺเต เม เทถาติ อาห ฯ โพธิสตฺโต สาธูติ ปฏิสฺสุณิตฺวา ปุริมนเยเนว กปฺปาเปตฺวา อวเสสทนฺเต อทาสิ ฯ โสปิ เต วิกฺกิณิตฺวา ปุน อาคนฺตฺวา สามิ ชีวิตุํ น สกฺโกมิ มูลทาฐา เม เทหีติ อาห ฯ โพธิสตฺโต สาธูติ วตฺวา ปุริมนเยเนว นิสีทิ ฯ โส ปาปปุริโส มหาสตฺตสฺส รชตทามสทิสํ โสณฺฑํ มทฺทมาโน เกลาสกูฏสทิสํ กุมฺภํ อภิรุหิตฺวา อุโภ โกฏิโย ปณฺหิยา ปหรนฺโต มํสํ วิยูหิตฺวา กุมฺภา โอรุยฺห กกเจน มูลทาฐา กปฺเปตฺวา ปกฺกามิ ฯ โพธิสตฺตสฺส ทสฺสนูปจารํ วิชหนฺเตเยว ปน ตสฺมึ ปาปปุริเส จตุนฺนหุตาธิกทฺวิโยชนสตสหสฺสพหลา ฆนปฐวี สิเนรุยุคนฺธราทโย มหาภาเร ทุคฺคนฺธเชคุจฺฉานิ คูถมุตฺตาทีนิ จ ธาเรตุํ สมตฺถาปิ ตสฺส อคุณราสึ ธาเรตุํ อสกฺโกนฺตี วิย ภิชฺชิตฺวา วิวรมทาสิ ฯ ตาวเทว อวีจิมหานิรยโต ชาลา นิกฺขมิตฺวา ตํ มิตฺตทุพฺภิปุริสํ กุลทตฺติเกน กมฺพเลน ปารุปนฺตี วิย ปริกฺขิปิตฺวา คณฺหิ ฯ เอวํ ตสฺส ปาปปุคฺคลสฺส ปฐวึ ปวิฏฺฐกาเล ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวฏฺฐา รุกฺขเทวตา อกตญฺญุํ มิตฺตทุพฺภิปุคฺคลํ อิมํ จกฺกวตฺติรชฺชํ ทตฺวาปิ โตเสตุํ น สกฺโกตีติ วนํ อุนฺนาเทตฺวา ธมฺมํ เทสยมานา อิมํ คาถมาห

อกตญฺญุสฺส โปสสฺส นิจฺจํ วิวรทสฺสิโน

สพฺพญฺเจ ปฐวึ ทชฺชา เนว นํ อภิราธเยติ ฯ

ตตฺถ อกตญฺญุสฺสาติ อตฺตโน กตคุณํ อชานนฺตสฺส ฯ โปสสฺสาติ ปุริสสฺส ฯ วิวรทสฺสิโนติ ฉิทฺทเมว โอกาสเมว โอโลเกนฺตสฺส ฯ สพฺพญฺเจ ปฐวึ ทชฺชาติ สเจปิ ตาทิสสฺส ปุคฺคลสฺส สกลํ จกฺกวตฺติรชฺชํ อิมํ วา ปน มหาปฐวึ ปริวตฺเตตฺวา ปฐโวชํ ทเทยฺย ฯ เนว นํ อภิราธเยติ เอวํ กโรนฺโตปิ อกตญฺญุํ เอวรูปํ กตคุณวิทฺธํสนํ โกจิ ปริโตเสตุํ วา ปสาเทตุํ วา น สกฺกุเณยฺยาติ อตฺโถ ฯ

เอวํ สา เทวตา วนํ อุนฺนาเทตฺวา ธมฺมํ เทเสสิ ฯ โพธิสตฺโต ยาวตายุกํ ฐตฺวา ยถากมฺมํ อคมาสิ ฯ

สตฺถา น ภิกฺขเว เทวทตฺโต อิทาเนว อกตญฺญู ปุพฺเพปิ อกตญฺญูเยวาติ อิทํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มิตฺตทุพฺภิปุริโส เทวทตฺโต อโหสิ รุกฺขเทวตา สารีปุตฺโต สีลวนาคราชา ปน อหเมวาติ ฯ

สีลวนาคชาตกํ ทุติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๗๑. วรุณชาดกชาดกถัดไป๗๓. สัจจังกิรชาดก