ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. รุกขธรรมชาดก
ชาดกที่ ๗๔ · เอกกนิบาตชาดก · วรุณวรรค

รุกขธรรมชาดก

ว่าด้วยต้นไม้โดดเดี่ยวย่อมแพ้ลม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๔ · บรรทัด ๔๘๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากรุกขธรรมชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงทราบความพินาศใหญ่ กำลังจะเกิดแก่พระญาติทั้งหลายของพระองค์ เพราะทะเลาะกันเรื่องน้ำ ก็เสด็จเหาะไปในอากาศประทับนั่งโดยบัลลังก์ เบื้องบนแม่น้ำโรหิณี ทรงเปล่งรัศมีสีขาบ ให้พระญาติทั้งหลายสลดพระทัย แล้วเสด็จลงจากอากาศประทับนั่ง ณ ฝั่งแม่น้ำ ทรงปรารภการทะเลาะนั้น ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สาธุ สมฺพหุลา าตี ดังนี้. ในชาดกที่ยกมานี้เป็นสังเขปนัย ส่วนวิตถานัยจักปรากฏแจ้งในกุณาลชาดก ก็และในครั้งนั้น พระศาสดาตรัสเรียกพระญาติทั้งหลายมาตรัสว่า มหาบพิตรทั้งหลาย ท่านทั้งหลายได้นามว่าเป็นญาติกัน ควรจะสมัครสมานสามัคคีร่วมใจกันเพราะว่าเมื่อพระญาติทั้งหลาย ยังสามัคคีกันอยู่ หมู่ปัจจามิตรย่อมไม่ได้โอกาส อย่าว่าแต่หมู่มนุษย์เลย แม้ต้นไม้ทั้งหลายอันหาเจตนามิได้ ยังควรจะได้ความสามัคคีกัน เพราะในอดีตกาลที่หิมวันตประเทศ มหาวาตภัยรุกรานป่ารัง แต่เพราะป่ารังนั้นเกี่ยวประสานกันและกันแน่นขนัดไปด้วยลำต้น กอพุ่มและลดาวัลย์ ไม่อาจจะให้ต้นไม้แม้ต้นเดียวโค่นลงได้ พัดผ่านไปตามยอด ๆ เท่านั้น แต่ได้พัดเอาไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ที่ขึ้นอยู่บนเนินแม้จะสมบูรณ์ด้วยกิ่งก้าน ด่าคบไม้ล้มลงที่พื้นดิน ถอนรากถอนโคนขึ้น เพราะไม่เกี่ยวประสานกันกับต้นไม้อื่น ๆ ด้วยเหตุนี้จึงควรที่พวกท่านทั้งหลาย จะสมัครสมานสามัคคีร่วมใจกันอันพระญาติเหล่านั้น กราบทูลอารธนา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี ท้าวเวสวรรณมหาราชที่ทรงอุบัติพระองค์แรกจุติ ท้าวสักกะทรงตั้งท้าวเวสสวรรณองค์ใหม่ ในคราวเปลี่ยนแปลงท้าวเวสสวรรณนี้ ท้าวเวสสวรรณองค์หลัง ส่งข่าวไปแก่หมู่เทพยดาว่า จงจับจองต้นไม้ กอไผ่ พุ่มไม้ และลดาวัลย์เป็นวิมานในสถานที่อันพอใจแห่งตน ๆ เถิด. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา ณ ป่ารังแห่งหนึ่ง ในหิมวันตประเทศทรงประกาศบอกเทพที่เป็นหมู่ญาติว่า เมื่อท่านทั้งหลายจะจับจองวิมาน จงอย่าจับจองที่ต้นไม้อันตั้งอยู่บนเนิน แต่จงจับจองวิมานที่ต้นไม้ตั้งล้อมรอบวิมานที่เราจับจองแล้ว ในป่ารังนี้เถิด. บรรดาเทวดาเหล่านั้น พวกที่เป็นบัณฑิต ก็กระทำตามคำของพระโพธิสัตว์ จับจองวิมานต้นไม้ที่ตั้งล้อมวิมานของพระโพธิสัตว์ฝ่ายพวกที่มิใช่บัณฑิต ต่างพูดกันว่า พวกเราจะต้องการอะไรด้วยวิมานในป่า จงพากันจับจองวิมานที่ประตูบ้าน นิคม และราชธานี ในถิ่นมนุษย์กันเถิด ด้วยว่าพวกเทวดาที่อยู่อาศัยบ้านเป็นต้น ย่อมประสบลาภอันเถิด และยศอันเลิศ แล้วพากันจับจองวิมานที่ต้นไม้ใหญ่ ๆ อันเกิด ณ ที่อันเป็นเนิน ในถิ่นมนุษย์ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง เกิดลมฝนใหญ่ แม้ถึงต้นไม้ที่ใหญ่ ๆ ในป่ามีรากมั่นคง ต่างมีกิ่งก้าน ค่าคบ หักล้มระเนระนาดทั้งรากทั้งโคน เพราะโต้ลมเกินไป. แต่พอถึงป่ารัง ซึ่งตั้งอยู่ชิดติดต่อกัน ถึงจะพัดกระหน่ำ ทุก ๆ ด้านไม่สร่างซา ก็ไม่อาจทำให้ต้นไม้ล้มได้สักต้นเดียว. หมู่เทวดาที่มีวิมานหักต่างก็ไม่มีที่พำนัก พากันจูงมือเด็ก ๆ ไปป่าหิมพานต์ แจ้งเรื่องราวของตนแก่เทวดาผู้อยู่ในป่ารัง เทวดาเหล่านั้นก็พากันบอกเรื่องที่พวกเหล่านั้นพากันกระเซอะกระเซิงมาแด่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ขึ้นชื่อว่า ผู้ที่ไม่เชื่อถือถ้อยคำของหมู่บัณฑิต แล้วพากันไปสู่สถานที่อันหาปัจจัยมิได้ ย่อมเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น เมื่อจะแสดงธรรม จึงกล่าวคาถาความว่า :" หมู่ญาติยิ่งมีมากได้ ยิ่งดี แม้ถึงไม้เกิด

ในป่า เป็นหมวดหมู่ได้เป็นดี (เพราะ) ต้นไม้

ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว แม้จะใหญ่โตเป็นเจ้าป่า ย่อมถูกลมแรง โค่นได้ " ดังนี้บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺพหุลา ความว่า ญาตินับแต่ ๔ คน ชื่อว่า มาก แม้ยิ่งกว่านั้น ขนาดนับร้อย นับพันชื่อว่ามากมูล เมื่อหมู่ญาติมากมายอย่างนี้ ต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอยู่ ก็ยิ่งดี คืองดงาม ประเสริฐสุด ศัตรูหมู่อมิตรจะกำจัดไม่ได้. บทว่า อปิ รุกฺขา อรญฺชา ความว่า อย่าว่าแต่ชุมชนที่รวมกันเป็นหมู่มนุษย์เลย แม้ถึงต้นไม้ที่เกิดในป่าที่มีมากมายตั้งอยู่โดยอาการต่างฝ่ายต่างค้ำจุนสนับสนุนกันเป็นการดีแท้เพราะแม้ถึงต้นไม้ทั้งหลาย ก็ควรจะได้เป็นปัจจัยสนับสนุนกันและกัน. บทว่า วาโต วหติ เอกฏฺํ ความว่า ลมมีลมที่พัดมาแต่ทิศตะวันออกเป็นต้น พัดมา จะทำให้ต้นไม้ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนิน เด่นโดดเดี่ยว ลำพังต้นเดียว ถอนไปได้. บทว่า พฺรหนฺตมฺปิ วนปฺปตฺตึ ความว่า ลมย่อมพัดตัดไม้ใหญ่ แม้จะสมบูรณ์ด้วยกิ่งก้านและค่าคบ ให้หักโค่นถอนรากถอนโคนไปได้. พระโพธิสัตว์ บอกกล่าวเหตุนี้ เมื่อสิ้นอายุ ก็ไปตามยถากรรม. แม้พระบรมศาสดาก็ตรัสว่า มหาบพิตรทั้งหลายหมู่ญาติควรจะต้องได้ความสามัคคีกันก่อนอย่างนี้ทีเดียว เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลาย จงสมัครสมานปรองดองกัน อยู่กันด้วยความรักใคร่กลมเกลียวกันเถิด ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุมชาดกว่า ฝูงเทพในครั้งนั้นได้มาเป็นพุทธบริษัทส่วนเทวดาเป็นบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถารุกขธัมมชาดกที่ ๔

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๑๙๙–๒๐๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๔. รุกฺขธมฺมชาตกํ

สาธุ สมฺพหุลา ญาตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุทกกลเหน อตฺตโน ญาตกานํ มหาวินาสํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ ญตฺวา อากาเส อุคฺคนฺตฺวา โรหิณีนทิยา อุปริ ปลฺลงฺเกน นิสีทิตฺวา นีลรํสี วิสฺสชฺเชตฺวา ญาตเก สํเวเชตฺวา อากาสา โอรุยฺห นทีตีเร นิสินฺโน ตํ กลหํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

อยเมตฺถ สงฺเขโป ฯ วิตฺถาโร ปน กุนาลชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ ตทา ปน สตฺถา ญาตเก อามนฺเตตฺวา มหาราชา ตุมฺเหหิ ญาตเกหิ นาม สมคฺเคหิ สมฺโมทมาเนหิ ภวิตุํ วฏฺฏติ ญาตกานํ หิ สามคฺคิยา สติ ปจฺจามิตฺตา โอกาสํ น ลภนฺติ ติฏฺฐนฺตุ ตาว มนุสฺสภูตา อเจตนานํ รุกฺขานมฺปิ สามคฺคึ ลทฺธุํ วฏฺฏติ อตีตสฺมึ หิ หิมวนฺตปฺปเทเส มหาวาโต สาลวนํ ปหรติ ตสฺส ปน สาลวนสฺส อญฺญมญฺญํ รุกฺขคจฺฉคุมฺพลตาหิ สมฺพนฺธตฺตา เอกรุกฺขมฺปิ ปาเตตุํ อสกฺโกนฺโต มตฺถกมตฺถเกเนว อคมาสิ เอกมฺปน องฺคเณ ฐิตํ สาขาวิฏปสมฺปนฺนมฺปิ มหารุกฺขํ อญฺเญหิ รุกฺเขหิ อสมฺพนฺธตฺตา อุมฺมูเลตฺวา ภูมิยํ ปาเตสิ อิมินา การเณน ตุมฺเหหิ สมคฺเคหิ สมฺโมทมาเนหิ ภวิตุํ วฏฺฏตีติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต ปฐมํ อุปฺปนฺโน เวสฺสวณมหาราชา จวิ ฯ สกฺโก อญฺญํ เวสฺสวณํ ฐเปสิ ฯ เอตสฺมึ เวสฺสวเณ ปริวตฺเต ปจฺฉานิพฺพตฺตเวสฺสวโณ รุกฺขคจฺฉคุมฺพลตานํ อตฺตโน อตฺตโน รุจฺจนฏฺฐาเน วิมานํ คณฺหนฺตูติ สาสนํ เปเสสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต หิมวนฺตปฺปเทเส เอกสฺมึ สาลวเน รุกฺขเทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ โส ญาตเก อาห ตุมฺเห วิมานานิ คณฺหนฺตา องฺคเณ ฐิตรุกฺเขสุ มา คณฺหถ อิมสฺมึ ปน สาลวเน มยา คหิตวิมานํ ปริวาเรตฺวา ฐิตวิมานานิ คณฺหถาติ ฯ ตตฺถ โพธิสตฺตสฺส วจนกรา ปณฺฑิตเทวตา โพธิสตฺตสฺส วิมานํ ปริวาเรตฺวา ฐิตวิมานานิ คณฺหึสุ ฯ อปณฺฑิตา ปน กึ อมฺหากํ อรญฺญวิมาเนหิ มยํ มนุสฺสปเถว คามนิคมราชธานิทฺวาเรสุ วิมานานิ คณฺหิสฺสาม คามาทโย หิ อุปนิสฺสาย วสมานา เทวตา ลาภคฺคยสคฺคปฺปตฺตา โหนฺตีติ วตฺวา มนุสฺสปเถ องฺคณฏฺฐาเน นิพฺพตฺตมหารุกฺเขสุ วิมานานิ คณฺหึสุ ฯ อเถกสฺมึ ทิวเส มหตี วาตวุฏฺฐิ อุปฺปชฺชิ ฯ วาตสฺส อติถทฺธตฺตาย ทฬฺหมูลา วนเชฏฺฐกรุกฺขาปิ สมฺภคฺคสาขาวิฏปา สมูลา นิปตึสุ ฯ ตมฺปน อญฺญมญฺญํ สมฺพนฺธเน ฐิตสาลวนํ ปตฺวา อิโต จิโต จ ปหรนฺโต เอกํ รุกฺขมฺปิ ปาเตตุํ นาสกฺขิ ฯ ภคฺควิมานา เทวตา นิปฺปฏิสรณา ทารเก หตฺเถ คเหตฺวา หิมวนฺตํ คนฺตฺวา อตฺตโน ปวุตฺตึ สาลวนเทวตานํ กถยึสุ ฯ ตา ตาสํ เอวํ อาคตภาวํ โพธิสตฺตสฺส อาโรเจสุํ ฯ โพธิสตฺโต ปณฺฑิตานํ วจนํ อคเหตฺวา นิปฺปจฺจยฏฺฐานํ คตา นาม เอวรูปาว โหนฺตีติ วตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห

สาธุ สมฺพหุลา ญาตี อปิ รุกฺขา อรญฺญชา

วาโต วหติ เอกฏฺฐํ พฺรหนฺตมฺปิ วนปฺปตินฺติ ฯ

ตตฺถ สมฺพหุลาติ จตฺตาโร อุปาทาย ตตุตฺตรึ สตสหสฺสํปิ สมฺพหุลา นาม เอวํ สมฺพหุลา อญฺญมญฺญํ นิสฺสาย วสนฺตา ญาตกา สาธุ โสภนา ปสตฺถา ปเรหิ อปฺปธํสิยาติ อตฺโถ ฯ อปิ รุกฺขา อรญฺญชาติ ติฏฺฐนฺตุ มนุสฺสภูตา อรญฺเญ ชาตา รุกฺขาปิ สมฺพหุลา อญฺญมญฺญูปตฺถมฺเภน ฐิตา สาธุเยว รุกฺขานมฺปิ หิ สปจฺจยภาโว ลทฺธุํ วฏฺฏติ ฯ วาโต วหติ เอกฏฺฐนฺติ ปุรตฺถิมาทิเภโท วาโต วายนฺโต องฺคณฏฺฐาเน ฐิตํ เอกฏฺฐํ เอกเมว ฐิตํ ฯ พฺรหนฺตมฺปิ วนปฺปตินฺติ สาขาวิฏปสมฺปนฺนํ มหารุกฺขมฺปิ วหติ อุมฺมูเลตฺวา ปาเตตีติ อตฺโถ ฯ

โพธิสตฺโต อิมํ การณํ กเถตฺวา อายุกฺขเย ยถากมฺมงฺคโต ฯ

สตฺถาปิ เอวํ มหาราชา ญาตกานํ ตาว สามคฺคึเยว ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ สมคฺคา สมฺโมทมานา ปิยสํวาสเมว วสถาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา เทวคณา พุทฺธปริสา อเหสุํ ปณฺฑิตเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ

รุกฺขธมฺมชาตกํ จตุตฺถํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๗๓. สัจจังกิรชาดกชาดกถัดไป๗๕. มัจฉชาดก