ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อสังกิยชาดก
ชาดกที่ ๗๖ · เอกกนิบาตชาดก · วรุณวรรค

อสังกิยชาดก

ว่าด้วยเมตตากรุณาทำให้ปลอดภัย

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๖ · บรรทัด ๔๙๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอสังกิยชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุบาสกชาวเมืองสาวัตถีผู้หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อสงฺกิโยมฺหิ คามมฺหิ ดังนี้. ได้ยินว่า อุบาสกนั้นเป็นพระอริยสาวกผู้โสดาบัน เดินทางไปกับกองเกวียนขบวนหนึ่ง ครั้นพ่อค้าเกวียนทั้งหลายปลดเกวียนตั้งเพิงพักในที่ป่าตำบลหนึ่ง ก็เดินจงกรมอยู่ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง. พวกโจร ๕๐๐ กำหนดเวลาของตนแล้ว คบคิดกันว่า พวกเราจักปล้นที่พัก ต่างถือธนูและไม้พลองเป็นต้น พากันไปล้อมที่นั้นไว้ แม้อุบาสกนั้นก็คงเดินจงกรมอยู่นั่นเอง โจรทั้งหลายเห็นอุบาสกนั้นแล้วคิดว่า ผู้นี้ต้องเป็นยามเฝ้าที่พักแน่นอน คอยให้บุรุษผู้นี้หลับเสียก่อน พวกเราถึงจักปล้น เมื่อยังไม่อาจจู่โจมก็ตั้งมั่นอยู่ในที่นั้น ๆ. แม้อุบาสกนั้น ก็คงยังอธิษฐาน เดินจงกรมอยู่นั่นเอง ทั้งในปฐมยาม มัชฌิมยาม และแม้ในปัจฉิมยาม จนถึงเวลารุ่งสว่าง. พวกโจรไม่ได้โอกาส ก็ทิ้งก้อนหินและไม้พลองเป็นต้น ที่ต่างก็ถือกันมาแล้ว พากันหลบไป แม้อุบาสกกระทำกิจของตนสำเร็จแล้ว กับมาสู่พระนครสาวัตถี เข้าเฝ้าพระศาสดาทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผู้ที่กำลังรักษาตน ก็เป็นผู้รักษาผู้อื่นด้วยหรือ พระเจ้าข้า ? พระศาสดาตรัสว่า ถูกละอุบาสก ผู้รักษาตนชื่อว่ารักษาผู้อื่น รักษาผู้อื่นก็ชื่อว่ารักษาตน นั่นแหละ. อุบาสกนั้น กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญคำนี้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ชอบแล้ว ข้าพระองค์เดินทางไปกับกองเกวียนขบวนหนึ่ง เดินจงกรมอยู่ที่โคนไม้ด้วยคิดว่าจักรักษาตน (กลายเป็น) รักษาหมู่เกวียนทั้งหมดไว้แล้วพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก แม้ในครั้งก่อนบัณฑิตทั้งหลายรักษาตนอยู่ เป็นอันรักษาผู้อื่นด้วยดังนี้แล้วทูลอาราธนา ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เกิดในสกุลพราหมณ์เจริญวัยแล้ว เห็นโทษในกาม จึงบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าหิมพานต์มาสู่ชนบทเพื่อต้องการเสพรสเปรี้ยวรสเค็มบ้าง เมื่อท่องเที่ยวไปตามชนบท เดินทางไปกับกองเกวียนขบวนหนึ่ง เมื่อขบวนเกวียนพักที่ป่าแห่งหนึ่ง ก็ยับยั้งอยู่ด้วยความสุขเกิดแต่ฌานไม่ห่างกองเกวียน จงกรมอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่งแล้วยืนอยู่. ครั้งนั้นพวกโจร ๕๐๐ พากันมา ด้วยคิดว่า จักปล้นหมู่เกวียนในเวลาที่กินข้าวเย็นแล้ว โอบล้อมไว้ พวกโจรเหล่านั้นเห็นพระดาบสคิดว่า ถ้าพระดาบสนี้จักเห็นพวกเรา คงบอกชาวเกวียนเป็นแน่ต่อเวลาท่านหลับ พวกเราค่อยปล้นกันเถิด แล้วพากันตั้งมั่นอยู่ ณ ที่นั้นเอง ฝ่ายพระดาบสคงเดินไปมาอยู่เรื่อย ๆ ตลอดคืนพวกโจรไม่ได้โอกาส ก็พากันทิ้งไม้พลองและก้อนหินที่ถือกันมาตะโกนบอกชาวเกวียนว่า ชาวเกวียนผู้เจริญ ถ้าดาบสผู้ที่เดินไปมาอยู่ที่โคนต้นไม้องค์นี้ ไม่มีในวันนี้แล้ว พวกท่านทุกคนจักต้องประสบการปล้นอย่างขนานใหญ่เป็นแน่ พรุ่งนี้ พวกท่านควรกระทำสักการะใหญ่แด่พระดาบส. ดังนี้แล้วพากันหลีกไปครั้นสว่างแจ้งแล้ว พวกกองเกวียน เห็นไม้พลองและก้อนหินเป็นต้น ที่พวกโจรพากันทิ้งไว้ ต่างกลัวพากันไปสำนักพระโพธิสัตว์ ถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ พระคุณเจ้าเห็นพวกโจรหรือ ? พระโพธิสัตว์ตอบว่า เออ ผู้มีอายุทั้งหลาย เราเห็นพวกกองเกวียนถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ พระคุณเจ้าเห็นโจรมีประมาณเท่านี้ ไม่มีความกลัว ความหวาดหวั่น เกิดขึ้นเลยหรือขอรับ ? พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลายความกลัว ความครั่นคร้ามเพราะเห็นพวกโจร มีเฉพาะแก่คนมีทรัพย์ แต่อาตมาเป็นผู้ไร้ทรัพย์ จักต้องกลัวทำไม เพราะเมื่ออาตมาอยู่ในบ้านก็ดี ในป่าก็ดี ความกลัวหรือความครั่นคร้ามไม่มีทั้งนั้น เมื่อจะแสดงธรรมแก่คนเหล่านั้น กล่าวคาถานี้ความว่า " เราไม่ต้องระแวงในบ้าน เราไม่มีภัยในป่า เรามุ่งก้าวขึ้นสู่ทางตรง ด้วยความเมตตาและกรุณา " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อสงฺกิโยมฺหิ คามมฺหิ นี้พระโพธิสัตว์แสดงความว่า เราชื่อว่าไม่ต้องระแวง เพราะไม่ประกอบไปด้วยความระแวง ไม่ตั้งอยู่ในความระแวง ถึงจะอยู่ในบ้าน ก็ไม่ต้องระแวง เป็นคนปลอดภัย หมดข้อสงสัย เพราะมิได้ตั้งอยู่ในความระแวง. บทว่า อรญฺเห ได้แก่ ในสถานที่พ้นไปจากบ้านและอุปจารแห่งบ้าน. ด้วยบทว่า อุชุมคฺคํ สมารุฬุโห เมตฺตาย กรุณาย จ นี้พระดาบสกล่าวไว้ หมายความว่า เราก้าวขึ้นสู่ทางตรง คือทางไปสู่พรหมโลก อันเว้นแล้วจากความคดทางกาย เป็นต้นด้วยเมตตา และกรุณา อันเป็นอารมณ์แห่งติกฌาน และจตุกกฌานอีกนัยหนึ่ง ด้วยบทนั้น พระดาบสแสดงว่า เพราะความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ จึงชื่อว่า ก้าวขึ้นสู่ทางตรง อันเว้นแล้วจากความคดด้วยกาย วาจา ใจ อันได้แก่ทางไปสู่พรหมโลก ดังนี้แล้วแสดงความยิ่งไปกว่านั้นว่า เพราะดำรงมั่นในเมตตา และกรุณาชื่อว่าก้าวขึ้นสู่ทางตรง คือทางไปพรหมโลก. อธิบายว่า ธรรมทั้งหลายมีเมตตา และกรุณาเป็นต้น ชื่อว่าเป็นทางตรง เพราะผู้ที่มีฌานไม่เสื่อม เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่หมายได้ โดยถ่ายเดียว. พระโพธิสัตว์ ครั้นแสดงธรรม ด้วยคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้ อันมนุษย์เหล่านั้นผู้มีใจยินดีแล้ว สักการะบูชาแล้ว เจริญพรหมวิหาร ๔ ตลอดชีพ ไปเกิดในพรหมโลกแล้ว. พระบรมศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า ชาวเกวียนในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนพระดาบสมาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอสังกิยชาดกที่ ๖

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๒๑๑–๒๑๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๖. อสงฺกิยชาตกํ

อสงฺกิโยมฺหิ คามมฺหีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ สาวตฺถีวาสิอุปาสกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

โส กิร โสตาปนฺโน อริยสาวโก เกนจิเทว กรณีเยน เอเกน สกฏสตฺถวาเหน สทฺธึ มคฺคํ ปฏิปชฺชิตฺวา เอกสฺมึ อรญฺญฏฺฐาเน สกฏานิ โมเจตฺวา ขนฺธาวารพนฺเธ กเต สตฺถวาหสฺสาวิทูเร อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล จงฺกมติ ฯ อตฺตโน กาลํ สลฺลกฺเขตฺวาว ปญฺจสตา โจรา ขนฺธาวารํ วิลุมฺปิสฺสามาติ ธนุมุคฺคราทิหตฺถา คนฺตฺวา ตํ ฐานํ ปริวารยึสุ ฯ โสปิ อุปาสโก จงฺกมติเยว ฯ โจรา ตํ ทิสฺวา อทฺธา เอส ขนฺธาวารรกฺขโก ภวิสฺสติ อิมสฺส นิทฺทํ โอกฺกนฺตกาเล วิลุมฺปิสฺสามาติ อชฺโฌตฺถริตุํ อสกฺโกนฺตา ตตฺถ ตตฺเถว อฏฺฐํสุ ฯ โสปิ อุปาสโก ปฐมยาเมปิ มชฺฌิมยาเมปิ ปจฺฉิมยาเมปิ จงฺกมนฺโตเยว อฏฺฐาสิ ฯ ปจฺจูสกาโล ชาโต ฯ โจรา โอกาสํ อลภนฺตา คหิตคหิเต ปาสาณมุคฺคราทโย ฉฑฺเฑตฺวา ปลายึสุ ฯ อุปาสโกปิ อตฺตโน กมฺมํ นิฏฺฐาเปตฺวา ปุน สาวตฺถึ อาคนฺตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา ภนฺเต อตฺตานํ รกฺขมานา ปรรกฺขกา โหนฺตีติ ปุจฺฉิ ฯ อาม อุปาสก อตฺตานํ รกฺขนฺโต ปรํ รกฺขติ ปรํ รกฺขนฺโต อตฺตานํ รกฺขติเยวาติ ฯ โส ยาว สุภาสิตมิทํ ภนฺเต ภควตา อหํ เอเกน สตฺถวาเหน สทฺธึ มคฺคํ ปฏิปนฺโน รุกฺขมูเล จงฺกมนฺโต อตฺตานํ รกฺขิสฺสามีติ สกลํ สตฺถํ รกฺขินฺติ อาห ฯ สตฺถา อุปาสก ปุพฺเพปิ ปณฺฑิตา อตฺตานํ รกฺขนฺตา ปรํ รกฺขึสูติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต ตทา โพธิสตฺโต พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต กาเมสุ อาทีนวํ ทิสฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา หิมวนฺเต วสนฺโต โลณมฺพิลเสวนตฺถาย ชนปทํ อาคนฺตฺวา ชนปทจาริกํ จรนฺโต เอเกน สตฺถวาเหน สทฺธึ มคฺคํ ปฏิปชฺชิตฺวา เอกสฺมึ อรญฺญฏฺฐาเน สตฺเถ นิวิฏฺเฐ สตฺถโต อวิทูเร ฌานสุเขน วีตินาเมนฺโต อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล จงฺกมนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ อถ โข ปญฺจสตโจรา สายมาสภตฺตสฺส ภุตฺตกาเล ตํ สกฏสตฺถํ วลุมฺปิสฺสามาติ อาคนฺตฺวา ปริวารยึสุ ฯ เต ตํ ตาปสํ ทิสฺวา สเจ อยํ อมฺเห ปสฺสิสฺสติ สตฺถวาสิกานํ อาโรเจสฺสติ เอตสฺส นิทฺทูปคตเวลาย วิลุมฺปิสฺสามาติ ตตฺเถว อฏฺฐํสุ ฯ ตาปโสปิ สกลมฺปิ รตฺตึ จงฺกมติเยว ฯ โจรา โอกาสํ อลภิตฺวา คหิตมุคฺครปาสาเณ ฉฑฺเฑตฺวา สกฏสตฺถวาสีนํ สทฺทํ ทตฺวา โภนฺโต สตฺถวาสิโน สเจ เอส รุกฺขมูเล จงฺกมนตาปโส อชฺช นาภวิสฺส สพฺเพ มหาวิโลปํ ปตฺวา อภวิสฺสํสุ เสฺว ตาปสสฺส มหาสกฺการํ กเรยฺยาถาติ วตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ เต ปภาตาย รตฺติยา โจเรหิ ฉฑฺฑิเต มุคฺครปาสาณาทโย ทิสฺวา ภีตา โพธิสตฺตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ภนฺเต ทิฏฺฐา โว โจราติ ปุจฺฉึสุ ฯ อาม อาวุโส ทิฏฺฐาติ ฯ ภนฺเต เอตฺตเก โว โจเร ทิสฺวา ภยํ วา สารชฺชํ วา น อุปฺปชฺชีติ ฯ โพธิสตฺโต อาวุโส โจเร ทิสฺวา ภยํ วา สารชฺชํ วา สธนสฺส โหติ อหมฺปน นิทฺธโน สฺวาหํ กึ ภายิสฺสามิ มยฺหํ หิ คาเมปิ อรญฺเญปิ วสนฺตสฺส ภยํ วา สารชฺชํ วา นตฺถีติ วตฺวา เตสํ ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห

อสงฺกิโยมฺหิ คามมฺหิ อรญฺเญ นตฺถิ เม ภยํ

อุชุมคฺคํ สมารุฬฺโห เมตฺตาย กรุณาย จาติ ฯ

ตตฺถ อสงฺกิโยมฺหิ คามมฺหีติ สงฺกาย นิยุตฺโต ปติฏฺฐิโตติ สงฺกิโย น สงฺกิโย อสงฺกิโย อหํ คาเม วสนฺโตปิ สงฺกาย อปฺปติฏฺฐิตตฺตา อสงฺกิโย นิพฺภโย นิราสงฺโกติ ทีเปติ ฯ อรญฺเญติ คามคามูปจารวินิมุตฺตฏฺฐาเน ฯ อุชุมคฺคํ สมารุฬฺโห เมตฺตาย กรุณาย จาติ อหํ ติกจตุกฺกชฺฌานิกาหิ เมตฺตากรุณาหิ กายวงฺกาทิวิรหิตํ อุชุํ พฺรหฺมโลกคามิมคฺคํ อารุฬฺโหติ วทติ ฯ อถวา ฯ ปริสุทฺธสีลตาย กายวจีมโนวงฺกวิรหิตํ อุชุํ เทวโลกมคฺคํ อารุฬฺโหมฺหีติ ทสฺเสตฺวา ตโต อุตฺตรึ เมตฺตาย กรุณาย จ ปติฏฺฐิตตฺตา อุชุํ พฺรหฺมโลกมคฺคํ อารุฬฺโหมฺหีติ ทสฺเสติ ฯ อปริหีนชฺฌานสฺส หิ เอกนฺเตน พฺรหฺมโลกปรายนตฺตา เมตฺตากรุณาทโย อุชุมคฺคา นาม ฯ

เอวํ โพธิสตฺโต อิมาย คาถาย ธมฺมํ เทเสตฺวา ตุฏฺฐจิตฺเตหิ เตหิ มนุสฺเสหิ สกฺกโต ปูชิโต ยาวชีวํ จตฺตาโร พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา พฺรหฺมโลเก นิพฺพตฺติ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สตฺถวาสิโน พุทฺธปริสา อเหสุํ ตาปโส ปน อหเมวาติ ฯ

อสงฺกิยชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๗๕. มัจฉชาดกชาดกถัดไป๗๗. มหาสุบินชาดก