กิมปักกชาดก
ว่าด้วยโทษของกาม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๕ · บรรทัด ๕๖๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุผู้กระพันแล้วรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อายตึ โทสํ นาฺาย ดังนี้. ได้ยินว่ากุลบุตรผู้หนึ่ง บวชถวายชีวิตในพระพุทธศาสนาวันหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี เห็นหญิงนางหนึ่งแต่งกายหมดจดงดงาม เกิดกระสัน ครั้งนั้นอาจารย์แลอุปัชฌาย์พาเธอมายังสำนักของพระบรมคาสดา. พระบรมศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ จริงหรือที่ว่าเธอกระสัน เมื่อเธอกราบทูลว่าจริงพระเจ้าข้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่า เบ็ญจกามคุณเหล่านี้ น่ารื่นรมย์ในเวลาบริโภค ขึ้นชื่อว่าการบริโภคเบ็ญจกามคุณเหล่านั้น ย่อมเปรียบได้กับการบริโภค ผลกิมปักกะ (ผลไม้มีพิษชนิดหนึ่ง ลูกเท่าผลมะม่วง) เพราะเป็นตัวให้เกิดปฏิสนธิในนรกเป็นต้น ที่ได้ชื่อว่า ผลกิมปักกะ สมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น และรสแต่กินเข้าไปแล้ว กัดไส้ ทำไห้ถึงสิ้นชีวิต ในครั้งก่อนคนเป็นอันมาก ไม่เห็นโทษของมัน ติดใจในสี กลิ่นและรส ต่างบริโภคผลนั้น พากันถึงสิ้นชีวิต อันภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลอาราธนา ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ อยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นนายกองเกวียน คุมกองเกวียน๕๐๐ เล่ม เดินทางไปสู่ชายแดนไกล ๆ ถึงปากดง เรียกประชุมคนทั้งหลายตักเตือนว่า ในดงนี้มีต้นไม้ที่ชื่อต้นไม้มีพิษ ไม่ถามเราก่อนแล้ว อย่ากินผลาผลที่ไม่เคยกินมาก่อนเป็นอันขาดฝูงชนเดินทางล่วงเข้าสู่ดง ได้เห็นต้นกิมปักกะ (ต้นไม้มีผลเป็นพิษชนิดหนึ่ง ลูกเท่าผลมะม่วง) ต้นหนึ่ง มีกิ่งโน้มลงเพราะหนักผลลำต้น กิ่ง และใบของมัน คล้ายกับต้นมะม่วง ทั้งสัณฐาน สีกลิ่นและรส พากันกินผลไม้ ด้วยสำคัญว่าผลมะม่วง บางพวกก็ว่า ต้องถามนายกองเกวียนก่อนแล้วจึงจักกิน ถือยืนรออยู่ครั้นพระโพธิสัตว์มาถึงที่นั้น ก็ร้องบอกพวกที่ถือยืนรอนั้นให้ทิ้งผลไม้เสีย บอกให้พวกที่พากันกินเข้าไปแล้วทำการสำรอกแล้วให้ยาพวกนั้นกิน พวกเหล่านั้นบางคนก็หาย แต่พวกที่กินเข้าไปก่อนพวกทีเดียว พากันสิ้นชีวิต ฝ่ายพระโพธิสัตว์ เดินทางถึงสถานที่ต้องการจะไปโดยสวัสดี ได้ลาภแล้วกลับมาถึงสถานที่ของตนดังเดิม กระทำบุญมีให้ทานเป็นต้น แล้วไปตามยถากรรม. พระศาสดาตรัสเรื่องนั้นแล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :" ผู้ใดไม่รู้โทษในอนาคต มัวเสพกามอยู่ผลที่สุดกามเหล่านั้น ก็จะกำจัดบุคคลนั้นเสียเหมือนผลกิมปักกะ กำจัดผู้กินให้ถึงตายฉะนั้น " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อายตึ โทสํ นาญฺาย ความว่าไม่รู้คือไม่ทราบถึงโทษในกาลภายหน้า. บทว่า โย กาเม ปฏิเสวติ ความว่า บุคคลใดส้องเสพวัตถุกาม และกิเลสกาม. บทว่า วิปากนฺเต หนนฺตี นํ ความว่า กามเหล่านั้น จะยังบุรุษนั้น ผู้เกิดแล้วในนรกเป็นต้น ในที่สุด, กล่าวคือวิบากของตนให้พัวพันอยู่ด้วยทุกข์มีปราการต่าง ๆ ชื่อว่าย่อมกำจัดเขาเสีย. กำจัดอย่างไร ? อย่างเดียวกับผลกิมปักกะ ที่บุคคลบริโภคแล้วฉะนั้นอธิบายว่า อุปมาเหมือนผลกิมปักกะ น่าชอบใจ เพราะถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น และรสในเวลาบริโภค ทำให้คนที่ไม่เห็นโทษในอนาคต กินแล้วถึงความสิ้นชีวิตไปตาม ๆ กันฉันใด กามทั้งหลายแม้จะน่าชอบใจในเวลาบริโภค ก็จะกำจัดเขาเสียในเวลาให้ผลฉันนั้น. พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมตามอนุสนธิ แล้วทรงประกาศสัจธรรม ภิกษุผู้กระสัน บรรลุโสดาปัตติผล บริษัทที่เหลือ บางพวกเป็นพระโสดาบัน บางพวกเป็นพระสกทาคามีบางพวกเป็นพระอนาคามี บางพวกได้เป็นพระอรหันต์. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่าบริษัทในครั้งนั้นได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนนายกองเกวียนได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากิมปักกชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๒๙๓–๒๙๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
5. Kimpakkajātakaṃ
āyatiṃ dosaṃ nāññāyāti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ ukkaṇṭhitabhikkhuṃ ārabbha kathesi.
Aññataro kira kulaputto buddhasāsane uraṃ datvā pabbajito ekadivasaṃ sāvatthiyaṃ piṇḍāya caranto ekaṃ alaṅkataṃ itthiṃ disvā ukkaṇṭhi. Atha naṃ ācariyupajjhāyā satthu santikaṃ ānayiṃsu. Satthā saccaṃ kira tvaṃ bhikkhu ukkaṇṭhitosīti pucchitvā saccanti Vutte bhikkhu pañca kāmaguṇā nāmete paribhogakāle rammaṇīyā so pana nesaṃ paribhogo nirayādīsu paṭisandhidāyakattā kimpakkaphalaparibhogasadiso hoti kimpakkaphalaṃ nāma vaṇṇagandharasasampannaṃ khāditaṃ pana antāni khaṇḍetvā jīvitakkhayaṃ pāpeti pubbe bahū janā tassa dosaṃ adisvā vaṇṇagandharasesu bajjhitvā taṃ phalaṃ paribhuñjitvā jīvitakkhayaṃ pāpuṇiṃsūti vatvā tehi bhikkhūhi yācito atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto satthavāho hutvā pañcahi sakaṭasatehi pubbantāparantaṃ gacchanto aṭavīmukhaṃ patvā manusse sannipātetvā imissā aṭaviyā visarukkhā nāma atthi mā kho maṃ anāpucchā pubbe akhāditapubbāni phalāphalāni khāditthāti ovadi. Manussā aṭaviṃ atikkamitvā aṭavīmukhe ekaṃ kimpakkarukkhaṃ phalabhāraonamitasākhaṃ addasaṃsu. Tassa khandhasākhāpattaphalāni saṇṭhānavaṇṇagandharasehi ambasadisāneva. Tesu ekacce vaṇṇagandharasesu bajjhitvā ambaphalasaññāya phalāni khādiṃsu ekacce satthavāhaṃ pucchitvā khādissāmāti gahetvā aṭṭhaṃsu. Bodhisatto taṃ ṭhānaṃ patvā te gahetvā ṭhite phalāni chaḍḍāpetvā ye khāditvā aṭṭhaṃsu te vamanaṃ kāretvā tesaṃ bhesajjaṃ adāsi. Tesu ekacce arogā jātā paṭhamameva khāditvā ṭhitā pana jīvitakkhayaṃ pattā. Bodhisattopi icchitaṭṭhānaṃ sotthinā gantvā lābhaṃ labhitvā puna sakaṭṭhānameva āgantvā dānādīni puññāni katvā yathākammaṃ gato.
Satthā taṃ vatthuṃ kathetvā abhisambuddho hutvā imaṃ gāthamāha
āyatiṃ dosaṃ nāññāya yo kāme paṭivisevati
vipākante hanantī naṃ kimpakkamiva bhakkhitanti.
Tattha āyatiṃ dosaṃ nāññāyāti anāgate dosaṃ na aññāya ajānitvāti attho. Yo kāme paṭisevatīti yo vatthukāme ca kilesakāme ca paṭisevati. Vipākante hanantī nanti te kāmā naṃ purisaṃ attano vipākasaṅkhāte ante nirayādīsu uppannaṃ nānappakārena dukkhena saṃyojiyamānā hananti. Kathaṃ. Kimpakkamiva bhakkhitanti yathā paribhogakāle vaṇṇagandharasasampattiyā manāpaṃ kimpakkaphalaṃ anāgatadosaṃ adisvā bhakkhitaṃ jīvitakkhayaṃ pāpeti evaṃ paribhogakāle manāpāpi kāmā vipākakāle hanantīti.
Satthā desanaṃ yathānusandhiṃ pāpetvā saccāni pakāsesi. Ukkaṇṭhitabhikkhu sotāpattiphalaṃ pāpuṇi. Sesaparisā keci sotāpannā keci sakadāgāmino keci anāgāmino keci arahanto ahesuṃ. Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā parisā buddhaparisā ahesuṃ satthavāho pana ahamevāti.
Kimpakkajātakaṃ pañcamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗