มัจฉชาดก
ว่าด้วยปลาขอฝน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๕ · บรรทัด ๔๙๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภฝนที่พระองค์ทรงบันดาลให้ตกลง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อภิตฺถนย ปชฺชุนฺนา ดังนี้ดังได้สดับมา ในสมัยหนึ่ง ในแคว้นโกศล ฝนไม่ตกเลย. ข้าวกลาทั้งหลายเหี่ยวแห้ง ตระพัง สระโบกขรณีและสระในที่นั้น ๆ ก็เหือดแห้ง แม้โบกขรณีเชตวัน ณ ที่ใกล้ซุ้มพระทวารเชตวัน ก็ขาดน้ำ. ฝูงกาและนกเป็นต้น รุมกันเอาจะงอยปากอันเทียบได้กับปากคีม จิกทึ้งฝูงปลาและเต่าอันหลบคุดเข้าสู่เปือกตม ออกมากิน ทั้ง ๆ ที่กำลังดิ้นอยู่ พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นความพินาศของฝูงปลาและเต่า พระมหากรุณาเตือนพระทัยให้ทรงอุตสาหะ จึงทรงพระดำริว่า วันนี้เราควรจะให้ฝนตก ครั้นราตรีสว่างแล้ว ทรงกระทำการปฏิบัติพระสรีระเสร็จ ทรงกำหนดเวลาภิกษาจาร มีพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อมเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ด้วยพระพุทธลีลาภายหลังภัตรเสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว เมื่อเสด็จจากพระนครสาวัตถี สู่พระวิหาร ประทับยืนที่บันไดโบกขรณีเชตวัน ตรัสเรียกพระอานนท์เถรเจ้ามาว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงเอาผ้าอาบน้ำมา เราจักสรงน้ำในสระโบกขรณีเชตวัน พระอานนทเถรเจ้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น้ำในโบกขรณีเชตวันแห้งขอด เหลือแต่เพียงเปือกตมเท่านั้น มิใช่หรือพระเจ้าข้า ? ตรัสว่า อานนท์ ธรรมดาว่า กำลังของพระพุทธเจ้าใหญ่หลวงนัก เธอจงนำเอาผ้าอาบน้ำมาเถิด พระเถรเจ้าได้นำมาทูลถวาย พระศาสดาทรงนุ่งผ้าอุทกสาฎก ด้วยชายข้างหนึ่งอีกชายหนึ่งทรงคลุมพระสรีระ ประทับยืนที่บันได ตั้งพระทัยว่า เราจักสรงน้ำในสระโบกขรณีเชตวัน. ทันใดนั้นเอง บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะ ก็สำแดงอาการร้อน ท้าวเธอรำพึงว่า อะไรเล่าหนอ ทรงทราบเหตุนั้น จึงมีเทวบัญชาเรียกวลาหกเทวราชเจ้าแห่งฝนมาเฝ้าพลางตรัสว่า พ่อเทพบุตร พระบรมศาสดา ทรงตั้งพระทัยว่าเราจักสรงน้ำในสระโบกขรณีเชตวัน ประทับยืนอยู่ ณ บันไดเธอจงกระทำแคว้นโกศลทั้งสิ้น ให้มีเมฆพะยับพะโยมเป็นอันเดียวกัน บันดาลให้ฝนตกโดยเร็วเถิด วลาหกเทวราช รับเทวบัญชาแล้ว นุ่งก้อนเมฆก้อนหนึ่ง ห่มก้อนหนึ่ง ขับเพลงเมฆสังคีต๑ บ่ายหน้าไปทางโลกธาตุด้านตะวันออก เหาะไปแล้วณ ทิศาภาคตะวันออก ก็ปรากฏกลุ่มเมฆกลุ่มหนึ่ง มีขนาดเท่าลานนวดข้าว ซ้อนเป็นชั้น ๆ ตั้งร้อยชั้นพันชั้น คำรณคำรามฟ้าแลบแปลบปลาบ ฝนก็ตกลงมา ด้วยอาการประหนึ่งว่า คว่ำหม้อเทลงมา แคว้นโกศลทั้งสิ้น ท่วมท้นเหมือนห้วงน้ำไหลบ่าท่วมอยู่ฝนตกอยู่ไม่ขาดสาย ครู่เดียวเท่านั้น ก็เต็มสระโบกขรณีเชตวันน้ำท่วมจดถึงแคร่บันได. พระบรมศาสดาลงสรงในสระโบกขรณีเชตวันแล้ว ทรงครองผ้าสองชั้นสีแดง คาดรัดประคด ทรงครองสุคตจีวรเฉวียงพระอังสา แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จพระดำเนินไป ประทับนั่งเหนือพระบวรพุทธาอาสน์ที่ปูลาดไว้ในบริเวณพระคันธกุฏีเมื่อภิกษุสงฆ์แสดงวัตรปฏิบัติแล้ว ก็เสด็จอุฏฐาการ ประทับยืนณ พื้นขั้นบันไดแก้วมณี ประทานโอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ แล้วทรงส่งกลับไป เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฏีที่มีกลิ่นจรุงใจ ทรงบรรทมสีหไสยา ด้วยพระปรัศว์เบื้องขวา ต่อเวลาเย็น พวกภิกษุประชุมกันในธรรมสภา ยกเรื่องขึ้นสนทนากันว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจง พระคุณสมบัติคือ ขันติ พระเมตตา๑. ขับเพลิงในคัมภีร์เมฆฑูต และคัมภีร์ภาควัตคีตาและพระกรุณาของพระทศพล ในเมื่อข้าวกล้าต่าง ๆ กำลังเหี่ยวแห้ง ชลาลัยทุกแห่งก็เหือดหาย ฝูงปลาและเต่า ประสบทุกข์ใหญ่หลวง พระองค์ทรงอาศัยพระกรุณา ทรงครองผ้าอุทกสาฎกด้วยมุ่งพระทัยจักให้มหาชนพ้นจากความทุกข์ ประทับยืน ณบันไดขั้นแรกแห่งโบกขรณีเชตวัน ทรงบันดาลให้ฝนตก เหมือนห้วงน้ำใหญ่ไหลบ่าท่วมโกศลรัฐทุกส่วน โดยเวลาเพียงครู่เดียวทรงปลดเปลื้องมหาชนจากทุกข์กาย ทุกข์ใจ แล้วเสด็จเข้าพระวิหาร. พระศาสดาเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เสด็จมาสู่ธรรมสภา ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? ครั้นภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่ตถาคตทำให้ฝนตก ในเมื่อมหาชนพากันลำบาก แม้ในกาลก่อนเมื่อตถาคตเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน แม้ในคราวเป็นราชาของฝูงปลา ก็ได้ทำให้ฝนตกแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล มีลำห้วยแห่งหนึ่ง ล้อมรอบด้วยชัฏแห่งเถาวัลย์ อยู่ตรงโบกขรณีเชตวันนี้ ณ เมืองสาวัตถี แคว้นโกศลนี้แหละ ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดปลา มีฝูงปลาเป็นบริวารอยู่ในลำห้วยนั้น แม้ในคราวนั้น แคว้นนั้นฝนก็ไม่ตกเหมือนคราวนี้ ข้าวกล้าของพวกมนุษย์เหี่ยวแห้ง ในบึงเป็นต้นขาดน้ำ ฝูงปลาและเต่าพากันคุดเข้าเปือกตม. แม้ที่ลำห้วยนั้นฝูงปลาก็พากันคุดเข้าโคลนตม ซุกซ่อนในที่นั้น ๆ ฝูงกาเป็นต้นก็พากันรุมจิกทึ้งออกมาจิกกินด้วยจะงอยปาก. พระโพธิสัตว์เห็นความพินาศของหมู่ญาติ ก็ดำริว่า ผู้อื่นเว้นเราเสียแล้วใครเล่าที่จะได้ชื่อว่าสามารถปลดเปลื้องทุกข์ของพวกปลาเหล่านี้ เป็นไม่มี เราจักทำสัจจกิริยาให้ฝนตก ปลดเปลื้องฝูงญาติ จากทุกข์คือความตายให้จงได้ แล้วแหวกตมสีดำออกพญาปลาใหญ่ สีกายเหมือนปุ่มต้นอัญชัน ลืมตาทั้งคู่ อันเปรียบได้กับแก้วมณี สีแดงที่เจียรนัยแล้ว มองดูอากาศ บรรลือเสียงกล่าวแก่เทวราชปัชชุนนะว่า ข้าแต่พระปัชชุนนะผู้เจริญ ข้าพเจ้าอาศัยหมู่ญาติเดือดร้อนมาก ในเมื่อข้าพเจ้าผู้ทรงศีลลำบากอยู่ทำไมท่านไม่ช่วยให้ฝนตกลงมาเล่า ข้าพเจ้าบังเกิดในฐานะที่จะกัดกินพวกเดียวกัน แต่ก็ยังไม่เคยได้ชื่อว่า กัดกินมัจฉาชาติตั้งต้นแต่ปลาเล็กแม้มีขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร ถึงสัตว์มีปราณอื่น ๆ เล่า ข้าพเจ้าก็มิได้เคยแกล้งปลงชีวิตเลย ด้วยสัจจวาจานี้ขอท่านจงให้ฝนตกลงมา ปลดเปลื้องหมู่ญาติของข้าพเจ้าจากทุกข์เทอญ เมื่อจะเรียกเทวราชปัชชุนนะ ประหนึ่งสั่งงานคนรับใช้กล่าวคาถานี้ ความว่า :" ข้าแต่พระปัชชุนนะ ท่านจงคำรณคำรามให้ขุมทรัพย์ของกาพินาศไป จงทำลายฝูงกาด้วย
ความโศก และจงปลดเปลื้องข้าพเจ้าจากความโศกเถิด " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิตฺถนย ปชฺชุนฺน ความว่าเมฆเรียกกันว่า ท้าวปัชชุนะ ก็พญาปลานี้ เรียกวลาหกเทวราชเจ้าแห่งฝน ผู้ได้นามด้วยอำนาจแห่งเมฆ. ได้ยินว่า พญาปลานั้นมีความประสงค์ดังนี้ว่า ธรรมดาว่าฝนไม่คำรณคำราม ไม่ให้สายฟ้าแลบแปลบปลาบ แม้จะตกกระหน่ำก็ไม่งาม เพราะฉะนั้นท่านจงคำรณคำราม ให้สายฟ้าแลบแปลบปลาบ ให้ฝนตกเถิด. บทว่า นิธึ กากสฺส นาสย ความว่า ฝูงกาพากันจิกทึ้งฝูงปลาที่พากันคุดเข้าเปือกตมซุกอยู่ ออกมาด้วยจะงอยปากกินเป็นอาหาร เพราะเหตุนั้นฝูงปลาที่คุดอยู่ในเปือกตม จึงเรียกว่า ขุมทรัพย์ของกาเป็นต้นเหล่านั้น เมื่อท่านให้ฝนตกปกปิดเสียด้วยน้ำแล้ว ก็เป็นอันทำลายขุมทรัพย์ของฝูงกานั้นเสีย. บทว่า กากํ โสกาย รนฺเธหิ ความว่า ฝูงกาเมื่อลำห้วยมีน้ำเต็มแล้ว ไม่ได้ฝูงปลาเป็นอาหาร ก็ต้องเศร้าโศก เมื่อท่านกระทำให้ลำห้วยนี้เต็มเปี่ยม ก็เป็นอันทำลายฝูงกานั้นด้วยความโศก ท่านจงยังฝนให้ตก เพื่อระงับความโศก คือเพื่อความโล่งใจของปลา. อธิบายว่า ฝูงกาจะถึงความเศร้าโศก อันมีลักษณะหม่นไหม้ในภายใน ได้ด้วยวิธีใด ท่านโปรดกระทำวิธีนั้นเถิด. จ อักษร ในบทคาถาว่า มญฺจ โสกา ปโมจย นี้ มีการประมวลมาเป็นอรรถ ความก็ว่า ท่านโปรดให้ข้าพเจ้าและฝูงญาติทั้งหมด พ้นจากความเศร้าโศก อันเกิดแต่ความตายนี้เถิด. พระโพธิสัตว์เรียกท้าวปัชชุนนะ เหมือนสั่งบังคับคนรับใช้อย่างนี้ ให้ฝนห่าใหญ่ตกทั่วแคว้นโกศล ให้มหาชนพ้นจากมรณทุกข์ ในปริโยสานกาลของชีวิตก็ได้ไปตามยถากรรม. พระบรมศาสดา จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่ตถาคตยังฝนให้ตก แม้ในกาลก่อน ถึงเกิดในกำเนิดปลา ก็ให้ฝนตกแล้วเหมือนกัน ดังนี้ ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า ฝูงปลาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัท ปัชชุนนะเทวราชได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนพญาปลาได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถามัจฉชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๒๐๔–๒๑๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๕. มจฺฉชาตกํ
อภิตฺถนย ปชฺชุนฺนาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อตฺตนา วสฺสาปิตวสฺสํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกสฺมึ กิร สมเย โกสลรฏฺเฐ เทโว น วสฺสิ ฯ สสฺสานิ มิลายนฺติ ฯ เตสุ เตสุ ฐาเนสุ ตฬากโปกฺขรณีสรา สุสฺสนฺติ ฯ เชตวนทฺวารโกฏฺฐกสมีเป เชตวนโปกฺขรณิยาปิ อุทกํ ฉิชฺชิ ฯ กลลคหนํ ปวิสิตฺวา นิปนฺเน มจฺฉกจฺฉเป กากสกุณาทโย กณยคฺคสทิเสหิ ตุณฺเฑหิ โกฏฺเฏตฺวา นีหริตฺวา วิปฺผนฺทมาเน ขาทนฺติ ฯ สตฺถา มจฺฉกจฺฉปานํ พฺยสนํ ทิสฺวา มหากรุณาย อุสฺสาหิตหทโย อชฺช มยา เทวํ วสฺสาเปตุํ วฏฺฏตีติ ปภาตาย รตฺติยา สรีรปฏิชคฺคนํ กตฺวา ภิกฺขาจารเวลํ สลฺลกฺเขตฺวา มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน ปริวุโต พุทฺธลีฬฺหาย สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย ปวิสิตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฺปฏิกฺกนฺโต สาวตฺถิโต วิหารํ คจฺฉนฺโต เชตวนโปกฺขรณิยา โสปาเณ ฐตฺวา อานนฺทตฺเถรํ อามนฺเตสิ อานนฺท อุทกสาฏกํ อาหร เชตวนโปกฺขรณิยํ นฺหายิสฺสามีติ ฯ นนุ ภนฺเต เชตวนโปกฺขรณิยํ อุทกํ ฉินฺนํ กลลมตฺตเมว อวสิฏฺฐนฺติ ฯ อานนฺท พุทฺธพลํ นาม มหนฺตํ อาหร ตฺวํ อุทกสาฏกนฺติ ฯ เถโร อาหริตฺวา อทาสิ ฯ สตฺถา เอเกนนฺเตน อุทกสาฏกํ นิวาเสตฺวา ปน เอเกนนฺเตน สรีรํ ปารุปิตฺวา เชตวนโปกฺขรณิยํ นฺหายิสฺสามีติ โสปาเณ อฏฺฐาสิ ฯ
ตํ ขณญฺเญว สกฺกสฺส ปณฺฑุกมฺพลสิลาสนํ อุณฺหาการํ ทสฺเสสิ ฯ โส กึ นุ โขติ อาวชฺเชนฺโต ตํ การณํ ญตฺวา วสฺสวลาหกเทวราชานํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตาต สตฺถา เชตวนโปกฺขรณิยํ นฺหายิสฺสามีติ ธุรโสปาเณ ฐิโต ขิปฺปํ สกลโกสลรฏฺฐํ เอกเมฆํ กตฺวา วสฺสาเปหีติ อาห ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา เอกํ วลาหกํ นิวาเสตฺวา เอกํ ปารุปิตฺวา เมฆคีตํ คายนฺโต ปาจีนโลกธาตุมุโข ปกฺขนฺทิ ฯ ปาจีนทิสาภาเค ขลมณฺฑลมตฺตํ เอกํ เมฆมณฺฑลํ อุฏฺฐาย สตปฏลํ สหสฺสปฏลํ หุตฺวา อภิตฺถนนฺตํ วิชฺชุลตํ นิจฺฉาเรนฺตํ อโธมุขฐปิตอุทกกุมฺภากาเรน วสฺสมานํ สกลโกสลรฏฺฐํ มโหเฆน วิย อชฺโฌตฺถริ ฯ เทโว อจฺฉินฺนธารํ วสฺสนฺโต มุหุตฺเตเนว เชตวนโปกฺขรณึ ปูเรสิ ฯ ธุรโสปาณํ อาหจฺจ อุทกํ อฏฺฐาสิ ฯ
สตฺถา เชตวนโปกฺขรณิยํ นฺหายิตฺวา รตฺตทุปฺปฏฺฏํ นิวาเสตฺวา กายพนฺธนํ พนฺธิตฺวา สุคตมหาจีวรํ เอกํสํ กตฺวา ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต คนฺตฺวา คนฺธกุฏิปริเวเณ ปญฺญตฺตปวรพุทฺธาสเน นิสีทิตฺวา ภิกฺขุสงฺเฆน วตฺเต ทสฺสิเต อุฏฺฐาย มณิโสปาณผลเก ฐตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺส โอวาทํ ทตฺวา อุยฺโยเชตฺวา สุรภิคนฺธกุฏึ ปวิสิตฺวา ทกฺขิเณน ปสฺเสน สีหเสยฺยํ กปฺเปตฺวา สายณฺหสมเย ธมฺมสภายํ สนฺนิปติตานํ ภิกฺขูนํ ปสฺสถาวุโส ทสพลสฺส ขนฺติเมตฺตานุทฺทยสมฺปตฺตึ วิวิเธสุ สสฺเสสุ มิลายมาเนสุ นานาชลาลเยสุ สุสฺสนฺเตสุ มจฺฉกจฺฉเปสุ มหาทุกฺขํ ปาปุณนฺเตสุ การุญฺญํ ปฏิจฺจ มหาชนํ ทุกฺขา โมเจสฺสามีติ อุทกสาฏกํ นิวาเสตฺวา เชตวนโปกฺขรณิยา ธุรโสปาเณ ฐตฺวา มุหุตฺเตน สกลโกสลรฏฺฐํ มโหเฆน โอปิลาเปนฺโต วิย เทวํ วสฺสาเปตฺวา มหาชนํ กายิกเจตสิกทุกฺขโต โมเจตฺวา วิหารํ ปวิฏฺโฐติ กถาย ปวตฺตมานาย คนฺธกุฏิโต นิกฺขมิตฺวา ธมฺมสภํ อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว ตถาคโต อิทาเนว มหาชเน กิลมนฺเต เทวํ วสฺสาเปติ ปุพฺเพปิ ติรจฺฉานโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา มจฺฉราชกาเลปิ วสฺสาเปสิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต อิมสฺมึเยว โกสลรฏฺเฐ อิมิสฺสาว สาวตฺถิยา อิมสฺมึเยว เชตวนโปกฺขรณิฏฺฐาเน เอกา วลฺลิคหนปริกฺขิตฺตา กนฺทรา อโหสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต มจฺฉโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา มจฺฉคณปริวุโต ตตฺถ ปฏิวสติ ฯ ยถา ปน อิทานิ เอวเมว ตทาปิ ตสฺมึ รฏฺเฐ เทโว น วสฺสิ ฯ มนุสฺสานํ สสฺสานิ มิลายึสุ ฯ วาปีอาทีสุ อุทกํ ฉิชฺชิ ฯ มจฺฉกจฺฉปา กลลคหนํ ปวิสึสุ ฯ อิมิสฺสาปิ กนฺทราย มจฺฉา กลลคหนํ ปวิสิตฺวา ตสฺมึ ตสฺมึ ฐาเน นิลียึสุ ฯ กากาทโย ตุณฺเฑหิ โกฏฺเฏตฺวา นีหริตฺวา ขาทึสุ ฯ โพธิสตฺโต ญาติสงฺฆสฺส ตํ พฺยสนํ ทิสฺวา อิมํปิ เอเตสํ ทุกฺขํ ฐเปตฺวา มํ อญฺโญ โกจิ โมเจตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถิ สจฺจกิริยํ กตฺวา เทวํ วสฺสาเปตฺวา ญาตเก มรณทุกฺขา โมเจสฺสามีติ กาฬวณฺณํ กทฺทมํ ทฺวิธา วิยูหิตฺวา นิกฺขมิตฺวา อญฺชนรุกฺขสารฆฏิกวณฺโณ มหามจฺโฉ สุโธตโลหิตงฺกมณิสทิสานิ อกฺขีนิ อุมฺมิเลตฺวา อากาสํ โอโลเกนฺโต ปชฺชุนฺนเทวราชสฺส สทฺทํ นทิตฺวา โภ ปชฺชุนฺน อหํ ญาตเก นิสฺสาย ทุกฺขปฺปตฺโต ตฺวํ มยิ สีลวนฺเต กิลมนฺเต กสฺมา เทวํ น วสฺสาเปสิ มยา สมานชาติกานํ ขาทนฏฺฐาเน นิพฺพตฺติตฺวา ตณฺฑุลปฺปมาณํปิ มจฺฉํ อาทึ กตฺวา ขาทิตปุพฺโพ นาม นตฺถิ อญฺโญปิ เม ปาโณ สญฺจิจฺจ ชีวิตา น โวโรปิตปุพฺโพ อิมินา สจฺเจน เทวํ วสฺสาเปตฺวา ญาติสงฺฆํ เม ทุกฺขโต โมเจหีติ วตฺวา ปริจารกเจฏกํ อาณาเปนฺโต วิย ปชฺชุนฺนเทวราชานํ อาลปนฺโต อิมํ คาถมาห
อภิตฺถนย ปชฺชุนฺน นิธึ กากสฺส นาสย
กากํ โสกาย รนฺเธหิ มญฺจ โสกา ปโมจยาติ ฯ
ตตฺถ อภิตฺถนย ปชฺชุนฺนาติ ปชฺชุนฺโน วุจฺจติ เมโฆ อยํ ปน เมฆวเสน ลทฺธนามํ วสฺสวลาหกเทวราชานํ อาลปติ ฯ อยํ กิรสฺส อธิปฺปาโย เทโว นาม อนภิตฺถนนฺโต วิชฺชุลตํ อนิจฺฉาเรนฺโต ปวสฺสนฺโตปิ น โสภติ ตสฺมา ตฺวํ อภิตฺถนนฺโต วิชฺชุลตํ นิจฺฉาเรนฺโต วสฺสาเปหีติ ฯ นิธึ กากสฺส นาสยาติ กากา กลลํ ปวิสิตฺวา ฐิเต มจฺเฉ ตุณฺเฑหิ โกฏฺเฏตฺวา นีหริตฺวา ขาทนฺติ ตสฺมา เตสํ อนฺโตกลเล มจฺฉา นิธีติ วุจฺจนฺติ ตํ กากสงฺฆสฺส นิธึ เทวํ วสฺสาเปนฺโต อุทเกน ปฏิจฺฉาเทตฺวา นาเสหีติ ฯ กากํ โสกาย รนฺเธหีติ กากสงฺโฆ อิมิสฺสา กนฺทราย อุทเกน ปุณฺณาย มจฺเฉ อลภมาโน โสจิสฺสติ ตํ กากคณํ ตฺวํ อิมํ กนฺทรํ ปูเรนฺโตปิ โสกาย รนฺเธหิ โสกสฺสตฺถาย มจฺฉสฺส อสฺสาสตฺถาย ยถา อนฺโตนิชฺฌานลกฺขณโสกํ ปาปุณาติ เอวํ กโรหีติ อตฺโถ ฯ มญฺจ โสกา ปโมจยาติ เอตฺถ จกาโร สมฺปิณฺฑนตฺโถ มญฺจ มม ญาตเก จ สพฺเพว อิมมฺหา มรณโสกา ปโมเจหีติ ฯ
เอวํ โพธิสตฺโต ปริจารกเจฏกํ อาณาเปนฺโต วิย ปชฺชุนฺนํ อาลปิตฺวา สกลโกสลรฏฺเฐ มหาวสฺสํ วสฺสาเปตฺวา มหาชนํ มรณทุกฺขา โมเจตฺวา ชีวิตปริโยสาเน ยถากมฺมงฺคโต ฯ
สตฺถา น ภิกฺขเว ตถาคโต อิทาเนว เทวํ วสฺสาเปติ ปุพฺเพปิ มจฺฉโยนิยํ นิพฺพตฺโตปิ วสฺสาเปสิเยวาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มจฺฉคณา พุทฺธปริสา อเหสุํ ปชฺชุนฺนเทวราชา อานนฺโท มจฺฉราชา ปน อหเมวาติ ฯ
มจฺฉชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗