ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สุราปานชาดก
ชาดกที่ ๘๑ · เอกกนิบาตชาดก · อปายิมหวรรค

สุราปานชาดก

ว่าด้วยโทษของการดื่มสุรา

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๑ · บรรทัด ๕๓๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสุราปานชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาทรงอาศัยพระนครโกสัมพี ประทับอยู่ณ โฆสิตาราม ทรงปรารภพระสาคตเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อปายิมฺห อนจฺจิมฺห ดังนี้. ความพิสดารว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจำพรรษาณ กรุงสาวัตถีแล้ว ได้เสด็จจาริกไป จนลุถึงนิคม ชื่อภัททวติกาพวกคนเลี้ยงโค เลี้ยงสัตว์ ชาวนา และพวกเดินทาง เห็นพระศาสดาเสด็จมาแล้ว พากันถวายบังคม พลางกราบทูลห้ามว่าข้าแต่พระองค์เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า อย่าได้เสด็จไปสู่ท่าอัมพะเลย พระเจ้าข้า นาคชื่ออัมพติฏฐกะ ที่อาศรมของชฎิล ณ ท่าอัมพะ มีพิษร้าย จะเบียดเบียนพระองค์ได้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทำเป็นเหมือนไม่ทรงได้ยินถ้อยคำของคนเหล่านั้นถึงเมื่อพวกนั้น กราบทูลห้ามอยู่ถึง ๓ ครั้ง ก็คงเสด็จไปจนได้เล่ากันว่า ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับ ณ ไพรสณฑ์ตำบลหนึ่ง ไม่ห่างนิคมภัททวติกา ครั้งนั้นพระสาคตเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก ประกอบด้วยฤทธิ์อันเป็นของปุถุชน เข้าไปใกล้อาศรมนั้น ปูเครื่องลาดที่ทำด้วยหญ้า ณ ที่อยู่ของพญานาคนั้นแล้วนั่งขัดสมาธิ นาคทนดูความลบหลู่มิได้ ก็บังหวลควัน. พระเถระก็บังหวลควันบ้าง. นาคทำให้ไฟลุก. พระเถระก็ทำให้ไฟลุกบ้าง เดชของนาคข่มพระเถระไม่ได้ เดชของพระเถระข่มนาคได้ ท่านกำหราบพระยานาคนั้นพักเดียว ก็ให้ดำรงในสรณะ ในศีลได้แล้ว ได้ไปสู่สำนักของพระศาสดา ด้วยประการฉะนี้. ฝ่ายพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ นิคม ภัททวติกา ตามพระพุทธอัธยาศัยแล้ว ได้เสด็จไปสู่พระนครโกสัมพี เรื่องราวที่พระสาคตเถระกำหราบนาค แผ่ไปทั่วชนบท. ฝูงชนชาวพระนครโกสัมพี กระทำการต้อนรับพระศาสดาพากันถวายบังคมพระองค์แล้ว ก็เลยไปสำนักพระสาคตเถระไหว้แล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง พากันกล่าวอย่างนี้ว่า " ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ สิ่งใดที่พระคุณเจ้าได้ด้วยยาก นิมนต์บอกสิ่งนั้น พวกกระผมจะจัดถวายสิ่งนั้นจงได้. พระเถระก็นิ่งเสียแต่ภิกษุฉัพพัคคีย์ พากันพูดว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย สุราสีแดงดังสีเท้านกพิราบ พวกบรรพชิตหาได้ยากนัก และก็เป็นของชอบใจด้วย ถ้าพวกท่านเลื่อมใสพระเถระ ละก็จัดสุราสีแดงดังสีเท้านกพิราบมาถวายเถิด. พวกนั้นก็รับคำว่า ดีละ เจ้าข้า พากันกราบทูลพระศาสดา เพื่อทรงฉันในวันพรุ่งแล้ว พากันเข้าสู่พระนคร ต่างคนต่างจัดเตรียมสุราใส ที่มีสีแดงดังสีเท้านกพิราบไว้ที่เรือนของตน ๆ ด้วยหวังว่า จักถวายแด่พระเถระ นิมนต์พระเถระไปแล้ว พากันถวายสุราใสทุก ๆ เรือน พระเถระดื่มแล้ว เมาสุราเดินออกจากพระนคร ล้มลงที่ระหว่างประตู นอนบ่นพร่ำไป พระศาสดาทรงกระทำภัตรกิจแล้ว เมื่อเสด็จออกจากพระนคร ทอดพระเนตรเห็นพระเถระนอนด้วยท่าทางนั้น มีพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงช่วยประคองพระสาคตะไป ให้พวกภิกษุประคองไปสู่พระอาราม พวกภิกษุวางศีรษะของพระเถระ ณ บาทมูลของพระตถาคต แล้วให้ท่านนอน. ท่านพระสาคตะกลับนอนเหยียดเท้าไปเฉพาะพระพักตร์พระตถาคต. พระศาสดาตรัสสอบถามพวกภิกษุว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเคารพในเราตถาคต ที่สาคตะเคยมีในก่อนนั้นบัดนี้ยังมีอยู่หรือไร ? พวกภิกษุพากันกราบทูลว่า ไม่มีพระเจ้าข้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไรเล่ากำหราบพญานาคชื่ออัมพติฏฐกะ พวกภิกษุกราบทูลว่า พระสาคตเถระพระเจ้าข้าตรัสถามว่า ก็บัดนี้ สาคตะยังจะอาจเพื่อกำหราบงูปลาได้หรือ ? กราบทูลว่า เรื่องนั้นไม่ได้แน่นอน พระเจ้าข้า. ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดื่มสิ่งใดแล้ว ปราศจากความจำได้หมายรู้อย่างนี้ สิ่งนั้นควรที่ภิกษุจะดื่มถึงเพียงนี้หรือไม่เล่า ? กราบทูลว่า ไม่ควรเลยพระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิพระเถระแล้ว ทรงเรียกพวกภิกษุมา ทรงบัญญัติสิกขาบทว่า เป็นปาจิตตีย์ในเพราะดื่มสุราเมรัย แล้วเสด็จจากอาสน์เข้าพระคันธกุฎีภิกษุทั้งหลายประชุมกันในธรรมสภา พูดถึงโทษของการดื่มสุราว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า การดื่มสุรามีโทษใหญ่หลวงถึงกับกระทำให้พระสาคตะผู้ได้นามว่า สมบูรณ์ด้วยปัญญา มีฤทธิ์ไม่รู้แม้แต่คุณของพระศาสดา จึงได้กระทำอย่างนั้น. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรเล่า ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกบรรพชิตดื่มสุราแล้ว พากันสลบไสล มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อนก็ได้เป็นแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลอุทิจจพราหมณ์ในแคว้นกาสี เจริญวัยแล้วบวชเป็นฤาษี ได้อภิญญาและสมาบัติประลองฌาน พำนักอยู่ในหิมวันตประเทศ แวดล้อมด้วยอันเตวาสิกประมาณ ๕๐๐ ครั้นถึงฤดูฝน พวกอันเตวาสิก พากันเรียนท่านว่า ท่านอาจารย์ขอรับ พวกเราพากันไปแดนมนุษย์ บริโภคของเปรี้ยว ๆ เค็ม ๆ แล้วค่อยมากันเถิด. ฤๅษีพระโพธิสัตว์กล่าวว่าอาวุโส เราจะคอยอยู่ในที่นี้แหละ พวกเธอพากันไป บำรุงร่างกายจนฤดูฝนผ่านไป แล้วจึงพากันกลับมาเถิด. อันเตวาสิกเหล่านั้นรับคำว่า ดีแล้วขอรับ พากันกราบลาอาจารย์ไปสู่พระนครพาราณสี พักอยู่ในพระราชอุทยาน ครั้นวันรุ่งขึ้นก็พากันไปเที่ยวภิกษาจารในบ้านภายนอกประตูพระนคร ได้รับความเกื้อกูลอย่างดี รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง จึงพากันเข้าไปสู่พระนครพวกมนุษย์พากันชื่นชมถวายภิกษา ล่วงมา ๒-๓ วัน ก็พากันกราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ฤาษี ๕๐๐ รูป พากันมาจากป่าหิมพานต์ พักอยู่ในพระราชอุทยาน มีตบะกล้า มีอินทรีย์อันชนะแล้วอย่างเยี่ยม มีศีล พระราชทรงสดับคุณของฤๅษีเหล่านั้นเสด็จสู่อุทยาน ทรงนมัสการแล้วกระทำการปฏิสันถาร ผะเดียงให้อยู่ในพระอุทยานนั้นแหละตลอด ๔ เดือนฤดูฝน. นับแต่นั้นฤๅษีเหล่านั้น ก็พากันฉันในพระราชวังแห่งเดียว พำนักอยู่ ณพระราชอุทยาน. อยู่มาวันหนึ่ง ในพระนครได้มีงานนักขัตฤกษ์ ชื่อว่าสุรานักษัตร์. พระราชาทรงพระดำริว่า สุรา พวกบรรพชิตหาได้ยาก จึงรับสั่งให้ถวายสุราอย่างดี เป็นอันมาก พวกดาบสดื่มสุราแล้ว พากันกลับไปอุทยาน ต่างก็เมาสุรา บางพวกลุกขึ้นฟ้อนรำ บางพวกขับร้อง ครั้นฟ้อนรำขับร้องแล้ว ก็พากันนอนหลับทับบริขาร มีไม้คานเป็นต้น พอสร่างเมา พากันตื่น เห็นอาการอันวิปริตของตนนั้น ต่างก็ร้องไห้คร่ำครวญว่า พวกเรามิได้กระทำการอันสมควรแก่บรรพชิตเลย กล่าวกันว่า พวกเราจากท่านอาจารย์มา พากันกระทำกรรมอันเลวถึงเพียงนี้ ทันใดนั้นเอง ก็พากันทิ้งอุทยานกลับไปป่าหิมพานต์ เก็บบริขารไว้เรียบร้อยแล้ว พากันไหว้อาจารย์นั่งอยู่แล้ว อันท่านอาจารย์ถามว่า พ่อคุณทั้งหลาย พวกท่านมิได้ลำบากด้วยภิกษา พากันอยู่สบายในถิ่นของมนุษย์หรือไฉน อนึ่งพวกเธอยังจะอยู่กันด้วยความสมัครสมานสามัคคีอยู่หรือ พากันกราบเรียนว่า ท่านอาจารย์ขอรับ พวกกระผมอยู่กันอย่างสบาย ก็แต่ว่า พวกผมพากันดื่มในสิ่งไม่ควรดื่ม สลบไสลไปตาม ๆ กัน ไม่อาจดำรงสติได้ พากันขับร้องฟ้อนรำตามเรื่อง เมื่อแจ้งเรื่องนั้นแล้วก็พากันยกคาถานี้เรียนอาจารย์ว่า :" พวกกระผมได้พากันดื่ม ได้ชวนกันฟ้อน พากันขับร้อง แล้วก็พากันร้องไห้ เพราะดื่มสุราที่ทำให้สัญญาวิปริต เห็นดีแต่ที่มิได้กลายเป็นลิงไปเสียเลย " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปายิมฺห แปลว่า พวกกระผมพากันดื่มสุรา. บทว่า อนจฺจิมฺห ความว่า ครั้นดื่มสุราแล้ว ก็คะนองมือคะนองเท้า พากันฟ้อนรำ. บทว่า อคายิมฺหิ ความว่า เปิดปากร้องเพลงด้วยเสียงอันยืดยาว. บทว่า รุทิมฺห จ ความว่า กลับมีวิปฏิสาร พากันร้องไห้ว่าพวกเราทำกรรมไม่สมควรเห็นปานนี้. บทว่า ทิฏฺา นาหุมฺห วานรา ความว่า เหตุเพราะดื่มสุราที่ชื่อว่า กระทำให้สัญญาวิปริต เพราะทำลายสัญญาเสียได้ถึงเพียงนี้ ข้อนั้นยังดี ที่พวกข้าพเจ้าไม่กลายเป็นลิงไปเสียหมด. พวกอันเตวาสิกเหล่านั้น พากันกล่าวโทษของตน ด้วยประการฉะนี้. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ขึ้นชื่อว่า นรชนที่เหินห่างจากการอยู่ร่วมกับครู ย่อมเป็นเช่นนี้ได้ทั้งนั้น ตำหนิดาบสเหล่านั้นแล้วให้โอวาทว่า พวกท่านอย่ากระทำกรรมเห็นปานนี้ต่อไปอีกมีฌานไม่เสื่อม ได้ไปบังเกิดในพรหมโลกแล้ว. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า คณะฤๅษีในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนศาสดาของคณะ ได้มาเป็นเราตถาคต ขอประกาศว่า นับแต่เรื่องนี้ไปจะไม่กล่าวถึงบทว่า อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา นี้อีกต่อไป. จบ อรรถกถาสุราปานชาดกที่ ๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๒๗๓–๒๗๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๙. อปายิมฺหวคฺควณฺณนา

-------

๑. สุราปานชาตกํ

อปายิมฺห อนจฺจิมฺหาติ อิทํ สตฺถา โกสมฺพึ อุปนิสฺสาย โฆสิตาราเม วิหรนฺโต สาคตตฺเถรํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ภควติ หิ สาวตฺถิยํ วสฺสํ วสิตฺวา จาริกคมเนน ภทฺทวติกํ นาม นิคมํ สมฺปตฺเต โคปาลกา ปสุปาลกา กสกา ปถาวิโน จ สตฺถารํ ทิสฺวา วนฺทิตฺวา มา ภนฺเต ภควา อมฺพติฏฺฐํ อคมาสิ อมฺพติฏฺเฐ ชฏิลสฺส อสฺสเม อมฺพติฏฺฐโก นาม นาโค อาสีวิโส โฆรวิโส ภควนฺตํ วิเหเฐยฺยาติ วารยึสุ ฯ ภควา เตสํ กถํ อสฺสุณนฺโต วิย เตสุ ยาวตติยํ วารยมาเนสุปิ อคมาสิเยว ฯ ตตฺร สุทํ ภควติ ภทฺทวติกาย อวิทูเร อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ วิหรนฺเต เตน สมเยน พุทฺธุปฏฺฐาโก สาคโต นาม เถโร โปถุชฺชนิกาย อิทฺธิยา สมนฺนาคโต ตํ อสฺสมํ อุปสงฺกมิตฺวา ตสฺส นาคราชสฺส วสนฏฺฐาเน ติณสณฺฐรกํ ปญฺญาเปตฺวา ปลฺลงฺเกน นิสีทิ ฯ นาโค มกฺขํ อสหมาโน ธูมายิ ฯ เถโรปิ ธูมายิ ฯ นาโค ปชฺชลิ ฯ เถโรปิ ปชฺชลิ ฯ นาคสฺส เตโช เถรํ น พาธติ เถรสฺส เตโช นาคํ พาธติ ฯ เอวํ โส ขเณน ตํ นาคราชานํ ทเมตฺวา สรเณสุ สีเลสุ ปติฏฺฐาเปตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ สตฺถาปิ ภทฺทวติกายํ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา โกสมฺพึ อคมาสิ ฯ สาคตตฺเถเรน นาคสฺส ทมิตภาโว สกลชนปทํ ปฏฺฐริ ฯ

โกสมฺพีนครวาสิโน สตฺถุ ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา สาคตตฺเถรสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ ฐิตา เอวมาหํสุ ภนฺเต ยํ ตุมฺหากํ ทุลฺลภํ ตํ วเทยฺยาถ ตเทว มยํ ปฏิยาเทสฺสามาติ ฯ เถโร ตุณฺหี อโหสิ ฯ ฉพฺพคฺคิยา ปนาหํสุ อาวุโส ปพฺพชิตานํ กาโปติกา สุรา ทุลฺลภา เจว มนาปา จ สเจ ตุมฺเห เถรสฺส ปสนฺนา กาโปติกํ สุรํ ปฏิยาเทถาติ ฯ เต สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา สตฺถารํ สฺวาตนาย นิมนฺเตตฺวา นครํ ปวิสิตฺวา อตฺตโน อตฺตโน เคเห เถรสฺส ทสฺสามาติ กาโปติกํ สุรํ ปสนฺนํ ปฏิยาเทตฺวา เถรํ นิมนฺเตตฺวา ฆเร ฆเร ปสนฺนํ อทํสุ ฯ เถโร ปิวิตฺวา สุรามทมตฺโต นครโต นิกฺขมิตฺวา ทฺวารนฺตเร ปติตฺวา วิปฺปลปมาโน นิปชฺชิ ฯ สตฺถา กตภตฺตกิจฺโจ นครา นิกฺขมนฺโต เถรํ เตนากาเรน นิปนฺนํ ทิสฺวา คณฺหถ ภิกฺขเว สาคตนฺติ คาหาเปตฺวา อารามํ อคมาสิ ฯ ภิกฺขู เถรสฺส สีสํ ตถาคตสฺส ปาทมูเล กตฺวา ตํ นิปชฺชาเปสุํ ฯ โส ปริวตฺเตตฺวา ปาเท ตถาคตาภิมุเข กตฺวา นิปชฺชิ ฯ สตฺถา ภิกฺขู ปฏิปุจฺฉิ กึ นุ โข ภิกฺขเว ยํ ปุพฺเพ สาคตสฺส มยิ คารวํ ตํ อิทานิ อตฺถีติ ฯ นตฺถิ ภนฺเตติ ฯ ภิกฺขเว อมฺพติฏฺฐกํ นาคราชานํ โก ทเมตีติ ฯ สาคโต ภนฺเตติ ฯ กิมฺปเนตรหิ สาคโต อุทกเทฑฺฑุภกมฺปิ ทมิตุํ สกฺกุเณยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเตติ ฯ อปิ นุ โข ภิกฺขเว เอวรูปํ ปาตุํ ยุตฺตํ ยํ ปิวิตฺวา เอวํ วิสญฺญี โหตีติ ฯ อยุตฺตํ ภนฺเตติ ฯ อถ โข ภควา เถรํ ครหิตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา สุราเมรยปาเน ปาจิตฺติยนฺติ สิกฺขาปทํ ปญฺญาเปตฺวา อุฏฺฐายาสนา คนฺธกุฏึ ปาวิสิ ฯ ธมฺมสภายํ สนฺนิปติตา ภิกฺขู สุราปานสฺส อวณฺณํ กถยึสุ ยาว มหาโทสญฺเจตํ อาวุโส สุราปานํ นาม ตาว ปญฺญาสมฺปนฺนํ นาม อิทฺธิมนฺตํ สาคตํ ยถา สตฺถุ คุณมตฺตมฺปิ น ชานาติ ตถา อกาสีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว สุรํ ปิวิตฺวา ปพฺพชิตา วิสญฺญิโน โหนฺติ ปุพฺเพปิ อเหสุํเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต กาสีรฏฺเฐ อุทิจฺจพฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ อุปฺปาเทตฺวา ฌานกีฬํ กีฬนฺโต หิมวนฺตปฺปเทเส วสติ ปญฺจหิ อนฺเตวาสิกสเตหิ ปริวุโต ฯ อถ นํ วสฺสารตฺตสมเย สมฺปตฺเต อนฺเตวาสิกา อาหํสุ อาจริย มนุสฺสปถํ คนฺตฺวา โลณมฺพิลํ เสวิตฺวา อาคจฺฉามาติ ฯ อาวุโส อหํ อิเธว วสิสฺสามิ ตุมฺเห ปน คนฺตฺวา สรีรํ สนฺตปฺเปตฺวา วสฺสํ วีตินาเมตฺวา อาคจฺฉถาติ ฯ เต สาธูติ อาจริยํ วนฺทิตฺวา พาราณสึ คนฺตฺวา ราชุยฺยาเน วสิตฺวา ปุนทิวเส พหิทฺวารคาเมเยว ภิกฺขาย จริตฺวา สุหิตา หุตฺวา ปุนทิวเส นครํ ปวิสึสุ ฯ มนุสฺสา สมฺปิยายมานา ภิกฺขํ อทํสุ กติปาหจฺจเยน รญฺโญปิ อาโรเจสุํ เทว หิมวนฺตโต ปญฺจสตา อิสโย อาคนฺตฺวา อุยฺยาเน วสนฺติ โฆรตปา ปรมชิตินฺทฺริยา สีลวนฺโตติ ฯ ราชา เตสํ คุเณ สุตฺวา อุยฺยานํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา กตปฺปฏิสณฺฐาโร วสฺสานํ จาตุมฺมาสํ ตตฺเถว วสนตฺถาย ปฏิญฺญํ คเหตฺวา นิมนฺเตสิ ฯ เต ตโต ปฏฺฐาย ราชเคเหเยว ภุญฺชิตฺวา อุยฺยาเน วสนฺติ ฯ

อเถกทิวสํ นคเร สุรานกฺขตฺตํ นาม อโหสิ ฯ ราชา ปพฺพชิตานํ สุรา ทุลฺลภาติ พหุํ อุตฺตมํ สุรํ ทาเปสิ ฯ ตาปสา สุรํ ปิวิตฺวา อุยฺยานํ คนฺตฺวา สุรามทมตฺตา หุตฺวา เอกจฺเจ อุฏฺฐาย นจฺจึสุ เอกจฺเจ คายึสุ นจฺจิตฺวา คายิตฺวา ขาริกาทีนิ อวตฺถริตฺวา นิทฺทายิตฺวา สุรามเท ฉินฺเน ปพุชฺฌิตฺวา ตํ อตฺตโน วิปฺปการํ ทิสฺวา น อมฺเหหิ ปพฺพชิตสารุปฺปํ กตนฺติ โรทิตฺวา ปริเทวิตฺวา มยํ อาจริเยน วินา เอวรูปํ ปาปกมฺมํ กริมฺหาติ ตํ ขณญฺเญว อุยฺยานํ ปหาย หิมวนฺตํ คนฺตฺวา ปฏิสามิตปริกฺขารา อาจริยํ วนฺทิตฺวา นิสีทิตฺวา กึ นุ โข ตาตา มนุสฺสปเถ ภิกฺขาย อกิลมานา สุขํ วสิตฺถ สมคฺคสํวาสญฺจ ปน วสิตฺถาติ ปุจฺฉิตา อาจริย สุขํ วสิมฺหา อปิจ โข มยํ อปาตพฺพยุตฺตกํ ปิวิตฺวา วิสญฺญีภูตา สตึ ปจฺจุปฏฺฐเปตุํ อสกฺโกนฺตา คายิมฺหา เจว นจฺจิมฺหา จาติ เอตมตฺถํ อาโรเจนฺตา อิมํ คาถํ สมุฏฺฐาเปตฺวา อาหํสุ

อปายิมฺห อนจฺจิมฺห อคายิมฺห รุทิมฺห จ

วิสญฺญิกรณึ ปิตฺวา ทิฏฺฐา นาหุมฺห วานราติ ฯ

ตตฺถ อปายิมฺหาติ สุรํ ปิวิมฺห ฯ อนจฺจิมฺหาติ สุรํ ปิวิตฺวา หตฺถปาเท โลเลนฺตา นจฺจิมฺห ฯ อคายิมฺหาติ มุขํ วิวริตฺวา อายตเกน สเรน คายิมฺห ฯ รุทิมฺห จาติ ปุน วิปฺปฏิสาริโน เอวรูปํ นาม อมฺเหหิ กตนฺติ โรทิมฺห ฯ ทิฏฺฐา นาหุมฺห วานราติ เอวรูปํ สญฺญาวินาสนโต วิสญฺญิกรณึ สุรํ ปิวิตฺวา เอตเทว สาธุ ยํ วานรา นาหุมฺหาติ เอวํ เต อตฺตโน อคุเณ กเถสุํ ฯ

โพธิสตฺโต ครุสํวาสรหิตานํ นาม เอวรูปํ โหติเยวาติ เต ตาปเส ครหิตฺวา ปุน เอวรูปํ มา กริตฺถาติ เตสํ โอวาทํ ทตฺวา อปริหีนชฺฌาโน พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ อิโต ปฏฺฐาย หิ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวาติ อิทมฺปิ น วกฺขาม ฯ ตทา อิสิคณา พุทฺธปริสา อเหสุํ คณสตฺถา ปน อหเมวาติ ฯ

สุราปานชาตกํ ปฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๘๐. ภีมเสนชาดกชาดกถัดไป๘๒. มิตตวินทชาดก