สีลวีมังสนชาดก
ว่าด้วยผู้มีศีล
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๖ · บรรทัด ๕๖๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภพราหมณ์ผู้ทดลองศีลหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า สีลํ กิเรว กลฺยาณํ ดังนี้. ดังได้สดับมา พราหมณ์นั้นอาศัยพระเจ้าโกศลเลี้ยงชีวิตเป็นผู้ถึงไตรสรณาคมน์ มีศีล ๕ ไม่ขาด ถึงฝั่งแห่งไตรเพทพระราชาทรงพระดำริว่า พราหมณ์ผู้นี้มีศีล ดังนี้แล้ว ทรงยกย่องเขาอย่างยิ่ง เขาคิดว่า พระราชานี้ทรงยกย่องเรายิ่งกว่าพราหมณ์อื่น ๆ ทรงเห็นเราเหมือนผู้ควรเคารพอย่างยิ่ง พระองค์ทรงกระทำการยกย่องนี้ เพราะอาศัยชาติสมบัติ โคตรสมบัติ กุลสมบัติ ปเทสสมบัติ และศิลปสมบัติของเรา หรืออย่างไร หรือว่าทรงอาศัยศีลสมบัติของเรา เราจักทดลองดูก่อน วันหนึ่งท่านไปสู่ที่เฝ้า เมื่อจะกลับบ้านได้หยิบเหรียญกษาปณ์ ๑ อันไปจากแผงของเหรัญญิกคนหนึ่ง โดยมิได้บอกกล่าวเลย. ครั้งนั้นเหรัญญิกมิได้พูดอะไรกับท่าน เพราะความเคารพในพราหมณ์คงนั่งเฉยรุ่งขึ้นหยิบไปสองเหรียญ เหรัญญิกคงนิ่งเฉยเหมือนกัน ในวันที่สาม คว้าไปเต็มกำเลย ครั้งนั้นเหรัญญิกก็พูดกับท่านว่า วันนี้เป็นวันที่สามที่ท่านฉกชิงเอาทรัพย์สินของพระราชาไป พลางตะโกนบอก ๓ ครั้งว่า เราจับโจรฉกชิงทรัพย์สินของพระราชาไว้ได้แล้ว ครั้งนั้น มนุษย์ทั้งหลายต่างวิ่งมาคนละทิศทาง รุมพูดกะพราหมณ์ว่า ท่านแสร้งประพฤติเหมือนผู้มีศีลมานานจนป่านนี้ ดังนี้แล้ว ต่างก็ติเตียน สอง-สามที จับมัดไปแสดงแก่พระราชา. พระราชาทรงร้อนพระทัย ตรัสว่า ดูก่อนท่านพราหมณ์เหตุไรเล่าท่านจึงทำกรรมของผู้ทุศีลเช่นนี้ แล้วตรัสว่า พวกเจ้าไปเถิด จงลงพระราชอาญาแก่พราหมณ์. พราหมณ์กราบทูลว่าข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์มิใช่โจรดอก พระเจ้าข้า พระราชารับสั่งถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรท่านจึงหยิบเหรียญกษาปณ์ไปจากแผงแห่งพระราชทรัพย์เล่า ? พราหมณ์กราบทูลว่าขอเดชะ ที่ข้าพระองค์กระทำไป ในเมื่อพระองค์ทรงยกย่องข้าพระองค์อย่างยิ่งเช่นนี้นั้น ก็เพื่อจะทดลองว่า พระราชาทรงยกย่องเรายิ่งนัก เหตุทรงอาศัยสมบัติมีชาติเป็นต้นหรืออย่างไรหรือว่าทรงอาศัยศีล ก็และบัดนี้ ข้าพระองค์ทรงทราบโดยแน่นอนแล้ว เพราะที่ทรงพระกรุณาโปรดให้ลงพระราชอาญาแก่ข้าพระองค์บัดนี้ เป็นข้อเทียบได้ว่า ความยกย่องที่พระองค์ทรงทำแก่ข้าพระองค์นั้น อาศัยศีลอย่างเดียว มิได้ทรงกระทำเพราะอาศัยสมบัติมีชาติเป็นต้นเลย แล้วกราบทูลต่อไปว่าข้าพระองค์นั้นได้ตกลงใจได้ด้วยเหตุนี้ว่า ในโลกนี้ ศีลเท่านั้นสูงสุด ศีลเป็นประมุข ก็เมื่อข้าพระองค์จะกระทำให้สมควรแก่ศีลนี้ ยังดำรงตนอยู่ในเรือน บริโภคกิเลสอยู่ จักไม่อาจกระทำได้ วันนี้แหละข้าพระองค์จักไปสู่พระวิหารเชตวัน บรรพชาในสำนักพระศาสดา ได้โปรดทรงพระกรุณาพระราชทานการบรรพชาแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า ครั้นขอพระบรมราชานุญาตได้แล้ว ก็ออกเดินมุ่งหน้าไปพระเชตวันมหาวิหารครั้งนั้นหมู่ญาติและพวกพ้องที่สนิทสนม พากันห้อมล้อม เมื่อไม่อาจทัดทานท่านได้ จึงพากันกลับไป. พราหมณ์ไปสู่สำนักของพระศาสดา ทูลขอบรรพชาครั้นได้บรรพชาและอุปสมบทแล้ว ก็ไม่ทอดทิ้งพระกรรมฐานเจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตผล เข้าเฝ้าพระบรมศาสดากราบทูลพยากรณ์พระอรหัตผลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บรรพชาของข้าพระองค์ถึงที่สุดแล้ว คำพยากรณ์พระอรหัตผลนั้น ของท่านปรากฏในภิกษุสงฆ์แล้ว อยู่มาวันหนึ่งพวกภิกษุประชุมกันในธรรมสภา นั่งสนทนาถึงคุณของท่านว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์ผู้อุปัฏฐากพระราชาชื่อโน้น ทดลองศีลของตนแล้ว กราบทูลลาพระราชาบรรพชา ดำรงอยู่ในพระอรหัตผลแล้ว พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลาย กราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พราหมณ์ผู้นี้ ทดลองศีลของตนแล้วบวช กระทำที่พึ่งแก่ตนได้ ถึงในกาลก่อนบัณฑิตทั้งหลาย ก็เคยทดลองศีลของตนแล้วบวช การทำที่พึ่งแก่ตนมาแล้วเหมือนกัน อันภิกษุเหล่านั้น กราบทูลอาราธนาแล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์นั้น เป็นผู้มีจิตใจน้อมไปในทาน มีศีลเป็นอัธยาศัยถือศีล ๕ ไม่ขาด พระราชาทรงยกย่องท่านยิ่งกว่าพราหมณ์ที่เหลือ เรื่องทั้งหมดก็เช่นเดียวกับเรื่องแรกนั้นแหละ แปลกแต่ว่าเมื่อพระโพธิสัตว์ถูกเขามัดนำตัวไปสู่สำนักพระราชา พวกหมองูกำลังบังคับงูให้เล่นอยู่ที่ระหว่างถนน พากันจับงูที่หาง จับที่คอเอางูพันคอ. พระโพธิสัตว์เห็นพวกนั้นแล้วกล่าวว่า พ่อคุณทั้งหลายเจ้าอย่าจับงูนี้ที่หาง อย่าจับที่คอ อย่าเอาไปพันคอ เพราะงูนี้กัดแล้ว ก็ต้องถึงสิ้นชีวิต พวกหมองูกล่าวว่า ท่านพราหมณ์งูนี้มีศีลสมบูรณ์ด้วยมารยาท มิใช่เป็นผู้ทุศีลอย่างเช่นท่านส่วนท่านสิ เป็นผู้หาอาจาระมิได้ เพราะความเป็นผู้ทุศีล ถูกหาว่าเป็นโจรฉกชิงพระราชทรัพย์ กำลังถูกมัดนำตัวไป พราหมณ์ได้คิดว่า แม้พวกงูที่ไม่กัดใคร ไม่เบียดเบียนใคร ก็ได้ชื่อว่ามีศีลได้ จะป่วยกล่าวไปใยถึงพวกที่เป็นมนุษย์ในโลกนี้ ศีลเท่านั้นที่ชื่อว่าสูงสุด สิ่งอื่นที่จะยิ่งไปกว่าศีลนั้นไม่มี. ครั้นมนุษย์นำตัวไปแสดงแด่พระราชาแล้ว พระราชาตรัสถามว่า พ่อคุณ นี้เรื่องอะไรกัน ? พวกราชบุรุษกราบทูลว่า ขอเดชะ โจรฉกชิงพระราชทรัพย์ พระเจ้าข้า รับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าจงกระทำตามพระราชอาญาแก่เขาเถิด พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์มิใช่โจรดอก พระเจ้าข้า. เมื่อรับสั่งว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมถึงได้หยิบเอาเหรียญกษาปณ์ไปเล่า ? จึงกราบทูลเรื่องราวทั้งมวล โดยนัยที่มีในเรื่องก่อนนั่นเอง แล้วกราบทูลว่า ด้วยเหตุนี้ ข้าพระองค์นั้นตกลงใจแล้วว่า ในโลกนี้ศีลเท่านั้นสูงสุด ศีลเป็นประธาน แล้วกราบทูลว่า ข้อนี้ยกไว้ก่อนเถิดพระเจ้าข้า แม้แต่อสรพิษไม่กัดใคร ไม่เบียดเบียนใครยังได้ชื่อเสียงว่ามีศีลได้เลย แม้เพราะเหตุนี้ ศีลเท่านั้นสูงสุดศีลประเสริฐ เมื่อจะสรรเสริญศีล กล่าวคาถานี้ว่า :ได้ยินว่า ศีลเป็นคุณชาติงามเป็นเยี่ยมในโลก จงดูงูใหญ่ มีพิษร้ายแรง เป็นสัตว์มีศีลเหตุนั้น จึงไม่เบียดเบียนใคร. ดังนี้บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลํ กิเรว ได้แก่ศีลคือมารยาทกล่าวคือ ความไม่ล่วงละเมิดนั่นเอง. บทว่า กิร ความว่า พระโพธิสัตว์กล่าวตามที่ได้ยินมา. บทว่า กลุยาณํ แปลว่า งาม ประเสริฐ. บทว่า อนุตฺตรํ ความว่า ยอดเยี่ยม คือให้คุณได้ทุกอย่าง. บทว่า ปสฺส ได้แก่กล่าวมุ่งถึงเหตุเฉพาะเท่าที่ตนเห็น. บทว่า สีลวาติ น หญฺติ ความว่า งูแม้มีพิษร้ายแรงยังได้รับการสรรเสริญว่ามีศีล ด้วยเหตุเพียงไม่กัดใคร ไม่เบียดเบียนใคร ย่อมไม่ถูกใครทำร้าย คือไม่ถูกใครฆ่า แม้ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ ศีลนั่นแล จึงชื่อว่า สูงสุด. พระโพธิสัตว์แสดงธรรมถวายพระราชา ด้วยคาถานี้ด้วยประการฉะนี้ ละกามทั้งหลาย บวชเป็นฤาษี เข้าป่าหิมพานต์ทำอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ให้เกิดแล้ว ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นอานนท์ บริษัทได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนปุโรหิต ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสีลวิมังสนชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๒๙๗–๓๐๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
6. Sīlavīmaṃsanajātakaṃ
sīlaṃ kireva kalyāṇanti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ sīlavīmaṃsakaṃ brāhmaṇaṃ ārabbha kathesi.
So kira kosalarājānaṃ nissāya jīvati tisaraṇagato akhaṇḍapañcasīlo tiṇṇaṃ vedānaṃ pāragū. Rājā ayaṃ sīlavāti tassa atirekaṃ sammānaṃ karoti. So cintesi ayaṃ rājā mayhaṃ aññehi brāhmaṇehi atirekaṃ sammānaṃ karoti ativiya maṃ garuṃ katvā passati kiṃ nu kho esa mama jātigottakulappadesasippasampattiṃ nissāya imaṃ sammānaṃ karoti udāhu sīlasampattiṃ vīmaṃsissāmi tāvāti. So ekadivasaṃ rājupaṭṭhānaṃ gantvā gharaṃ gacchanto ekassa heraññikassa phalakato anāpucchitvāva ekaṃ kahāpaṇaṃ gahetvā agamāsi. Atha naṃ heraññiko brāhmaṇe garubhāvena kiñci avatvā nisīdi. Punadivase dve kahāpaṇe gaṇhi. Heraññiko tatheva adhivāsesi. Tatiyadivase kahāpaṇamuṭṭhiṃ aggahesi. Atha naṃ heraññiko ajja te tatiyo divaso rājakuṭumbaṃ vilumpantassāti rājakuṭumbaṃ vilumpakacoro me gahitoti tikkhattuṃ viravi. Atha naṃ manussā ito cito ca āgantvā cirandāni tvaṃ sīlavā viya vicarīti dve tayo pahāre datvā bandhitvā rañño dassesuṃ. Rājā vippaṭisārī hutvā kasmā brāhmaṇa evarūpaṃ dussīlakammaṃ karosīti vatvā gacchatha tassa rājāṇaṃ karothāti āha. Brāhmaṇo nāhaṃ mahārāja coroti āha. Atha kasmā rājakuṭumbikassa phalakato Kahāpaṇe gaṇhīti. Evaṃ mayā tayi mama atisammānaṃ karonte kiṃ nu kho rājā mama jātiādīni nissāya atisammānaṃ karoti udāhu sīlaṃ nissāyāti vīmaṃsanatthāya taṃ kataṃ idāni pana mayā ekaṃsena ñātaṃ yathā sīlameva nissāya tayā mama sammāno kato na jātiādīni tathā hi medāni rājāṇaṃ kāresīti vatvā svāhaṃ iminā kāraṇena imasmiṃ loke sīlameva uttamaṃ sīlaṃ pamukhanti sanniṭṭhānaṃ gato imassa panāhaṃ sīlassa anucchavikaṃ karonto gehe ṭhito kilese paribhuñjanto na sakkhissāmi kātuṃ ajjeva jetavanaṃ gantvā satthu santike pabbajissāmi pabbajjaṃ me dehi devāti rājānaṃ anujānāpetvā jetavanābhimukho pāyāsi. Atha naṃ ñātisuhajjabandhavā sannipatitvā nivāretuṃ asakkontā nivattiṃsu.
So satthu santikaṃ gantvā pabbajjaṃ yācitvā pabbajjañca upasampadañca labhitvā avissaṭṭhakammaṭṭhāno vipassanaṃ vaḍḍhetvā arahattaṃ patvā satthāraṃ upasaṅkamitvā bhante mayhaṃ pabbajjā matthakaṃ pattāti aññaṃ byākāsi. Tassa taṃ aññabyākaraṇaṃ bhikkhusaṅghe pākaṭaṃ jātaṃ. Athekadivasaṃ dhammasabhāyaṃ sannipatitvā bhikkhū āvuso asuko nāma rañño upaṭṭhāko brāhmaṇo attano sīlaṃ vīmaṃsitvā rājānaṃ āpucchitvā pabbajitvā arahatte patiṭṭhitoti tassa guṇaṃ kathayamānā nisīdiṃsu. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva ayameva brāhmaṇo attano Sīlaṃ vīmaṃsitvā pabbajitvā attano patiṭṭhaṃ akāsi pubbepi paṇḍitā attano sīlaṃ vīmaṃsitvā pabbajitvā attano patiṭṭhaṃ kariṃsūti vatvā tehi yācito atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto tassa purohito ahosi dānādhimutto sīlajjhāsayo akhaṇḍapañcasīlo. Rājā sesabrāhmaṇehi atirekataraṃ tassa sammānaṃ karotīti sabbaṃ purimasadisameva. Bodhisatte pana bandhitvā rañño santikaṃ nīyamāne ahiguṇḍikā antaravīthiyaṃ sappaṃ kīḷāpentā naṃ naṅguṭṭhe gaṇhanti gīvāya gaṇhanti gale veṭhenti. Bodhisatto te disvā mā tātā etaṃ sappaṃ naṅguṭṭhe gaṇhatha mā gīvāyaṃ gaṇhatha mā gale veṭhetha ayañhi te ḍaṃsitvāva jīvitakkhayaṃ pāpeyyāti āha. Ahiguṇḍikā ayaṃ brāhmaṇa sappo sīlavā ācārasampanno tādiso dussīlo na hoti tvaṃ pana attano dussīlatāya anācāro rājakuṭumba- vilumpakacoroti bandhitvā niyyāsīti āhaṃsu. So cintesi sappāpi tāva aḍaṃsantā aviheṭhentā sīlavantoti nāmaṃ labhanti kimaṅgaṃ pana manussabhūtā sīlameva imasmiṃ loke uttamaṃ nāma natthi tato uttaritaranti. Atha naṃ netvā rañño dassesuṃ. Rājā kiṃ idaṃ tātāti pucchi. Rājakuṭumbavilumpakacoro devāti. Tenahissa rājāṇaṃ karothāti. Brāhmaṇo nāhaṃ mahārāja coroti āha. Atha kasmā kahāpaṇe aggahesīti ca vutte purimanayeneva sabbaṃ Ārocento svāhaṃ iminā kāraṇena imasmiṃ loke sīlameva uttamaṃ sīlaṃ pāmokkhanti sanniṭṭhānaṃ gatoti vatvā tiṭṭhatu tāva idaṃ āsīvisopi tāva aḍaṃsanto aviheṭhento sīlavāti vattabbataṃ labhati imināpi kāraṇena sīlameva uttamaṃ sīlaṃ pavaranti sīlaṃ vaṇṇento imaṃ gāthamāha
sīlaṃ kireva kalyāṇaṃ sīlaṃ loke anuttaraṃ
passa ghoraviso nāgo sīlavāti na haññatīti.
Tattha sīlaṃ kirevāti kāyavācācittehi avītikkamanasaṅkhātaṃ ācārasīlameva. Kireti anussavavasena vadati. Kalyāṇanti sundaraṃ pavaraṃ. Anuttaranti jeṭṭhakaṃ sabbaguṇadāyakaṃ. Passāti attanā diṭṭhakāraṇaṃ abhimukhaṃ karonto kathesi. Sīlavāti na haññatīti ghoravisopi samāno aḍaṃsanaaviheṭhanamattakena sīlavāti pasaṃsaṃ labhati na haññati na vihaññatīti imināpi kāraṇena sīlameva uttamanti.
Evaṃ bodhisatto imāya gāthāya rañño dhammaṃ desetvā kāme pahāya isipabbajjaṃ pabbajitvā himavantaṃ pavisitvā pañcābhiññā ca aṭṭha samāpattiyo ca nibbattetvā brahmalokaparāyano ahosi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā rājā ānando ahosi parisā buddhaparisā purohito pana ahamevāti.
Sīlavīmaṃsanajātakaṃ chaṭṭhaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗