ลิตตชาดก
ว่าด้วยลูกสกาอาบยาพิษ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๑ · บรรทัด ๖๐๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภการบริโภคปัจจัยที่มิได้พิจารณา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ลิตฺตํ ปรเมน เตชสา ดังนี้. ได้ยินมาว่า ในกาลนั้น พวกภิกษุได้ปัจจัยมีจีวรเป็นต้นโดยมากไม่ได้พิจารณา แล้วบริโภค ภิกษุเหล่านั้นผู้ไม่ได้พิจารณาปัจจัย ๔ แล้วบริโภค โดยมากจะไม่พ้นจากนรกและกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน. พระศาสดาทรงทราบเหตุนั้น ตรัสธรรมกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยปริยายเป็นอันมาก ตรัสถึงโทษในการไม่พิจารณาปัจจัยแล้วใช้สอย ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมดาภิกษุได้รับปัจจัย ๔ แล้ว ไม่พิจารณาบริโภคไม่ควรเลยเพราะฉะนั้น จำเดิมแต่นี้ พวกเธอต้องพิจารณาแล้วจึงค่อยบริโภคเมื่อทรงแสดงวิธีพิจารณา ทรงวางแบบแผนไว้ โดยนัยมีอาทิว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่งภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณา โดยแยบคายแล้ว จึงใช้สอยจีวร ฯลฯ เพื่อต้องการปกปิดอวัยวะที่น่าละอายแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การพิจารณาปัจจัย ๔ อย่างนี้แล้วบริโภค ย่อมสมควร ขึ้นชื่อว่าการไม่พิจารณาแล้วบริโภคเป็นเช่นกับบริโภคยาพิษที่ร้ายแรงยิ่งใหญ่ ด้วยว่าคนในครั้งก่อนไม่พิจารณา ไม่รู้โทษ บริโภคยาพิษ ผลที่สุดต้องเสวยทุกข์ใหญ่หลวง ดังนี้แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลมีโภคะมาก ตระกูลหนึ่ง เจริญวัยแล้วเป็นนักเลงสกา ครั้นเวลาต่อมามีนักเลงสกาโกงอีกคนหนึ่ง เล่นกับพระโพธิสัตว์ เมื่อตนเป็นฝ่ายชนะก็ไม่ทำลายสนามเล่น แต่ในเวลาแพ้ ก็เอาลูกสกาใส่เสียในปากกล่าวว่า ลูกสกาหายเสียแล้ว พาลเลิกหลีกไป. พระโพธิสัตว์ทราบเหตุของเขา คิดว่า ช่างเถิด เราจักหาอุบายแก้เผ็ดในเรื่องนี้ดังนี้แล้ว รวบเอาลูกสกาไป ย้อมด้วยยาพิษอย่างแรงในเรือนของตน แล้วตากให้แห้ง บ่อย ๆ ครั้ง แล้วนำเอาลูกสกาเหล่านั้นไปสู่สำนักของเขา กล่าวว่า มาเถิดเพื่อน เราเล่นสกากันเถิด. เขารับคำว่า ดีละเพื่อน จัดแจงสนามเล่น เล่นกับพระโพธิสัตว์เรื่อยไป พอเวลาตนแพ้ ก็เอาลูกสกาลูกหนึ่งใส่ปากเสีย ครั้นพระโพธิสัตว์เห็นเขาทำอย่างนั้น เพื่อจะท้วงว่า กลืนเข้าไปเถิดภายหลังเจ้าจักรู้ว่า นี้มันชื่อนี้ จึงกล่าวคาถานี้ ความว่า "บุรุษกลืนลูกสกาอันเคลือบด้วยยาพิษ
อย่างแรง ยังไม่รู้ตัว ดูก่อนเจ้าคนร้าย เจ้านักเลง ชั่ว จงกลืนเถิด จงกลืนกินเข้าไปเถิด ภายหลัง
ผลร้ายจักมีแก่เจ้า" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลิตฺตํ ความว่า ลูกสกาที่เคลือบไว้แล้ว ย้อมไว้แล้ว. บทว่า ปรเมน เตชสา ความว่า ด้วยยาพิษอันร้ายแรงสมบูรณ์ด้วยฤทธิ์เดชอันสูง. บทว่า คิลํ แปลว่า กลืน. บทว่า อกฺขํ แปลว่า ลูกสกา. บทว่า น พุชฺฌติ ความว่า ไม่รู้ตัวว่าเมื่อเรากลืนลูกสกานี้อยู่ ชื่อว่าต้องกระทำกรรมนี้. บทว่า คิล เร ความว่า กลืนเถิดเจ้าคนร้าย. พระโพธิสัตว์กล่าวย้ำซ้ำเตือนอีกว่า คิล จงกลืน. บทว่า ปุจฺฉา เต กฏุกํ ภวิสฺสติ ความว่า เมื่อเจ้ากลืนลูกสกานี้ไปแล้ว ภายหลังพิษอันร้ายแรงจักมี. ขณะเมื่อพระโพธิสัตว์กำลังพูดอยู่นั่นแหละ เขาสลบไปแล้วด้วยกำลังของยาพิษ นัยน์ตากลับ คอตก ล้มฟาดลง พระโพธิสัตว์คิดว่า ควรจะให้ชีวิตเป็นทานแม้แก่เขา จึงให้ยาสำรอกที่ปรุงด้วยโอสถจนสำรอกออกมา และให้กินเนยใส น้ำอ้อย น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด เป็นต้น ทำให้หายโรค แล้วสั่งสอนว่า อย่าได้กระทำกรรมเห็นปานนี้อีก ดังนี้แล้วกระทำบุญมีทานเป็นต้นไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าการไม่พิจารณาแล้วบริโภค ย่อมเป็นเช่นกับการบริโภคยาพิษ อันตนเคยกระทำไว้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า นักเลงผู้เป็นบัณฑิตในกาลนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ส่วนนักเลงโกง จะไม่กล่าวถึงในเรื่องนี้ เหมือนอย่างผู้ใดไม่ปรากฏในกาลนี้ ผู้นั้นก็ไม่กล่าวถึงในเรื่องทั้งปวง ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาลิตตชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๒๑–๓๒๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๑๐. ลิตฺตวคฺควณฺณนา
๑. ลิตฺตชาตกํ
ลิตฺตํ ปรเมน เตชสาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อปจฺจเวกฺขิตปริโภคํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตสฺมึ กิร กาเล ภิกฺขู จีวราทีนิ ลภิตฺวา เยภุยฺเยน อปจฺจเวกฺขิตฺวา ปริภุญฺชนฺติ ฯ เต จตฺตาโร ปจฺจเย อปจฺจเวกฺขิตฺวา ปริภุญฺชมานา เยภุยฺเยน นิรยติรจฺฉานโยนิโต น มุจฺจนฺติ ฯ สตฺถา ตํ การณํ ญตฺวา ภิกฺขูนํ อเนกปริยาเยน ธมฺมกถํ กเถตฺวา อปจฺจเวกฺขิตปริโภเค อาทีนวํ กเถตฺวา ภิกฺขเว ภิกฺขุนา นาม จตฺตาโร ปจฺจเย ลภิตฺวา อปจฺจเวกฺขิตฺวา ปริภุญฺชิตุํ น วฏฺฏติ ตสฺมา อิโต ปฏฺฐาย ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปริภุญฺเชยฺยาถาติ ปจฺจเวกฺขณวิธึ ทสฺเสนฺโต อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปฏิสงฺขา โยนิโส จีวรํ ปฏิเสวติ ฯเปฯ หิริโกปินปฺปฏิจฺฉาทนตฺถายาติ อาทินา นเยน ตนฺตึ ฐเปตฺวา ภิกฺขเว จตฺตาโร ปจฺจเย เอวํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปริภุญฺชิตุํ วฏฺฏติ อปจฺจเวกฺขิตฺวา ปริโภโค นาม มหาหลาหลวิสปริโภคสทิโส โปราณกา หิ อปจฺจเวกฺขิตฺวา โทสํ อชานิตฺวา วิสํ ปริภุญฺชิตฺวา วิปากนฺเต มหาทุกฺขํ อนุภวึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อญฺญตรสฺมึ มหาโภคกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต อกฺขธุตฺโต อโหสิ ฯ อถาปโร กูฏกฺขธุตฺโต โพธิสตฺเตน สทฺธึ กีฬนฺโต อตฺตโน ชเย วตฺตมาเน เกฬิมณฺฑลํ น ภินฺทติ ปราชยกาเล ปน อกฺขํ มุเข ปกฺขิปิตฺวา อกฺโข นฏฺโฐติ เกฬิมณฺฑลํ ภินฺทิตฺวา ปกฺกามิ ฯ โพธิสตฺโต ตสฺส การณํ ญตฺวา โหตุ ชานิสฺสาเมตฺถ ปฏิรูปนฺติ อกฺเข อาทาย อตฺตโน ฆเร หลาหลวิเสน รญฺชิตฺวา ปุนปฺปุนํ สุกฺขาเปตฺวา เต อาทาย ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา เอหิ สมฺม อกฺเขหิ กีฬามาติ อาห ฯ โส สาธุ สมฺมาติ เกฬิมณฺฑลํ สชฺชิตฺวา เตน สทฺธึ กีฬนฺโต อตฺตโน ปราชยกาเล เอกํ อกฺขํ มุเข ปกฺขิปิ ฯ อถ นํ โพธิสตฺโต ตถากโรนฺตํ ทิสฺวา คิลาหิ ตาว ปจฺฉา อิทนฺนาเมตนฺติ ชานิสฺสสีติ โจเทตุํ อิมํ คาถมาห
ลิตฺตํ ปรเมน เตชสา
คิลมกฺขํ ปุริโส น พุชฺฌติ
คิล เร คิล ปาปธุตฺตก
ปจฺฉา เต กฏุกํ ภวิสฺสตีติ ฯ
ตตฺถ ลิตฺตนฺติ มกฺขิตํ รญฺชิตํ ฯ ปรเมน เตชสาติ อุตฺตเมน เตชสมฺปนฺเนน หลาหลวิเสน ฯ คิลนฺติ คิลนฺโต ฯ อกฺขนฺติ คุฬกํ ฯ น พุชฺฌตีติ อยํ เม คิลโต อิทํ นาม กริสฺสตีติ น ชานาติ ฯ คิล เรติ คิลาหิ อเร ฯ คิลาติ ปุนปิ โจเทนฺโต วทติ ฯ ปจฺฉา เต กฏุกํ ภวิสฺสตีติ อิมสฺมึ เต อกฺเข คลิเต ปจฺฉา เอตํ วิสํ ติขิณํ ภวิสฺสตีติ อตฺโถ ฯ
โส โพธิสตฺตสฺส กเถนฺตสฺเสว วิสเวเคน มุจฺฉิโต อกฺขีนิ ปริวตฺเตตฺวา ขนฺธํ นาเมตฺวา ปติ ฯ โพธิสตฺโต อิทานิสฺสาปิ ชีวิตทานํ ทาตุํ วฏฺฏตีติ โอสธปริภาวิตํ วมนโยคํ ทตฺวา วเมตฺวา สปฺปิผาณิตมธุสกฺขราทโย ตญฺจ ขาทาเปตฺวา อโรคํ กตฺวา ปุน เอวรูปํ มา อกาสีติ โอวทิตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ภิกฺขเว อปจฺจเวกฺขิตปริโภโค นาม กตวิสปริโภคสทิโส โหตีติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ปณฺฑิตธุตฺโต อหเมว อโหสิ ฯ กูฏธุตฺโต ปเนตฺถ น กถียติ ยถา เจตฺถ เอวํ สพฺพตฺถ โย ปน อิมสฺมึ กาเล น ปญฺญายติ โส น กถียเตวาติ ฯ
ลิตฺตชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗