ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. วิสสาสโภชนชาดก
ชาดกที่ ๙๓ · เอกกนิบาตชาดก · ลิตตวรรค

วิสสาสโภชนชาดก

ว่าด้วยการไว้วางใจ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๓ · บรรทัด ๖๑๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากวิสสาสโภชนชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภการบริโภคด้วยความวางใจ ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า น วิสฺสเส อวิสฺสฏฺเ ดังนี้. ความย่อว่า ในสมัยนั้น พวกภิกษุโดยมากพากันวางใจไม่พิจารณาบริโภคปัจจัย ๔ ที่หมู่ญาติถวาย เพราะคิดเสียว่ามารดาของพวกเราถวาย บิดาของพวกเราถวาย พี่ชายน้องชายพี่สาวน้องสาว น้า อา ลุง ป้า ถวาย คนเหล่านี้ สมควรจะให้แก่เรา แม้ในเวลาเป็นคฤหัสถ์มาแล้ว ถึงในเวลาเราเป็นภิกษุก็คงเป็นผู้สมควรจะให้ได้ พระศาสดาทรงทราบเหตุนั้น ทรงพระดำริว่า สมควรที่เราจะแสดงพระธรรมเทศนา แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้แล้วรับสั่งให้เรียกประชุมภิกษุ แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาภิกษุต้องพิจารณาแล้วจึงค่อยทำการบริโภคปัจจัย ๔ แม้ที่พวกญาติพากันถวาย ด้วยว่าพวกภิกษุที่ไม่พิจารณาแล้วบริโภคเมื่อทำกาละ ย่อมไม่พ้นจากอัตภาพแห่งยักษ์และเปรต ขึ้นชื่อว่าการบริโภคปัจจัย ๔ ที่ไม่พิจารณานี้ เป็นเช่นกับการบริโภคยาพิษ แม้ที่คนคุ้นเคยกันให้แล้วก็ตามแม้ที่คนไม่คุ้นกันให้แล้วก็ตาม ย่อมทำให้ตายได้ทั้งนั้น แม้ในครั้งก่อนสัตว์ทั้งหลายบริโภคยาพิษที่เขาให้ด้วยความพิศวาสถึงความสิ้นชีวิตไปแล้ว อันภิกษุเหล่านั้นกราบทูลอาราธนาทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก คนเลี้ยงโคของท่านคนหนึ่ง ต้อนฝูงโคเข้าป่า ในสมัยที่ภูมิภาคแออัดไปด้วยข้าวกล้า ตั้งคอกเลี้ยงโคอยู่ในป่านั้น และนำโครสมาให้ท่านเศรษฐีตามเวลา ก็แลในที่ไม่ห่างคนเลี้ยงโคนั้น สีหะยึดเอาเป็นที่อยู่อาศัย เพื่อพวกโคซูบผอมไปเพราะหวาดหวั่นต่อสีหะ น้ำนมก็ใส อยู่มาวันหนึ่งคนเลี้ยงโคนำเอานมมาให้ ท่านเศรษฐีจึงถามว่าสหายโคบาลเป็นอย่างไรหรือ น้ำนมจึงได้ใส เขาแจ้งเหตุนั้นท่านเศรษฐีถามว่า สหาย ก็ความปฏิพัทธ์ในอะไร ๆ ของสีหะนั้นมีบ้างไหม ? เขาตอบว่า มีครับนาย มันติดพันแม่เนื้อตัวหนึ่ง. ท่านเศรษฐีถามว่า แกสามารถจะจับแม่เนื้อนั้นได้ไหม ? เขาตอบว่า พอจะทำได้ครับนาย ท่านเศรษฐีกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงจับมันให้ได้ เอายาพิษย้อมขนที่ตัว ตั้งแต่หน้าผากของมันขึ้นไปพลาย ๆ ครั้ง ทำให้แห้ง กักไว้สอง-สามวัน ค่อยปล่อยแม่เนื้อนั้นไป สีหะนั้นจักเลียสรีระของแม่เนื้อนั้นด้วยเสน่หาถึงความสิ้นชีวิตเป็นแน่ ทีนั้นเจ้าจงเอาหนังเล็บเขี้ยวและเนื้อของมันมาให้ แล้วมอบยาพิษอย่างแรงให้ส่งตัวไป คนเลี้ยงโควางข่ายจับแม่เนื้อนั้นได้ด้วยอุบาย แล้วได้กระทำตามสั่ง สีหะเห็นแม่เนื้อนั้นแล้ว เลียสรีระของแม่เนื้อนั้นด้วยเสน่หาอย่างรุนแรง ถึงความสิ้นชีวิต ฝ่ายคนเลี้ยงโค ก็เอาหนังเป็นต้น ไปสู่สำนักพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ทราบเหตุนั้นแล้ว กล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าเสน่หาในพวกอื่นไม่ควรกระทำ สีหะผู้เป็นมฤคราช ถึงจะสมบูรณ์ด้วยกำลังอย่างนี้ ก็เพราะอาศัยความติดพันด้วยอำนาจกิเลส เลียสรีระของแม่เนื้อ ทำการบริโภคยาพิษ ถึงสิ้นชีวิตไปแล้ว เมื่อจะแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน กล่าวคาถานี้ ความว่าบุคคลไม่ควรไว้วางใจในผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกัน แม้ผู้ที่คุ้นเคยกันแล้ว ก็ไม่ควรไว้วางใจภัยย่อมมาจากผู้ที่คุ้นเคยกัน เหมือนภัยของราชสีห์เกิดจากแม่เนื้อ ฉะนั้น ดังนี้. ในคาถานั้น มีความสังเขปดังนี้ ผู้ใดในกาลก่อน เคยเป็นภัยยังไม่เป็นที่มักคุ้นกับตน ไม่พึงวางใจ คือไม่พึงทำความมักคุ้นกับผู้ไม่คุ้นเคยนั้น ผู้ใดแม้ในกาลก่อนจะไม่เคยเป็นภัย เป็นผู้สนิทสนมมักคุ้นอยู่กับตน แม้ในมักคุ้นกันนั้น ก็ไม่ควรวางใจคือไม่พึงทำความสนิทสนมเลยทีเดียว เพราะเหตุไร ? เพราะภัยย่อมมาจากผู้ที่คุ้นเคยกัน ได้แก่ภัยนั่นแหละ ย่อมมาแต่ความคุ้นเคยทั้งในมิตร ทั้งในอมิตร อย่างไร ? เหมือนอย่างภัยของราชสีห์ เกิดแต่แม่เนื้อฉะนั้น คืออย่างเดียวกันกับภัยที่มาถึงกระชั้นชิดประจวบเข้าแก่สีหะ จากสำนักแม่เนื้อที่ตนกระทำความวางใจ ด้วยอำนาจมิตตสันถวะ อีกนัยหนึ่งมีอธิบายว่าอย่างเดียวกันกับแม่เนื้อที่ปรารถนาจะมาหา เข้าใกล้สีหะด้วยความพิศวาสดังนี้บ้าง. พระโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่บริษัทที่มาประชุมกัน ด้วยประการฉะนี้ ทำบุญทั้งหลายมีให้ทานเป็นต้น แล้วไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า มหาเศรษฐีในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาวิสสาสโภชนชาดกที่ ๓

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๓๙–๓๔๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๓. วิสฺสาสโภชนชาตกํ

น วิสฺสเส อวิสฺสฏฺเฐติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต วิสฺสาสโภชนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตสฺมึ หิ กิร สมเย เยภุยฺเยน ภิกฺขู มาตรา โน ทินฺนํ ปิตรา โน ทินฺนํ ภาตรา ภคินิยา จูฬมาตรา จูฬปิตรา มาตุเลน มาตุลานิยา ทินฺนํ อมฺหากํ คิหิกาเลปิ ภิกฺขุกาเลปิ เอเต ทาตุํ ยุตฺตรูปาติ ญาตีหิ ทินฺเน จตฺตาโร ปจฺจเย วิสฺสฏฺฐา หุตฺวา อปจฺจเวกฺขิตฺวา ปริภุญฺชนฺติ ฯ สตฺถา ตํ การณํ ญตฺวา ภิกฺขูนํ มยา ธมฺมเทสนํ กาตุํ วฏฺฏตีติ ภิกฺขู สนฺนิปาตาเปตฺวา ภิกฺขเว ภิกฺขุนา นาม ญาตีหิปิ ทินฺนเก จตฺตาโร ปจฺจเย ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปริโภโค กาตพฺโพ อปจฺจเวกฺขิตปริโภคํ กตฺวา หิ กาลํ กุรุมานา ภิกฺขู ยกฺขปฺเปตอตฺตภาวโต น มุจฺจนฺติ อปจฺจเวกฺขิตปริโภโค นาเมส วิสปริโภคสทิโส วิสฺสาสิเกน ทินฺนกํปิ อวิสฺสาสิเกน ทินฺนกํปิ มาเรติเยว ปุพฺเพปิ วิสฺสาเสน ทินฺนกํ วิสํ ปริภุญฺชิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปตฺตาติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหมฺทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต มหาวิภโว เสฏฺฐี อโหสิ ฯ ตสฺเสโก โคปาลโก กิฏฺฐสมฺพาธสมเย คาโว คเหตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ตตฺถ โคปลฺลิกํ กตฺวา รกฺขนฺโต วสติ เสฏฺฐิโน จ กาเลน กาลํ โครสํ อาหรติ ฯ อถสฺส โคปาลกสฺส อวิทูเร สีโห นิวาสํ คณฺหิ ฯ คาวีนํ สีหสนฺตาเสน มิลาตานํ ขีรํ มณฺฑํ อโหสิ ฯ อถ นํ เอกทิวสํ สปฺปึ อาทาย อาคตํ เสฏฺฐี ปุจฺฉิ กินฺนุ โข สมฺม โคปาลก มณฺฑํ สปฺปีติ ฯ โส ตํ การณํ อาจิกฺขิ ฯ อตฺถิ ปน สมฺม ตสฺส สีหสฺส กตฺถจิ ปฏิพทฺโธติ ฯ อตฺถิ สามิ เอกาย มิคมาตุกาย สทฺธึ สํสคฺโคติ ฯ สกฺกา ปน ตํ คาหาเปตุนฺติ ฯ สกฺกา สามีติ ฯ เตนหิ ตํ คเหตฺวา ตสฺสา นลาฏโต ปฏฺฐาย สรีเร โลมานิ วิเสน ปุนปฺปุนํ รชิตฺวา สุกฺขาเปตฺวา เทฺว ตโย ทิวเส อติกฺกมิตฺวา ตํ มิคมาตุกํ วิสฺสชฺเชหิ โส ตสฺสา สิเนเหน สรีรํ เลหิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิสฺสติ อถสฺส จมฺมนขทาฐา เจว มํสญฺจ คเหตฺวา อาคจฺเฉยฺยาสีติ หลาหลวิสํ ทตฺวา อุยฺโยเชสิ ฯ โคปาลโก ชาลํ ขิปิตฺวา อุปาเยน ตํ มิคมาตุกํ คเหตฺวา ตถา อกาสิ ฯ สีโห ตํ ทิสฺวา พลวสิเนเหน ตสฺสา สรีรํ เลหิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ โคปาลโกปิ จมฺมาทีนิ คเหตฺวา โพธิสตฺตสฺส สนฺติกํ อคมาสิ ฯ

โพธิสตฺโต ตํ การณํ ญตฺวา ปเรสุ สิเนโห นาม น กาตพฺโพ เอวํ พลสมฺปนฺโนปิ สีโห มิคราชา กิเลสวเสน สํสคฺคํ นิสฺสาย มิคมาตุกาย สรีรํ เลหนฺโต วิสปริโภคํ กตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปตฺโตติ วตฺวา สมฺปตฺตปริสาย ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห

น วิสฺสเส อวิสฺสฏฺเฐ วิสฺสฏฺเฐปิ น วิสฺสเส

วิสฺสาสา ภยมเนฺวติ สีหํว มิคมาตุกาติ ฯ

ตตฺรายํ สงฺเขปตฺโถ โย ปุพฺเพ สภโย อตฺตนิ อวิสฺสฏฺโฐ อโหสิ ตสฺมึ อวิสฺสฏฺเฐ โย ปุพฺเพปิ นิพฺภโย อตฺตนิ วิสฺสาสิโกเยว ตสฺมึ วิสฺสฏฺเฐปิ น วิสฺสเส เนว วิสฺสาสํ กเรยฺย ฯ กึการณา ฯ วิสฺสาสา ภยมเนฺวตีติ โย หิ มิตฺเตปิ อมิตฺเตปิ วิสฺสาโส ตโต ภยเมว อาคจฺฉติ ฯ กถํ ฯ สีหํว มิคมาตุกาติ ยถา มิตฺตสนฺถววเสน กตวิสฺสาสาย มิคมาตุกาย สนฺติกา สีหสฺส ภยํ อเนฺวนฺตํ อุปคตํ สมฺปตฺตนฺติ อตฺโถ ยถา วา วิสฺสาสวเสน สีหํ มิคมาตุกา อเนฺวตุกามา อุปคตาติปิ อตฺโถ ฯ

เอวํ โพธิสตฺโต สมฺปตฺตปริสาย ธมฺมํ เทเสตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มหาเสฏฺฐี อหเมว อโหสีติ ฯ

วิสฺสาสโภชนชาตกํ ตติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๙๒. มหาสารชาดกชาดกถัดไป๙๔. โลมหังสชาดก