สรัมภชาดก
ว่าด้วยการพูดดี-พูดชั่ว
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๘ · บรรทัด ๕๘๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยพระนครสาวัตถี ประทับอยู่ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภโอมสวาทสิกขาบท ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กลฺยาณเมว มุญฺเจยฺย ดังนี้. แม้เรื่องทั้งสอง ก็เป็นเช่นเดียวกับเรื่องที่กล่าวไว้แล้วในนันทวิสาลชาดก ในหนหลัง. (แปลกแต่ว่า) ในชาดกนี้ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นโคทรงกำลัง ชื่อ สารัมภะ ของพราหมณ์ผู้หนึ่ง ในพระนครตักกสิลา. พระศาสดาตรัสเรื่องในอดีตนี้แล้วครั้นตรัสรู้พระสัมโพธิญาณแล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :" พึงเปล่งแต่วาจาดี เท่านั้น ไม่พึงเปล่งวาจาชั่วเลย การเปล่งวาจาดีสำเร็จประโยชน์ได้เปล่งวาจาชั่ว ย่อมเดือดร้อน " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กลฺยาณเมว มุญฺเจยฺย ความว่าบุคคลพึงเปล่ง คือพึงแถลงได้แก่ พึงกล่าวถ้อยคำที่พ้นจากโทษ ๔ชื่อว่า ถ้อยคำดีงาม คือไม่มีโทษเท่านั้น. บทว่า น หิ มุญฺเจยฺย ปาปิกํ ความว่า ไม่พึงเปล่งคำชั่วคือคำลามก ได้แก่คำอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนอื่น ๆ. บทว่า โมกฺโข กลฺยาณิยา สาธุ ความว่า การเปล่งวาจาดีเท่านั้น ยังประโยชน์ให้สำเร็จ คือเป็นความดีงาม เป็นความเจริญในโลกนี้. บทว่า มุตฺวา ตปฺปติ ปาปิกํ ความว่า ครั้นเปล่ง คือแถลงได้แก่กล่าวคำชั่ว คือคำหยาบแล้ว บุคคลนั้นย่อมเดือดร้อน คือเศร้าโศก ลำบาก. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ด้วยประการฉะนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พราหมณ์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นอานนท์พราหมณีได้เป็นอุบลวรรณา ส่วนโคสารัมภะ ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสารัมภชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๑๐–๓๑๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
8. Sārambhajātakaṃ
kalyāṇameva muñceyyāti idaṃ satthā sāvatthiṃ upanissāya jetavane viharanto omasavādasikkhāpadaṃ ārabbha kathesi. Dvepi vatthūni heṭṭhā nandivisālajātake vuttasadisāneva. Imasmiṃ pana jātake bodhisatto gandhāraraṭṭhe takkasilāyaṃ aññatarassa brāhmaṇassa sārambho nāma balibaddo ahosi. Satthā idaṃ atītavatthuṃ kathetvā Abhisambuddho hutvā imaṃ gāthamāha
kalyāṇameva muñceyya na hi muñceyya pāpikaṃ
mokkho kalyāṇiyā sādhu mutvā tapati pāpikanti.
Tattha kalyāṇameva muñceyyāti catuddosavinimuttaṃ kalyāṇaṃ sundaraṃ anavajjameva muñceyya vissajjeyya katheyya. Na hi muñceyya pāpikanti pāpikaṃ lāmakaṃ paresaṃ appiyaṃ amanāpaṃ na muñceyya. Mokkho kalyāṇiyā sādhūti kalyāṇavācāya vissajjanameva imasmiṃ loke sādhu sundaraṃ bhaddakaṃ. Mutvā tapati pāpikanti pāpikaṃ pharusavācaṃ muñcitvā vissajjetvā kathetvā so puggalo tapati socati kilamatīti.
Evaṃ satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā brāhmaṇo ānando ahosi brāhmaṇī uppalavaṇṇā sārambho pana ahamevāti.
Sārambhajātakaṃ aṭṭhamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗