ขรัสสรชาดก
ว่าด้วยบุตรที่มารดาละทิ้ง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๙ · บรรทัด ๕๑๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอำมาตย์ผู้หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า "ยโต วิลุตฺตา จ หตา จ คาโว" ดังนี้. ได้ยินว่า อำมาตย์ผู้หนึ่งของพระเจ้าโกศล ยังพระราชาให้โปรดปรานแล้ว ได้กำลังในปัจจันตคาม ไปร่วมกับพวกโจรกล่าวว่า เราจักพาพวกมนุษย์เข้าป่า พวกเจ้าปล้นบ้านแล้วแบ่งให้เราครึ่งหนึ่ง ดังนี้แล้ว เรียกพวกมนุษย์ให้ประชุมกัน แล้วพาเข้าป่าไปเสียก่อน เมื่อพวกโจรพากันมาจับแม่โคฆ่ากินเนื้อปล้นบ้านเรือนพากันไปแล้ว มีมหาชนแวดล้อมกลับเข้าบ้านในเวลาเย็น ไม่ช้าไม่นาน การกระทำของเขาก็ปรากฏ พวกมนุษย์พากันกราบทูลพระราชา. พระราชารับสั่งเรียกเขามาแล้วให้กำหนดโทษ ทรงลงพระอาญา สมควรแก่โทษานุโทษ ส่งนายอำเภอผู้อื่นไปแทน แล้วเสด็จไปพระเชตวัน ถวายบังคมพระตถาคต กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่อำมาตย์ผู้นั้น มีปกติประพฤติอย่างนี้ ถึงในกาลก่อนก็มีปกติประพฤติอย่างนี้เหมือนกัน อันพระเจ้าโกศลกราบทูลอาราธนาทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี ทรงพระกรุณาพระราชทานปัจจันตคามแก่อำมาตย์ผู้หนึ่ง. เรื่องต่อไปทั้งหมด ก็เป็นเช่นเดียวกับเรื่องก่อนทั้งหมดในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ท่องเที่ยวไปในปัจจันตคามเพื่อการค้าพำนักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้น พระโพธิสัตว์นั้น เมื่อนายอำเภอผู้นั้น ตีกลองอึกทึกมากับมหาชนผู้ห้อมล้อมในตอนเย็น จึงกล่าวว่านายอำเภอผู้ร้ายคนนี้รวมหัวกันกับพวกโจรให้ปล้นชาวบ้านครั้นพวกโจรพากันหนีเข้าดงไปแล้ว คราวนี้สิมีกลองตีเดินมาทำเหมือนคนสงบเสงี่ยม แล้วกล่าวคาถานี้ว่า :"เมื่อใดชาวบ้านถูกปล้นเรียบร้อยแล้ว
ฝูงโคถูกเชือดแล้ว เรือนทั้งหลายถูกไฟเผาวอดไปแล้ว ผู้คนถูกต้อนไปแล้ว เมื่อนั่นบุตรที่มารดาละทิ้งแล้ว จึงมาตีกลองเสียงอึกทึก" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโต แปลในกาลใด. บทว่า วิลุตฺตา จ หตา จ ความว่า พวกโจรพากันปล้นฆ่า เชือดฝูงโค เพื่อกินเนื้อ. บทว่า คาโว ได้แก่ฝูงโค. บทว่า ทฑฺฒานิ ความจุดไฟเผาเรือนให้ไหม้. บทว่า ชโน จ นีโตห จับคนนำไปเป็นเชลย. บทว่า ปุตฺตหตาย ปุตฺโต ได้แก่ลูกของหญิงที่มารดาละทิ้งแล้ว อธิบายว่า ได้แก่คนหน้าด้าน. เพราะว่าคนที่ปราศจากหิริโอตตัปปะแล้ว ชื่อว่าย่อมไม่มีแม่ ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ไม่ตั้งอยู่ในฐานะเป็นลูก เพราะฉะนั้น เขาย่อมได้ชื่อว่า เป็นลูกของหญิงที่มารดาทอดทิ้ง. บทว่า ขรสฺสรํ ได้แก่เสียงครึกโครม. บทว่า เทณฺฑิมํ ได้แก่ตีกลอง. พระโพธิสัตว์ บริภาษเขาด้วยคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้กรรมนั้นของเขาปรากฏต่อกาลไม่ช้าเลย. ครั้งนั้นพระราชาทรงลงพระอาญาแก่เขา สมควรแก่โทษานุโทษ. พระบรมศาสดา ตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่อำมาตย์ผู้นั้น มีปกติประพฤติอย่างนี้ แม้ในครั้งก่อนก็ได้มีความประพฤติชั่วมาแล้วเหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า อำมาตย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นอำมาตย์ในครั้งนี้ ส่วนบัณฑิตผู้ยกคาถาขึ้นกล่าว ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาขรัสสชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๒๖๐–๒๖๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๙. ขรสฺสรชาตกํ
ยโต วิลุตฺตา จ หตา จ คาโวติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ อมจฺจํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โกสลรญฺโญ กิร เอโก อมจฺโจ ราชานํ อาราเธตฺวา ปจฺจนฺตคาเม พลํ ลภิตฺวา โจเรหิ สทฺธึ เอกโต หุตฺวา อหํ มนุสฺเส อาทาย อรญฺญํ ปวิสิสฺสามิ ตุมฺเห คามํ วิลุมฺปิตฺวา อุปฑฺฒํ มยฺหํ ทเทยฺยาถาติ วตฺวา ปเคว มนุสฺเส สนฺนิปาเตตฺวา อรญฺญํ คนฺตฺวา โจเรสุ อาคนฺตฺวา คาวิโย ฆาเตตฺวา มํสํ ขาทิตฺวา คามํ วิลุมฺปิตฺวา คเตสุ สายณฺหสมเย มหาชนปริวุโต อาคจฺฉติ ฯ ตสฺส นจิรสฺเสว ตํ กมฺมํ ปากฏํ ชาตํ ฯ มนุสฺสา รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ราชา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา โทสํ ปติฏฺฐาเปตฺวา สุนิคฺคหิตํ นิคฺคเหตฺวา อญฺญํ คามโภชกํ เปเสตฺวา เชตวนํ คนฺตฺวา ตถาคตํ วนฺทิตฺวา ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ ภควา น มหาราช อิทาเนเวส เอวํสีโล ปุพฺเพปิ เอวํสีโลเยวาติ เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺโต รชฺชํ กาเรนฺโต เอกสฺส อมจฺจสฺส ปจฺจนฺตคามํ อทาสิ ฯ สพฺพํ ปุริมสทิสเมว ฯ ตทา โพธิสตฺโต วณิชฺชาย ปจฺจนฺเต วิจรนฺโต หุตฺวา ตสฺมึ คามเก นิวาสํ กปฺเปสิ ฯ โส ตสฺมึ คามโภชเก สายณฺหสมเย มหาชนปริวาเรน เภริยา วชฺชมานาย อาคจฺฉนฺเต อยํ ทุฏฺฐคามโภชโก โจเรหิ เอกโต หุตฺวา คามํ วิลุมฺปาเปตฺวา โจเรสุ ปลายิตฺวา อฏวึ ปวิฏฺเฐสุ อิทานิ อุปสนฺตุปสนฺโต วิย เภริยา วชฺชมานาย อาคจฺฉตีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
ยโต วิลุตฺตา จ หตา จ คาโว
ทฑฺฒานิ เคหานิ ชโน จ นีโต
อถาคมา ปุตฺตหตาย ปุตฺโต
ขรสฺสรํ เทณฺฑิมํ วาทยนฺโตติ ฯ
ตตฺถ ยโตติ ยทา ฯ วิลุตฺตา จ หตา จาติ วิลุมฺปิตฺวา วธิตฺวา มํสขาทนตฺถาย จ หตา จ ฯ คาโวติ โครูปานิ ฯ ทฑฺฒานีติ อคฺคึ ทตฺวา ฌาปิตานิ ฯ ชโน จ นีโตติ กรมรคฺคาหํ คเหตฺวา นีโต ฯ ปุตฺตหตาย ปุตฺโตติ หตปุตฺตาย ปุตฺโต นิลฺลชฺโชติ อตฺโถ ฯ ฉินฺนหิโรตฺตปฺปสฺส หิ มาตา นาม นตฺถิ ฯ อิติ โส ตสฺสา ชีวนโตปิ ปุตฺตฏฺฐาเน น ติฏฺฐตีติ หตปุตฺตาย ปุตฺโต นาม โหติ ฯ ขรสฺสรนฺติ ถทฺธสทฺทํ ฯ เทณฺฑิมนฺติ ปหฏเภรึ ฯ
เอวํ โพธิสตฺโต อิมาย คาถาย ตํ ปริภาสิ ฯ นจิรสฺเสว ตสฺส ตํ กมฺมํ ปากฏํ ชาตํ ฯ อถสฺส ราชา โทสานุรูปํ นิคฺคหํ อกาสิ ฯ
สตฺถา น มหาราช อิทาเนเวส เอวํสีโล ปุพฺเพปิ เอวํสีโลเยวาติ วตฺวา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อมจฺโจ อิทานิ อมจฺโจเยว คาถาย อุทาหรณกปณฺฑิตปุริโส ปน อหเมวาติ ฯ
ขรสฺสรชาตกํ นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗