กัฏฐหาริชาดก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗ · บรรทัด ๔๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ทรงปรารภพระนางวาสภขัตติยา จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปุตฺโต ตฺยาหํ มหาราช ดังนี้.
เรื่องพระนางวาสภขัตติยา จักมีแจ้งในภัททสาลชาดก ทวาทสนิบาต. ได้ยินว่า พระนางวาสภขัตติยานั้น เป็นพระธิดาของเจ้าศากยะมหานาม ประสูติในครรภ์ของทาสีชื่อว่า นาคมณฑา (ต่อมา) ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าโกศล พระนางประสูติพระราชโอรส. ก็ภายหลัง พระราชาทรงทราบว่าพระนางเป็นทาสีจึงทรงปลดจากตำแหน่ง แม้วิฑูฑภะผู้เป็นพระโอรสก็ถูกปลดจากตำแหน่งเหมือนกัน. แม่ลูกแม้ทั้งสองก็ตั้งอยู่ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์นั่นแล. พระศาสดาทรงทราบเหตุนั้น ครั้นในเวลาเย็น ทรงห้อมล้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ เสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ของพระราชา ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้แล้วตรัสว่า พระนางวาสภขัตติยาประทับอยู่ที่ไหน. พระราชาจึงกราบทูลเหตุนั้นให้ทรงทราบ พระศาสดาตรัสถามว่า มหาบพิตร พระนางวาสภขัตติยาเป็นธิดาของใคร ? พระราชาทูลว่า เป็นธิดาของเจ้ามหานามพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า เมื่อพระนางวาสภขัตติยาเสด็จมา เสด็จมาแล้วเพื่อใคร พระราชาทูลว่า เพื่อหม่อมฉัน พระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร พระนางวาสภขัตติยานี้ เป็นธิดาของพระราชาและมาเพื่อพระราชา เพราะอาศัยพระราชานั่นแหละ จึงได้พระโอรส เพราะเหตุไร พระโอรสนั้น จึงไม่ได้เป็นเจ้าของราชสมบัติอันเป็นของมีอยู่ของพระราชบิดา พระราชาทั้งหลายในกาลก่อน ได้พระโอรสในครรภ์ของหญิงหาฟืน ผู้เป็นภรรยาชั่วคราว ก็ยังได้พระราชทานราชสมบัติแก่พระโอรส. พระราชาทรงขอพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อตรัสเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำเหตุอันระหว่างภพปกปิดไว้ ให้ปรากฏแล้ว.
ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่า พรหมทัต ในกรุงพาราณสีเสด็จไปพระราชอุทยานด้วยพระยศใหญ่ เสด็จเที่ยวไปในพระราชอุทยานนั้นเพราะทรงยินดีดอกไม้และผลไม้ ทรงเห็นหญิงผู้หนึ่งผู้ขับเพลงไปพลางตัดฟืนไปพลางในป่าชัฎในพระราชอุทยาน ทรงมีจิตปฏิพัทธ์จึงทรงสำเร็จการอยู่ร่วมกัน ในขณะนั้นเอง พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในครรภ์ของหญิงนั้นทันใดนั้น ครรภ์นางได้หนักอึ้งเหมือนเต็มด้วยเพชร. นางรู้ว่าตั้งครรภ์จึงกราบทูลว่า ข้าแค่สมมติเทพ หม่อมฉันตั้งครรภ์แล้ว เพคะ. พระราชาได้ประทานพระธำมรงค์แล้วตรัสว่า ถ้าเป็นธิดาเจ้าจงจำหน่ายแหวนเลี้ยงดู ถ้าเป็นบุตร เจ้าจงนำมายังสำนักของเราพร้อมกับแหวน ครั้นตรัสแล้วจึงเสด็จหลีกไป. ฝ่ายหญิงนั้นมีครรภ์แก่แล้วก็ตลอดพระโพธิสัตว์. ในเวลาที่พระโพธิสัตว์นั้นแล่นอยู่ในสนามเล่น. มีคนกล่าวอย่างนี้ว่า พวกเราถูกคนไม่มีพ่อทุบตีแล้ว. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงไปหามารดาถามว่า แม่จ๋า ใครเป็นพ่อของหนู ? มารดากล่าวว่า ลูกเอ๋ย เจ้าเป็นโอรสของพระเจ้าพาราณสีพระโพธิสัตว์กล่าวว่า ก็พยานอะไร ๆ มีอยู่หรือจะแม่. มารดากล่าวว่า ลูกเอ๋ย พระราชาประทานแหวนนี้ไว้แล้วตรัสว่า ถ้าเป็นธิดา พึงจำหน่ายเลี้ยงดูกัน ถ้าเป็นบุตร พึงพามาพร้อมกับแหวนนี้ ดังนี้แล้วก็เสด็จไป. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า แม่จ๋า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร แม่จึงไม่นำฉันไปยังสำนักของพระบิดา. นางรู้อัธยาศัยของบุตร จึงไปยังประตูพระราชวังให้คนกราบทูลแก่พระราชาให้ทรงทราบ และเป็นผู้อันพระราชารับสั่งให้เข้าเฝ้า จึงเข้าไปถวายบังคมพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ผู้นี้เป็นโอรสของพระองค์พระราชาแม้ทรงทราบอยู่ ก็เพราะทรงละอายในท่ามกลางบริษัทจึงตรัสว่า ไม่ใช่บุตรของเรา. หญิงนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ นี้พระธำมรงค์ของพระองค์ พระองค์คงจะทรงจำพระธำมรงค์นี้ได้. พระราชาตรัสว่า แม้พระธำมรงค์นี้ก็ไม่ใช่ธำมรงค์ของเรา. หญิงนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ บัดนี้ เว้นสัจกิริยาเสียคนอื่นผู้จะเป็นสักขีพยานของกระหม่อมฉันย่อมไม่มี ถ้าทารกนี้เกิดเพราะอาศัยพระองค์ อันกระหม่อมฉันเหวียงขึ้นไปแล้ว จงอยู่ในอากาศถ้าไม่ได้อาศัยพระองค์เกิด จงตกลงมาตายบนภาคพื้นดิน แล้วจับเท้าทั้งสองของพระโพธิสัตว์เหวี่ยงไปในอากาศ. พระโพธิสัตว์นั่งคู้บัลลังก์ในอากาศ เมื่อจะกล่าวธรรมะแก่พระบิดาด้วยเสียงอันไพเราะ จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ ข้าพระบาทเป็น โอรสของพระองค์ ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นจอมแห่ง หมู่ชน ขอพระองค์ได้ทรงโปรดชุบเลี้ยงข้าพระบาท ไว้ แม้คนเหล่าอื่นพระองค์ยังทรงชุบเลี้ยงได้ ไฉนจะ ในทรงชุบเลี้ยงโอรสของพระองค์เองเล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺโต ตฺยาหํ ตัดบทเป็น ปุตฺโต เต อหํ แปลว่า ข้าพระบาทเป็นโอรสของพระองค์. ก็ชื่อว่าบุตรนี้มี ๔ประเภท คือ บุตรผู้เกิดในตน ๑ บุตรผู้เกิดในเขต ๑. อันเตวาสิกลูกศิษย์ ๑ และบุตรเขาให้ ๑.
บรรดาบุตร ๔ ประเภทนั้น บุตรผู้อาศัยคนเกิด ชื่อว่า บุตรผู้เกิดในตน. บุตรผู้เกิดในที่ทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ คือ บนหลังที่นอน บนบัลลังก์และที่อก ชื่อว่า บุตรผู้เกิดในเขต. บุคคลผู้เรียนศิลปศาสตร์ในสำนัก ชื่อว่าลูกศิษย์. บุตรที่เขาให้มาเลี้ยง ชื่อว่าบุตรที่เขาให้ คือ บุตรบุญธรรม. แต่ในที่นี้ ท่านหมายเอาบุตรที่เกิดในตน จึงกล่าวว่าบุตร.
ที่ชื่อว่า พระราชา เพราะทำชนให้ยินดี ด้วยสังคหวัตถุ ๔. พระราชาผู้ใหญ่ชื่อว่า มหาราชา พระโพธิสัตว์เมื่อจะตรัสเรียกพระราชานั้น จึงตรัสว่า มหาราช ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่.
บทว่า ตฺวํ มํ โปส ชนาธิป ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในหมู่มหาชน พระองค์จงชุบเลี้ยง คือ จงเลี้ยงดูข้าพระบาทอยู่เถิด. อญฺเปิ เทโว โปเสติ ความว่า ชนเป็นอันมากเหล่าอื่น ได้แก่พวกมนุษย์ผู้เลี้ยงช้างเป็นต้น และสัตว์ดิรัจฉานมีช้างและม้าเป็นต้น พระองค์ยังทรงชุบเลี้ยงได้. ก็ศัพท์ว่า กิญฺจ ในบทว่า กิญฺจ เทโว สกํ ปชํ นี้เป็นศัพท์นิบาตใช้ในความหมายว่า ติเตียน และความหมายว่า อนุเคราะห์. พระโพธิสัตว์ทรงโอวาทว่า ประชาชนของพระองค์ คือข้าพระบาทผู้เป็นโอรสของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงชุบเลี้ยง ดังนี้ ชื่อว่าย่อมติเตียน. เมื่อตรัสว่าคนอื่นเป็นอันมาก พระองค์ทรงชุบเลี้ยงได้ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมอนุเคราะห์ช่วยเหลือ. ดังนั้นพระโพธิสัตว์แม้เมื่อจะทรงติเตียนจึงตรัสว่า ไฉนจะไม่ทรงชุบเลี้ยงโอรสของพระองค์เล่า.
เมื่อพระโพธิสัตว์ประทับนั่งในอากาศทรงแสดงธรรมอยู่อย่างนี้ พระราชาได้ทรงสดับแล้ว จึงทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า จงมาเถิดพ่อ เราแหละจักชุบเลี้ยงเจ้า. มีมือตั้งพันเหยียดมาแล้ว พระโพธิสัตว์ไม่ลงในมือคนอื่น ลงในพระหัตถ์ของพระราชาเท่านั้น แล้วประทับนั่งบนพระเพลา พระราชาทรงประทานความเป็นอุปราชแก่พระโพธิสัตว์นั้น แล้วได้ทรงตั้งมารดาให้เป็นอัครมเหสี. เมื่อพระบิดาสวรรคตแล้ว พระโพธิสัตว์นั้นได้เป็นพระราชาพระนานว่า กัฏฐวาหนะ เครื่องราชสมบัติ โดยธรรม ได้เสด็จไปตามยถากรรม.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาทรงแสดงแก่พระเจ้าโกศลแล้ว ทรงแสดงเรื่อง ๒ เรื่องสืบต่ออนุสนธิ แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระมารดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระมหามายาเทวี พระบิดาในครั้งนั้นได้มาเป็นพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ส่วนพระเจ้ากัฏฐวาหนราชในครั้งนั้น ได้เป็นเราเองแล.
จบกัฏฐาหาริชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๑๓–๒๑๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๗ กฏฺฐหาริชาตกํ
ปุตฺโต ตฺยาหํ มหาราชาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต วาสภขตฺติยํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
วาสภขตฺติยาย วตฺถุ ทฺวาทสนิปาเต ภทฺทสาลชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ สา กิร มหานามสฺส สกฺกสฺส ธีตา นาคมณฺฑาย นาม ทาสิยา กุจฺฉิสฺมึ ชาตา โกสลราชสฺส อคฺคมเหสี อโหสิ ฯ สา รญฺโญ ปุตฺตํ วิชายิ ฯ ราชา ปนสฺสา ปจฺฉา ทาสิภาวํ ญตฺวา ฐานา ปริหาเปสิ ปุตฺตสฺส วิฑูฑภสฺสาปิ ฐานา ปริหาเปสิเยว อุโภปิ อตฺตโน นิเวสเนเยว วสนฺติ ฯ สตฺถา ตํ การณํ ญตฺวา ปุพฺพณฺหสมเย ปญฺจสตภิกฺขุปริวุโต รญฺโญ นิเวสนํ คนฺตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิตฺวา มหาราช กหํ วาสภขตฺติยาติ อาห ฯ ราชา ตํ การณํ อาโรเจสิ ฯ มหาราช วาสภขตฺติยา กสฺส ธีตาติ ฯ มหานามสฺส ภนฺเตติ ฯ อาคจฺฉมานา กสฺส อาคตาติ ฯ มยฺหํ ภนฺเตติ ฯ มหาราช เอสา รญฺโญ ธีตา รญฺโญ จ อาคตา ราชานญฺเญว ปฏิจฺจ ปุตฺตํ ลภิ โส ปุตฺโต กึการณา ปิตุ สนฺตกสฺส รชฺชสฺส สามิโก น โหติ ปุพฺเพ ราชาโน มุหุตฺติกาย กฏฺฐหาริกาย กุจฺฉิสฺมึ ปุตฺตํ ลภิตฺวา ปุตฺตสฺส รชฺชํ อทํสูติ ฯ ราชา ตสฺสตฺถสฺสาวิภาวตฺถาย ภควนฺตํ ยาจิ ฯ ภควา ภวนฺตเรน ปฏิจฺฉนฺนํ การณํ ปากฏํ อกาสิ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺโต ราชา มหนฺเตน ยเสน อุยฺยานํ คนฺตฺวา ตตฺถ ปุปฺผผลโลเภน วิจรนฺโต อุยฺยานวนสณฺเฑ คายิตฺวา ทารูนิ อุทฺธรมานํ เอกํ อิตฺถึ ทิสฺวา ปฏิพทฺธจิตฺโต สํวาสํ กปฺเปสิ ฯ ตํ ขณญฺเญว โพธิสตฺโต ตสฺสา กุจฺฉิยํ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ ตาวเทว ตสฺสา วชิรปูริตา วิย ครุกา กุจฺฉิ อโหสิ ฯ สา คพฺภสฺส ปติฏฺฐิตภาวํ ญตฺวา คพฺโภ เม เทว ปติฏฺฐิโตติ อาห ฯ ราชา องฺคุลิมุทฺทิกํ ทตฺวา สเจ ธีตา โหติ อิทํ วิสฺสชฺเชตฺวา โปเสยฺยาสิ สเจ ปุตฺโต โหติ มุทฺทิกาย สทฺธึ มม สนฺติกํ อาเนยฺยาสีติ วตฺวา ปกฺกามิ ฯ สาปิ ปริปกฺกคพฺภา โพธิสตฺตํ วิชายิ ฯ ตสฺส อาธาวิตฺวา ปริธาวิตฺวา วิจรณกาเล กีฬามณฺฑเล กีฬนฺตสฺส เอวํ วตฺตาโร โหนฺติ นิปฺปิติเกนมฺหา ปหฏาติ ฯ ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต มาตุ สนฺติกํ คนฺตฺวา อมฺม โก มยฺหํ ปิตาติ ปุจฺฉิ ฯ ตาต ตฺวํ พาราณสิรญฺโญ ปุตฺโตติ ฯ อมฺม อตฺถิ ปน โกจิ สกฺขีติ ฯ ตาต ราชา อิทํ มุทฺทิกํ ทตฺวา สเจ ธีตา โหติ วิสฺสชฺเชตฺวา โปเสยฺยาสิ สเจ ปุตฺโต โหติ อิมาย มุทฺทิกาย สทฺธึ อาเนยฺยาสีติ วตฺวา คโตติ ฯ อมฺม เอวํ สนฺเต กสฺมา มํ ปิตุ สนฺติกํ น เนสีติ ฯ สา ปุตฺตสฺส อชฺฌาสยํ ญตฺวา ราชทฺวารํ คนฺตฺวา รญฺโญ อาโรจาเปสิ รญฺญา จ ปกฺโกสาปิตา ปวิสิตฺวา ราชานํ วนฺทิตฺวา อยํ เต เทว ปุตฺโตติ อาห ฯ ราชา ชานนฺโตปิ ปริสมชฺเฌ ลชฺชาย น มยฺหํ ปุตฺโตติ อาห ฯ อยนฺเต เทว มุทฺทิกา อิทํ สญฺชานาสีติ ฯ อยํปิ มยฺหํ มุทฺทิกา น โหตีติ ฯ เทว อิทานิ ฐเปตฺวา สจฺจกิริยํ อญฺโญ มม สกฺขี นตฺถิ สจายํ ทารโก ตุมฺเห ปฏิจฺจ ชาโต ขิตฺโต อากาเส ติฏฺฐตุ โน เจ ภูมิยํ ปติตฺวา มรตูติ โพธิสตฺตสฺส ปาเท คเหตฺวา อากาเส ขิปิ ฯ โพธิสตฺโต อากาเส ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา นิสินฺโน มธุรสฺสเรน ปิตุ ธมฺมํ กเถนฺโต อิทํ คาถมาห
ปุตฺโต ตฺยาหํ มหาราช ตฺวํ มํ โปส ชนาธิป
อญฺเญปิ เทโว โปเสติ กิญฺจ เทโว สกํ ปชนฺติ ฯ
ตตฺถ ปุตฺโต ตฺยาหนฺติ ปุตฺโต เต อหํ ฯ ปุตฺโต จ นาเมส อตฺรโช เขตฺรโช อนฺเตวาสิโก ทินฺนโกติ จตุพฺพิโธ ฯ ตตฺถ อตฺตานํ ปฏิจฺจ ชาโต อตฺรโช นาม ฯ สยนปิฏฺเฐ ปลฺลงฺเก อุเรติ เอวมาทีสุ นิพฺพตฺโต เขตฺรโช นาม ฯ สนฺติเก สิปฺปุคฺคณฺหณโก อนฺเตวาสิโก นาม ฯ โปสาวนตฺถาย ทินฺโน ทินฺนโก นาม ฯ อิธ ปน อตฺรชํ สนฺธาย ปุตฺโตติ วุตฺตํ ฯ จตูหิ สงฺคหวตฺถูหิ ชนํ รญฺเชตีติ ราชา ฯ มหนฺโต ราชา มหาราชา ฯ ตํ อามนฺเตนฺโต อาห มหาราชาติ ฯ ตฺวํ มํ โปส ชนาธิปาติ มหาชนเชฏฺฐก ตฺวํ มํ โปส ภรสฺสุ วาเสหีติ ฯ อญฺเญปิ เทโว โปเสตีติ อญฺเญ หตฺถิพนฺธาทโย มนุสฺเส หตฺถิอสฺสาทโย ติรจฺฉานคเต จ พหุชเน เทโว โปเสติ ฯ กิญฺจ เทโว สกํ ปชนฺติ เอตฺถ ปน กิญฺจาติ ครหตฺเถ จ อนุคฺคหตฺเถ จ นิปาโต ฯ สกํ ปชํ อตฺตโน ปุตฺตํ มํ เทโว น โปเสตีติ โอวทนฺโต ครหติ นาม ฯ อญฺเญ พหู ชเน โปเสตีติ วทนฺโต อนุคฺคณฺหาติ นาม ฯ อิติ โพธิสตฺโต ครหนฺโตปิ กิญฺจ เทโว สกํ ปชนฺติ อาห ฯ
ราชา โพธิสตฺตสฺส อากาเส นิสีทิตฺวา เอวํ ธมฺมํ เทเสนฺตสฺส สุตฺวา เอหิ ตาต ตํ อหเมว โปเสสฺสามีติ หตฺถํ ปสาเรสิ ฯ หตฺถสหสฺสํ ปสารยิตฺถ ฯ โพธิสตฺโต อญฺญสฺส หตฺเถ อโนตริตฺวา รญฺโญว หตฺเถ โอตริตฺวา องฺเก นิสีทิ ฯ ราชา ตสฺส อุปรชฺชํ ทตฺวา มาตรํ อคฺคมเหสึ อกาสิ ฯ โส ปิตุ อจฺจเยน กฏฺฐพาหนราชา นาม หุตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรตฺวา ยถากมฺมงฺคโต ฯ
สตฺถา โกสลรญฺโญ อิทํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เทฺว วตฺถูนิ ทสฺเสตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มาตา มหามายาเทวี อโหสิ ปิตา สุทฺโธทนมหาราชา กฏฺฐพาหนราชา ปน อหเมว อโหสีติ ฯ
กฏฺฐหาริชาตกํ สตฺตมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗