ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อิลลีสชาดก
ชาดกที่ ๗๘ · เอกกนิบาตชาดก · วรุณวรรค

อิลลีสชาดก

ว่าด้วยคนมีรูปร่างเหมือนกัน

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๘ · บรรทัด ๕๑๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอิลลีสชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๒

เรื่องเล่า

ไปในบ้าน ฉันนั้น " ดังนี้. เพื่อจะประกาศคุณของพระเถระเจ้าให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่มัจฉริยเศรษฐี. ถูก โมคคัลลานะทรมาน แม้ในครั้งก่อน โมคคัลลานะก็เคยทรมานเขา ให้รู้ความสัมพันธ์แห่งกรรม และผลแห่งกรรมมาแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี เศรษฐี ชื่ออิลลีสะ มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ประกอบด้วยบุรุษโทษหลายสถาน เป็นคนกระจอก ง่อย ตาเหล่ ไม่มีศรัทธาไม่เลื่อมใส ตระหนี่ ไม่ให้แก่คนอื่น และไม่บริโภคด้วยตนเองได้มีในพระนครพาราณสี เรือนของเศรษฐีนั้นได้เป็นเหมือนสระโบกขรณี ที่รากษสยึดครอง แต่มารดาบิดาของท่านเศรษฐีเป็นผู้ให้ทาน เป็นทานบดีมา ๗ ชั่วตระกูล. ครั้นอิลลีสะนั้นได้ตำแหน่งเศรษฐีก็ทำลายสกุลวงษ์เสีย เผาโรงทาน เฆี่ยนขับไล่พวกยาจก เก็บแต่ทรัพย์เท่านั้น วันหนึ่งอิลลีสะนั้นไปเฝ้าพระราชาขณะเดินมาเรือนของตน เห็นคนบ้านนอกผู้หนึ่ง เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ถือขวดเหล้ามาขวดหนึ่ง นั่งบนตั่งน้อย รินเหล้าใส่จอกสำหรับดื่มสุรารสเปรี้ยวแล้วดื่มอยู่ แกล้มด้วยแกงอ่อมใส่ปลาร้า นึกอยากดื่มบ้าง คิดว่า ถ้าเราจักดื่มสุรา เมื่อกำลังดื่มคนเป็นอันมากก็จักอยากดื่มบ้าง ความสิ้นเปลืองทรัพย์ ก็จักมีแก่เราด้วยอาการอย่างนี้. เศรษฐีอิลลีสะนั้น อดกลั้นความอยากไว้ ครั้นเวลาผ่านไป ไม่อาจอดกลั้นได้ เลยเป็นคนตัวเหลืองเนื้อตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เหมือนใบฝ้ายที่แก่แล้ว. ครั้นวันหนึ่ง จึงเข้าห้องนอน เข้าไปซุกอยู่ที่เตียงน้อย ภรรยาเข้าไปลูบหลัง พลางถามว่า นายท่านไม่สบายเป็นอะไรหรือ ? ถ้อยคำทั้งหมด พึงทราบโดยทำนองที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. เมื่อภรรยากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ดิฉันจะปรุงสุราให้พอแก่ท่านผู้เดียวเท่านั้น. เศรษฐีดำริว่า เมื่อปรุงสุราในเรือน คนเป็นอันมากจักต้องมุงมอง ให้ไปซื้อมาจากร้านตลาดแต่ไม่อาจนั่งดื่มในที่นี้ได้จึงให้เงินไปประมาณมาสกหนึ่ง ให้ไปซื้อเหล้ามาจากตลาดขวดหนึ่ง ให้บ่าวถือออกไปจากเมือง ถึงฝั่งแม่น้ำ หลบเขาสู่พุ่มไม้พุ่มหนึ่ง ให้บ่าววางขวดเหล้าไว้แล้ว กล่าวว่า เจ้าไปเถิด ให้บ่าวไปนั่งเสียไกล รินเหล้าใส่จอกเริ่มดื่มสุรา. ส่วนบิดาของเศรษฐี อิลลีสะนั้น เกิดเป็นท้าวสักกะในเทวโลก เพราะทำบุญทั้งหลายมีให้ทานเป็นต้น ขณะนั้นท้าวเธอดำริว่า ทานของเรายังเป็นไปอยู่หรือไม่หนอ ครั้นเห็นทานไม่เป็นไป และเห็นบุตรทำลายสกุลวงษ์เสีย เผาโรงทาน ขับไล่พวกจายก ตั้งอยู่ในความตระหนี่ กำลังเข้าพุ่มไม้ดื่มเหล้าเพียงผู้เดียว เพราะกลัวว่า จักต้องให้แก่คนอื่น ๆ ทรงพระดำริว่าเราต้องไป ขนาบ ทรมาน อิลลีสะนั้น ให้รู้ความสัมพันธ์แห่งกรรมและผลแห่งกรรม แล้วให้บำเพ็ญทาน ทำให้เขาเหมาะสมที่จะเกิดในเทวโลก ดังนี้แล้วเสด็จลงมาสู่ถิ่นมนุษย์ ทรงเนรมิตอัตภาพเป็นคนกระจอก ง่อย และตาเหล่ เช่นเดียวกับเศรษฐีอิลลีสะ เข้าไปสู่พระนครพาราณสี หยุด ณ ทวารพระราชนิเวศน์ให้กราบทูลการที่ตนมา เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตว่า จงเข้ามาเถิด จึงเข้าไปถวายบังคมพระราชาแล้วยืนอยู่. พระราชามีพระดำรัสถามว่า ดูก่อนท่านมหาเศรษฐี เหตุไฉน ท่านจึงมาผิดเวลาเล่า กราบทูลว่า ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าข้าพระพุทธเจ้ามาโดยประสงค์ว่า ในเรือนของข้าพระพุทธเจ้ามีทรัพย์อยู่ประมาณ ๘๐ โกฏิ ขอพระองค์ได้โปรดให้ขนมาเข้าท้องพระคลังของพระองค์เถิด. พระราชารับสั่งว่า อย่าเลยท่านมหาเศรษฐี ทรัพย์ในวังของเรา มีมากกว่าทรัพย์ของท่าน. เขากราบทูลว่า ขอเดชะ ถ้าพระองค์ไม่ต้องพระประสงค์ ข้าพระองค์จะจ่ายทรัพย์ให้ทานตามความพอใจ พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า ให้เถิดท่านเศรษฐี. เขารับพระบรมราชานุญาตแล้วถวายบังคมพระราชา ออกไปสู่เรือนของอิลลีสเศรษฐี. พวกมนุษย์ผู้เป็นอุปัฏฐากทุกคนก็พากันแวดล้อม แม้คนหนึ่งที่จะสามารถรู้ว่า ท่านผู้นี้มิใช่อิลลีสเศรษฐี ไม่มีเลย. ครั้นท้าวสักกเทวราช เข้าสู่เรือนแล้ว ยืนที่ธรณีด้านในเรียกนายประตูมาสั่งว่า ผู้อื่นคนใดมีรูปคล้ายเราจะเข้ามาด้วยกล่าวว่า นี่เรือนของเรา พวกเจ้าพึงเฆี่ยนหลังคนนั้น แล้วไล่ไปเสีย แล้วขึ้นสู่ปราสาทนั่งเหนืออาสนะอันโออ่า ให้เชิญภรรยาท่านเศรษฐีมาหา แสดงอาการอย่างท่านเศรษฐีไม่มีผิด กล่าวว่านางผู้เจริญเราให้ทานกันเถิด. ภรรยา บุตร ธิดา และทาสกรรมกรได้ยินถ้อยคำของท้าวเธอนั้นแล้ว พากันกล่าวว่า ตลอดกาลนานเห็นปานนี้ ความคิดที่จะให้ทานไม่มีเลย แต่วันนี้ดื่มสุราแล้ว เกิดใจดีอยากให้ทานเป็นแน่ ทีนั้น ภรรยาท่านเศรษฐีจงกล่าวว่า ท่านเจ้าคะ เชิญท่านให้ตามพอใจเถิด. ท้าวเธอกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น เธอจงเรียกคนตีกลองมา ให้นำกลองไปเที่ยวตีประกาศทั่วพระนครว่า ผู้ที่ต้องการเงินทอง แก้วมณีและมุกดาเป็นต้น จงพากันไปสู่เรือนของอิลลีสเศรษฐี คนตีกลองได้กระทำอย่างนั้นแล้ว มหาชนต่างพากันถือภาชนะมีกระเช้ากระทอเป็นต้น ไปชุมนุมกันที่ประตูเรือน. ท้าวสักกะทรงให้เปิดห้องอันเต็มไปด้วยรัตนะ ๗ ประการหลายห้อง กล่าวว่าเราขอให้แก่พวกท่าน พวกท่านจงพากันขนเอาไปจนพอต้องการเถิด มหาชนพากันขนทรัพย์ออกไปกองไว้ที่พื้นโถง บรรจุลงภาชนะที่นำมาจนเต็มแล้ว จึงพากันไป. ฝ่ายมนุษย์ชาวชนบทคนหนึ่ง เทียมโคคู่ของอิลลีสเศรษฐีที่รถของท่านนั่นแหละ บรรทุกเต็มไปด้วยรัตนะ ๗ ประการออกจากพระนครเดินไปตามทางหลวง ขับรถไปไม่ห่างพุ่มไม้นั้นขับไปพลาง กล่าวถึงคุณของท่านเศรษฐีไปพลางว่า เจ้าพ่อคุณเอ๋ย ท่านอิลลีสเศรษฐี จงมีชีวิตอยู่ถึงร้อยปีเถิด คราวนี้เราไม่ต้องทำการงานเลี้ยงชีพไปจนตลอดชีวิตแล้ว เพราะอาศัยท่าน รถนี่ก็ของท่าน โคคู่ก็เป็นของท่านเหมือนกัน แก้ว ๗ ประการก็ในเรือนของท่าน มารดาเล่าก็มิได้ให้ บิดาก็มิได้ให้ เราได้เพราะอาศัยท่านแท้ ๆ. อิลลีสเศรษฐี ฟังเสียงนั้นแล้ว เกิดกลัวหวาดผวาฉุกใจคิดว่า คนผู้นี้เอาชื่อของเรามากล่าวอ้างถึงเรื่องนี้ ๆพระราชาพระราชทานทรัพย์ของเราแก่ชาวโลกเสียละกระมังหนอ ? โผล่ออกจากพุ่มไม้ จำโคและรถได้ กล่าวตวาดว่า เฮ้ยไอ้บ่าวชาติชั่ว โคก็ของกู รถก็ของกู พลางวิ่งไปจับโคที่สายตะพาย คหบดีก็ลงจากรถกล่าวว่า เฮ้ย ! ไอ้บ่าวชั่ว ท่านอิลลีสเศรษฐีให้ทานแก่คนทั้งเมือง มึงเป็นอะไรเล่า พลางวิ่งไปหาทุบที่ต้นคอ เหมือนฟ้าฟาด แล้วดึงรถมาขับต่อไป ฝ่ายท่านอิลลีสเศรษฐีลุกขึ้นงันงก ปัดฝุ่นแล้ววิ่งไปยึดรถไว้อีก. คหบดีก็ลงจากรถ จิกผมให้ก้มลงถองด้วยศอก จับคอเหวี่ยงไปทางที่มาแล้วก็หลีกไป พอโดนเข้าอย่างนี้ ความเมาสุราของท่านเศรษฐีก็หายเป็นปลิดทิ้ง. งก ๆ เงิ่น ๆ เดินไปที่ประตูนิเวศน์อย่างรวดเร็ว เห็นมหาชนพากันขนทรัพย์ไป ก็ตะโกนว่า พ่อคุณนี่มันเรื่องอะไรกัน พระราชารับสั่งให้มารุมปล้นทรัพย์ของข้าหรือไร ? แล้วไปจับคนนั้น ๆ ไว้ คนที่ถูกจับก็ช่วยกันประหารจนล้มลงใกล้เท้านั่นเอง เศรษฐีเจ็บปวดหนัก มุ่งจะเข้าเรือนพวกเฝ้าประตูพากันร้องว่า เฮ้ย ไอ้คฤหบดีตัวร้าย มึงจะเข้าไปไหน ? พลางหวดด้วยเรียวไผ่ จับคอไสออกไป เศรษฐีคิดว่าคราวนี้เว้นพระราชาแคว้น ใครอื่นที่จะเป็นที่พำนักของเราไม่มีแล้ว ไปสู่ราชสำนัก กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพพระองค์สั่งให้คนปล้นเรือนของข้าพระองค์หรือพระเจ้าข้า ? พระราชารับสั่งว่า ท่านเศรษฐี เราไม่ได้ให้ปล้น ท่านนั่นแหละมาหาเราบอกว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงรับไว้ ข้าพระองค์จักให้ทรัพย์ของข้าพระองค์เป็นทาน ให้คนเที่ยวตีกลองป่าวร้องในพระนคร แล้วได้ให้ทานมิใช่หรือ ? เขากราบทูลว่า ขอเดชะข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์มิได้มาสู่สำนักของพระองค์เลย พระองค์ไม่ทรงทราบความที่ข้าพระองค์เป็นคนตระหนี่หรือพระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ยอมให้แม้หยดน้ำมันด้วยปลายหญ้าแก่ใคร ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดเรียกคนที่ให้ทานนั้นมา ทรงพิจารณาเถิด พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้เรียกท้าวสักกะมา ความแปลกกันของคนทั้งสอง พระราชาก็ทรงทราบไม่ได้เลย พวกอำมาตย์ก็ไม่ทราบ ท่านเศรษฐีผู้ตระหนี่กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพพระองค์ทรงจำไม่ได้หรือ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์เป็นเศรษฐีคนนี้มิใช่เศรษฐี. พระราชารับสั่งว่า เราจำไม่ได้ ยังมีใครที่พอจะจำท่านได้บ้างเล่า ? กราบทูลว่า ภรรยาของข้าพระองค์ซิพระเจ้าข้า. มีพระกระแสรับสั่งให้ภรรยาเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า สามีของเธอคนไหน ? นางกราบทูลว่า คนนี้พระเจ้าข้าแล้วได้ยืนใกล้ท้าวสักกะนั่นเอง เรียกบุตรบิดา ทาส กรรมกรมาถาม ทุกคนพากันยืนในสำนักของท้าวสักกะทั้งนั้น. ท่านเศรษฐีกลับคิดได้ว่า ที่ศีรษะของเรามีปุ่มอยู่ ผมปิดไว้มิดชิด มีแต่ช่างกัลบกคนเดียวเท่านั้นที่รู้ปุ่มนั้น ต้องกราบทูลให้เรียกช่างกัลบกมา. คิดดังนี้แล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพช่างกัลบกคงจำข้าพระองค์ได้ โปรดทรงพระกรุณาเรียกเขามาเถิด พระเจ้าข้า. ก็ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นช่างกัลบกของท่านอิลลีสเศรษฐี พระราชามีพระกระแสรับสั่งให้เรียกท่านมาตรัสถามว่า จำอิลลีสเศรษฐีได้ไหม ? ช่างกัลบกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์ตรวจดูศีรษะแล้วคงจำได้พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงตรวจดูศีรษะของคนทั้งสองเถิด. ทันใดนั้นท้าวสักกะก็บันดาลให้เกิดปุ่มขึ้นที่ศีรษะ. พระโพธิสัตว์ตรวจดูศีรษะแม้ของคนทั้งสองก็เห็นปุ่ม (เหมือนกัน) จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ที่ศีรษะของตนทั้งสอง ต่างมีปุ่มอยู่เหมือนกันในท่านทั้งสองนี้ข้าพระองค์มิอาจจำได้ ถึงความเป็นตัวอิลลีสะสักคนเดียว แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :คนทั้งสอง เป็นคนกระจอก คนทั้งสองเป็นคนค่อม คนทั้งสองมีนัยน์ตาเหล่ คนทั้งสองมี

ปุ่มเกิดที่ศีรษะ ข้าพระองค์ชี้ตัวอิลลีสะไม่ได้ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภ ได้แก่ชนแม้ทั้งสอง. บทว่า ขญฺชา ได้แก่ มีเท้ากุด. บทว่า กุณี ได้แก่ มีมือหงิก. บทว่า วิสมจกฺขุกา ได้แก่ มีดวงตาไม่เสมอกัน อธิบายว่ามีตาเหล่. บทว่า ปีฬกา ความว่า ที่ศีรษะแม้ของคนทั้งสองมีปุ่มเกิดขึ้นแล้วสองปุ่ม มีสัณฐานอย่างเดียวกัน อยู่ตำแหน่งเดียวกัน. บทว่า นาหํ ปสฺสามิ ความว่า ช่างกัลบกทูลว่า ในท่านทั้งสองนี้ ข้าพระองค์ไม่ประจักษ์ว่าคนไหนเป็นอิลลีสะ คือไม่รู้ชัดความเป็นอิลลีสเศรษฐี แม้ของคน ๆ หนึ่งท่านเศรษฐี ฟังคำของพระโพธิสัตว์แล้วเท่านั้น ตัวสั่นงันงก ไม่อาจตั้งสติไว้ได้ เพราะความโลภในทรัพย์ ล้มลงตรงนั้นเอง. ในขณะนั้น ท้าวสักกะกล่าวว่า ดูก่อนมหาราช เราไม่ใช่อิลลีสะดอก เราเป็นท้าวสักกะ แล้วได้ประทับยืนอยู่ในอากาศด้วยท่าทางอันสง่า. พวกอำมาตย์ ช่วยลูบหน้า ท่านอิลลีสเศรษฐีแล้วราดด้วยน้ำ อิลลีสเศรษฐีรีบลุกขึ้นยืนไหว้ท้าวสักกะเทวราช. ทันใดนั้น ท้าวสักกะกล่าวกะท่านเศรษฐีว่า ก่อนอิลลีสะ ทรัพย์นี้เป็นของเรา ไม่ใช่ของท่าน เพราะเราเป็นบิดาของท่าน ท่านเป็นบุตรของเรา เราทำบุญมีให้ทานเป็นต้น ถึงความเป็นท้าวสักกะ แต่เธอตัดวงษ์ของเราขาดสิ้น เป็นผู้ไม่ยอมให้ทาน ตั้งอยู่ในความตระหนี่ เผาโรงทาน ขับไล่พวกยาจก เอาแต่สั่งสมทรัพย์บริโภคเองก็ไม่ยอมบริโภค ให้คนอื่นก็ไม่ให้ ทำตนเหมือนรากษสหวงสระน้ำ ถ้าเธอกลับสร้างโรงทานให้เป็นปกติแล้วให้ทานนั่นเป็นความฉลาด หากไม่ให้ทาน เราจักทำทรัพย์ของเธอให้อันตรธานไปจนหมด แล้วจักตีศีรษะด้วยอินทวัชระนี้ ให้สิ้นชีวิต. อิลลีสเศรษฐีถูกคุกคามด้วยมหาภัย ได้ให้ปฏิญญาว่าตั้งแต่บัดนี้ ข้าพเจ้าจักให้ทาน. ท้าวสักกะรับปฏิญญาณของท่านเศรษฐีแล้ว ประทับนั่งในอากาศนั่นแล แสดงธรรม ชักนำให้เศรษฐีดำรงในศีล แล้วเสด็จไปสู่สถานของท้าวเธอ. แม้อิลลีสเศรษฐี ก็กระทำบุญให้ทานเป็นต้น ได้เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในภายหน้า. พระศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่โมคคัลลานะทรมานเศรษฐีตระหนี่ ถึงในครั้งก่อนก็ทรมานมาแล้วเหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า อิลลีสเศรษฐีในครั้งนั้น ได้มาเป็นเศรษฐีผู้มีความตระหนี่ในครั้งนี้ ท้าวสักกเทวราชได้มาเป็นโมคคัลลานะ พระราชาได้มาเป็นอานนท์ ส่วนช่างกัลบกได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอิลลีสชาดกที่ ๘

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๒๔๒–๒๕๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๒๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๘. อิลฺลีสชาตกํ

อุโภ ขญฺชาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มจฺฉริโกสิยเสฏฺฐึ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ราชคหนครสฺส กิร อวิทูเร สกฺกรนฺนาม นิคโม ฯ ตตฺเถโก มจฺฉริโกสิโย นาม เสฏฺฐี อสีติโกฏิวิภโว ปฏิวสติ ฯ โส ติณคฺเคน เตลพินฺทุํปิ เนว ปเรสํ เทติ น อตฺตนา ปริภุญฺชติ ฯ อิติ ตสฺส ตํ วิภวชาตํ เนว ปุตฺตทาราทีนํ น สมณพฺราหฺมณานํ อตฺถํ อนุโภติ รกฺขสปริคฺคหิตโปกฺขรณี วิย อปริโภคํ ติฏฺฐติ ฯ

สตฺถา เอกทิวสํ ปจฺจูสสมเย มหากรุณาสมาปตฺติโต วุฏฺฐาย สกลโลกธาตุยํ โพธเนยฺยพนฺธเว โอโลเกนฺโต ปญฺจจตฺตาฬีสโยชนมตฺถเก วสนฺตสฺส เสฏฺฐิโน สปชาปติกสฺส โสตาปตฺติผลสฺส อุปนิสฺสยํ อทฺทส ฯ ตโต ปุริมทิวเส ปน โส ราชานํ อุปฏฺฐาตุํ ราชคหํ คนฺตฺวา อาคจฺฉนฺโต เอกํ ฉาตชฺฌตฺตํ ชนปทมนุสฺสํ กุมฺมาสปูรํ กปลฺลปูวํ ขาทนฺตํ ทิสฺวา ตตฺถ ปิปาสํ อุปฺปาเทตฺวา อตฺตโน ฆรํ คนฺตฺวา จินฺเตสิ สจาหํ กปลฺลปูวํ ขาทิตุกาโมมฺหีติ วกฺขามิ พหู มยา สทฺธึ ขาทิตุกามา ภวิสฺสนฺติ เอวํ เม พหูนิ ตณฺฑุลสปฺปิ ผาณิตาทีนิ ปริกฺขยํ คมิสฺสนฺติ น กสฺสจิ กเถสฺสามีติ ตณฺหํ อธิวาเสนฺโต จรติ ฯ โส คจฺฉนฺเต คจฺฉนฺเต กาเล อุปณฺฑุปณฺฑุกชาโต ธมนิสนฺถตคตฺโต ชาโต ตโต ตณฺหํ อธิวาเสตุํ อสกฺโกนฺโต คพฺภํ ปวิสิตฺวา มญฺจกํ อุปคูหิตฺวา นิปชฺชิ เอวํ คโตปิ ธนหานิภเยน กสฺสจิ กิญฺจิ น กเถสิ ฯ อถ นํ ภริยา อุปสงฺกมิตฺวา ปิฏฺฐึ ปริมชฺชิตฺวา กินฺเต สามิ อผาสุกนฺติ ปุจฺฉิ ฯ น เม กิญฺจิ อผาสุกํ อตฺถีติ ฯ กึ นุ โข เต ราชา กุปิโตติ ฯ ราชาปิ เม น กุปิโตติ ฯ อถ กินฺเต ปุตฺตธีตาหิ วา ทาสกมฺมกราทีหิ วา กิญฺจิ อมนาปํ กตํ อตฺถีติ ฯ เอวรูปมฺปิ เม นตฺถีติ ฯ กิสฺมิญฺจิ ปน เต ตณฺหา อตฺถีติ ฯ เอวํ วุตฺเตปิ ธนหานิภเยน น กิญฺจิ วตฺวา นิสฺสทฺโทว นิปชฺชิ ฯ อถ นํ ภริยา กเถหิ สามิ กิสฺมิญฺจ เต ตณฺหาติ อาห ฯ โส วจนํ ปริคิลนฺโต วิย อตฺถิ เม เอกา ตณฺหาติ อาห ฯ กินฺเต ตณฺหา สามีติ ฯ กปลฺลปูวํ ขาทิตุกาโมมฺหีติ ฯ อถ กิมตฺถํ น กเถสิ กึ ตฺวํ ทลิทฺโท อิทานิ สกลสกฺกรนิคมวาสีนํ ปโหนเก กปลฺลปูเว ปจิสฺสามีติ ฯ กินฺเต เอเตหิ อตฺตโน กมฺมํ กตฺวา ขาทิสฺสนฺตีติ ฯ เตนหิ เอกรจฺฉวาสีนํ ปโหนเก ปจามีติ ฯ ชานามหํ ตว มหทฺธนภาวนฺติ ฯ อิมสฺมึ เคหสามนฺเต สพฺเพสํ ปโหนกํ กตฺวา ปจามีติ ฯ ชานามหํ ตว มหชฺฌาสยภาวนฺติ ฯ เตนหิ เคเห ปุตฺตทารมตฺตสฺเสว ปโหนกํ กตฺวา ปจามีติ ฯ กินฺเต เอเตหีติ ฯ กึ ปน ตุยฺหญฺจ มยฺหญฺจ ปโหนกํ กตฺวา ปจามีติ ฯ ตฺวํ กึ กริสฺสสีติ ฯ เตนหิ เอกสฺเสว เต ปโหนกํ กตฺวา ปจามีติ ฯ อิมสฺมึ ฐาเน ปจฺจมาเน พหู ปจฺจาสึสนฺติ สกลตณฺฑุเล ฐเปตฺวา ภินฺนตณฺฑุเล จ อุทฺธนกปลฺลานิ จ อาทาย โถกํ ขีรสปฺปิมธุผาณิตญฺจ คเหตฺวา สตฺตภูมิกสฺส ปาสาทสฺส อุปริ มหาตลํ อารุยฺห ปจ ตตฺถาหํ เอกโกว นิสีทิตฺวา ขาทิสฺสามีติ ฯ สา สาธูติ ปฏิสฺสุณิตฺวา คเหตพฺพํ คาหาเปตฺวา ปาสาทํ อารุยฺห ทาสิโย วิสฺสชฺเชตฺวา เสฏฺฐึ ปกฺโกสาเปสิ ฯ โส อาทิโต ปฏฺฐาย ทฺวารานิ ปิทหนฺโต สพฺพทฺวาเรสุ สูจิฆฏิกานิ ทตฺวา สตฺตภูมิตลํ อภิรุหิตฺวา ตตฺถาปิ ทฺวารํ ปิทหิตฺวา นิสีทิ ฯ ภริยาปิสฺส อุทฺธเน อคฺคึ ชาเลตฺวา กปลฺลกํ อาโรเปตฺวา ปูเว ปจิตุํ อารภิ ฯ

อถ สตฺถา ปาโตว มหาโมคฺคลฺลานตฺเถรํ อามนฺเตตฺวา เอโส โมคฺคลฺลาน ราชคหสฺส อวิทูเร สกฺกรนิคเม มจฺฉริเสฏฺฐี กปลฺลปูเว ขาทิสฺสามีติ อญฺเญสํ ทสฺสนภเยน สตฺตภูมิกปฺปาสาทสฺส อุปริมตเล กปลฺลปูเว ปจาเปสิ ตฺวํ ตตฺถ คนฺตฺวา ตํ เสฏฺฐึ ทเมตฺวา นิพฺพิเสวนํ กตฺวา อุโภปิ ชายปติเก ปูเว จ ขีรสปฺปิมธุผาณิตานิ จ คาหาเปตฺวา อตฺตโน พเลน เชตวนํ อาเนหิ อชฺชาหํ ปญฺจหิ ภิกฺขุสเตหิ สทฺธึ วิหาเรเยว นิสีทิสฺสามิ ปูเวเหว ภตฺตกิจฺจํ กริสฺสามีติ อาห ฯ เถโร สาธุ ภนฺเตติ สตฺถุ วจนํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตาวเทว อิทฺธิพเลน ตํ นิคมํ คนฺตฺวา ตสฺส ปาสาทสฺส สีหปญฺชรทฺวาเร สุนิวตฺโถ สุปารุโต อากาเสเยว มณิรูปกํ วิย อฏฺฐาสิ ฯ มหาเสฏฺฐิโน เถรํ ทิสฺวาว หทยมํสํ กมฺปิ ฯ โส อหํ เอวรูปานญฺเญว ภเยน อิมํ ฐานํ อาคโต อยญฺจ อาคนฺตฺวา วาตปานทฺวาเร ฐิโตติ คเหตพฺพคหณํ อปสฺสนฺโต อคฺคิมฺหิ ปกฺขิตฺตโลณสกฺขรา วิย โรเสน ตฏตฏายนฺโต เอวมาห สมณ อากาเส ฐตฺวา ตุวํ กึ ลภิสฺสสิ อากาเส อปเท ปทํ ทสฺเสตฺวา จงฺกมนฺโตปิ เนว ลภิสฺสสีติ ฯ เถโร ตสฺมึเยว ฐาเน อปราปรํ จงฺกมิ ฯ เสฏฺฐี จงฺกมนฺโต กึ ลภิสฺสสิ อากาเส ปลฺลงฺเกน นิสีทมาโนปิ น ลภิสฺสสิเยวาติ อาห ฯ เถโร ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา นิสีทิ ฯ อถ นํ นิสินฺโน กึ ลภิสฺสสิ อาคนฺตฺวา วาตปานอุมฺมาเร ฐิโตปิ น ลภิสฺสสิเยวาติ อาห ฯ เถโร อุมฺมาเร อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ อุมฺมาเร ฐิโตปิ กึ ลภิสฺสสิ ธูมายนฺโตปิ น ลภิสฺสสิเยวาติ อาห ฯ เถโร ธูมายิ ฯ สกลปฺปาสาโท เอกธูโม อโหสิ ฯ เสฏฺฐิโน อกฺขีนิ สูจิยา วิชฺฌนกาโล วิย ชาโต ฯ เคหชฺฌายนภเยน ปชฺชลนฺโตปิ น ลภิสฺสสีติ อวตฺวา จินฺเตตฺวา อยํ สมโณ สุฏฺฐุ ลคฺโค อลทฺโธ น คมิสฺสติ เอกมสฺส ปูวํ ทาเปสฺสามีติ ภริยํ อาห ภทฺเท เอกํ ขุทฺทกปูวํ ปจิตฺวา สมณสฺส ทตฺวา อุยฺโยเชหิ นนฺติ ฯ สา โถกญฺเญว ปิฏฺฐํ กปลฺลปาติยํ ปกฺขิปิ ฯ มหาปูโว หุตฺวา สกลปาตึ ปูเรตฺวา อุทฺธุมาโต อฏฺฐาสิ ฯ เสฏฺฐี ตํ ทิสฺวา พหุํ ตยา ปิฏฺฐํ คหิตํ ภวิสฺสตีติ สยเมว ทพฺพิกณฺเณน โถกํ ปิฏฺฐํ คเหตฺวา ปกฺขิปิ ฯ ปูโว ปุริมปูวโต มหนฺตตโร ชาโต ฯ เอวํ ยํ ยํ ปจติ โส โส มหนฺตมหนฺโตว อโหสิ ฯ โส นิพฺพินฺโน ภริยํ อาห ภทฺเท อิมสฺส เอกํ ปูวํ เทหีติ ฯ ตสฺสา ปจฺฉิโต เอกํ ปูวํ คณฺหนฺติยา สพฺเพ เอกาพทฺธา อลฺลียึสุ ฯ สา เสฏฺฐึ อาห สามิ สพฺเพ ปูวา เอกโต ลคฺคา วิสุํ กาตุํ น สกฺโกมีติ ฯ อหํปิ กริสฺสามีติ ฯ โส กาตุํ นาสกฺขิ ฯ อุโภปิ ชนา โกฏิยํ คเหตฺวา กฑฺฒนฺตาปิ วิโยเชตุํ นาสกฺขึสุเยว ฯ อถสฺส ปูเวหิ สทฺธึ วายมนฺตสฺเสว สรีรโต เสทา มุจฺจึสุ ปิปาสา อุปจฺฉิชฺชิ ฯ ตโต ภริยํ อาห ภทฺเท น เม ปูเวหิ อตฺโถ ปจฺฉิยา สทฺธึเยว อิมสฺส ภิกฺขุสฺส เทหีติ ฯ สา ปจฺฉึ อาทาย เถรํ อุปสงฺกมิตฺวา สพฺเพ ปูเว เถรสฺส อทาสิ ฯ

เถโร อุภินฺนมฺปิ ธมฺมํ เทเสนฺโต ติณฺณํ รตนานํ คุณํ กเถสิ อตฺถิ ทินฺนํ อตฺถิ ยิฏฺฐนฺติ ทานาทีนํ ผลํ คคนตเล ปุณฺณจนฺทํ วิย ทสฺเสสิ ฯ ตํ สุตฺวา ปสนฺนจิตฺโต มหาเสฏฺฐี ภนฺเต อาคนฺตฺวา อิมสฺมึ ปลฺลงฺเก นิสีทิตฺวา ปูเว ปริภุญฺชถาติ อาห ฯ เถโร มหาเสฏฺฐิ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ปูเว ขาทิสฺสามีติ ปญฺจหิ ภิกฺขุสเตหิ สทฺธึ วิหาเร นิสินฺโน ตุมฺหากํ รุจิยา สติ เสฏฺฐิภริยํ ปูเว จ ขีราทีนิ จ คณฺหาเปถ สตฺถุ สนฺติกํ คมิสฺสามาติ อาห ฯ กหํ ปน ภนฺเต เอตรหิ เอโส สตฺถาติ ฯ อิโต ปญฺจจตฺตาฬีสโยชนมตฺถเก เชตวนมหาวิหาเร เสฏฺฐีติ ฯ ภนฺเต กาลํ อนติกฺกมิตฺวา เอตฺตกํ อทฺธานํ กถํ คมิสฺสามาติ ฯ มหาเสฏฺฐิ ตุมฺหากํ รุจิยา สติ อหํ โว อตฺตโน อิทฺธิพเลน เนสฺสามิ ตุมฺหากํ ปาสาเท โสปาณสีสํ อตฺตโน ฐาเนเยว ภวิสฺสติ โสปาณปริโยสานมฺปน เชตวนทฺวารโกฏฺฐเก ภวิสฺสติ อุปริปฺปาสาทา เหฏฺฐาปาสาทํ โอตรณกาลมตฺเตน โว เชตวนํ เนสฺสามีติ ฯ โส สาธุ ภนฺเตติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ

เถโร โสปาณสีสํ ตตฺเถว กตฺวา โสปาณปาทมูลํ เชตวน- ทฺวารโกฏฺฐเก โหตูติ อธิฏฺฐาสิ ฯ ตเถว อโหสิ ฯ อิติ เถโร เสฏฺฐิญฺจ เสฏฺฐิภริยญฺจ อุปริปฺปาสาทา เหฏฺฐาปาสาทํ โอตรณกาลโตว ขิปฺปตรํ เชตวนํ สมฺปาเปสิ ฯ เต อุโภปิ สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา กาลํ อาโรเจสุํ ฯ สตฺถา ภตฺตคฺคํ ปวิสิตฺวา ปญฺญตฺตปวรพุทฺธาสเน นิสีทิ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน ฯ มหาเสฏฺฐี พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทกฺขิโณทกํ อทาสิ ฯ เสฏฺฐิภริยา ตถาคตสฺส ปตฺเต ปูวํ ปติฏฺฐาเปสิ ฯ สตฺถา อตฺตโน ยาปนมตฺตํ ปูวํ คณฺหิ ฯ ปญฺจสตา ภิกฺขูปิ ตเถว คณฺหึสุ ฯ เสฏฺฐี ขีรสปฺปิมธุผาณิตสกฺกราทีนิ ททมาโน อคมาสิ ฯ สตฺถา ปญฺจหิ ภิกฺขุสเตหิ สทฺธึ ภตฺตกิจฺจํ นิฏฺฐาเปสิ ฯ มหาเสฏฺฐีปิ สทฺธึ ภริยาย ยาวทตฺถํ ปูวํ ขาทิ ฯ ปูวานํ ปริโยสานเมว น ปญฺญายติ ฯ สกลวิหาเร ภิกฺขูนญฺจ วิฆาสาทานญฺจ ทินฺเนสุปิ ปริยนฺโต น ปญฺญายเตว ฯ ภนฺเต ปูวา ปริกฺขยํ น คจฺฉนฺตีติ ภควโต อาโรเจสุํ ฯ เตนหิ เชตวน- ทฺวารโกฏฺฐเก ฉฑฺเฑถาติ ฯ อถ เต ทฺวารโกฏฺฐกสฺส อวิทูเร ปพฺภารฏฺฐาเน ฉฑฺฑยึสุ ฯ อชฺชาปิ ตํ ฐานํ กปลฺลปูวปพฺภารนฺเตฺวว ปญฺญายติ ฯ มหาเสฏฺฐี สทฺธึ ภริยาย ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ ภควา อนุโมทนํ อกาสิ ฯ อนุโมทนปริโยสาเน อุโภปิ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาย สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ทฺวารโกฏฺฐเก โสปาณํ อารุยฺห อตฺตโน ปาสาเทเยว ปติฏฺฐหึสุ ฯ ตโต ปฏฺฐาย มหาเสฏฺฐี อสีติโกฏิธนํ พุทฺธสาสเนเยว วิกิริ ฯ

ปุนทิวเส สมฺมาสมฺพุทฺเธ สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา เชตวนํ อาคมฺม ภิกฺขูนํ สุคโตวาทํ ทตฺวา คนฺธกุฏึ ปวิสิตฺวา ปฏิสลฺลีเน สายณฺหสมเย ธมฺมสภายํ สนฺนิปติตา ภิกฺขู ปสฺสถาวุโส มหาโมคฺคลฺลานตฺเถรานุภาวํ อนุปหจฺจ สทฺธํ อนุปหจฺจ โภเค มจฺฉริเสฏฺฐึ มุหุตฺเตเนว ทเมตฺวา นิพฺพิเสวนํ กตฺวา ปูเว คาหาเปตฺวา เชตวนํ อาเนตฺวา สตฺถุ สมฺมุขํ กตฺวา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาเปสิ อโห มหานุภาโว เถโรติ เถรสฺส คุณกถํ กเถนฺตา นิสีทึสุ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต ภิกฺขเว กุลทมเกน นาม ภิกฺขุนา กุลํ อวิเหเฐตฺวา อกิลเมตฺวา ปุปฺผโต เรณุํ คณฺหนฺเตน ภมเรน วิย อุปสงฺกมิตฺวา พุทฺธคุเณ ชานาเปตพฺพนฺติ วตฺวา เถรํ ปสํสนฺโต

ยถาปิ ภมโร ปุปฺผํ วณฺณคนฺธํ อเหฐยํ

ปเลติ รสมาทาย เอวํ คาเม มุนี จเรติ อิมํ ธมฺมปเท คาถํ วตฺวา อุตฺตรึ เถรสฺส คุณํ ปกาเสตุํ น ภิกฺขเว อิทาเนว โมคฺคลฺลาเนน มจฺฉริเสฏฺฐี ทมิโต ปุพฺเพปิ ตํ ทเมตฺวา กมฺมผลสมฺพนฺธํ ชานาเปสิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต พาราณสิยํ อิลฺลีโส นาม เสฏฺฐี อโหสิ อสีติโกฏิวิภโว ปุริสโทเสหิ สมนฺนาคโต ขญฺโช กุณี วิสมอกฺขิมณฺฑโล อสฺสทฺโธ อปฺปสนฺโน มจฺฉรี เนว อญฺเญสํ เทติ น สยํ ปริภุญฺชติ ฯ รกฺขสปริคฺคหิตโปกฺขรณี วิย ตสฺส เคหํ อโหสิ ฯ มาตาปิตโร ปนสฺส ยาว สตฺตมา กุลปริวฏฺฏา ทานทายกา ทานปติโน ฯ โส เสฏฺฐิฏฺฐานํ ลภิตฺวาเยว กุลวํสํ นาเสตฺวา ทานสาลาโย ฌาเปตฺวา ยาจเก โปเถตฺวา นิกฺกฑฺฒิตฺวา ธนเมว สณฺฐเปสิ ฯ โส เอกทิวสํ ราชุปฏฺฐานํ คนฺตฺวา อตฺตโน ฆรํ อาคจฺฉนฺโต เอกํ มคฺคกิลนฺตํ ชนปทมนุสฺสํ เอกํ สุราวารกํ อาทาย ปีฐเก นิสีทิตฺวา อมฺพิลสุราโกสกํ ปูเรตฺวา ปูติมจฺฉเกน อุตฺตริภงฺเคน ปิวนฺตํ ทิสฺวา สุรํ ปาตุกาโม หุตฺวา จินฺเตสิ สจาหํ สุรํ ปิวิสฺสามิ มยิ ปิวนฺเต พหู ปิวิตุกามา ภวิสฺสนฺติ เอวํ เม ธนปริกฺขโย ภวิสฺสตีติ ฯ โส ตณฺหํ อธิวาเสนฺโต วิจริตฺวา คจฺฉนฺเต คจฺฉนฺเต กาเล อธิวาเสตุํ อสกฺโกนฺโต วิหตกปฺปาโส วิย ปณฺฑุกสรีโร อโหสิ ธมนิสนฺถตคตฺโต ฯ อเถกทิวสํ คพฺภํ ปวิสิตฺวา มญฺจกํ อุปคูหิตฺวา นิปชฺชิ ฯ ตเมนํ ภริยา อุปสงฺกมิตฺวา ปิฏฺฐึ ปริมชฺชมานา กินฺเต สามิ อผาสุกนฺติ ปุจฺฉิ ฯ สพฺพํ เหฏฺฐา กถิตนิยาเมเนว เวทิตพฺพํ ฯ เตนหิ เอกสฺเสว เต ปโหนกํ สุรํ กโรมีติ ปุน วุตฺเต เคเห สุราย การิยมานาย พหู ปจฺจาสึสนฺติ อนฺตราปณโต อาหราเปตฺวา น สกฺกา อิธ นิสินฺเนน ปาตุนฺติ มาสกมตฺตํ ทตฺวา อนฺตราปณโต สุราวารกํ อาหราเปตฺวา เจฏเกน คาหาเปตฺวา นครา นิกฺขมิตฺวา นทีตีรํ คนฺตฺวา มหามคฺคสมีเป เอกํ คุมฺพํ ปวิสิตฺวา สุราวารกํ ฐปาเปตฺวา คจฺฉ ตฺวนฺติ เจฏกํ ทูเร นิสีทาเปตฺวา โกสกํ ปูเรตฺวา สุรํ ปาตุํ อารภิ ฯ

ปิตา ปนสฺส ทานาทีนํ ปุญฺญานํ กตตฺตา เทวโลเก สกฺโก หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ โส ตสฺมึ ขเณ ปวตฺตติ นุ โข เม ทานํ อุทาหุ โนติ อาวชฺเชนฺโต ตสฺส อปฺปวตฺตึ ทิสฺวา ปุตฺตสฺส จ กุลวํสํ นาเสตฺวา ทานสาลาโย ฌาเปตฺวา ยาจเก นิกฺกฑฺฒิตฺวา มจฺฉริยภาเว ปติฏฺฐาย อญฺเญสํ ทาตพฺพํ ภวิสฺสตีติ ภเยน คุมฺพํ ปวิสิตฺวา เอกสฺเสว สุรํ ปิวนภาวญฺจ ทิสฺวา คจฺฉามิ นํ สงฺโขเภตฺวา ทเมตฺวา กมฺมผลสมฺพนฺธํ ชานาเปตฺวา ทานํ ทาเปตฺวา เทวโลเก นิพฺพตฺตนารหํ กโรมีติ มนุสฺสปถํ โอตริตฺวา อิลฺลีสเสฏฺฐินา สทิสํ ขญฺชกุณิวิสมจกฺขุมณฺฑลํ อตฺตภาวํ นิมฺมินิตฺวา พาราณสีนครํ ปวิสิตฺวา รญฺโญ นิเวสนทฺวาเร ฐตฺวา อตฺตโน อาคมนภาวํ อาโรจาเปตฺวา ปวิสตูติ วุตฺเต ปวิสิตฺวา ราชานํ วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ ราชา กึ มหาเสฏฺฐิ อเวลาย อาคโตสีติ อาห ฯ อาม อาคโตสฺมิ เทว ฆเร เม อสีติโกฏิมตฺตํ ธนํ อตฺถิ ตํ เทโว อาหราเปตฺวา อตฺตโน ภณฺฑาคารํ ปูราเปตูติ ฯ อลํ มหาเสฏฺฐิ ตว ธนโต อมฺหากํ เคเห พหุตรํ ธนนฺติ ฯ สเจ เทว ตุมฺหากํ กมฺมํ อตฺถิ ยถารุจิยา ธนํ คเหตฺวา ทานํ ทมฺมีติ ฯ เทหิ มหาเสฏฺฐีติ ฯ โส สาธุ เทวาติ ราชานํ วนฺทิตฺวา นิกฺขมิตฺวา อิลฺลีสเสฏฺฐิโน เคหํ อคมาสิ ฯ สพฺเพ อุปฏฺฐากมนุสฺสา ปริวาเรสุํ ฯ เอโกปิ นายํ อิลฺลีโสติ ชานิตุํ สมตฺโถ นตฺถิ ฯ

โส เคหํ ปวิสิตฺวา อนฺโตอุมฺมาเร ฐตฺวา โทวาริกํ ปกฺโกสาเปตฺวา โย อญฺโญ มยา สมานรูโป อาคนฺตฺวา มเมตํ เคหนฺติ ปวิสิตุํ อาคจฺฉติ ตํ ปิฏฺฐิยํ ปหริตฺวา นีหเรยฺยาถาติ วตฺวา ปาสาทํ อภิรุยฺห มหารเห อาสเน นิสีทิตฺวา เสฏฺฐิภริยํ ปกฺโกสาเปตฺวา เสฏฺฐิอาการํ ทสฺเสตฺวา ภทฺเท ทานํ เทมาติ อาห ฯ ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวาว เสฏฺฐิภริยา จ ปุตฺตธีตโร จ ทาสกมฺมกราทโย จ เอตฺตกํ กาลํ ทานํ ทาตุํ จิตฺตเมว นตฺถิ อชฺช ปน สุรํ ปิวิตฺวา มุทุจิตฺโต หุตฺวา ทาตุกาโม ชาโต ภวิสฺสตีติ วทึสุ ฯ อถ นํ เสฏฺฐิภริยา ยถารุจิยา เทถ สามีติ อาห ฯ เตนหิ เภริวาทกํ ปกฺโกสาเปตฺวา สุวณฺณรชตมณิมุตฺตาทีหิ อตฺถิกา อิลฺลีสเสฏฺฐิสฺส ฆรํ คจฺฉนฺตูติ สกลนคเร เภริญฺจาราเปหีติ ฯ โส ตถา อกาสิ ฯ มหาชโน ปจฺฉิปฺปสิพฺพกาทีนิ คเหตฺวา เคหทฺวาเร สนฺนิปติ ฯ สกฺโก สตฺตรตนปูเร คพฺเภ วิวราเปตฺวา ตุมฺหากํ ทมฺมิ ยาวทตฺถํ คเหตฺวา คจฺฉถาติ อาห ฯ มหาชโน ธนํ นีหริตฺวา มหาตเล ราสึ กตฺวา อาคตภาชนานิ ปูเรตฺวา คจฺฉติ ฯ

อญฺญตโร ปน ชนปทมนุสฺโส อิลฺลีสเสฏฺฐิโน โคเณ ตสฺเสว รเถ โยเชตฺวา สตฺตหิ รตเนหิ ปูเรตฺวา นครา นิกฺขมิตฺวา มหามคฺคํ ปฏิปชฺชิตฺวา ตสฺส คุมฺพสฺส อวิทูเร รถํ เปเสนฺโต วสฺสสตํ ชีว สามิ อิลฺลีสเสฏฺฐิ ตํ นิสฺสายทานิ เม ยาวชีวํ กมฺมํ อกตฺวา ชีวิตพฺพํ ชาตํ ตเวว รโถ ตเวว โคณา ตว เคเห สตฺต รตนานิ เนว มาตรา ทินฺนานิ น ปิตรา ตํ นิสฺสาย ลทฺธานิ สามีติ เสฏฺฐิโน คุณํ กเถนฺโต คจฺฉติ ฯ โส ตํ สทฺทํ สุตฺวา ภีตตสิโต จินฺเตสิ อยํ มม นามํ คเหตฺวา อิทญฺจิทญฺจ วทติ กจฺจิ นุ โข รญฺญา มม ธนํ โลกสฺส ทินฺนนฺติ คุมฺพา นิกฺขมิตฺวา โคเณ จ รถญฺจ สญฺชานิตฺวา อเร ทุฏฺฐเจฏก มยฺหํ โคณา มยฺหํ รโถติ วตฺวา คนฺตฺวา โคเณ นาสารชฺชุยํ คณฺหิ ฯ คหปติโก รถา โอรุยฺห อเร ทุฏฺฐเจฏก อิลฺลีสมหาเสฏฺฐี สกลนครสฺส ทานํ เทติ ตฺวํ กึ อโหสีติ ปกฺขนฺทิตฺวา อสนึ ปาเตนฺโต วิย ขนฺเธ ปหริตฺวา รถํ อาทาย อคมาสิ ฯ โส ปน กมฺปมาโน อุฏฺฐาย ปํสุํ ปุญฺฉิตฺวา เวเคน คนฺตฺวา รถํ คณฺหิ ฯ คหปติโก รถา โอตริตฺวา เกเสสุ คเหตฺวา ปณาเมตฺวา กปฺปุรปฺปหาเรหิ โกฏฺเฏตฺวา คเล คเหตฺวา อาคตมคฺคาภิมุขํ ขิปิตฺวา ปกฺกามิ ฯ เอตฺตาวตาปิสฺส สุรามโท ฉิชฺชิ ฯ โส กมฺปมาโน เวเคน นิเวสนทฺวารํ คนฺตฺวา ธนํ อาทาย คจฺฉนฺเต มหาชเน ทิสฺวา อมฺโภ กึ นาเมตํ กึ ราชา มม ธนํ วิลุมฺปาเปตีติ ตํ ตํ คนฺตฺวา คณฺหาติ ฯ คหิตคหิตา ปหริตฺวา ปาทมูเลเยว ปาเตนฺติ ฯ โส เวทนาปฺปตฺโต เคหํ ปวิสิตุํ อารภิ ฯ ทฺวารปาลา อเร ทุฏฺฐคหปติ กุหึ ปวิสสีติ เวฬุเปสิกาหิ โปเถตฺวา คีวายํ คเหตฺวา นีหรึสุ ฯ โส ฐเปตฺวา อิทานิ ราชานํ นตฺถิ เม อญฺโญ โกจิ ปฏิสรณนฺติ รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา เทว มม เคหํ ตุมฺเห วิลุมฺปาเปถาติ อาห ฯ นาหํ เสฏฺฐิ วิลุมฺปาเปมิ นนุ ตฺวเมว อาคนฺตฺวา สเจ ตุมฺเห น คณฺหถ อหํ มม ธนํ ทานํ ทสฺสามีติ นคเร เภริญฺจาราเปตฺวา ทานํ อทาสีติ ฯ นาหํ เทว ตุมฺหากํ สนฺติกํ อาคจฺฉามิ กึ ตุมฺเห มยฺหํ มจฺฉริยภาวํ น ชานาถ อหํ ติณคฺเคน เตลพินฺทุํปิ กสฺสจิ น เทมิ โย โส ทานํ เทติ ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา วีมํสถ เทวาติ ฯ

ราชา สกฺกํ ปกฺโกสาเปสิ ฯ ทฺวินฺนํ ชนานํ วิเสสํ เนว ราชา ชานาติ น อมจฺจา ฯ มจฺฉริเสฏฺฐี กึ เทว น ชานาถ อหํ เสฏฺฐี อยํ น เสฏฺฐีติ อาห ฯ มยํ น สญฺชานาม อตฺถิ โก เต สญฺชานนโกติ ฯ ภริยา เม เทวาติ ฯ ภริยํ ปกฺโกสาเปตฺวา กตโร เต สามิโกติ ปุจฺฉึสุ ฯ สา อยนฺติ สกฺกสฺเสว สนฺติเก อฏฺฐาสิ ฯ ปุตฺตธีตโร ทาสกมฺมกเร ปกฺโกสาเปตฺวา ปุจฺฉึสุ ฯ สพฺเพ สกฺกสฺเสว สนฺติเก ติฏฺฐนฺติ ฯ ปุน เสฏฺฐี จินฺเตสิ มยฺหํ สีเส ปิฬกา อตฺถิ เกเสหิ ปฏิจฺฉนฺนา ตํ โข ปน กปฺปโกเยว ชานาติ ตํ ปกฺโกสาเปสฺสามีติ ฯ โส กปฺปโก มํ เทว สญฺชานาติ ตํ ปกฺโกสาเปหีติ อาห ฯ ตสฺมึ ปน กาเล โพธิสตฺโต ตสฺส กปฺปโก อโหสิ ฯ ราชา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา อิลฺลีสเสฏฺฐึ ชานาสีติ ปุจฺฉิ ฯ โส สีสํ โอโลเกตฺวา สญฺชานิสฺสามิ เทวาติ ฯ เตนหิ ทฺวินฺนมฺปิ สีสํ โอโลเกหีติ อาห ฯ ตสฺมึ ขเณ สกฺโก สีเส ปิฬกํ มาเปสิ ฯ โพธิสตฺโต ทฺวินฺนมฺปิ สีสํ โอโลเกนฺโต ปิฬกํ ทิสฺวา มหาราช ทฺวินฺนมฺปิ สีเส ปิฬกา อตฺถิเยว นาหํ เอเตสุ เอกสฺสาปิ อิลฺลีสภาวํ สญฺชานิตุํ สกฺโกมีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

อุโภ ขญฺชา อุโภ กุณี อุโภ วิสมจกฺขุกา

อุภินฺนํ ปิฬกา ชาตา นาหํ ปสฺสามิ อิลฺลิสนฺติ ฯ

ตตฺถ อุโภติ เทฺวปิ ชนา ฯ ขญฺชาติ กุณฺฐปาทา ฯ กุณีติ กุณฺฐหตฺถา ฯ วิสมจกฺขุกาติ วิสมอกฺขิมณฺฑลา เกกราติ อตฺโถ ฯ ปิฬกาติ ทฺวินฺนมฺปิ เอกสฺมึเยว สีสปฺปเทเส เอกสณฺฐานาว เทฺว ปิฬกา ชาตา ฯ นาหํ ปสฺสามีติ อหํ อิเมสุ อยํ นาม อิลฺลีโสติ น ปสฺสามิ เอกสฺสาปิ อิลฺลีสภาวํ น ชานามีติ อโวจ ฯ

โพธิสตฺตสฺส วจนํ สุตฺวาว เสฏฺฐี กมฺปมาโน ธนโสเกน สตึ ปจฺจุปฏฺฐเปตุํ อสกฺโกนฺโต ตตฺเถว ปตติ ฯ ตสฺมึ ขเณ สกฺโก นาหํ มหาราช อิลฺลีโส สกฺโกหมสฺมีติ มหติยา ลีฬฺหาย อากาเส อฏฺฐาสิ ฯ อิลฺลีสสฺส มุขํ ปุญฺฉิตฺวา อุทเกน สิญฺจึสุ ฯ โส อุฏฺฐาย สกฺกํ เทวราชานํ วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ สกฺโก อาห อิลฺลีส อิทํ ธนํ มม สนฺตกํ น ตว อหํ หิ เต ปิตา ตฺวํ มม ปุตฺโต อหํ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา สกฺกตฺตํ ปตฺโต ตฺวํ ปน เม วํสํ อุปจฺฉินฺทิตฺวา อทานสีโล หุตฺวา มจฺฉริเย ปติฏฺฐาย ทานสาลาโย ฌาเปตฺวา ยาจเก นิกฺกฑฺฒิตฺวา ธนเมว สณฺฐเปสิ ตํ เนว ปริภุญฺชสิ น อญฺเญสํ เทสิ รกฺขสปริคฺคหิตํ วิย สรํ ติฏฺฐติ สเจ เม ทานสาลา ปากติกา กตฺวา ทานํ ทสฺสสิ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ทสฺสสิ สพฺพํ เต ธนํ อนฺตรธาเปตฺวา อิมินา อินฺทวชิเรน สีสํ ภินฺทิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสฺสามีติ ฯ อิลฺลีสเสฏฺฐี มรณภเยน สนฺตชฺชิโต อิโต ปฏฺฐาย ทานํ ทสฺสามีติ ปฏิญฺญํ อทาสิ ฯ สกฺโก ตสฺส ปฏิญฺญํ คเหตฺวา อากาเส นิสินฺนโกว ธมฺมํ เทเสตฺวา ตํ สีเลสุ ปติฏฺฐาเปตฺวา สกฏฺฐานเมว อคมาสิ ฯ อิลฺลีโสปิ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา สคฺคปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนว โมคฺคลฺลาโน มจฺฉริเสฏฺฐึ ทเมติ ปุพฺเพเปส อิมินา ทมิโตเยวาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อิลฺลีโส มจฺฉริเสฏฺฐี อโหสิ สกฺโก เทวราชา โมคฺคลฺลาโน ราชา อานนฺโท กปฺปโก ปน อหเมวาติ ฯ

อิลฺลีสชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๗๗. มหาสุบินชาดกชาดกถัดไป๗๙. ขรัสสรชาดก