กุหกชาดก
ว่าด้วยพูดดีได้เงินได้ทอง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๙ · บรรทัด ๕๘๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุผู้มักหลอกลวงรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า วาจาว กิร เต อาสิ ดังนี้. เรื่องการหลอกลวง จักปรากฏแจ้งในอุททาลชาดก. ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี ชฎิลโกงผู้หนึ่งเป็นดาบสหลอกลวง อาศัยอยู่ในหมู่บ้านตำบลหนึ่ง กุฎุมพีคนหนึ่ง ช่วยสร้างศาลาในป่าให้ดาบสนั้นให้ดาบสอยู่ในบรรณศาลา ปรนนิบัติด้วยอาหารอันประณีตในเรือนของตน เขาเชื่อดาบสโกงนั้นว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้มีศีลนำเอาทองพันแท่งไปยังศาลาของดาบส ฝังไว้ในแผ่นดิน เพราะกลัวโจร กล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ พระคุณเจ้าพึงดูแลทองนี้ด้วย. ครั้งนั้น ดาบสกล่าวกะเขาว่า คุณ ! การพูดแบบนี้แก่พวกที่ได้นามว่า บรรพชิตไม่สมควรเลย ขึ้นชื่อว่า ความโลภในสิ่งของของผู้อื่น ของพวกเราไม่มีเลย เขากล่าวว่า ดีละ พระคุณเจ้าผู้เจริญ เชื่อถ้อยคำของดาบส แล้วหลีกไป ดาบสชั่วคิดว่าเราอาจเลี้ยงชีพด้วยทรัพย์มีประมาณเท่านี้ได้ ล่วงไปได้สอง-สามวัน ก็ยักเอาทองนั้นไปไว้ ณ ที่หนึ่งระหว่างทาง ย้อนมาเข้าไปยังบรรณศาลา พอวันรุ่งขึ้น ทำภัตกิจในเรือนของกุฎุมพีแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ พวกเราอาศัยท่านอยู่นานแล้ว ความพัวพันกันกับพวกมนุษย์ย่อมมี ก็ธรรมดาว่า ความพัวพันเป็นมลทินของบรรพชิต เพราะฉะนั้นอาตมาจะขอลาไป แม้กุฏุมพีจะอ้อนวอนแล้ว ๆ เล่า ๆ ก็ไม่ปรารถนาจะกลับ ครั้งนั้นกุฎุมพีจึงกล่าวกะดาบสว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็นิมนต์ไปเถิด พระคุณเจ้าข้า ดังนี้แล้ว ตามไปส่งจนถึงประตูบ้านแล้วจึงกลับ ดาบสเดินไปได้หน่อยหนึ่ง คิดว่า เราควรจะลวงกุฎุมพีนี้ ก็เอาหญ้าวางไว้ระหว่างชฎา ย้อนกลับไป กุฏุมพีถามว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญพระคุณเจ้ากลับมาทำไม ขอรับ ? ตอบว่า ผู้มีอายุ หญ้าเส้นหนึ่ง เกี่ยวชฎาของฉันไป จากชายคาเรือนของพวกท่าน ขึ้นชื่อว่า อทินนาทาน ไม่สมควรแก่บรรพชิต อาตมาจึงรีบนำมันกลับมา กุฎุมพีกล่าวว่า จงทิ้งมันเสีย แล้วนิมนต์ไปเถิดครับเสื่อมใสว่า พระดาบสไม่ถือเอาสิ่งของ ๆ ผู้อื่น ซึ่งแม้เพียงเส้นหญ้า โอ พระคุณเจ้าของเรา เคร่งครัดจริง ดังนี้กราบแล้วส่งพระดาบสไป. ก็ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ ไปยังชนบทชายแดนเพื่อต้องการสิ่งของ อาศัยพักแรมในบ้านกุฎุมพี ท่านฟังคำของดาบสแล้วคิดว่า ดาบสร้ายผู้นี้ จักต้องถือเอาอะไร ๆ ของกุฎุมพีนี้ไปเป็นแน่ จึงถามกุฎุมพีว่า ก่อนสหาย ท่านได้ฝากฝังอะไร ๆไว้ในสำนักของดาบสนั้น มีหรือไม่ ? กุฎุมพีตอบว่า มีอยู่สหายเราฝากฝังทองไว้ ๑๐๐ แท่ง. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงรีบไปตรวจตราดูทองนั้นเถิด เขาไปบรรณศาลาไม่เห็นทองนั้น รีบกลับมาบอกว่า ทองไม่มี สหาย. พระโพธิสัตว์บอกว่าทองของท่านผู้อื่นไม่ได้เอาไปดอก ดาบสร้ายนั้นคนเดียวเอาไปมาเถิด เรามาช่วยกันติดตามจับดาบสนั้น แล้วรีบตามไป จับดาบสโกงได้ ทุบบ้าง เตะบ้าง ให้นำเอาทองมาคืน แล้วจับไว้. พระโพธิสัตว์เห็นทองแล้วกล่าวว่า ดาบสนี่ขโมยทอง ๑๐๐ แท่งยังไม่ข้องใจ ไพล่มาข้องใจในเรื่องเพียงเส้นหญ้า เมื่อจะติเตียนดาบสนั้น กล่าวคาถานี้ ความว่า :" น้อยหรือถ้อยคำของเจ้า ช่างสละสลวยพูดจาน่านับถือจริง ๆ เจ้าข้องใจในวัตถุเพียงเส้นหญ้า แต่เมื่อขโมยทองร้อยแท่งไป ไม่ต้องใจ
เลยนะ " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาจาว กิร เต อาสิ สณฺหา สขิลภาณิโน ความว่า เมื่อท่านกล่าวคำอ่อนหวานน่านับถืออยู่อย่างนี้ว่า การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แม้เพียงเส้นหญ้าก็ไม่ควรแก่พวกบรรพชิต ดังนี้ ถ้อยคำของท่านนั้นอ่อนหวานน้อยอยู่เมื่อไร อธิบายว่า คำพูดของท่านนั้น เกลี้ยงเกลาแท้ ๆ. บทว่า ติณมตฺเต อสชฺชิตฺโถ ความว่า ดูก่อนชฎิลโกงท่านทำความรำคาญ (เคร่ง) ในเส้นหญ้าเส้นเดียว ดูติดใจข้องใจเกาะเกี่ยวเสียจริง ๆ แต่เมื่อท่านขโมยทอง ๑๐๐ แท่งนี้ ช่างไม่ติดใจ ช่างหมดข้อข้องใจเลยทีเดียว. พระโพธิสัตว์ ครั้นติเตียนดาบสนั้น ด้วยประการฉะนี้แล้วก็ให้โอวาทแก่ดาบสว่า ดูก่อนชฎิลโกง ท่านอย่าได้ทำกรรมเห็นปานนี้ ต่อไปอีก ดังนี้แล้ว ก็ไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่ภิกษุนี้เป็นผู้หลอกลวงแม้ในกาลก่อน ก็ได้เป็นผู้หลอกลวงแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้วทรงประชุมชาดกว่า ดาบสโกงในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุหลอกลวงในครั้งนี้ ส่วนบุรุษผู้เป็นบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากุหกชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๑๒–๓๑๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๙. กุหกชาตกํ
วาจาว กิร เต อาสีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ กุหกํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ กุหนวตฺถุ อุทฺทาลชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต เอกํ คามกํ อุปนิสฺสาย เอโก กูฏขฏิโล กุหกตาปโส วสติ ฯ เอโก กุฏุมฺพิโก ตสฺส อรญฺเญ ปณฺณสาลํ กาเรตฺวา ตตฺถ นํ วาเสนฺโต อตฺตโน เคเห ปณีตาหาเรน ปฏิชคฺคติ ฯ โส ตํ กูฏชฏิลํ สีลวา เอโสติ สทฺทหิตฺวา โจรภเยน สุวณฺณนิกฺขสตํ ตสฺส ปณฺณสาลํ เนตฺวา ภูมิคตํ กตฺวา อิมํ โอโลเกยฺยาสิ ภนฺเตติ อาห ฯ อถ นํ ตาปโส ปพฺพชิตานํ นาม อาวุโส เอวรูปํ กเถตุํ น วฏฺฏติ อมฺหากํ ปรสนฺตเก โลโภ นาม นตฺถีติ อาห ฯ โส สาธุ ภนฺเตติ ตสฺส วจนํ สทฺทหิตฺวา ปกฺกามิ ฯ ทุฏฺฐตาปโส สกฺกา เอตฺตเกน ชีวิตุนฺติ กติปาหํ อติกฺกมิตฺวา ตํ สุวณฺณํ คเหตฺวา อนฺตรามคฺเค เอกสฺมึ ฐาเน ฐเปตฺวา อาคนฺตฺวา ปณฺณสาลเมว ปวิสิตฺวา ปุนทิวเส ตสฺส เคเห ภตฺตกิจฺจํ กตฺวา เอวมาห อาวุโส มยํ ตุมฺเห นิสฺสาย จิรํ วสิมฺหา อติจิรญฺหิ เอกสฺมึ ฐาเน วสนฺตานํ มนุสฺเสหิ สทฺธึ สํสคฺโค โหติ สํสคฺโค จ นาม ปพฺพชิตานํ มลํ ตสฺมา คจฺฉามหนฺติ วตฺวา เตน ปุนปฺปุนํ ยาจิยมาโนปิ นิวตฺติตุํ น อิจฺฉิ ฯ อถ นํ โส เอวํ สนฺเต คจฺฉถ ภนฺเตติ ยาว คามทฺวารํ อนุคนฺตฺวา นิวตฺติ ฯ ตาปโส โถกํ คนฺตฺวา อิมํ กุฏุมฺพิกํ มยา วญฺเจตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา ชฏานํ อนฺตเร ติณํ ฐเปตฺวา ปฏินิวตฺติ ฯ กุฏุมฺพิโก กึ ภนฺเต นิวตฺติตฺถาติ ปุจฺฉิ ฯ อาวุโส ตุมฺหากํ เคหจฺฉทนโต เม ชฏาสุ เอกํ ติณํ ลคฺคํ อทินฺนาทานนฺนาม ปพฺพชิตานํ น วฏฺฏติ ตํ อาทาย อาคโตมฺหีติ ฯ กุฏุมฺพิโก ฉฑฺเฑตฺวา คจฺฉถ ภนฺเตติ วตฺวา ติณสลากํปิ นาม ปรสนฺตกํ น คณฺหาติ อโห กุกฺกุจฺจโก เม อยฺโยติ ปสีทิตฺวา วนฺทิตฺวา อุยฺโยเชสิ ฯ
ตทา ปน โพธิสตฺเตน ภณฺฑตฺถาย ปจฺจนฺตํ คจฺฉนฺเตน ตสฺมึ นิเวสเน นิวาโส คหิโต โหติ ฯ โส ตาปสสฺส วจนํ สุตฺวา อทฺธา อิมินา ทุฏฺฐตาปเสน อิมสฺส กิญฺจิ คหิตํ ภวิสฺสตีติ กุฏุมฺพิกํ ปุจฺฉิ อตฺถิ ปน เต สมฺม กิญฺจิ เอตสฺส ตาปสสฺส สนฺติเก นิกฺขิตฺตนฺติ ฯ อตฺถิ สมฺม สุวณฺณนิกฺขสตนฺติ ฯ เตนหิ คจฺฉ ตํ อุปธาเรหีติ ฯ โส ตํ ปณฺณสาลํ คนฺตฺวา ตํ อทิสฺวา เวเคนาคนฺตฺวา นตฺถิ สมฺมาติ อาห ฯ น เต สุวณฺณํ อญฺเญน คหิตํ เตเนว กูฏตาปเสน คหิตํ เอหิ ตํ อนุพนฺธิตฺวา คณฺหามาติ เวเคน คนฺตฺวา กูฏตาปสํ คณฺหิตฺวา หตฺเถหิ จ ปาเทหิ จ โปเถตฺวา สุวณฺณํ อาหราเปตฺวา คณฺหึสุ ฯ โพธิสตฺโต สุวณฺณํ ทิสฺวา นิกฺขสตํ นาม หรมาโน อสชฺชิตฺวา ติณมตฺเต สตฺโตสีติ วตฺวา ตํ ครหนฺโต อิมํ คาถมาห
วาจาว กิร เต อาสิ สณฺหา สขิลภาณิโน
ติณมตฺเต อสชฺชิตฺโถ โน จ นิกฺขสตํ หรนฺติ ฯ
ตตฺถ วาจาว กิร เต อาสิ สณฺหา สขิลภาณิโนติ ปพฺพชิตานํ ติณมตฺตมฺปิ อทินฺนํ อาทาตุํ น วฏฺฏตีติ เอวํ สขิลํ มุทุวจนํ วทนฺตสฺส วาจาเอว กิร เต สณฺหา อาสิ วจนเมว มฏฺฐา อโหสีติ อตฺโถ ฯ ติณมตฺเต อสชฺชิตฺโถติ กูฏชฏิล เอกิสฺสา ติณสลากาย กุกฺกุจฺจํ กุรุมาโน ตฺวํ สตฺโต อาสตฺโต ลคฺโค อโหสิ ฯ โน จ นิกฺขสตํ หรนฺติ อิมํ ปน นิกฺขสตํ หรนฺโต อสตฺโต นิลฺลคฺโคว ชาโตสีติ ฯ
เอวํ โพธิสตฺโต ตํ ครหิตฺวา ปนสฺส มา ปุน กูฏชฏิล เอวรูปมกาสีติ โอวาทํ ทตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนเวส ภิกฺขุ กุหโก ปุพฺเพปิ กุหโกเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กูฏตาปโส กุหโก ภิกฺขุ อโหสิ ปณฺฑิตปุริโส ปน อหเมวาติ ฯ
กุหกชาตกํ นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗