ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ภีมเสนชาดก
ชาดกที่ ๘๐ · เอกกนิบาตชาดก · วรุณวรรค

ภีมเสนชาดก

ว่าด้วยคำแรกกับคำหลังไม่สมกัน

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๐ · บรรทัด ๕๒๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากภีมเสนชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุผู้มักโอ้อวดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยนฺเต ปวิกตฺถิตํ ปุเร ดังนี้. ได้ยินว่า ภิกษุรูปหนึ่ง เที่ยวคุยโอ่ เย้ยหยัน หลอกลวงในกลุ่มภิกษุทั้งที่เป็นเถระ ทั้งที่เป็นนวกะ และที่เป็นมัชฌิมะด้วยอำนาจสมบัติ มีชาติเป็นต้นว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย ว่าถึงชาติกันละก็ ไม่มีทางที่จะเสมอด้วยชาติของเรา ว่าถึงโคตรก็ไม่มีที่จะเสมอด้วยโคตรของเรา พวกเราเกิดในตระกูลมหากษัตริย์ขึ้นชื่อเห็นปานนี้ ผู้ที่จะได้ชื่อว่าทัดเทียมกับเรา โดยโคตรหรือด้วยทรัพย์ หรือด้วยถิ่นฐานของตระกูล ไม่มีเลย ทองเงินเป็นต้นของพวกเรามีจนหาที่สุดมิได้ เพียงแต่พวกทาสกรรมกรของพวกเรา ก็พากันกินข้าวสุกที่เป็นเนื้อข้าวสาลี นุ่งผ้าที่มาจากแคว้นกาสีเป็นต้น ผัดเครื่องลูบไล้ที่มาแต่แคว้นกาสี เพราะเป็นบรรพชิตดอก เดี๋ยวนี้พวกเราถึงบริโภคโภชนะเศร้าหมองครองจีวรเลว ๆ อย่างนี้. ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง สอบสวนถิ่นฐานแห่งตระกูลของเธอได้แน่นอน ก็กล่าวความที่เธอคุยโอ้อวดนั้นแก่พวกภิกษุ พวกภิกษุประชุมกันในธรรมสภา พากันพูดถึงโทษมิใช่คุณของเธอว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุโน้นบวชแล้วในพระศาสนา อันจะนำออกจากทุกข์ได้เห็นปานฉะนี้ ยังจะเที่ยวคุยโอ่เย้ยหยัน หลอกลวงอยู่ได้ พระบรมศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรเล่า ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ภิกษุนั้นเที่ยวคุยโอ่ถึงในครั้งก่อน ก็เคยเที่ยวคุยโอ่ เย้ยหยัน หลอกลวงมาแล้วดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลอุทิจจพราหมณ์ในนิคมคามตำบลหนึ่ง เจริญวัยแล้วเล่าเรียนไตรเพท อันเป็นที่ตั้งแห่งวิชชา ๑๘ ประการ ในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ณ เมืองตักกสิลา ถึงความสำเร็จศิลปะทุกประการ ได้นามว่าจูฬธนุคคหบัณฑิต. เขาออกจากตักกสิลานคร เสาะแสวงหาศิลปะในลัทธิสมัยทุกอย่าง ลุถึงมหิสกรัฐ ก็ในชาดกนี้ มีแนวว่าพระโพธิสัตว์มีร่างกายเตี้ยอยู่หน่อย ท่าทางเหมือนค่อม เขาดำริว่า ถ้าเราจักเฝ้าพระราชาองค์ใดองค์หนึ่ง ท้าวเธอจักกล่าวว่าเจ้ามีร่างกายเตี้ยอย่างนี้ จักทำราชการได้หรือ อย่ากระนั้นเลยเราหาคนที่สมบูรณ์ด้วยความสูง ความล่ำสันรูปงามสักคนหนึ่งทำเป็นโล่ห์ แล้วก็เลี้ยงชีวิตอยู่หลังฉากของคนผู้นั้น คิดแล้วก็เที่ยวเสาะหาชายที่มีรูปร่างอย่างนั้น ไปถึงที่ทอหูกของช่างหูกผู้หนึ่ง ชื่อว่า ภีมเสน ทำปฏิสันถารกับเขา พลางถามว่าสหายเธอชื่อไร ? เขาตอบว่า ฉันชื่อภีมเสน. จูฬ. ก็เธอเป็นผู้มีรูปงาม สมประกอบทุกอย่างอย่างนี้จะกระทำงานเลว ๆ ต่ำ ๆ นี้ทำไม ? ภีมเสน. ฉันไม่อาจอยู่เฉย ๆ ได้ (โดยไม่ทำงาน) จูฬ. สหายเอ๋ย อย่าทำงานนี้เลย ในชมพูทวีปทั้งสิ้นจะหานายขมังธนูที่พอจะทัดเทียมกับฉันไม่มีเลย แต่ถ้าเราเข้าเฝ้าพระราชาองค์ไหน ท้าวเธอน่าจะกริ้วฉันได้ว่า เจ้านี่เตี้ย ๆ อย่างนี้จะทำราชการได้อย่างไรกัน เธอพึงไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่าข้าพระองค์เป็นนายขมังธนู ดังนี้ พระราชาจักพระราชทานบำเหน็จให้เธอแล้ว พระราชทานเบี้ยเลี้ยงเนือง ๆ ฉันจะคอยทำงานที่เกิดขึ้นแก่เธอ ขออาศัยดำรงชีพอยู่เบื้องหลังเงาของเธอ ด้วยวิธีอย่างนี้เราทั้งสองคนก็จักเป็นสุข ท่านจงทำตามคำของเรา ภีมเสนตกลงรับคำ. จูฬธนุคคหบัณฑิตจึงพาเขาไปพระนครพาราณสี กระทำตนเองเป็นผู้ปรนนิบัติ ยกเขาขึ้นหน้าหยุดยืนที่ประตูพระราชฐาน ให้กราบทูลพระราชา ครั้นได้รับพระบรมราชานุญาตว่า พากันมาเถิดแล้ว ทั้งสองคนก็เข้าไปถวายบังคมพระราชาแล้วยืนอยู่ ครั้นมีพระราชดำรัสว่า เจ้าทั้งสองพากันมาทำไม ภีมเสนจึงกราบทูลว่า ข้าพระองค์เป็นนายขมังธนู ทั่วพื้นชมพูทวีป จะหานายขมังธนูที่ทัดเทียมกับข้าพระองค์ไม่มีเลย. รับสั่งถามว่า ดูก่อนพนายเจ้าได้อะไรถึงจักบำรุงเรา ? กราบทูลว่า เมื่อได้พระราชทรัพย์พันกระษาปณ์ทุก ๆ กึ่งเดือน จึงจะขอเข้ารับราชการ พระเจ้าข้า. รับสั่งถามว่าก็บุรุษนี้เล่าเป็นอะไรของเจ้า ? กราบทูลว่า เป็นผู้ปรนนิบัติพระเจ้าข้า. รับสั่งว่า ดีละ จงบำรุงเราเถิด. จำเดิมแต่นั้น ภีมเสนก็เข้ารับราชการ แต่ราชกิจที่เกิดขึ้นแล้ว พระโพธิสัตว์จักทำแต่ผู้เดียว. ก็โดยสมัยนั้น ที่แคว้นกาสี ณ ป่าแห่งหนึ่ง มีเสือร้ายสะกัดทางสัญจรของพวกมนุษย์ จับเอาพวกมนุษย์ไปกินเสียเป็นอันมาก. ชาวเมืองพากันกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา. พระราชารับสั่งให้ภีมเสนเข้าเฝ้า ตรัสถามว่า พ่อคุณพ่ออาจจักจับเสือตัวนี้ได้ไหม ? ภีมเสนกราบทูลว่า ขอเดชะข้าพระองค์ไม่อาจจับเสือได้ จะได้ชื่อว่า นายขมังธนูได้อย่างไร ? พระราชาพระราชทานรางวัลแก่เขาแล้วทรงส่งไป เขาไปถึงเรือนบอกแก่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ดีแล้ว เพื่อนไปเถิด. ภีมเสน ถามว่า ก็ท่านเล่าไม่ไปหรือ ? พระโพธิสัตว์ตอบว่า ฉันไม่ไปดอก แต่จักบอกอุบายให้ ภีมเสนกล่าวว่าจงบอกเถิดเพื่อน. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ท่านอย่ารีบไปที่อยู่ของเสือลำพังผู้เดียวเป็นอันขาด แต่ต้องประชุมชาวชนบทเกณฑ์ให้ถือธนูไปสักพันหรือสองพัน แล้วไปที่เสืออยู่นั้น พอรู้ว่าเสือมันลุกขึ้น ต้องรีบหนีเข้าพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง นอนหมอบ ส่วนพวกชนบทจะพากันรุมตีเสือจนจับได้ ครั้นพวกนั้นจับเสือได้แล้วท่านต้องเอาฟันกัดเถาวัลย์เส้นหนึ่ง จับปลายเดินไปที่นั้น ถึงที่ใกล้ ๆ เสือตายแล้วพึงกล่าวว่า พ่อคุณเอ๋ย ใครทำให้เสือตัวนี้ตายเสียเล่า เราคิดว่า จักผูกเสือด้วยเถาวัลย์ เหมือนเขาผูกวัวจูงไปสู่ราชสำนักให้จงได้ เข้าไปสู่พุ่มไม้เพื่อหาเถาวัลย์ เมื่อเรายังไม่ทันได้นำเถาวัลย์มา ใครฆ่าเสือตัวนี้ให้ตายเสียเล่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ชาวชนบทเหล่านั้นต้องสะดุ้งกลัว กล่าวว่า เจ้านายขอรับ โปรดอย่ากราบทูลพระราชาเลย จักพากันให้ทรัพย์มากเสือก็จักเป็นอันแกคนเดียวจับได้ ทั้งยังจักได้ทรัพย์เป็นอันมากจากสำนักพระราชาอีกด้วย ภีมเสนรับคำว่า ดีจริง ๆ แล้วไปจับเสือ ตามแนวที่พระโพธิสัตว์แนะให้นั่นแหละ ทำป่าให้ปลอดภัยแล้ว มีมหาชนห้อมล้อมมาสู่พระนครพาราณสี เข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์จับเสือได้แล้ว ทำป่าให้ปลอดภัยแล้ว พระราชาทรงยินดี พระราชทานทรัพย์ให้มากมาย. ครั้นต่อมาในวันรุ่งขึ้น พวกชาวเมืองพากันมากราบทูลว่ากระบือดุ สะกัดทางแห่งหนึ่ง พระราชาก็ส่งภีมเสนไป โดยทำนองเดียวกัน เขาก็จับกระบือแม้นั้นมาได้ ด้วยคำแนะนำที่พระโพธิสัตว์บอกให้ เหมือนกับตอนจับเสือฉะนั้น. พระราชาก็ได้พระราชทานทรัพย์ให้เป็นอันมากอีก. เกิดมีอิสสริยยศใหญ่ยิ่ง เขาเริ่มมัวเมาด้วยความมัวเมาในความใหญ่โต กระทำการดูหมิ่นพระโพธิสัตว์มิได้เชื่อถือถ้อยคำของพระโพธิสัตว์ กล่าวคำหยาบคายสามหาวเป็นต้นว่า เราไม่ได้อาศัยท่านเลี้ยงชีพดอก ท่านคนเดียวเท่านั้นหรือที่เป็นลูกผู้ชาย. ครั้นอยู่ต่อมาไม่กี่วัน พระราชาประเทศใกล้เคียงพระองค์หนึ่ง ยกทัพมาล้อมประชิดพระนครพาราณสีไว้ พลางส่งพระราชสาสน์ถวายพระราชาว่า พระองค์จักยอมถวายราชสมบัติแก่หม่อมฉัน หรือว่าจักรบ. พระราชาทรงส่งภีมเสนออกไปว่าเจ้าจงออกรบ เขาสอดสวมเครื่องรบครบครัน ครองเพศเป็นพระราชา นั่งเหนือหลังช้างอันผูกเครื่องเรียบร้อย. แม้พระโพธิสัตว์ก็สอดสวมเครื่องรบพร้อมสรรพ นั่งกำกับมาท้ายที่นั่งของภีมเสนนั่นเอง เพราะกลัวเขาจะตาย. พญาช้างห้อมล้อมด้วยมหาชน เคลื่อนขบวนออกโดยประตูพระนคร ลุถึงสนามรบภีมเสนพอได้ฟังเสียงกลองรบเท่านั้น ก็เริ่มสั่นสะท้าน พระโพธิสัตว์คิดว่า น่ากลัวภีมเสนจักตกหลังช้างตายเสียในบัดดลจึงเอาเชือกรัดภีมเสนเข้าไว้แน่น เพื่อไม่ให้ตกช้าง. ภีมเสนครั้นเห็นสนามรบแล้วยิ่งกลัวตายเป็นกำลัง ถึงกับอุจจาระปัสสาวะราดรดหลังช้าง. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ภีมเสนเอยการกระทำในตอนหลัง ช่างไม่สมกับคำพูดครั้งก่อน ๆ ของท่านเสียเลย ครั้งก่อนดูท่านใหญ่โตราวกับผู้เจนสงคราม เดี๋ยวนี้สิประทุษร้ายหลังช้างเสียแล้ว กล่าวคาถานี้ ใจความว่า :" ภีมเสนเอย ที่ท่านคุยโอ่ไว้แต่ก่อน แล้วภายหลังกลับปล่อยอุจจาระไหลออกมา คำคุย

ถึงการรบ กับความกระสับกระส่ายของท่านดูช่างไม่สมกันเลย " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยนฺเต ปวิกตฺถิตํ ปุเร ความว่าคำใด คือคำที่ท่านโอ้อวดกล่าวคำข่มไว้แต่ก่อนว่า แกคนเดียวหรือที่เป็นลูกผู้ชาย ข้าไม่ใช่ลูกผู้ชายหรือ แม้ถึงข้าก็เป็นทหารชำนาญศึก ดังนี้ นี้เป็นคำก่อนหนึ่งละ. บทว่า อถ เต ปูติสรา สชํ ความว่า ครั้นภายหลัง กระแสมูตรและคูถ อันได้นามว่า กระแสเน่า เพราะมันเป็นของเน่าด้วยเป็นของไหลได้ด้วย เหล่านี้นั้น ไหลเลอะเทอะออกมา. บทว่า ปจฺฉา ได้แก่ในเวลาต่อมาจากที่คุยอวดไว้ก่อนนั้นอธิบายว่า ในบัดนี้ คือที่ สนามรบนี้. บทว่า อุภยํ น สเมติ ภีมเสน ความว่า ดูก่อนภีมเสนคำทั้งสองนี้ ดูช่างไม่สมกันเลย. คำไหนบ้าง ? คือคำที่คุยโอ่ถึงการรบ กับความกระสับกระส่ายของท่านนี้. มีอธิบายว่า ได้แก่คำที่กล่าวถึงการรบที่พูดไว้ครั้งก่อนกับความกระสับกระส่าย ความลำบาก คือความคับแค้นถึงกับปล่อยคูถและมูตรราดรดหลังช้างไม่สมกันเลย. พระโพธิสัตว์ ตำหนิเขาอย่างนี้แล้ว ปลอบว่า อย่ากลัวเลย เพื่อนเอ๋ย เมื่อเรายังอยู่ จะเดือดร้อนไปใย ดังนี้แล้ว ให้ภีมเสนลงเสียจากหลังช้าง กล่าวว่า จงไปอาบน้ำเถิด ส่งกลับไปดำริว่า วันนี้เราควรแสดงตน แล้วไสช้างเข้าสู่สนามรบ บรรลือสีหนาท โจมตีกองพลแตก ให้ล้อมจับเป็นพระราชาผู้เป็นศัตรูไว้ได้ แล้วไปเฝ้าพระเจ้าพาราณสี. พระราชาทรงยินดี พระราชทานยศใหญ่ แก่พระโพธิสัตว์. จำเดิมแต่นั้นมา นามว่าจูฬธนุคคหบัณฑิต ก็กระฉ่อนไปในชมพูทวีปทั้งสิ้น. พระโพธิสัตว์ได้ให้บำเหน็จแก่ภีมเสนแล้วส่งกลับถิ่นฐานเดิม กระทำบุญมีให้ทานเป็นต้น แล้วก็ไปตามยถากรรม. พระบรมศาสดา จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ภิกษุนี้คุยโอ้อวด แม้ในกาลก่อนก็ได้คุยโอ้อวดแล้วเหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า ภีมเสนในครั้งนั้นได้มาเป็นภิกษุผู้มักโอ้อวด ส่วนจูฬธนุคคหบัณฑิตได้มาเป็นเราตถาคตฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาภีมเสนชาดกที่ ๑๐ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. วรุณชาดก ๒. สีลวนาคชาดก ๓. สัจจังกิรชาดก๔. รุกขธรรมชาดก ๕. มัจฉชาดก ๖. อสังกิยชาดก ๗. มหาสุบินชาดก ๘. อิลลีสชาดก ๙. ขรัสสรชาดก ๑๐. ภีมเสนชาดก. จบ วรุณวรรคที่ ๘

๙. อปายิมหวรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๒๖๔–๒๗๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๑๐. ภีมเสนชาตกํ

ยนฺเต ปวิกตฺถิตํ ปุเรติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ ปวิกตฺถิตภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เอโก กิร ภิกฺขุ อาวุโส อมฺหากํ ชาติสมา ชาติ โคตฺตสมํ โคตฺตํ นามํ นตฺถิ มยํ เอวรูเป นาม มหาขตฺติยกุเล ชาตา โคตฺเตน วา ธเนน วา กุลปฺปเทเสน วา อมฺเหหิ สทิโส นาม นตฺถิ อมฺหากํ สุวณฺณรชตาทีนํ อนฺโต นตฺถิ ทาสกมฺมกราปิ โน สาลิมํโสทนํ ภุญฺชนฺติ กาสิกวตฺถาทีนิ นิวาเสนฺติ กาสิกวิเลปนํ วิลิมฺปนฺติ มยํ ปพฺพชิตภาเวน เอตรหิ เอวรูปานิ ลูขานิ โภชนานิ ภุญฺชาม ลูขานิ จีวรานิ ธาเรมาติ เถรนวมชฺฌิมานํ ภิกฺขูนํ อนฺตเร วิกตฺเถนฺโต ชาติอาทิวเสน วมฺเภนฺโต วญฺเจนฺโต วิจรติ ฯ อถสฺส เอโก ภิกฺขุ กุลปฺปเทสํ ปริคฺคณฺหิตฺวา ตํ วิกตฺถิตภาวํ ภิกฺขูนํ กเถสิ ฯ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ สนฺนิปติตฺวา อาวุโส อสุโก นาม ภิกฺขุ เอวรูเป นิยฺยานิกสาสเน ปพฺพชิตฺวา วิกตฺเถนฺโต วมฺเภนฺโต วญฺเจนฺโต วิจรตีติ เอตสฺส อคุณํ กถยึสุ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิทาเนว วิกตฺเถนฺโต วิจรติ ปุพฺเพปิ วิกตฺเถนฺโต วมฺเภนฺโต วญฺเจนฺโต วิจรีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ นิคมคาเม อุทิจฺจพฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ ทิสาปาโมกฺขสฺส อาจริยสฺส สนฺติเก ตโย เวเท อฏฺฐารส วิชฺชฏฺฐานานิ อุคฺคเหตฺวา สพฺพสิปฺปานํ นิปฺผตฺตึ ปตฺวา จูฬธนุคฺคหปณฺฑิโต นาม อโหสิ ฯ โส ตกฺกสิลโต นิกฺขมิตฺวา สพฺพสมยสิปฺปานิ ปริเยสมาโน มหิสกรฏฺฐํ อคมาสิ ฯ อิมสฺมึ ปน ชาตเก กิร โพธิสตฺโต โถกํ รสฺโส โอณตากาโร อโหสิ ฯ โส จินฺเตสิ สจาหํ กญฺจิ ราชานํ อุปสงฺกมิสฺสามิ โส เอวํ รสฺสสรีโร ตฺวํ กึ อมฺหากํ กมฺมํ กริสฺสสีติ วกฺขติ ยนฺนูนาหํ อาโรหปริณาหสมฺปนฺนํ อภิรูปํ เอกํ ปุริสํ ผลกํ กตฺวา ตสฺส ปิฏฺฐิจฺฉายาย ชีวิกํ กปฺเปยฺยนฺติ ฯ โส ตถารูปํ ปุริสํ ปริเยสมาโน ภีมเสนสฺส นาเมกสฺส ตนฺตวายสฺส ตนฺตวิตตฏฺฐานํ คนฺตฺวา เตน สทฺธึ ปฏิสณฺฐารํ กตฺวา สมฺม ตฺวํ กินฺนาโมสีติ ปุจฺฉิ ฯ อหํ ภีมเสโน นามาติ ฯ กึ ปน ตฺวํ เอวํ อภิรูโป อุปธิสมฺปนฺโน หุตฺวา อิมํ ลามกกมฺมํ กโรสีติ ฯ ชีวิตุํ อสกฺโกนฺโต สมฺมาติ ฯ สมฺม มา เอตํ กมฺมํ กริ สกลชมฺพูทีเป มยา สทิโส ธนุคฺคโห นาม นตฺถิ สเจ ปนาหํ กญฺจิ ราชานํ ปสฺเสยฺยํ โส มํ เอวํ รสฺโส อยํ กึ อมฺหากํ กมฺมํ กริสฺสตีติ โกเปยฺย ตฺวํ ราชานํ ทิสฺวา อหํ ธนุคฺคโหติ วกฺเขยฺยาสิ ราชา เต ปริพฺพยํ ทตฺวา วุตฺตึ นิพทฺธํ ทสฺสติ อหนฺเต อุปฺปนฺนํ กมฺมํ กโรนฺโต ตสฺส ปิฏฺฐิจฺฉายาย ชีวิสฺสามิ เอวํ อุโภปิ สุขิตา ภวิสฺสาม กโรหิ มม วจนนฺติ อาห ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ อถ นํ อาทาย พาราณสึ คนฺตฺวา สยํ จูฬุปฏฺฐาโก หุตฺวา ตํ ปุรโต กตฺวา ราชทฺวาเร ฐตฺวา รญฺโญ อาโรจาเปสิ ฯ อาคจฺฉนฺตูติ วุตฺเต อุโภปิ ปวิสิตฺวา ราชานํ วนฺทิตฺวา อฏฺฐํสุ ฯ กึการณา อาคตตฺถาติ จ วุตฺเต ภีมเสโน อาห อหํ ธนุคฺคโห มยา สทิโส นาม สกลชมฺพูทีเป ธนุคฺคโห นตฺถีติ ฯ กึ ปน ภเณ ลภนฺโต มํ อุปฏฺฐหิสฺสสีติ ฯ อฑฺฒมาเส สหสฺสํ ลภนฺโต อุปฏฺฐหิสฺสามิ เทวาติ ฯ อยํ เต ปุริโส กึ โหตีติ ฯ จูฬุปฏฺฐาโก เทวาติ ฯ สาธุ อุปฏฺฐหาติ ฯ ตโต ปฏฺฐาย ภีมเสโน ราชานํ อุปฏฺฐาติ ฯ อุปฺปนฺนกิจฺจํ ปนสฺส โพธิสตฺโตว นิตฺถรติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน กาสีรฏฺเฐ เอกสฺมึ อรญฺเญ พหุนฺนํ มนุสฺสานํ สญฺจรณมคฺคํ พฺยคฺโฆ ฉฑฺฑาเปติ พหู มนุสฺเส คเหตฺวา คเหตฺวา ขาทติ ฯ ตํ ปวุตฺตึ รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ราชา ภีมเสนํ ปกฺโกสาเปตฺวา สกฺขิสฺสสิ ตาต เอตํ พฺยคฺฆํ คณฺหิตุนฺติ อาห ฯ เทว กึ ธนุคฺคโห นามาหํ ยทิ พฺยคฺฆํ คเหตุํ น สกฺโกมีติ ฯ ราชา ตสฺส ปริพฺพยํ ทตฺวา อุยฺโยเชสิ ฯ โส ฆรํ คนฺตฺวา โพธิสตฺตสฺส กเถสิ ฯ โพธิสตฺโต สาธุ สมฺม คจฺฉาติ อาห ฯ ตฺวํ ปน น คมิสฺสสีติ ฯ อหํ น คมิสฺสามิ อุปายํ ปน เต อาจิกฺขิสฺสามีติ ฯ อาจิกฺข สมฺมาติ ฯ ตฺวํ พฺยคฺฆสฺส วสนฏฺฐานํ สหสา เอกโกว มา อคมาสิ ชานปทมนุสฺเส ปน สนฺนิปาเตตฺวา เอกํ วา เทฺว วา ธนุสหสฺสานิ คาหาเปตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา พฺยคฺฆสฺส อุฏฺฐิตภาวํ ญตฺวา ปลายิตฺวา เอกํ คุมฺพํ ปวิสิตฺวา อุเรน นิปชฺเชยฺยาสิ ชานปทา จ พฺยคฺฆํ โปเถตฺวา คณฺหิสฺสนฺติ เตหิ พฺยคฺเฆ คหิเต ตฺวํ ทนฺเตหิ เอกํ วลฺลึ ฉินฺทิตฺวา โกฏิยํ คเหตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา มตพฺยคฺฆสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา โภนฺโต เกเนส พฺยคฺโฆ มาริโต อหํ อิมํ พฺยคฺฆํ โคณํ วิย วลฺลิยา พนฺธิตฺวา รญฺโญ สนฺติกํ เนสฺสามีติ วลฺลิอตฺถาย คุมฺพํ ปวิฏฺโฐ มยา วลฺลิยา อนาภตายเอว เกเนส พฺยคฺโฆ มาริโตติ กเถยฺยาสิ อถ เต ชานปทา ภีตตสิตา สามิ มา รญฺโญ อาจิกฺขาติ พหุํ ธนํ ทสฺสนฺติ พฺยคฺโฆ ตยาว คหิโต ภวิสฺสติ รญฺโญปิ สนฺติกา พหุํ ธนํ ลภิสฺสสีติ ฯ โส สาธูติ คนฺตฺวา โพธิสตฺเตน กถิตนิยาเมเนว พฺยคฺฆํ คเหตฺวา อรญฺญํ เขมํ กตฺวา มหาชนปริวุโต พาราณสึ อาคนฺตฺวา ราชานํ ทิสฺวา คหิโต เม เทว พฺยคฺโฆ อรญฺญํ เขมํ กตนฺติ อาห ฯ ราชา ตุฏฺโฐ พหุํ ธนํ อทาสิ ฯ

ปุเนกทิวสํ เอกํ มคฺคํ มหิโส ฉฑฺฑาเปตีติ อาโรจยึสุ ฯ ราชา ตเถว ภีมเสนํ เปเสสิ ฯ โสปิ โพธิสตฺเตน ทินฺนนเยน พฺยคฺฆํ วิย ตมฺปิ คเหตฺวา อาคจฺฉิ ฯ ราชา ปุน พหุํ ธนํ อทาสิ ฯ มหนฺตํ อิสฺสริยํ ชาตํ ฯ โส อิสฺสริยมทมตฺโต โพธิสตฺเต อวมญฺญํ กตฺวา ตสฺส วจนํ น คณฺหติ นาหํ ตํ นิสฺสาย ชีวามิ กึ ตฺวญฺเญว ปุริโสติ อาทีนิ ผรุสวจนานิ วทติ ฯ อถ กติปาหจฺจเยเนว เอโก สามนฺตราชา อาคนฺตฺวา พาราณสึ อุปรุนฺธิตฺวา รชฺชํ วา เม เทตุ ยุทฺธํ วาติ รญฺโญ สาสนํ เปเสสิ ฯ ราชา ยุชฺฌาหีติ ภีมเสนํ เปเสติ ฯ โส สพฺพสนฺนาหสนฺนทฺโธ ราชเวสํ คเหตฺวา สุสนฺนทฺธสฺส วารณสฺส ปิฏฺเฐ นิสีทิ ฯ โพธิสตฺโตปิ ตสฺส มรณภเยน สพฺพสนฺนาหสนฺนทฺโธ ภีมเสนสฺเสว ปจฺฉิมาสเน นิสีทิ ฯ วารโณ มหาชนปริวุโต นครทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา สงฺคามสีสํ ปาปุณิ ฯ ภีมเสโน ยุทฺธเภริสทฺทํ สุตฺวาว กมฺปิตุํ อารทฺโธ ฯ โพธิสตฺโต อิทาเนส หตฺถิปิฏฺฐิโต ปติตฺวา มริสฺสตีติ หตฺถิโต อปตนตฺถํ ภีมเสนํ โยตฺเตน ปริกฺขิปิตฺวา คณฺหิ ฯ ภีมเสโน สมฺปหารฏฺฐานํ ทิสฺวา มรณภยตชฺชิโต สรีรวลญฺเชน หตฺถิปิฏฺฐึ ทูเสติ ฯ โพธิสตฺโต น โข เต ภีมเสน ปุริเมน ปจฺฉิมํ สเมติ ตฺวํ ปุพฺเพ สงฺคามโยโธ วิย อโหสิ อิทานิ หตฺถิปิฏฺฐึ ทูเสสีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

ยนฺเต ปวิกตฺถิตํ ปุเร

อถ เต ปูติสรา สชนฺติ ปจฺฉา

อุภยํ น สเมติ ภีมเสน

ยุทฺธกถา จ อิทญฺจ เต วิหญฺญนฺติ ฯ

ตตฺถ ยนฺเต ปวิกตฺถิตํ ปุเรติ ยํ ตยา ปุพฺเพ กึ ตฺวํเยว ปุริโส นาหํ ปุริโส อหมฺปิ สงฺคามโยโธติ ปวิกตฺถิตํ วมฺภนวจนํ วุตฺตํ อิทนฺตาว เอกํ ฯ อถ เต ปูติสรา สชนฺติ ปจฺฉาติ อถ เต อิเม ปูติภาเวน จ สรณภาเวน จ ปูติสราติ ลทฺธนามา สรีรวลญฺชธารา สชนฺติ วลญฺชนฺติ ปคฺฆรนฺติ ฯ ปจฺฉาติ ตโต ปุเร ปวิกตฺถิตโต อปรภาเค อิทานิ อิมสฺมึ สงฺคามสีเสติ อตฺโถ ฯ อุภยํ น สเมติ ภีมเสนาติ อิทํ ภีมเสน อุภยํ น สเมติ ฯ กตรํ ฯ ยุทฺธกถา จ อิทญฺจ เต วิหญฺญนฺติ ยา จ ปุเร กถิตา ยุทฺธกถา ยญฺจ เต อิทานิ วิหญฺญํ กิลมโถ หตฺถิปิฏฺฐิทูสนาการปฺปตฺโต วิฆาโตติ อตฺโถ ฯ

เอวํ โพธิสตฺโต ตํ ครหิตฺวา มา ภายิ สมฺม กสฺมา มยิ ฐิเต วิหญฺญสีติ ภีมเสนํ ปิฏฺฐิโต โอตาเรตฺวา นฺหายิตฺวา เคหเมว คจฺฉาติ อุยฺโยเชตฺวา อชฺช มยา ปากเฏน ภวิตุํ วฏฺฏตีติ สงฺคามสีสํ ปวิสิตฺวา สีหนาทํ อุนฺนทิตฺวา พลโกฏฺฐกํ ภินฺทิตฺวา สปตฺตราชานํ ชีวคฺคาหํ คาหาเปตฺวา พาราณสีรญฺโญ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ ราชา ตุฏฺโฐ โพธิสตฺตสฺส มหนฺตํ ยสํ อทาสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย จูฬธนุคฺคหปณฺฑิโตติ สกลชมฺพูทีเป ปากโฏ อโหสิ ฯ โส ภีมเสนสฺส ปริพฺพยํ ทตฺวา สกฏฺฐานเมว เปเสตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ

สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนเวส ภิกฺขุ วิกตฺเถติ ปุพฺเพ วิกตฺเถสิเยวาติ วตฺวา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ภีมเสโน วิกตฺถิตภิกฺขุ อโหสิ จูฬธนุคฺคหปณฺฑิโต ปน อหเมวาติ ฯ

ภีมเสนชาตกํ ทสมํ ฯ

วรณวคฺโค อฏฺฐโม ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๗๙. ขรัสสรชาดกชาดกถัดไป๘๑. สุราปานชาดก