อัตถัสสทวารชาดก
ว่าด้วยคุณธรรม ๖ ประการ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๔ · บรรทัด ๕๕๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภกุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์คนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาโรคฺยมิจฺเฉ ปรมญฺจ ลาภํ ดังนี้. มีเรื่องย่อ ๆ ว่า ในพระนครสาวัตถี บุตรของท่านเศรษฐีผู้มีสมบัติมากคนหนึ่ง เกิดมาได้ ๗ ขวบ เป็นผู้มีปัญญาฉลาดในประโยชน์. วันหนึ่งเขาเข้าไปหาท่านบิดา ถามถึงเรื่องที่ชื่อว่าปัญหาอันเป็นประตูแห่งประโยชน์ ท่านเศรษฐีผู้บิดาไม่ทราบปัญหานั้น จึงได้เกิดปริวิตกว่า ปัญหานี้สุขุมยิ่งนัก เว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียแล้ว ผู้อื่นในโลกสันนิวาส ที่กำหนดด้วยภวัคคพรหมเป็นส่วนสุดเบื้องบน และด้วยอเวจี เป็นส่วนสุดเบื้องต่ำ ที่ชื่อว่าสามารถเพื่อจะแก้ปัญหานี้ได้ ไม่มีเลย. ท่านจึงพาบุตรให้ถือดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นอันมาก ไปสู่พระเชตวันวิหารบูชาพระศาสดาแล้วถวายบังคม นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลความข้อนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เด็กนี้มีปัญญาฉลาดในประโยชน์ ถามปัญหาประตูแห่งประโยชน์กะข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไม่ทราบปัญหานั้น จึงมาสู่สำนักของพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตัวข้าพระองค์ขอโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้นเถิด พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก แม้ในกาลก่อน เราก็ถูกเด็กนี้ถามปัญหานั้นแล้ว และเราก็กล่าวแก้ปัญหานั้นกะเขาแล้ว ในครั้งนั้นเด็กนี้รู้ปัญหานั้น แต่บัดนี้เขากำหนดไม่ได้ เพราะถือความสิ้นไปแห่งภพ (ติดต่อกัน) ท่านเศรษฐีกราบทูลอาราธนาทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก ครั้งนั้นบุตรของท่านเกิดมาได้ ๗ ขวบ เป็นผู้มีปัญญาฉลาดในประโยชน์ วันหนึ่งเข้าไปหาบิดา ถามปัญหาเรื่องประตูประโยชน์ว่า ข้าแต่ท่านบิดา อะไรชื่อว่าประตูแห่งประโยชน์ครั้งนั้นบิดาของเขา เมื่อจะกล่าวแก้ปัญหานั้น กล่าวคาถานี้ความว่า "บุคคลควรปรารถนาลาภอย่างยิ่ง คือความไม่มีโรค ๑ ศีล ๑ ความคล้อยตามผู้รู้ ๑
การสดับตรับฟัง ๑ ความประพฤติตามธรรม ๑ความไม่ท้อถอย ๑ คุณธรรม ๖ ประการนี้ เป็นประตูด่านแรกแห่งประโยชน์" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น จ อักษรในบทว่า อาโรคฺยมิจฺเฉ ปรมญฺจ ลาภํ เป็นเพียงนิบาต. พระโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงความนี้ว่า พ่อคุณ ก่อนอื่นทีเดียว พึงปรารถนาลาภยอดเยี่ยม กล่าวคือความไม่มีโรค จึงกล่าวอย่างนี้. ที่ชื่อว่าความเป็นผู้ไม่มีโรค ในบาทคาถาว่า อาโรคฺยมิจฺเฉ ปรมญฺจ ลาภํ นั้น. ได้แก่อาการที่ไม่มีสภาวะเสียดแทง ไม่มีอาการกระวนกระวายแห่งร่างกาย และจิตใจ. เพราะว่าเมื่อร่างกายยังถูกเสียดแทง กระวนกระวายอยู่ บุคคลย่อมไม่สามารถจะยังลาภที่ยังไม่ได้ให้เกิดขึ้น ที่ได้ไว้แล้วก็ไม่อาจที่จะใช้สอยแต่เมื่อไม่กระวนกระวาย ย่อมสามารถบันดาลให้เกิดได้ทั้งสองสถาน อนึ่ง เมื่อจิตใจเดือดร้อนเพราะอุปกิเลสอยู่ คนก็ไม่อาจเหมือนกับที่จะก่อลาภ คือคุณพิเศษ มีฌานเป็นต้น ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ที่ได้ไว้แล้ว ก็อาจจะชมเชยด้วยสามารถแห่งสมาบัติอีกได้ เมื่อโรคนี้ยังมีอยู่ แม้ลาภที่ยังไม่ได้ก็เป็นอันไม่ได้ แม้ที่ได้แล้วก็ไร้ประโยชน์ แต่เมื่อโรคนี้ไม่มี แม้ลาภที่ยังไม่ได้ ก็จะต้องได้แม้ที่ได้แล้วก็ย่อมอำนวยประโยชน์ เหตุนั้นความไม่มีโรค จึงชื่อว่าเป็นลาภอย่างยิ่ง จำต้องปรารถนาความไม่มีโรคนั้น ก่อนอื่นทั้งหมดนี้เป็นประตูเอกแห่งประโยชน์ ทั้งหมดนี้เป็นอรรถาธิบายในข้อนั้นบทว่า สีลญฺจ ได้แก่อาจารศีล คือระเบียบในส่วนที่เป็นมารยาท. พระโพธิสัตว์แสดงถึงจารีตของชาวโลก ด้วยบทนี้. บทว่า พุทฺธานุมตํ ได้แก่ความคล้อยตามบัณฑิตผู้เจริญด้วยคุณทั้งหลาย พระโพธิสัตว์แสดงโอวาทของครูทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์ด้วยความรู้ ด้วยบทนี้. บทว่า สุตญฺจ คือการฟังที่อิงเหตุ พระโพธิสัตว์แสดงพาหุสัจจะ ความเป็นผู้คงแก่เรียน อันอาศัยในในโลกนี้ ด้วยบทนี้. บทว่า ธมฺมานุวตฺตี จ ได้แก่ การคล้อยตามสุจริตธรรมมีอย่าง ๓. พระโพธิสัตว์แสดงการเว้นทุจริตธรรม แล้วประพฤติสุจริตธรรม ด้วยบทนี้. บทว่า อลีนตา จ ได้แก่ความที่จิตไม่หดหู่ไม่ตกต่ำ. พระโพธิสัตว์แสดงความที่จิตเป็นสภาพประณีต และเป็นสภาพสูงยิ่งอย่างไม่เสื่อมคลายด้วยบทนี้. บทว่า อตฺถสฺส ทฺวารา ปมุขา ฉเฬเต ความว่า ความเจริญชื่อว่าประโยชน์๑ ธรรมทั้ง ๖ ประการเหล่านี้ เป็นประตู๑. ปาฐะว่า อตฺโถ นาม วุฑฺฒิสงฺขาตสฺส ฯลฯ ฉบับพม่าเป็น อตฺโถ นาม วุฑฺฒิ, วุฑฺฒิสงฺขาตสฺส - แปลตามฉบับพม่า. เป็นอุบาย คือเป็นทางบรรลุด่านแรกคือสูงสุด แห่งประโยชน์ทั้งที่เป็นโลกิยะ ทั้งที่เป็นโลกุตตระ กล่าวคือความเจริญ. พระโพธิสัตว์กล่าวแก้ปัญหาประตูแห่งประโยชน์แก่บุตรด้วยประการฉะนี้. ตั้งแต่นั้นมา เขาก็ประพฤติในธรรม ๖ ประการนั้น. พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น แล้วก็ไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ประชุมชาดกว่า บุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นบุตรคนปัจจุบัน ส่วนมหาเศรษฐีได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอัตถัสสทวารชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๒๘๘–๒๙๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๔. อตฺถสฺสทฺวารชาตกํ
อาโรคฺยมิจฺเฉ ปรมญฺจ ลาภนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ อตฺถกุสลํ กุลปุตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สาวตฺถิยมฺหิ เอกสฺส มหาวิภวสฺส เสฏฺฐิโน ปุตฺโต ชาติยา สตฺตวสฺโส ปญฺญวา อตฺถกุสโล ฯ โส เอกทิวสํ ปิตรํ อุปสงฺกมิตฺวา อตฺถสฺส ทฺวารปญฺหํ นาม ปุจฺฉิ ฯ โส ตํ น ชานาติ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ อยํ ปญฺโห อติสุขุโม ฐเปตฺวา สพฺพญฺญุพุทฺธํ อญฺโญ อุปริ ภวคฺเคน เหฏฺฐา จ อวีจินา ปริจฺฉินฺเน โลกสนฺนิวาเส เอตํ ปญฺหํ กเถตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถีติ ฯ โส ปุตฺตํ อาทาย พหุมาลาคนฺธวิเลปนํ คาหาเปตฺวา เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ ปูเชตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน ภควนฺตํ เอตทโวจ อยํ ภนฺเต ทารโก ปญฺญวา อตฺถกุสโล มํ อตฺถสฺส ทฺวารปญฺหํ นาม ปุจฺฉิ อหํ ตํ ปญฺหํ อชานนฺโต ตุมฺหากํ สนฺติกํ อาคโต สาธุ เม ภนฺเต ภควา ตํ ปญฺหํ กเถตูติ ฯ สตฺถา ปุพฺเพปาหํ อุปาสก อิมินา กุมารเกน ตํ ปญฺหํ ปุฏฺโฐ มยา จสฺส กถิโต ตทา ตํ เอส ชานาติ อิทานิ ปน ภวสงฺเขปคตตฺตา น สลฺลกฺเขตีติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต มหาวิภโว เสฏฺฐี อโหสิ ฯ อถสฺส ปุตฺโต สตฺตวสฺสิโก ชาติยา ปญฺญวา อตฺถกุสโล ฯ โส เอกทิวสํ ปิตรํ อุปสงฺกมิตฺวา ตาต อตฺถสฺส ทฺวารนฺนาม กินฺติ อตฺถสฺส ทฺวารปญฺหํ ปุจฺฉิ ฯ อถสฺส ปิตา ตํ ปญฺหํ กเถนฺโต อิมํ คาถมาห
อาโรคฺยมิจฺเฉ ปรมญฺจ ลาภํ
สีลญฺจ พุทฺธานุมตํ สุตญฺจ
ธมฺมานุวตฺตี จ อลีนตา จ
อตฺถสฺส ทฺวารา ปมุขา ฉเฬเตติ ฯ
ตตฺถ อาโรคฺยมิจฺเฉ ปรมญฺจ ลาภนฺติ จกาโร นิปาตมตฺตํ ฯ ตาต ปฐมเมว อาโรคฺยสงฺขาตํ ปรมํ ลาภํ อิจฺเฉยฺยาติ อิมมตฺถํ ทีเปนฺโต เอวมาห ฯ ตตฺถ อาโรคฺยํ นาม สรีรสฺส จ จิตฺตสฺส จ อโรคภาโว อนาตุรตา ฯ สรีเร หิ โรคาตุเร เนว อลทฺธํ โภคลาภํ อุปฺปาเทตุํ สกฺโกติ น ลทฺธํ ปริภุญฺชิตุํ อนาตุโร ปน อุภยมฺเปตํ สกฺโกตีติ จิตฺเต จ อุปกฺกิเลสาตุเร เนว อลทฺธํ ฌานาทิลาภํ อุปฺปาเทตุํ สกฺโกติ น ลทฺธํ ปุน สมาปตฺติวเสน ปริภุญฺชิตุํ เอตสฺมึ โรเค สติ อลทฺโธปิ ลาโภ น ลพฺภติ ลทฺโธปิ นิรตฺถโก โหติ อสติ ปเนตสฺมึ อลทฺโธปิ ลาโภ ลพฺภติ ลทฺโธปิ สาตฺถิโก โหตีติ อาโรคฺยํ ปรโม ลาโภ นาม ตํ สพฺพปฺปฐมํ อิจฺฉิตพฺพํ อิทเมกมตฺถสฺส ทฺวารนฺติ อยเมตฺถ อตฺโถ ฯ สีลญฺจาติ อาจารสีลํ ฯ อิมินา โลกจาริตฺตํ ทสฺเสติ ฯ พุทฺธานุมตนฺติ คุณวุฑฺฒานํ ปณฺฑิตานํ อนุมตํ ฯ อิมินา ญาณสมฺปนฺนานํ ครูนํ โอวาทํ ทสฺเสติ ฯ สุตญฺจาติ การณนิสฺสิตํ สุตํ ฯ อิมินา อิมสฺมึ โลเก อตฺตนิสฺสิตํ พาหุสจฺจํ ทสฺเสติ ฯ ธมฺมานุวตฺตี จาติ ติวิธสฺส สุจริตธมฺมสฺส อนุวตฺตนํ ฯ อิมินา ทุจฺจริตธมฺเม วชฺเชตฺวา สุจริตธมฺมานุวตฺตนภาวํ ทสฺเสติ ฯ อลีนตา จาติ จิตฺตสฺส อลีนตา อนีจตา ฯ อิมินา จิตฺตสฺส อสงฺโกจปฺปณีตภาวอุตฺตมภาวํ ทสฺเสติ ฯ อตฺถสฺส ทฺวารา ปมุขา ฉเฬเตติ อตฺโถ นาม วุฑฺฒิสงฺขาตสฺส โลกิยโลกุตฺตรสฺส อตฺถสฺส เอเต ปมุขา อุตฺตมา ฉ ทฺวารา อุปายา อธิคมนมุขาติ ฯ
เอวํ โพธิสตฺโต ปุตฺตสฺส อตฺถสฺส ทฺวารปญฺหํ กเถสิ ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย เตสุ ฉสุ ธมฺเมสุ ปวตฺตติ ฯ โพธิสตฺโต ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ปุตฺโต ปจฺจุปฺปนฺนปุตฺโต มหาเสฏฺฐี ปน อหเมวาติ ฯ
อตฺถสฺสทฺวารชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗