กาฬกัณณิชาดก
ว่าด้วยมิตร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๓ · บรรทัด ๕๔๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภมิตรของท่านอนาถบิณฑิกะผู้หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า มิตฺโต หเว สตฺตปเทน โหติ. ดังนี้. ได้ยินว่า มิตรผู้นั้นได้เคยเป็นสหายร่วมเล่นฝุ่นมากับท่านอนาถบิณฑิกะ ทั้งเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกันโดยนามมีชื่อว่า กาฬกรรณี. กาฬกรรณีนั้น เมื่อกาลล่วงผ่านไปก็เป็นผู้ตกยาก ไม่อาจเลี้ยงชีวิตได้ จึงไปยังสำนักของท่านเศรษฐีท่านเศรษฐีก็ปลอบสหาย ให้เสบียงแล้วมอบสมบัติของตนแบ่งให้ไป เขาเป็นผู้ทำอุปการะแก่ท่านเศรษฐี ทำกิจการทุกอย่างเวลาที่เขามาสู่สำนักท่านเศรษฐี คนทั้งหลายพากันกล่าวว่าหยุดเถิด กาฬกรรณี นั่งเถิดกาฬกรรณี กินเถิดกาฬกรรณี. อยู่มาวันหนึ่ง หมู่มิตร และอำมาตย์ของท่านเศรษฐี พากันเข้าไปหาท่านเศรษฐี แล้วพูดอย่างนี้ว่า อย่าเลี้ยงเขาไว้ใกล้ชิดอย่างนี้เลย ท่านมหาเศรษฐี เพราะแม้ยักษ์เองก็ยังต้องหนีด้วยเสียงนี้ว่าหยุดเถิด กาฬกรรณี นั่งเถิดกาฬกรรณี กินเถิดกาฬกรรณีเขาเองก็มิได้เสมอกับท่าน ตกยาก เข็ญใจ ท่านจะเลี้ยงคน ๆ นี้ไว้ทำไม ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กล่าวว่า ธรรมดาว่าชื่อเป็นคำเรียกร้อง หมู่บัณฑิตมิได้ถือชื่อเป็นประมาณ ไม่ควรจะเป็นคนประเภทที่ชื่อว่า " สุตมังคลิกะ " (ถือมงคลจากเสียงที่ได้ยิน) เราไม่อาจอาศัยเหตุเพียงแต่ชื่อ แล้วทอดทิ้งเพื่อนผู้เล่นฝุ่นมาด้วยกัน ดังนี้แล้ว มิได้ยึดถือถ้อยคำของพวกนั้น วันหนึ่งเมื่อจะไปบ้านส่วยของตน ได้ตั้งเขาเป็นผู้รักษาเคหะสถาน. พวกโจรคบคิดกันว่า ได้ข่าวว่าเศรษฐีไปบ้านส่วย พวกเราระดมกันปล้นบ้านของเขาเถิด พากันถืออาวุธต่าง ๆ มาในเวลากลางคืน ล้อมเรือนไว้. ฝ่ายกาฬกรรณี ระแวงการมาของพวกโจรอยู่ จึงนั่งเฝ้าไม่ยอมหลับนอนเลย ครั้นรู้ว่า พวกโจรพากันมา เพื่อจะปลุกพวกมนุษย์ จึงตะโกนว่า เจ้าจงเป่าสังข์เจ้าจงตีกลอง ดังนี้แล้ว ทำให้เป็นเหมือนมีมหรสพโรงใหญ่กระทำนิเวศน์ทั้งสิ้นให้มีเสียงสนั่นครื้นเครงตลอดไป พวกโจรพากันพูดว่า ข่าวที่ว่า เรือนว่างเปล่า พวกเราฟังมาเหลว ๆท่านเศรษฐียังคงอยู่ แล้วต่างทิ้งก้อนหิน และไม้พลองเป็นต้นไว้ตรงนั้นเอง หนีไปหมด. รุ่งขึ้นพวกมนุษย์ เห็นก้อนหินและไม้พลองเป็นต้น ที่พวกโจรทิ้งไว้ในที่นั้น ๆ ต่างสลดใจไปตาม ๆกัน พูดกันว่า ถ้าวันนี้ไม่มีคนตรวจเรือน ผู้สมบูรณ์ด้วยความรู้ขนาดนี้แล้ว พวกโจรจักพากันเข้าได้ตามความพอใจ ปล้นเรือนได้หมดเป็นแน่ เพราะอาศัยมิตรผู้มั่นคงผู้นี้ ความจำเริญจึงเกิดแก่ท่านเศรษฐี ต่างพากันสรรเสริญกาฬกรรณีนั้น เวลาที่เศรษฐีมาจากบ้านส่วย ก็พากันบอกเรื่องราวนั้นให้ทราบทุกประการ. ครั้งนั้นท่านเศรษฐีได้พูดกับคนเหล่านั้นว่า พวกเธอบอกให้เราไล่มิตรผู้รักษาเรือนอย่างนี้ไปเสีย ถ้าเราไล่เขาไปตามถ้อยคำของพวกเธอเสียแล้ว วันนี้ทรัพย์สินของเราจักไม่มีเหลือเลย ธรรมดาว่า ชื่อไม่เป็นประมาณดอก จิตที่คิดเกื้อกูลเท่านั้นเป็นประมาณ ดังนี้แล้วให้ทรัพย์เป็นทุนแก่เขายิ่ง ๆ ขึ้นไปดำริว่า บัดนี้ เรามีเรื่องที่จะเริ่มเป็นหัวข้อกราบทูลได้แล้ว ไปสู่สำนักพระศาสดา กราบทูลเรื่องราวนั้นแต่ต้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่มิตรชื่อว่า กาฬกรรณี รักษาทรัพย์สินในเรือนแห่งมิตรของตนไว้ แม้ในครั้งก่อนก็รักษาแล้วเหมือนกัน ท่านเศรษฐีกราบทูลอาราธนา จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นเศรษฐี. มียศยิ่งใหญ่. ท่านเศรษฐีได้มีมิตรชื่อ กาฬกรรณี เรื่องราวทั้งหมดก็เหมือนกับเรื่องปัจจุบันนั่นแหละ. พระโพธิสัตว์มาจากบ้านส่วยแล้วฟังเรื่องนั้นแล้ว กล่าวว่า ถ้าเราไล่มิตรเช่นนี้ออกไปเสียตามคำของพวกท่านแล้ว วันนี้ทรัพย์สมบัติของเราจักไม่มีอะไรเหลือเลย แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :" บุคคลชื่อว่าเป็นมิตรด้วยการเดินร่วม
กัน ๗ ก้าว ชื่อว่าเป็นสหายด้วยการเดินร่วมกัน๑๒ ก้าว และชื่อว่าเป็นญาติ ด้วยการอยู่ร่วมกันเดือนหนึ่งหรือกึ่งเดือน ส่วนผู้ชื่อว่ามีตนเสนอกัน ก็ด้วยการอยู่ร่วมกันยิ่งกว่านั้น เราจะละทิ้ง
มิตรชื่อว่า กาฬกรรณี ผู้ชอบพอกันมานาน
เพราะความสุขส่วนตัวได้อย่างไร ? " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หเว เป็นเพียงนิบาต. ที่ชื่อว่ามิตร เพราะอรรถว่าประพฤติไมตรี อธิบายว่า เข้าไปตั้งไว้เฉพาะซึ่งไมตรีจิต กระทำความสนิทสนม ก็มิตรนั้นเป็นกันได้ด้วย ๗ ก้าวย่าง อธิบายว่า เป็นกันได้ด้วยเหตุเพียงเดินทางร่วมกัน ๗ ย่างก้าว. บทว่า สทาโย ปน ทฺวาทสเกน โหติ ความว่า ที่ชื่อว่าสหาย เพราะอรรถว่า ไปร่วมกันในอิริยาบถทั้งปวง ด้วยอำนาจแห่งการทำกิจทุก ๆ อย่างร่วมกัน อธิบายว่า ก็แลสหายนั้นเป็นกันได้ด้วยเพียงย่างเท้าไป ๑๒ ก้าว. บทว่า มาสฑฺฒมมาเสน ความว่า (อยู่ร่วมกัน) เดือนหนึ่งหรือกึ่งเดือน. บทว่า าติ โหติ ความว่า ย่อมชื่อว่าเป็นผู้เสมอญาติ. บทว่า ตตุตฺตรึ ความว่า ด้วยการอยู่ร่วมกันยิ่งกว่านั้นย่อมถือว่าเป็นผู้เสมอตนได้ทีเดียว. บทว่า ชเหยฺยํ ความว่า เราจะทิ้งสหายผู้เช่นนี้ได้อย่างไรเล่า ? พระโพธิสัตว์กล่าวถึงคุณของมิตรนั่นแล ด้วยประการฉะนี้. ตั้งแต่นั้นมา ก็มิได้มีใคร ๆ ที่จะได้ชื่อว่า กล่าวละลาบละล้วง กาฬกรรณีนั้นอีกเลย. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า กาฬกรรณีในครั้งนั้น ได้มาเป็นอานนท์ในครั้งนี้ส่วนพาราณสีเศรษฐี ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากาฬกัณณิชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๒๘๓–๒๘๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๓. กาฬกณฺณิชาตกํ
มิตฺโต หเว สตฺตปเทน โหตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ อนาถปิณฺฑิกสฺส มิตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิร อนาถปิณฺฑิเกน สทฺธึ สหปํสุกีฬโก เอกาจริยสฺเสว สนฺติเก อุคฺคหิตสิปฺโป นาเมน กาฬกณฺณี นาม ฯ โส คจฺฉนฺเต กาเล ทุคฺคโต หุตฺวา ชีวิตุํ อสกฺโกนฺโต เสฏฺฐิโน สนฺติกํ อคมาสิ ฯ โส ตํ สมสฺสาเสตฺวา ปริพฺพยํ ทตฺวา อตฺตโน กุฏุมฺพํ ปฏิจฺฉาเปสิ ฯ โส เสฏฺฐิโน อุปการโก หุตฺวา สพฺพกิจฺจานิ กโรติ ฯ ตํ เสฏฺฐิสฺส สนฺติกํ อาคตกาเล ติฏฺฐ กาฬกณฺณิ นิสีท กาฬกณฺณิ ภุญฺช กาฬกณฺณีติ วทนฺติ ฯ อเถกทิวสํ เสฏฺฐิโน มิตฺตามจฺจา มหาเสฏฺฐึ อุปสงฺกมิตฺวา เอวมาหํสุ มหาเสฏฺฐิ มา เอวํ ตํ ตว สนฺติเก กริ ติฏฺฐ กาฬกณฺณิ นิสีท กาฬกณฺณิ ภุญฺช กาฬกณฺณีติ หิ อิมินา สทฺเทน ยกฺโขปิ ปลาเปยฺย น เอส ตยา สมาโน ทุคฺคโต ทุรุเปโต กินฺเต อิมินาติ ฯ อนาถปิณฺฑิโก นามํ นาม โวหารมตฺตํ น ตํ ปณฺฑิตา ปมาณํ กโรนฺติ สุตมงฺคลิเกน นาม ภวิตุํ น วฏฺฏติ น สกฺกา มยา นามมตฺตํ นิสฺสาย สหปํสุกีฬกํ สหายํ ปริจฺจชิตุนฺติ เตสํ วจนํ อนาทาย เอกทิวสํ อตฺตโน โภคคามํ คจฺฉนฺโต ตํ เคหรกฺขกํ กตฺวา อคมาสิ ฯ
โจรา เสฏฺฐี กิร โภคคามํ คโต เคหมสฺส วิลุมฺปิสฺสามาติ นานาวุธหตฺถา รตฺติภาเค อาคนฺตฺวา เคหํ ปริวาเรสุํ ฯ อิตโรปิ โจรานญฺเจว อาคมนํ อาสงฺกมาโน อนิทฺทายนฺโตว นิสีทิ ฯ โส โจรานํ อาคตภาวํ ญตฺวา มนุสฺเส ปโพเธตุํ ตฺวํ สงฺขํ ธม ตฺวํ อาลฬิงฺคํ วาเทหีติ มหาสมชฺชํ กโรนฺโต วิย สกลนิเวสนํ เอกสทฺทํ กาเรสิ ฯ โจรา สุญฺญํ เคหนฺติ ทุสฺสุตํ อมฺเหหิ อตฺเถว มหาเสฏฺฐีติ ปาสาณมุคฺคราทีนิ ตตฺเถว ฉฑฺเฑตฺวา ปลายึสุ ฯ ปุนทิวเส มนุสฺสา ตตฺถ ตตฺถ ฉฑฺฑิเต ปาสาณมุคฺคราทโย ทิสฺวา สํเวคปฺปตฺตา หุตฺวา สเจ อชฺช เอวรูโป พุทฺธิสมฺปนฺโน ฆรวิจารโก นาภวิสฺส โจเรหิ ยถารุจิยา ปวิสิตฺวา สพฺพํ เคหํ วิลุมฺปิตํ อสฺส อิมํ ทฬฺหมิตฺตํ นิสฺสาย เสฏฺฐิโน วุฑฺฒิ ชาตาติ ตํ ปสํสิตฺวา เสฏฺฐิสฺส โภคคามโต อาคตกาเล สพฺพนฺตํ ปวุตฺตึ อาโรจยึสุ ฯ อถ เน เสฏฺฐี อโวจ ตุมฺเห เอวรูปํ มม เคหรกฺขกํ มิตฺตํ นิกฺกฑฺฒาเปถ สจายํ ตุมฺหากํ วจเนน มยา นิกฺกฑฺฒิโต อสฺส อชฺช เม กุฏุมฺพํ กิญฺจิ นาภวิสฺส นามํ นาม อปฺปมาณํ หิตจิตฺตเมว ปมาณนฺติ ฯ ตสฺส อุตฺตริตรํ ปริพฺพยํ ทตฺวา อตฺถิทานิ เม อิทํ กถาปาภตนฺติ สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา อาทิโต ปฏฺฐาย ตํ ปวุตฺตึ ภควโต อาโรเจสิ ฯ สตฺถา น โข คหปติ อิทาเนว กาฬกณฺณี มิตฺโต อตฺตโน มิตฺตสฺเสว ฆรกุฏุมฺพํ รกฺขติ ปุพฺเพปิ รกฺขิเยวาติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต มหายโส เสฏฺฐี อโหสิ ฯ ตสฺส กาฬกณฺณี นาม มิตฺโตติ สพฺพํ ปจฺจุปฺปนฺนสทิสเมว ฯ โพธิสตฺโต โภคคามโต อาคโต ตํ ปวุตฺตึ สุตฺวา สเจ มยา ตุมฺหากํ วจเนน เอวรูโป มิตฺโต นิกฺกฑฺฒิโต อสฺส อชฺช เม กุฏุมฺพํ กิญฺจิ นาภวิสฺสาติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
มิตฺโต หเว สตฺตปเทน โหติ
สหาโย ปน ทฺวาทสเกน โหติ
มาสฑฺฒมาเสน จ ญาติ โหติ
ตตุตฺตรึ อตฺตสโมปิ โหติ
โสหํ กถํ อตฺตสุขสฺส เหตุ
จิรสณฺฐิตํ กาฬกณฺณึ ชเหยฺยนฺติ ฯ
ตตฺถ หเวติ นิปาตมตฺตํ ฯ เมตฺตายตีติ มิตฺโต ฯ เมตฺตึ ปจฺจุปฏฺฐเปติ สิเนหํ กโรตีติ อตฺโถ ฯ โส ปเนส สตฺตปเทน โหติ เอกโต สตฺตปทวีติหารคมนมตฺเตน โหตีติ อตฺโถ ฯ สหาโย ปน ทฺวาทสเกน โหตีติ สพฺพกิจฺจานํ เอกโต กรณวเสน สพฺพิริยาปเถสุ สห คจฺฉตีติ สหาโย ฯ โส ปเนส ทฺวาทสเกน ปทวีติหารมตฺเตน โหตีติ อตฺโถ ฯ มาสฑฺฒมาเสนาติ มาเสน วา อฑฺฒมาเสน วา ฯ ญาติ โหตีติ ญาติสโม โหติ ฯ ตตุตฺตรินฺติ ตโต อุตฺตรึ เอกโต นิวาเสน อตฺตสโมปิ โหติเยว ฯ ชเหยฺยนฺติ เอวรูปํ สหายํ กถํ ชเหยฺยนฺติ มิตฺตสฺเสว คุณํ กเถสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย ปุน โกจิ ตสฺส อนฺตเร วตฺตา นาม นาโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กาฬกณฺณี อานนฺโท อโหสิ พาราณสีเสฏฺฐี ปน อหเมวาติ ฯ
กาฬกณฺณิชาตกํ ตติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗