ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาสารชาดก
ชาดกที่ ๙๒ · เอกกนิบาตชาดก · ลิตตวรรค

มหาสารชาดก

ว่าด้วยต้องการคนที่เหมาะกับเหตุการณ์

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๒ · บรรทัด ๖๑๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาสารชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระอานันทเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อุกกฏฺเ สูรมิจฺฉนฺติ ดังนี้. สมัยหนึ่ง เหล่าพระสนมของพระเจ้าโกศลคิดกันว่า ขึ้นชื่อว่า การเสด็จอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า เป็นสภาพหาได้ยากการกลับได้เกิดเป็นมนุษย์ และความเป็นผู้มีอายตนะบริบูรณ์เล่าก็หาได้ยากเหมือนกัน อนึ่งพวกเราแม้จะได้พบความพร้อมมูลแห่งขณะซึ่งหาได้ยากนี้ ก็ไม่ได้เพื่อจะไปสู่พระวิหาร ฟังธรรมหรือกระทำการบูชา หรือให้ทานตามความพอใจของตนได้ ต้องอยู่กันเหมือนถูกเก็บเข้าไว้ในหีบ พวกเราจักกราบทูลพระราชาให้ทรงพระกรุณาโปรดนิมนต์พระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งสมควรแสดงธรรมโปรดพวกเรา จักพากันฟังธรรมในสำนักของท่านข้อใดที่พวกเราต้องศึกษา ก็จักพากันเรียนข้อนั้นจากท่าน พากันบำเพ็ญบุญมีให้ทานเป็นต้น ด้วยประการอย่างนี้ การได้เฉพาะซึ่งขณะนี้ของพวกเรา จักมีผล พระสนมเหล่านั้นแม้ทั้งหมด พากันเข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลเหตุที่คบคิดกัน พระราชาทรงรับสั่งว่าดีแล้ว ครั้นวันหนึ่ง มีพระประสงค์จะทรงเล่นอุทยาน รับสั่งให้เรียกนายอุทยานบาลมาเฝ้า ตรัสว่า เจ้าจงชำระอุทยานนายอุทยานบาล เมื่อจะชำระอุทยาน พบพระศาสดาประทับนั่งณ โคนไม้ต้นหนึ่ง รีบไปสู่ราชสำนัก กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อุทยานสะอาดราบรื่นแล้ว ก็แต่ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ โคนไม้ต้นหนึ่งในอุทยานนั้น พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ดีแล้วสหาย เราจักไปฟังธรรมในสำนักของพระศาสดาเสด็จขึ้นราชรถทรง อันประดับแล้วเสด็จไปสู่พระอุทยาน ได้เสด็จไปสู่สำนักของพระศาสดา. ก็ในสมัยนั้น อุบาสกผู้เป็นพระอนาคามีผู้หนึ่ง ชื่อว่าฉัตตปาณี นั่งฟังธรรมอยู่ในสำนักของพระศาสดา. พระราชาเห็นฉัตตปาณีอุบาสกแล้วเกิดระแวง ประทับหยุดอยู่ครู่หนึ่งแล้วทรงพระดำริว่า ถ้าบุรุษผู้นี้เป็นคนชั่วละก็คงไม่นั่งฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ชะรอยบุรุษผู้นี้จักไม่ใช่คนชั่ว แล้วเสด็จเข้าเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วเสด็จประทับนั่ง ณส่วนข้างหนึ่ง อุบาสกมิได้กระทำการรับเสด็จ หรือการถวายบังคม ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุนั้น พระราชาจึงไม่ทรงพอพระทัยฉัตตปาณีอุบาสก. พระศาสดาทรงทราบความที่พระราชาไม่ทรงพอพระทัยอุบาสก จึงตรัสคุณของอุบาสกว่ามหาบพิตร ผู้นี้เป็นอุบาสก. เป็นพหูสูต คงแก่เรียน ปราศจากความกำหนัดในกาม พระราชาทรงพระดำริว่า พระศาสดาทรงทราบคุณของผู้ใด ต้องเป็นคนไม่ต่ำ จึงตรัสว่า อุบาสกท่านต้องการสิ่งใด ก็ควรบอกได้ อุบาสกรับสนองพระดำรัสว่าดีแล้ว พระเจ้าข้า. พระราชาทรงสดับพระธรรม ในสำนักของพระศาสดาแล้ว ทรงกระทำปทักษิณพระศาสดา แล้วเสด็จกลับไป. วันหนึ่ง พระราชาทรงเปิดพระแกล ประทับยืน ณ ปราสาทชั้นบน ทอดพระเนตรเห็นอุบาสกนั้น บริโภคอาหารเย็นแล้วถือร่มเดินไปสู่พระเชตวัน ก็รับสั่งให้ราชบุรุษไปเชิญมาเฝ้าแล้วตรัสอย่างนี้ว่า อุบาสก ได้ยินว่า ท่านเป็นพหูสูต พวกหญิงของเรา ต้องการจะฟังและต้องการจะเรียนธรรม พึงเป็นการดีหนอ ธรรมดาคฤหัสถ์ทั้งหลาย ไม่เหมาะสมที่จะแสดงธรรมหรือบอกธรรมในพระราชสถานฝ่ายใน เรื่องนั้นเหมาะแก่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายเท่านั้น พระเจ้าข้า. พระราชาทรงพระดำริว่าอุบาสกนี้พูดจริง ทรงส่งท่านไป รับสั่งให้หาพระสนมมาเฝ้ามีพระดำรัสว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เราจะไปสู่สำนักพระศาสดากราบทูลขอภิกษุรูปหนึ่ง เพื่อแสดงธรรมและบอกธรรมแก่พวกเธอในพระมหาสาวกทั้ง ๘๐ องค์ เราจักทูลขอองค์ไหนดี. พระสนมทั้งหมดปรึกษากัน กราบทูลถึงพระอานนทเถระผู้เป็นคลังพระธรรมองค์เดียว พระราชาก็เสด็จไปสู่สำนักพระศาสดา ถวายบังคมแล้วประทับ ณ ส่วนข้างหนึ่ง พลางกราบทูลอย่างนี้ว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกหญิงในวังของหม่อมฉัน ปรารถนาจะฟังและเรียนธรรมในสำนักของพระอานนทเถระ จะพึงเป็นการดีหนอพระเจ้าข้า ถ้าพระเถระพึงแสดงธรรม พึงบอกธรรมในวังของหม่อมฉัน พระศาสดาทรงรับคำว่า ดีแล้ว มหาบพิตรแล้วตรัสสั่งพระเถระเจ้า จำเดิมแต่นั้นพระสนมของพระราชาก็พากันฟังและเรียนธรรมในสำนักของพระเถระเจ้า. ภายหลังวันหนึ่ง พระจุฬามณีของพระราชาหายไป. พระราชาทรงทราบความที่พระจุฬามณีนั้นหายไป ทรงบังคับพวกอำมาตย์ว่า พวกเจ้าจงจับมนุษย์ผู้รับใช้ภายในทั้งหมด บังคับให้นำจุฬามณีคืนมาให้ได้ พวกอำมาตย์สืบถามพระจุฬามณีตั้งต้นแต่มาตุคาม ก็ไม่ได้ความ ทำให้มหาชนพากันลำบาก ในวันนั้น พระอานันทเถระเจ้าเข้าสู่พระราชวัง พวกพระสนมเหล่านั้น ก่อน ๆ พอเห็นพระเถระเจ้าเท่านั้น ก็พากันร่าเริงยินดีตั้งใจฟัง ตั้งใจเรียนธรรม หาได้กระทำอย่างนั้นไม่ ทุก ๆ คนได้พากันโทมนัสไปทั่วหน้า ครั้นพระเถระถามว่า เหตุไรพวกเธอจึงพากันเป็นเช่นนี้ ในวันนี้ ก็พากันกราบเรียนอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ พวกอำมาตย์กล่าวว่า พวกเราจักค้นหาพระจุฬามณีของพระราชา พากันจับพวกมาตุคามไว้ ทำให้คนใช้สอยข้างในลำบากไปตาม ๆ กัน พวกดิฉันก็ไม่ทราบว่าใครจักเป็นอย่างไร ? เหตุนั้น พวกดิฉันจึงพากันกลุ้มใจเจ้าค่ะพระเถระกล่าวปลอบพวกนางว่า อย่าคิดมากไปเลย ดังนี้แล้วไปสู่สำนักพระราชา นั่งเหนืออาสนะที่จัดไว้ ถวายพระพรถามว่ามหาบพิตร ได้ทราบว่า แก้วมณีของมหาบพิตรหายไปหรือ ? พระราชารับสั่งว่า ขอรับ พระคุณเจ้าผู้เจริญ. ถวายพระพรว่า ก็มหาบพิตรไม่ทรงสามารถจะให้ใครนำพาคืนได้หรือ ขอถวายพระพร ? รับสั่งว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าสั่งให้จับคนข้างในทุกคน ถึงจะทำให้ลำบาก ก็ยังไม่อาจให้นำมาได้ ขอรับ. ถวายพระพรว่า มหาบพิตร อุบายที่จะไม่ต้องให้มหาชนลำบาก แล้วให้เขานำมาคืน ยังพอมีอยู่ ขอถวายพระพร. รับสั่งว่า เป็นอย่างไร พระคุณเจ้า ? ถวายพระพรว่า บิณฑทานซิ มหาบพิตร. รับสั่งถามว่า บิณฑทานเป็นอย่างไร ขอรับ ? ถวายพระพรว่า มหาบพิตรมีความสงสัยคนมีประมาณเท่าใด ก็จับคนเหล่านั้นเท่านั้น แล้วให้ฟ่อนฟาง หรือก้อนดินไปคนละฟ่อน หรือคนละก้อน บอกว่า เวลาย่ำรุ่ง ให้นำฟ่อนฟางหรือก้อนดินนี้มาโยนทิ้งไว้ที่ตรงโน้น ผู้ใดเป็นคนเอาไป ผู้นั้นจักซุกจุฬามณีไว้ในฟ่อนฟางหรือก้อนดินนั้น นำมาโยนไว้ ถ้าพากันเอามาโยนให้ในวันแรกทีเดียว นั่นเป็นความดี ผิไม่นำมาโยนให้ ก็พึงกระทำอย่างนั้นแหละต่อไป แม้ในวันที่สองที่สามด้วยวิธีนี้มหาชนจักไม่ต้องพลอยลำบากด้วย จักต้องได้แก้วมณีด้วย ขอถวายพระพร ครั้นถวายพระพรอย่างนี้แล้ว พระเถระเจ้าก็ถวายพระพรลาไป. พระราชาได้รับสั่งให้พระราชทาน โดยนัยที่พระเถระเจ้าถวายพระพรไว้ตลอด ๓ วัน ไม่มีใครนำแก้วมณีมาคืนเลย ในวันที่ ๓ พระเถระเจ้าก็มาถวายพระพรถามว่า มหาบพิตร ใครเอาแก้วมณีมาโยนให้แล้วหรือ ? รับสั่งว่า ยังไม่มีใครนำมาโยนให้เลย ขอรับ. ถวายพระพรว่า ถ้าเช่นนั้น มหาบพิตรจงโปรดรับสั่งให้ตั้งตุ่มใหญ่ไว้ในที่กำบังในท้องพระโรงใหญ่นั่นแหละ ให้ตักน้ำใส่ให้เต็ม ให้วงม่าน แล้วรับสั่งว่า พวกมนุษย์ที่รับใช้ข้างในทุกคนและพวกสตรี จงห่มผ้าเข้าไปในม่านทีละคน ๆ จงล้างมือเสียแล้วออกมา. พระเถระเจ้าถวายพระพรบอกอุบายนี้แล้ว ก็ถวายพระพรลาหลีกไป. พระราชารับสั่งให้กระทำอย่างนั้น. คนที่ขโมยแก้วมณีไป ได้คิดว่า พระเถระเจ้าผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริกมาคุมอธิกรณ์เรื่องนี้ ยังไม่ได้แก้วมณี จักระบุตัวได้ คราวนี้เราควรจะทิ้งแก้วนั้น แล้วถือเอาแก้วซ่อนไว้มิดชิด เข้าไปภายในม่าน ทิ้งไว้ในตุ่มแล้วรีบออก ในเวลาออกกันหมดทุกคนแล้วพวกราชบุรุษเทน้ำทิ้ง ได้เห็นแก้วมณี พระราชาทรงดีพระทัยว่า เราอาศัยพระเถระเจ้า มิต้องให้มหาชนลำบากเลย ได้แก้วมณีแล้ว ถึงพวกมนุษย์ที่เป็นพวกรับใช้ฝ่ายใน ก็พากันยินดีว่าพวกเราพากันอาศัยพระเถระเจ้า พากันพ้นจากทุกข์อันใหญ่หลวงอานุภาพของพระเถระเจ้าที่ว่า พระราชาทรงได้พระจุฬามณีด้วยอานุภาพของพระเถระเจ้า ลือชาปรากฏไปในพระนครทั้งสิ้นและในภิกษุสงฆ์. พวกภิกษุนั่งประชุมกันในธรรมสภา พรรณนาคุณของพระเถระเจ้าว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระอานนทเถระไม่ต้องให้มหาชนลำบาก ใช้อุบายเท่านั้น แสดงแก้วมณีให้พระราชาได้เพราะท่านเป็นพหูสูต เป็นบัณฑิต และเป็นผู้ฉลาดในอุบายพระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า มิใช่อานนท์ผู้เดียวที่แสดงภัณฑะอันตกถึงมือผู้อื่นได้ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนบัณฑิตทั้งหลายมิต้องให้มหาชนลำบากเลย ใช้แต่อุบายเท่านั้น ก็แสดงภัณฑะอันตกถึงมือสัตว์ดิรัจฉานได้ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลอาราธนาทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เรียนจบศิลปศาสตร์ทุกอย่างแล้วได้เป็นอำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์นั้นแหละ อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปสู่พระอุทยาน ด้วยบริวารเป็นอันมากเสด็จเที่ยวไปสู่ละแวกป่า แล้วทรงพระประสงค์จะทรงอุทกกีฬาเสด็จลงสู่สระโบกขรณีอันเป็นมงคล รับสั่งเรียกแม้นางใน. พวกสตรีต่างก็เปลื้องอาภรณ์ มีเครื่องประดับศีรษะและประดับคอ. เป็นต้น ใส่ในผ้าห่มวางไว้บนหลังหีบ มอบให้ทาสีทั้งหลายรับไว้แล้วพากันลงสู่โบกขรณี. ครั้งนั้นนางลิงอยู่ในสวนตัวหนึ่ง นั่งเจ่าเหนือกิ่งไม้ เห็นพระเทวีทรงเปลื้องเครื่องประดับทรงใส่ไว้ในผ้าทรงสพัก แล้วทรงวางไว้หลังพระสมุค นึกอยากจะแต่งสร้อยมุกดาหารของพระนาง นั่งจ้องดูความเผลอเลอของนางทาสีอยู่ฝ่ายนางทาสีผู้เฝ้า ก็มัวนั่งมองดูในที่นั้นอยู่ เลยง่วงหลับไปนางลิงรู้ความที่นางทาสีประมาท โดดลงโดยรวดเร็วปานลมพัดสอดสวมสร้อยมุกดาหารใหญ่ที่คอ แล้วโดดขึ้นรวดเร็วปานลมเหมือนกัน กลับนั่งเหนือกิ่งไม้ กลัวนางลิงตัวอื่น ๆ จะเห็น จึงซุกไว้ที่โพรงไม้แห่งหนึ่ง แสร้งทำเป็นเหมือนสงบเสงี่ยม นั่งเฝ้าเครื่องประดับนั้นไว้ ฝ่ายนางทาสีนั้นเล่า ตื่นขึ้นไม่เห็นมุกดาหารก็ตัวสั่น ครั้นไม่เห็นอุบายอื่น ก็ต้องตะโกนว่า คนแย่งมุกดาหารของพระเทวีหนีไปแล้ว พวกมนุษย์ที่เฝ้าแหน ประชุมกันตามตำแหน่งนั้น ๆ ครั้นได้ยินคำของนาง ก็กราบทูลแด่พระราชาพระราชารับสั่งว่า พวกท่านจงจับโจรให้ได้ พวกราชบุรุษทั้งหลายก็พากันออกจากพระราชอุทยาน กล่าวว่า พวกท่านจงจับโจร จงจับโจร พากันค้นหาทางโน้น ทางนี้. ขณะนั้น บุรุษผู้กระทำพลีกรรมชาวชนบทคนหนึ่ง ได้ยินเสียงนั้น ก็หวั่นหวาดวิ่งหนี พวกราชบุรุษเห็นเข้าก็กวดตามไปว่า คนนี้เป็นโจร จับเขาได้ โบยพลางตวาดพลาง เฮ้ย ไอ้โจรชั่วมึงกล้าลักเครื่องประดับชื่อมหาสารอย่างนี้เทียวนะ เขาคิดว่าถ้าเราจักบอกว่า ฉันไม่ได้เอาไป วันนี้คงไม่รอดชีวิต พวกราชบุรุษคงโบยเราเรื่อยไปจนถึงตาย จำเราต้องรับ เขาจึงบอกว่า นายขอรับ กระผมนำไปเอง ทีนั้นพวกราชบุรุษก็พากันมัดเขานำมาสู่สำนักพระราชา ฝ่ายพระราชาตรัสถามว่า เครื่องประดับมีค่ามาก เจ้าลักไปหรือ ? กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพเป็นความจริงพระเจ้าข้า รับสั่งถามว่า บัดนี้เอาไปไว้ที่ไหน ? บุรุษนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่มีค่ามาก แม้เตียงตั่งข้าพระองค์ก็ไม่เคยเห็น แต่ท่านเศรษฐีบอกให้ข้าพระองค์ลักเครื่องประดับมีค่ามากนั้น ข้าพระองค์จึงลักเอาไป แล้วมอบให้ท่านไป ท่านเศรษฐีนั่นแหละถึงจะรู้ พระราชารับสั่งให้หาท่านเศรษฐีมาเฝ้า รับสั่งถามว่า เครื่องประดับมีค่ามาก ท่านรับเอาจากมือคนนี้ไว้หรือ ? เศรษฐีกราบทูลว่าพระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ รับสั่งถามว่า ท่านเอาไว้ที่ไหนเล่า ? กราบทูลว่า ให้ท่านปุโรหิตไปแล้วพระเจ้าข้ารับสั่งให้เรียกปุโรหิตแม้นั้นมาเฝ้า รับสั่งเช่นนั้นแหละ ถึงท่านปุโรหิตเองก็รับ แล้วกราบทูลว่า ข้าพระองค์ให้แก่คนธรรพ์ไปแล้ว รับสั่งให้เรียกคนธรรพ์มาเฝ้า รับสั่งถามว่า เจ้ารับเอาเครื่องประดับมีค่ามากไปจากมือปุโรหิต หรือ ? กราบทูลว่าพระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ รับสั่งถามว่า เอาไว้ที่ไหน ? กราบทูลว่า ข้าพระองค์ให้แก่นางวัณณทาสีไปแล้วด้วยอำนาจแห่งกิเลส รับสั่งให้เรียกนางวัณณทาสีมาตรัสถามนางกราบทูลว่า กระหม่อมฉันมิได้รับไว้ เมื่อสอบถามคนทั้ง ๕กว่าจะทั่ว ดวงอาทิตย์ก็อัษฎงค์ พระราชารับสั่งว่า บัดนี้มืดค่ำเสียแล้ว เราจักต้องรู้เรื่องในวันพรุ่งนี้ มอบคนทั้ง ๕ เหล่านั้นแก่พวกอำมาตย์ แล้วเสด็จเข้าสู่พระนคร. พระโพธิสัตว์ดำริว่า เครื่องประดับนี้หายในวงภายในส่วนคฤหบดีนี้เป็นคนภายนอก การเฝ้าประตูเล่าก็เข้มแข็ง เหตุนั้นแม้จะเป็นคนอยู่ข้างในลักเครื่องประดับนั้น ก็ไม่อาจหนีรอดเมื่อเป็นเช่นนี้ ลู่ทางที่คนข้างนอกจะลักก็ดี ที่คนรับใช้ในสวนจักลักก็ดี ไม่มีวี่แววเลย คำที่ทุคคตมนุษย์นี้กล่าวว่า ข้าพระองค์ให้เศรษฐีไปแล้ว ต้องเป็นคำกล่าวเพื่อเปลื้องตน ถึงที่เศรษฐีกล่าวว่าให้แก่ปุโรหิตเล่า จักเป็นอันกล่าวเพราะคิดว่า พวกเราต้องร่วมกันสะสาง แม้ที่ท่านปุโรหิตกล่าวว่า ให้คนธรรพ์ไปแล้วก็คงเป็นอันกล่าวเพราะคิดว่า พวกเราต้องอาศัยคนธรรพ์ จักพากันอยู่สบายในเรือนจำ ที่คนธรรพ์พูดว่าให้นางวัณณทาสีไปแล้วก็จักเป็นอันกล่าวเพราะคิดว่า พวกเราจักไม่ต้องนึกกระสันอยู่แม้ทั้ง ๕ คนเหล่านี้ คงไม่ใช่โจรทั้งนั้น ในอุทยานมีลิงเป็นอันมากอันเครื่องประดับคงตกอยู่ในมือนางลิงตัวหนึ่งเป็นแน่ พระโพธิสัตว์จึงเข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร ขอได้โปรดทรงพระกรุณามอบโจรเหล่านั้นแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะชำระเรื่องนั้นเอง พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า ดีแล้วพ่อบัณฑิตเธอจงชำระเถิด แล้วทรงมอบคนเหล่านั้นแก่พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ให้เรียกคนใช้ผู้ชายของตนมา ให้คนทั้ง ๕ ไปอยู่ในที่แห่งเดียวกันทั้งหมด กระทำการควบคุมโดยสงบ สั่งให้แอบฟังว่าพวกนั้นพูดคำใดกันบ้าง เจ้าทั้งหลายจงบอกคำนั้นแก่เรา แล้วหลีกไป พวกคนเหล่านั้น ก็ได้กระทำอย่างนั้นแล้ว.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๒๕–๓๓๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๒ มหาสารชาตกํ

อุกฺกฏฺเฐ สูรมิจฺฉนฺตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อายสฺมนฺตํ อานนฺทตฺเถรํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เอกสฺมึ สมเย โกสลรญฺโญ อิตฺถิโย จินฺตยึสุ พุทฺธุปฺปาโท นาม ทุลฺลโภ ตถา มนุสฺสปฺปฏิลาโภ ปริปุณฺณายตนตา จ มยญฺจ อิมํ ทุลฺลภํ ขณสมวายํ ลภิตฺวาปิ อตฺตโน รุจิยา วิหารํ คนฺตฺวา ธมฺมํ วา โสตุํ ปูชํ วา กาตุํ ทานํ วา ทาตุํ น ลภาม มญฺชุสาย ปกฺขิตฺตา วิย วสาม รญฺโญ กเถตฺวา อมฺหากํ ธมฺมํ กเถตุํ อนุจฺฉวิกํ เอกํ ภิกฺขุํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตสฺส สนฺติเก ธมฺมํ โสสฺสาม ตโต ยํ สิกฺขิสฺสาม ตํ อุคฺคณฺหิสฺสาม ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กริสฺสาม เอวํ โน อยํ ขณปฺปฏิลาโภ สผโล ภวิสฺสตีติ ฯ ตา สพฺพาปิ ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา อตฺตนา จินฺติตํ การณํ กถยึสุ ฯ ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อเถกทิวสํ อุยฺยานกีฬํ กีฬิตุกาโม อุยฺยานปาลํ ปกฺโกสาเปตฺวา อุยฺยานํ โสเธหีติ อาห ฯ อุยฺยานปาโล อุยฺยานํ โสเธนฺโต สตฺถารํ อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล นิสินฺนํ ทิสฺวา รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา สุทฺธํ เทว อุยฺยานํ อปิเจตฺถ อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ภควา นิสินฺโนติ อาห ฯ ราชา สาธุ สมฺม สตฺถุ สนฺติเก ธมฺมํ โสสฺสามาติ อลงฺกตรถํ อภิรุยฺห อุยฺยานํ คนฺตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ

ตสฺมิญฺจ สมเย ฉตฺตปาณิ นาเมโก อนาคามิอุปาสโก สตฺถุ สนฺติเก ธมฺมํ สุณมาโน นิสินฺโน โหติ ฯ ราชา ตํ ทิสฺวา อาสงฺกมาโน มุหุตฺตํ ฐตฺวา ปุน สจายํ ปาปโก ภเวยฺย น สตฺถุ สนฺติเก นิสีทิตฺวา ธมฺมํ สุเณยฺย อปาปเกน อิมินา ภวิตพฺพนฺติ จินฺเตตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ อุปาสโก พุทฺธคารเวน รญฺโญ ปจฺจุฏฺฐานํ วา วนฺทนํ วา น อกาสิ ฯ เตนสฺส ราชา อนตฺตมโน อโหสิ ฯ สตฺถา ตสฺส อนตฺตมนภาวํ ญตฺวา อุปาสกสฺส คุณํ กเถสิ อยํ มหาราช อุปาสโก พหุสฺสุโต อาคตาคโม กาเม วีตราโคติ ฯ ราชา น อิมินา โอรเกน ภวิตพฺพํ ยสฺส สตฺถา คุณํ วณฺเณตีติ จินฺเตตฺวา อุปาสก วเทยฺยาสิ เยน เต อตฺโถติ อาห ฯ อุปาสโก สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ ราชา สตฺถุ สนฺติเก ธมฺมํ สุตฺวา สตฺถารํ ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ

โส เอกทิวสํ อุปริปฺปาสาเท มหาวาตปานํ วิวริตฺวา ฐิโต ตํ อุปาสกํ ภุตฺตปาตราสํ ฉตฺตมาทาย เชตวนํ คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา ปกฺโกสาเปตฺวา เอวมาห ตฺวํ กิร อุปาสก พหุสฺสุโต อมฺหากญฺจ อิตฺถิโย ธมฺมํ โสตุกามา เจว อุคฺคเหตุกามา จ สาธุ วตสฺส สเจ ตาสํ ธมฺมํ วาเจยฺยาสีติ ฯ คิหีนํ นาม ราชนฺเตปุเร ธมฺมํ เทเสตุํ วา วาเจตุํ วา น ปฏิรูปํ เอตํ อยฺยานเมว ปฏิรูปนฺติ ฯ ราชา สจฺจํ เอส วทตีติ ตํ อุยฺโยเชตฺวา อิตฺถิโย ปกฺโกสาเปตฺวา ภทฺเท อหํ ตุมฺหากํ ธมฺมํ เทสนตฺถาย จ ธมฺมํ วาจนตฺถาย จ สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา เอกํ ภิกฺขุํ ยาจิสฺสามิ อสีติยา มหาสาวเกสุ กตรํ ยาจิสฺสามีติ อาห ฯ ตา สพฺพา มนฺเตตฺวา ธมฺมภณฺฑาคาริกํ อานนฺทตฺเถรเมว อาโรเจสุํ ฯ ราชา สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน เอวมาห ภนฺเต อมฺหากํ เคเห อิตฺถิโย อานนฺทตฺเถรสฺส สนฺติเก ธมฺมํ โสตุญฺจ อุคฺคเหตุญฺจ อิจฺฉนฺติ สาธุ วตสฺส สเจ เถโร อมฺหากํ เคเห ธมฺมํ เทเสยฺย เจว วาเจยฺย จาติ ฯ สตฺถา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา เถรํ อาณาเปสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย รญฺโญ อิตฺถิโย เถรสฺส สนฺติเก ธมฺมํ สุณนฺติ เจว อุคฺคณฺหนฺติ จ ฯ

อเถกทิวสํ รญฺโญ จูฬามณิ นฏฺโฐ ฯ ราชา ตสฺส นฏฺฐภาวํ สุตฺวา อมจฺเจ อาณาเปสิ สพฺเพ อนฺโตวลญฺชนกมนุสฺเส คเหตฺวา จูฬามณึ อาหราเปถาติ ฯ อมจฺจา มาตุคาเม อาทึ กตฺวา จูฬามณึ ปริปุจฺฉนฺตา อทิสฺวา มหาชนํ กิลเมนฺติ ฯ ตํ ทิวสํ อานนฺทตฺเถโร ราชนิเวสนํ ปวิฏฺโฐ ฯ ยถา ตา อิตฺถิโย ปุพฺเพ เถรํ ทิสฺวาว หฏฺฐตุฏฺฐา ธมฺมํ สุณนฺติ เจว คณฺหนฺติ จ ตถา อกตฺวา สพฺพา โทมนสฺสปฺปตฺตาว อเหสุํ ตโต เถเรน กสฺมา ตุมฺเห อชฺช เอวรูปา ชาตาติ ปุจฺฉิตา เอวมาหํสุ ภนฺเต รญฺโญ จูฬามณึ ปริเยสิสฺสามาติ อมจฺจา มาตุคาเม อุปาทาย อนฺโตวลญฺชนเก กิลเมนฺติ น ชานาม กสฺส กึ ภวิสฺสตีติ เตนมฺหา โทมนสฺสปฺปตฺตาติ ฯ เถโร มา จินฺเตถาติ ตา สมสฺสาเสตฺวา รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิตฺวา มณิ กิร เต มหาราช นฏฺโฐติ ปุจฺฉิ ฯ อาม ภนฺเตติ ฯ อสกฺขิ ปน ตํ อาหราเปตุนฺติ ฯ ภนฺเต สพฺพํ อนฺโตชนํ คเหตฺวา กิลเมนฺโตปิ น สกฺโกมิ อาหราเปตุนฺติ ฯ มหาราช มหาชนํ อกิลเมตฺวาว อาหรณุปาโย อตฺถีติ ฯ กตโร ภนฺเตติ ฯ ปิณฺฑทานํ มหาราชาติ ฯ กตรํ ปิณฺฑทานํ ภนฺเตติ ฯ มหาราช ยตฺตเกสุ อาสงฺกา อตฺถิ เต คเหตฺวา เอเกกสฺส เอเกกํ ปลาสปิณฺฑํ วา มตฺติกาปิณฺฑํ วา ทตฺวา อิมํ ปจฺจูสกาเล อาหริตฺวา อสุกฏฺฐาเน นาม ปาเตถาติ วตฺตพฺพํ เยน คหิโต ภวิสฺสติ โส ตสฺมึ ปกฺขิปิตฺวา อาหริสฺสติ สเจ ปฐมทิวเสเยว ปาเตนฺติ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ปาเตนฺติ ทุติยทิวเสปิ ตติยทิวเสปิ ตเถว กาตพฺพํ เอวํ มหาชโน จ น กิลมิสฺสติ มณิญฺจ ลภิสฺสสีติ เอวํ วตฺวา เถโร อคมาสิ ฯ ราชา วุตฺตนเยเนว ตโย ทิวเส ทาเปสิ ฯ เนว มณึ อาหรึสุ ฯ เถโร ตติยทิวเส อาคนฺตฺวา กึ มหาราช ปาติโต มณีติ ปุจฺฉิ ฯ น ปาเตนฺติ ภนฺเตติ ฯ เตนหิ มหาราช มหาตลสฺมึเยว ปฏิจฺฉนฺนฏฺฐาเน มหาจาฏึ ฐปาเปตฺวา อุทกสฺส ปูราเปตฺวา สาณีหิ ปริกฺขิปาเปตฺวา สพฺเพ อนฺโตวลญฺชนกมนุสฺสา จ อิตฺถิโย จ อุตฺตราสงฺคํ กตฺวา เอเกโก อนฺโตสาณึ ปวิสิตฺวา หตฺถํ โธวิตฺวา อาคจฺฉตูติ วเทหีติ ฯ เถโร อิมํ อุปายํ อาจิกฺขิตฺวา ปกฺกามิ ฯ ราชา ตถา กาเรติ ฯ มณิโจโร จินฺเตสิ ธมฺมภณฺฑาคาริโก อิมํ อธิกรณํ อาทาย มณึ อทสฺเสตฺวา โอสกฺกิสฺสติ ตํ ปาเตตุํทานิ วฏฺฏตีติ มณึ ปฏิจฺฉนฺนํ กตฺวา อาทาย อนฺโตสาณึ ปวิสิตฺวา จาฏิยํ ปาเตตฺวา นิกฺขมิ ฯ สพฺเพสํ นิกฺขนฺตกาเล อุทกํ ฉฑฺเฑตฺวา มณึ อทฺทสํสุ ฯ ราชา เถรํ นิสฺสาย มหาชนํ อกิลเมตฺวาว เม มณิ ลทฺโธติ ตุสฺสิ ฯ อนฺโตวลญฺชนกมนุสฺสาปิ เถรํ นิสฺสาย มยํ มหาทุกฺขโต มุตฺตมฺหาติ ตุสฺสึสุ ฯ เถรสฺสานุภาเวน รญฺญา จูฬามณิ ลทฺโธติ เถรสฺสานุภาโว สกลนคเร เจว ภิกฺขุสงฺเฆ จ ปากโฏ ชาโต ฯ

ธมฺมสภายํ สนฺนิสินฺนา ภิกฺขู เถรสฺส คุณํ วณฺณยึสุ อาวุโส อานนฺทตฺเถโร อตฺตโน พหุสฺสุตตาย ปณฺฑิจฺเจน อุปายกุสลตาย จ มหาชนํ อกิลเมตฺวา อุปาเยเนว รญฺโญ มณึ ทสฺเสสีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว อานนฺเทเนว ปรหตฺถคตํ ภณฺฑํ ทสฺสิตํ ปุพฺเพปิ ปณฺฑิตา มหาชนํ อกิลเมตฺวาว อุปาเยเนว ติรจฺฉานหตฺถคตํ ภณฺฑํ ทสฺสยึสูติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สพฺพสิปฺปานํ นิปฺผตฺตึ ปตฺโต ตสฺเสว อมจฺโจ อโหสิ ฯ อเถกทิวสํ ราชา มหนฺเตน ปริวาเรน อุยฺยานํ คนฺตฺวา วนนฺตรานิ วิจริตฺวา อุทกกีฬํ กีฬิตุกาโม มงฺคลโปกฺขรณึ โอตริตฺวา อิตฺถาคารมฺปิ ปกฺโกสิ ฯ อิตฺถิโย อตฺตโน สีสูปคคีวูปคาทีนิ อาภรณานิ โอมุญฺจิตฺวา อุตฺตราสงฺเค ปกฺขิปิตฺวา สมุคฺคปิฏฺเฐสุ ฐเปตฺวา ทาสิโย ปฏิจฺฉาเปตฺวา โปกฺขรณึ โอตรึสุ ฯ อเถกา อุยฺยานมกฺกฏี สาขนฺตเร นิสินฺนา เทวึ ปิลนฺธนานิ โอมุญฺจิตฺวา อุตฺตราสงฺเค ปกฺขิปิตฺวา สมุคฺคปิฏฺเฐสุ ฐปิยมานํ ทิสฺวา ตสฺสา มุตฺตาหารํ ปิลนฺธิตุกามา หุตฺวา ทาสิยา ปมาทํ โอโลกยมานา นิสีทิ ฯ ทาสีปิ รกฺขมานา ตหึ ตหึ โอโลเกตฺวา นิสินฺนาเยว นิทฺทายิตุํ อารภิ ฯ มกฺกฏี ตสฺสา ปมาทภาวํ ญตฺวา วาตเวเคน โอตริตฺวา มหามุตฺตาหารํ คีวายํ ปฏิมุญฺจิตฺวา วาตเวเคเนว อุปฺปติตฺวา สาขนฺตเร นิสีทิตฺวา อญฺญาสํ มกฺกฏีนํ ทสฺสนภเยน เอกสฺมึ รุกฺขสุสิรฏฺฐาเน ฐเปตฺวา อุปสนฺตุปสนฺตา วิย ตํ รกฺขมานา นิสีทิ ฯ สาปิ โข ทาสี ปพุชฺฌิตฺวา มุตฺตาหารํ อปสฺสนฺตี กมฺปมานา อญฺญํ อุปายํ อทิสฺวา ปุริโส เทวิยา มฺตฺตาหารํ คเหตฺวา ปลาโตติ มหาวิรวํ วิรวิ ฯ อารกฺขมนุสฺสา ตโต ตโต สนฺนิปติตฺวา ตสฺสา วจนํ สุตฺวา รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ราชา โจรํ คณฺหถาติ อาห ฯ ปุริสา อุยฺยานา นิกฺขมิตฺวา โจรํ คณฺหถ คณฺหถาติ อิโต จิโต จ โอโลเกนฺติ ฯ

อเถโก ชานปโท พลิการกปุริโส ตํ สทฺทํ สุตฺวา กมฺปมาโน ปลายิ ฯ ตํ ทิสฺวา ราชปุริสา อยํ โจโร ภวิสฺสตีติ อนุพนฺธึสุ ตํ คเหตฺวา โปเถตฺวา อเร ทุฏฺฐโจร เอวํ มหาสารํ นาม ปิลนฺธนํ หรสีติ ปริภาสึสุ ฯ โส จินฺเตสิ สจาหํ น คณฺหามีติ วกฺขามิ อชฺช เม ชีวิตํ นตฺถิ โปเถนฺตาเยว มํ มาเรสฺสนฺติ สมฺปฏิจฺฉามิ นนฺติ ฯ โส อาม สามิ คหิตํ เมติ อาห ฯ อถ นํ พนฺธิตฺวา รญฺโญ สนฺติกํ อานยึสุ ฯ ราชาปิ นํ ปุจฺฉิ คหิตํ เต มหาสารปิลนฺธนนฺติ ฯ อาม เทวาติ ฯ อิทานิ นํ กหนฺติ ฯ เทว มยา มหาสารํ นาม มญฺจปีฐมฺปิ น ทิฏฺฐปุพฺพํ เสฏฺฐี ปน มํ มหาสารํ ปิลนฺธนํ คณฺหาเปสิ โสหํ คเหตฺวาว ตสฺส อทาสิ โสปิ นํ ชานาตีติ ฯ ราชา เสฏฺฐึ ปกฺโกสาเปตฺวา คหิตํ เต อิมสฺส หตฺถโต มหาสารปิลนฺธนนฺติ ปุจฺฉิ ฯ อาม เทวาติ ฯ กหํ ตนฺติ ฯ ปุโรหิตสฺส เม ทินฺนนฺติ ฯ ปุโรหิตมฺปิ ปกฺโกสาเปตฺวา ตเถว ปุจฺฉิ ฯ โสปิ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา คนฺธพฺพสฺส เม ทินฺนนฺติ อาห ฯ ตมฺปิ ปกฺโกสาเปตฺวา ปุโรหิตสฺส เต หตฺถโต มหาสารปิลนฺธนํ คหิตนฺติ ปุจฺฉิ ฯ อาม เทวาติ ฯ กหํ ตนฺติ ฯ กิเลสวเสน เม วณฺณทาสิยา ทินฺนนฺติ ฯ ตมฺปิ ปกฺโกสาเปตฺวา ปุจฺฉิ ฯ สา น คณฺหามีติ อาห ฯ เต ปญฺจ ชเน ปุจฺฉนฺตานญฺเญว สุริโย อฏฺฐงฺคโต ฯ ราชา อิทานิ วิกาโล ชาโต เสฺว ชานิสฺสามีติ เต ปญฺจ ชเน อมจฺจานํ ทตฺวา นครํ ปาวิสิ ฯ

โพธิสตฺโต จินฺเตสิ อิทํ ปิลนฺธนํ อนฺโตวลญฺเช นฏฺฐํ อยญฺจ คหปติโก พหิวลญฺโช ทฺวาเรปิ พลวารกฺโข ตสฺมา อนฺโตวลญฺชนกานมฺปิ ตํ คเหตฺวา ปลายิตุํ น สกฺกา เอวํ เนว พหิวลญฺชนกานํ น อนฺโตอุยฺยาเน วลญฺชนกานํ คหณุปาโย ทิสฺสติ อิมินา ทุคฺคตมนุสฺเสน เสฏฺฐิสฺส เม ทินฺนนฺติ กเถนฺเตน อตฺตโน โมกฺขตฺถาย กถิตํ ภวิสฺสติ เสฏฺฐินาปิ ปุโรหิตสฺส เม ทินฺนนฺติ กเถนฺเตน เอกโต หุตฺวา นิตฺถริสฺสามาติ จินฺเตตฺวา กถิตํ ภวิสฺสติ ปุโรหิเตนาปิ คนฺธพฺพสฺส เม ทินฺนนฺติ กเถนฺเตน พนฺธนาคาเร คนฺธพฺพํ นิสฺสาย สุเขน วสิสฺสามาติ จินฺเตตฺวา กถิตํ ภวิสฺสติ คนฺธพฺเพนาปิ วณฺณทาสิยา เม ทินฺนนฺติ กเถนฺเตน อนุกฺกณฺฐิตา วสิสฺสามาติ จินฺเตตฺวา กถิตํ ภวิสฺสติ อิเมหิ ปญฺจหิปิ อโจเรหิ ภวิตพฺพํ อุยฺยาเน มกฺกฏา พหู ปิลนฺธเนน เอกิสฺสา มกฺกฏิยา หตฺเถ อารุฬฺเหน ภวิตพฺพนฺติ ฯ โส ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา มหาราช เต โจเร อมฺหากํ นิยฺยาเทถ มยํ ตํ กิจฺจํ โสเธสฺสามาติ อาห ฯ ราชา สาธุ ปณฺฑิต โสเธหีติ ตสฺส นิยฺยาเทสิ ฯ โพธิสตฺโต อตฺตโน ทาสปุริเส ปกฺโกสาเปตฺวา เต ปญฺจปิ ชเน เอกสฺมึเยว ฐาเน วสาเปตฺวา สมนฺตา อารกฺขํ กตฺวา กณฺณํ ทตฺวา ยํ เต อญฺญมญฺญํ กเถนฺติ ตํ มยฺหํ อาโรเจถาติ วตฺวา ปกฺกามิ ฯ เต ตถา อกํสุ ฯ

ตโต มนุสฺสานํ สนฺนิสินฺนเวลาย เสฏฺฐี ตํ คหปติกํ อเร ทุฏฺฐคหปติก ตยา อหํ มยา วา ตฺวํ กหํ ทิฏฺฐปุพฺโพ กทา เต มยฺหํ ปิลนฺธนํ ทินฺนนฺติ อาห ฯ สามิ มหาเสฏฺฐิ อหํ มหาสารํ นาม รุกฺขสารปาทกํ มญฺจปีฐกํปิ น ชานามิ ตํ นิสฺสาย ปน โมกฺขํ ลภิสฺสามีติ เอวํ อวจํ มา เม กุชฺฌ สามีติ ฯ ปุโรหิโตปิ เสฏฺฐึ อาห มหาเสฏฺฐิ ตฺวํ อิมินา ปิลนฺธนํ อตฺตโน อทินฺนกเมว มยฺหํ กถํ อทาสีติ ฯ มยํ เทฺวปิ อิสฺสรา อมฺหากํ เอกโต หุตฺวา กถิตกาเล กมฺมํ ขิปฺปํ นิปฺปชฺชิสฺสตีติ กเถมีติ ฯ คนฺธพฺโพปิ ปุโรหิตํ อาห พฺราหฺมณ กทา ตยา มยฺหํ ปิลนฺธนํ ทินฺนนฺติ ฯ อหํ ตํ นิสฺสาย วสนฏฺฐาเน สุขํ วสิสฺสามีติ กเถสินฺติ ฯ วณฺณทาสีปิ คนฺธพฺพํ อาห อเร ทุฏฺฐคนฺธพฺพ อหํ กทา ตว สนฺติกํ คตปุพฺพา ตฺวํ วา มม สนฺติกํ อาคตปุพฺโพ กทา เต มยฺหํ ปิลนฺธนํ ทินฺนนฺติ ฯ ภคินิ กึการณา กุชฺฌสิ อมฺเหสุ ปญฺจสุ เอกโต วสนฺเตสุ ฆราวาโส ภวิสฺสติ อนุกฺกณฺฐมานา สุขํ วสิสฺสามาติ กเถสินฺติ ฯ

โพธิสตฺโต ปโยชิตมนุสฺสานํ สนฺติกา ตํ กถํ สุตฺวา เตสํ ตตฺตโต อโจรภาวํ ญตฺวา มกฺกฏิยา คหิตํ ปิลนฺธนํ อุปาเยเนว ปาเตสฺสามีติ เคณฺฑุมยานิ ปิลนฺธนานิ กาเรตฺวา อุยฺยาเน มกฺกฏิโย คาหาเปตฺวา หตฺถปาทคีวาสุ เคณฺฑุปิลนฺธนานิ ปิลนฺธาเปตฺวา วิสฺสชฺเชสิ ฯ อิตรา มกฺกฏี ปิลนฺธนํ รกฺขมานา อุยฺยาเนเยว นิสีทิ ฯ โพธิสตฺโต มนุสฺเส อาณาเปสิ คจฺฉถ ตุมฺเห อุยฺยาเน สพฺพา มกฺกฏิโย อุปธาเรถ ยสฺสา ตํ ปิลนฺธนํ ปสฺสถ ตํ อุตฺตาเสตฺวา ปิลนฺธนํ คณฺหถาติ ฯ ตาปิ โข มกฺกฏิโย ปิลนฺธนํ โน ลทฺธนฺติ ตุฏฺฐปฺปหฏฺฐา อุยฺยาเน วิจรนฺติโย ตสฺสา สนฺติกํ คนฺตฺวา ปสฺส อมฺหากํ ปิลนฺธนนฺติ อาหํสุ ฯ สา มกฺกฏี อสหมานา กึ อิมินา เคณฺฑุปิลนฺธเนนาติ มุตฺตาหารํ ปิลนฺธิตฺวา นิกฺขมิ ฯ อถ นํ เต ปุริสา ทิสฺวา ปิลนฺธนํ ฉฑฺฑาเปตฺวา อาหริตฺวา โพธิสตฺตสฺส อทํสุ ฯ โส ตํ อาทาย รญฺโญ ทสฺเสตฺวา อิทํ เต เทว ปิลนฺธนํ เต ปญฺจปิ อโจรา อิทมฺปน อุยฺยาเน มกฺกฏิยา อาภตนฺติ อาห ฯ กถํ ปน เต ปณฺฑิต มกฺกฏิยา หตฺถํ อารุฬฺหภาโว ญาโต กถํ คหิตนฺติ ฯ โส สพฺพํ อาจิกฺขิ ฯ ราชา ตุฏฺฐมานโส สงฺคามสีสาทีสุ นาม สูราทโย อิจฺฉิตพฺพา โหนฺตีติ โพธิสตฺตสฺส ถุตึ กโรนฺโต อิมํ คาถมาห

อุกฺกฏฺเฐ สูรมิจฺฉนฺติ มนฺตีสุ อกุตูหลํ

ปิยญฺจ อนฺนปานมฺหิ อตฺเถ ชาเต จ ปณฺฑิตนฺติ ฯ

ตตฺถ อุกฺกฏฺเฐติ อุปกฏฺเฐ อุภโต พฺยูฬฺเห สงฺคาเม สมฺปหาเร วตฺตมาเนติ อตฺโถ ฯ สูรมิจฺฉนฺตีติ อสนิยาปิ มตฺถเก ปวตฺตมานาย อปลายินํ สูรํ อิจฺฉนฺติ ตสฺมึ หิ ขเณ เอวรูโป สงฺคามโยโธ ปฏฺเฐตพฺโพ โหติ ฯ มนฺตีสุ อกุตูหลนฺติ กตฺตพฺพากตฺตพฺพํ กิจฺจํ สมฺมนฺตนกาเล อุปฺปนฺเน มนฺตีสุ โย อกุตูหโล อวิกิณฺณวาโจ มนฺตํ น ภินฺทติ ตํ อิจฺฉนฺติ ตาทิโส หิ เตสุ ฐาเนสุ ปฏฺเฐตพฺโพ โหติ ฯ ปิยญฺจ อนฺนปานมฺหีติ มธุเร อนฺนปาเน ปจฺจุปฏฺฐิเต สหปริภุญฺชนตฺถาย ปิยํ ปุคฺคลํ ปฏฺเฐนฺติ ตาทิโส หิ ตสฺมึ กาเล ปฏฺเฐตพฺโพ โหติ ฯ อตฺเถ ชาเต จ ปณฺฑิตนฺติ อตฺถคมฺภีเร ธมฺมคมฺภีเร กิสฺมิญฺจิเทว การเณ วา ปญฺเห วา อุปฺปนฺเน ปณฺฑิตํ วิจกฺขณํ อิจฺฉนฺติ ตถารูโป หิ ตสฺมึ สมเย ปฏฺเฐตพฺโพ โหตีติ ฯ

เอวํ ราชา โพธิสตฺตํ วณฺเณตฺวา โถเมตฺวา ฆนวสฺสํ วสฺสนฺโต มหาเมโฆ วิย สตฺตหิ รตเนหิ ปูเชตฺวา ตสฺโสวาเท ฐตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ โพธิสตฺโตปิ ยถากมฺมํ คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เถรสฺส คุณํ กเถตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ ปณฺฑิตามจฺโจ ปน อหเมวาติ ฯ

มหาสารชาตกํ ทุติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๙๑. ลิตตชาดกชาดกถัดไป๙๓. วิสสาสโภชนชาดก