มิตตวินทชาดก
ว่าด้วยจักรบดศีรษะ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๒ · บรรทัด ๕๔๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อติกฺกมฺม รมณกํ ดังนี้. ก็เรื่องของชาดกนี้ เป็นเรื่องเกิดขึ้นครั้งศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า จักแจ่มแจ้งในมหามิตตวินทกชาดกหลักนิบาต ก็ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์กล่าวคาถานี้ ความว่า " ท่านเลยปราสาทแก้วผลึก ปราสาทเงิน
และปราสาทแก้วมณี มาแล้ว มาถูกจักรกรด
สำเร็จด้วยหินพัดผันอยู่ ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จักไม่พ้นจากจักรกรดตราบนั้น " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รมณกํ เป็นชื่อของแก้วผลึกในกาลนั้น พระโพธิสัตว์แสดงว่า เจ้านั้นสิผ่านพ้นปราสาทแก้วผลึกไปเสียแล้ว. บทว่า สทามตฺตญฺจ เป็นชื่อของเงิน. พระโพธิสัตว์แสดงว่าเจ้านั้นสิผ่านปราสาทเงินไปเสียแล้ว. บทว่า ทูภกํ เป็นชื่อของแก้วมณี พระโพธิสัตว์แสดงว่าเจ้านั้นสิผ่านปราสาทแก้วมณีไปเสียแล้ว. บทว่า สฺวาสิ ตัดบทเป็น โส อสิ แปลว่า เจ้านั้นสิ. บทว่า ปาสาณมาสีโน ความว่า ที่ชื่อว่า จักกรดนั้น สำเร็จด้วยหินก็มี สำเร็จด้วยแก้วมณีก็มี แต่จักรกรดอันที่เจ้าถูกมันขยี้บดทับนั้น สำเร็จด้วยหิน เพราะเหตุที่มาต้องจักรกรดสำเร็จด้วยหิน เมื่อควรจะกล่าวว่า ปาสาณาสีโน กลับกล่าวว่า ปาสาณมาสีโน โดยถือเอา ม อักษร ด้วยอำนาจพยัญชนะสนธิ มีอธิบายไว้อีกนัยหนึ่งว่า ทูลหัวจักรกรดหิน คือมาถูกจักรกรดนั้นพัดผันยืนอยู่. บทว่า ยสฺมา ชีวํ น โมกฺขสิ ความว่า ทั้ง ๆ ที่ยังเป็น ๆอยู่นั้นแหละ จักไม่พ้นไปจากจักรกรดได้ ต้องทูนมันไว้ จนกว่าบาปกรรมของเจ้าจะสิ้นไป. พระโพธิสัตว์กล่าวคาถานี้แล้ว เสด็จไปสู่เทวสถานแห่งตนทันที ฝ่ายมิตตวินทุกะเล่า ก็ทูลจักรกรดไว้ เสวยทุกข์อย่างมหันต์ ครั้นบาปกรรมหมดไป ก็ไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า มิตตวินทกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุว่ายากในครั้งนี้ส่วนท้าวเทวราช ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถามิตตวินทกชาดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๒๘๐–๒๘๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
2. Mittavindajātakaṃ
atikkamma ramaṇakanti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ dubbacabhikkhuṃ ārabbha kathesi. Imassa pana jātakassa kassapasammā- sambuddhakālikaṃ vatthuṃ dasanipāte mahāmittavindajātake āvibhavissati. Tadā pana bodhisatto imaṃ gāthamāha
atikkamma ramaṇakaṃ sadāmattañca dūbhakaṃ
svāsi pāsāṇamāsīno yasmā jīvaṃ na mokkhasīti.
Tattha ramaṇakanti tasmiṃ kāle phalikassa nāmaṃ phalikappāsādañca atikkantosīti dīpeti. Sadāmattañcāti rajatassa nāmaṃ rajatappāsādañca atikkantosīti dīpeti. Dūbhakanti maṇino nāmaṃ maṇippāsādañca atikkantosīti dīpeti. Svāsīti so asi tvaṃ. Pāsāṇamāsīnoti uracakkaṃ nāma pāsāṇamayaṃ vā hoti maṇimayaṃ vā tampana pāsāṇamayaṃ so ca tena āsīno abhiniviṭṭho ajjhotthato tasmā pāsāṇe āsīnattā pāsāṇāsīnoti vattabbe byañjanasandhivasena makāraṃ ādāya pāsāṇamāsīnoti vuttaṃ. Pāsāṇaṃ vā āsīno taṃ uracakkaṃ āsajja pāpuṇitvā ṭhitoti attho. Yasmā jīvaṃ na mokkhasīti yamhā uracakkā yāva te pāpaṃ na khīyati tāva jīvantoyeva na muccissasi taṃ āsīnosīti.
Imaṃ gāthaṃ vatvā bodhisatto attano devaṭṭhānaṃyeva gato. Mittavindakopi uracakkaṃ ukkhipitvā mahādukkhaṃ anubhavamāno pāpakamme parikkhīṇe yathākammaṃ gato.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā mittavindako dubbacabhikkhu ahosi devarājā pana ahameva sammāsambuddhoti.
Mittavindajātakaṃ dutiyaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗