นามสิทธิชาดก
ว่าด้วยชื่อไม่เป็นของสำคัญ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๗ · บรรทัด ๖๓๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุผู้หวังความสำเร็จโดยชื่อ รูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า ชีวกญฺจ มตํ ทิสฺวา ดังนี้. ได้ยินว่า กุลบุตรผู้หนึ่ง โดยนาม ชื่อว่า ปาปกะ บวชถวายชีวิตในพระศาสนา เมื่อถูกพวกภิกษุเรียกว่า มาเถิดอาวุโส ปาปกะ หยุดเถิดอาวุโส ปาปกะ ก็คิดว่า ในโลกผู้ที่มีชื่อว่า ปาปกะ เขากล่าวกันว่า ลามก เป็นตัวกาฬกรรณี เราต้องให้พระอุปัชฌาย์อาจารย์หาชื่อที่ประกอบไปด้วยมงคลอย่างอื่น เธอเข้าไปหา อุปัชฌาย์อาจารย์กราบเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชื่อของผมเป็นอัปมงคล กรุณาตั้งชื่ออย่างอื่นให้กระผมเถิด. ครั้งนั้นอาจารย์และอุปัชฌาย์ ก็กล่าวก็เธออย่างนี้ว่า ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรียกกัน ขึ้นชื่อว่าความสำเร็จประโยชน์ไร ๆ มิได้มีเพราะชื่อเลย เธอจงพอใจชื่อของตนนั้นเถิด เธอคงยังอ้อนวอนอยู่ร่ำไป ความที่เธอมุ่งความสำเร็จโดยชื่อนี้ เกิดแพร่หลายกระจายไปในสงฆ์ อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมกันในธรรมสภา ตั้งเรื่องสนทนากันว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ได้ยินว่า ภิกษุโน้น มุ่งความสำเร็จโดยชื่อขอให้ช่วยหาชื่อที่เป็นมงคลให้ พระบรมศาสดาเสด็จมาสู่ธรรมสภา ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เธอก็มุ่งความสำเร็จเพราะชื่อเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ บอกมนต์กะมาณพ ๕๐๐ ในพระนครตักกสิลา มาณพผู้หนึ่งของท่าน ชื่อ ปาปกะ โดยนาม ถูกเขาเรียกอยู่ว่า มาเถิดปาปกะ ไปเถิดปาปกะ คิดว่า ชื่อของเราเป็นอัปมงคล ต้องขอให้อาจารย์ตั้งชื่ออื่นให้ใหม่ เขาไปหาอาจารย์เรียนว่า ท่านอาจารย์ขอรับ ชื่อของกระผมเป็นอัปมงคล โปรดตั้งชื่ออย่างอื่นให้เถิดขอรับ ครั้งนั้นอาจารย์ได้กล่าวกะเขาว่า ไปเถิดพ่อ เจ้าจงเที่ยวไปตามชนบทแล้ว กำหนดเอาชื่อที่เป็นมงคล ชื่อหนึ่งที่ตนชอบใจอย่างยิ่งแล้วมา เราจักเปลี่ยนชื่อของเจ้าเป็นชื่ออย่างอื่น เขารับคำว่า ดีแล้ว ขอรับ ถือเอาเสบียงออกเดินทางไปท่องเที่ยวไปตามคามนิคมชนบท ลุถึงนครแห่งหนึ่ง ในพระนครนั้นแหละ มีบุรุษผู้หนึ่ง ชื่อว่า ชีวกะ (บุญรอด ) โดยนาม ตายลงเห็นหมู่ญาติกำลังหามเขาไปสู่ป่าช้า จึงถามว่า ชายผู้นี้ชื่ออะไร ? หมู่ญาติตอบว่า จะชื่อว่า ชีวกะ (บุญรอด) ก็ดี อชีวก (ไม่รอดก็ดี) ก็ตายทั้งนั้น ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรียกกัน เจ้านี่ เห็นจะโง่กระมัง. เขาฟังคำนั้นแล้ว มีความรู้สึกเฉย ๆ ในเรื่องชื่อ เดินทางกลับเข้าเมืองของตน ครั้งนั้น พวกนายทุน กำลังจับนางทาสีผู้หนึ่งซึ่งไม่ให้ดอกเบี้ยให้นั่งที่ประตู เฆี่ยนด้วยเชือก และนางทาสีผู้นั้นก็มีชื่อว่า ธนปาลี (คนมีทรัพย์) เขาเดินเรื่อยไปตามท้องถนนเห็นนางถูกเฆี่ยน ก็ถามว่า มันไม่ยอมให้ดอกเบี้ย เขาถามว่าก็นางมีชื่ออย่างไรเล่า ? พวกนายทุนตอบว่า นางชื่อ ธนปาลี (คนมีทรัพย์) เขาถามว่า แม้จะมีชื่อ ธนปาลี โดยนาม ก็ยังไม่อาจให้เงินแค่ดอกเบี้ยหรือ ? พวกนายทุนตอบว่า จะชื่อธนปาลีคนรวยก็ดี จะชื่ออธนปาลี คนจนก็ดี เป็นคนเข็ญใจได้ทั้งนั้นชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรียกกัน เจ้านี่เห็นจะโง่แน่ เขายิ่งรู้สึกเฉย ๆ ในเรื่องชื่อยิ่งขึ้น เดินออกจากเมืองไปตามทางในระหว่างทางพบคนหลงทาง ถามว่า ผู้เป็นเจ้าเที่ยวทำอะไรอยู่เล่า ? เขาตอบว่า ข้าพเจ้าหลงทางเสียแล้ว เขาย้อนถามว่าก็คุณชื่อไรเล่า ? เขาตอบว่า ข้าพเจ้าชื่อ ปันถก (ผู้เจนทาง) เขาถามว่า ขนาดชื่อปันถกะ ยังหลงทางอีกหรือ ? คนหลงทางกล่าวว่า จะชื่อปันถกะ (ชำนาญทาง) หรือชื่ออปันถกะ (ไม่ชำนาญทาง) ก็มีโอกาสหลงทางได้เท่ากัน ชื่อเป็นบัญญัติสำหรับเรียกกัน ก็ท่านเองเห็นจะโง่แน่. เขาเลยวางเฉยในเรื่องชื่อไปสู่สำนักของพระโพธิสัตว์ ครั้นพระโพธิสัตว์ถามว่า อย่างไรเล่า พ่อคุณ เจ้าได้ชื่อที่ถูกในมาแล้วหรือ ? ก็เรียนท่านว่าท่านอาจารย์ขอรับ ธรรมดาคนเราถึงจะชื่อว่าชีวก แม้จะชื่ออชีวก คงตายเท่ากัน ถึงจะชื่อ ธนปาลี แม้จะชื่อ อธนปาลีก็เป็นทุคคตะได้ทั้งนั้น ถึงจะชื่อปันถกะ แม้จะชื่ออปันถกะ ก็หลงทางได้เหมือนกัน ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรียกกัน ความสำเร็จเพราะชื่อมิได้มีเลย ความสำเร็จมีได้เพราะการกระทำเท่านั้น พอกันทีเรื่องชื่อสำหรับกระผม กระผมขอใช้ชื่อเดิมนั่นแหละต่อไป พระโพธิสัตว์เทียบเคียงเรื่องที่เขาเห็น และกรรมที่เขากระทำแล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :" เพราะเห็นคนชื่อ ชีวกะตาย นางธนปาลีตกยาก นายปันถกะ หลงทางในป่า เจ้าปาปกะจึงกลับมา" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุนราคโต ความว่า เพราะเห็นเหตุ ๓ อย่างเหล่านี้ จึงหวนกลับมา ร อักษร ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจแห่งสนธิ. พระบรมศาสดา ทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในปางก่อน เธอก็มุ่งความสำเร็จ เพราะชื่อมาแล้วเหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า มาณพผู้มุ่งความสำเร็จเพราะชื่อในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุผู้มุ่งความสำเร็จเพราะชื่อในบัดนี้ บริษัทของอาจารย์ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนอาจารย์ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถานามสิทธชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๗๐–๓๗๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๗. นามสิทฺธิชาตกํ
ชีวกญฺจ มตํ ทิสฺวาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ นามสิทฺธิกํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอโก กิร กุลปุตฺโต นาเมน ปาปโก นาม สาสเน อุรํ ทตฺวา ปพฺพชิโต ภิกฺขูหิ เอหาวุโส ปาปก ติฏฺฐาวุโส ปาปกาติ วุจฺจมาโน จินฺเตสิ โลเก ปาปกํ นาม ลามกํ กาฬกณฺณิภูตนฺติ วุจฺจติ อญฺญํ มงฺคลปฺปฏิสํยุตฺตํ นามํ อาหราเปสฺสามีติ ฯ โส อาจริยุปชฺฌาเย อุปสงฺกมิตฺวา ภนฺเต มยฺหํ นามํ อวมงฺคลํ อญฺญํ เม นามํ กโรถาติ อาห ฯ อถ นํ เต เอวมาหํสุ อาวุโส นามํ นามปณฺณตฺติมตฺตํ นาเมน กาจิ อตฺถสิทฺธิ นาม นตฺถิ อตฺตโน นาเมเนว สนฺตุฏฺโฐ โหหีติ ฯ โส ปุนปฺปุนํ ยาจิเยว ฯ ตสฺสายํ นามสิทฺธิกภาโว สงฺเฆ ปากโฏ ชาโต ฯ อเถกทิวสํ ธมฺมสภายํ สนฺนิสินฺนา ภิกฺขู กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อสุโก กิร ภิกฺขุ นามสิทฺธิโก มงฺคลนามํ อาหราเปตีติ ฯ สตฺถา ธมฺมสภํ อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ โส นามสิทฺธิโกเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต ตกฺกสิลายํ โพธิสตฺโต ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย หุตฺวา ปญฺจ มาณวกสตานิ มนฺเต วาเจสิ ฯ ตสฺเสโก มาณโว ปาปโก นาม นาเมน ฯ โส เอหิ ปาปก ยาหิ ปาปกาติ วุจฺจมาโน จินฺเตตฺวา มยฺหํ นามํ อวมงฺคลํ อญฺญํ นามํ เม อาหราเปสฺสามีติ อาจริยํ อุปสงฺกมิตฺวา อาจริย มยฺหํ นามํ อวมงฺคลํ อญฺญํ นามํ กโรถาติ อาห ฯ อถ นํ อาจริโย อโวจ คจฺฉ ตาต ชนปทจาริกํ จริตฺวา อตฺตโน อภิรุจิตํ เอกํ มงฺคลนามํ คเหตฺวา เอหิ อาคตสฺส เต นามํ ปริวตฺเตตฺวา อญฺญํ นามํ กริสฺสามีติ ฯ โส สาธูติ ปาเถยฺยํ คเหตฺวา นิกฺขนฺโต คาเมน คามํ จรนฺโต เอกํ นครํ ปาปุณิ ฯ ตตฺเถเวโก ปุริโส กาลกโต ชีวโก นาม นาเมน ฯ โส ตํ ญาติชเนน อาฬาหนํ นียมานํ ทิสฺวา กินฺนาม นาเมส ปุริโสติ ปุจฺฉิ ฯ ชีวโก นามาติ ฯ ชีวโกปิ มรตีติ ฯ ชีวโกปิ อชีวโกปิ มรติ นามํ นามปณฺณตฺติมตฺตํ ตฺวญฺจ พาโล มญฺเญติ ฯ โส ตํ กถํ สุตฺวา นาเม มชฺฌตฺโต หุตฺวา อตฺตโน นครํ ปาวิสิ ฯ อเถกํ ทาสึ ภตึ อททมานํ สามิกา ทฺวาเร นิสีทาเปตฺวา รชฺชุยา ปหรนฺติ ฯ ตสฺสา จ ธนปาลีติ นามํ โหติ ฯ โส อนฺตรวีถิยา คจฺฉนฺโต ตํ โปถิยมานํ ทิสฺวา กสฺมา อิมํ โปเถถาติ ปุจฺฉิ ฯ ภตึ ทาตุํ น สกฺโกตีติ ฯ กึ ปนสฺสา นามนฺติ ฯ ธนปาลี นามาติ ฯ นาเมน ธนปาลีนามาปิ ภติมตฺตํ ทาตุํ น สกฺโกตีติ ฯ ธนปาลิโยปิ อธนปาลิโยปิ ทุคฺคตา โหนฺติ นามํ นามปณฺณตฺติมตฺตํ ตฺวํ พาโล มญฺเญติ ฯ โส นาเม มชฺฌตฺตตโร หุตฺวา นครา นิกฺขมฺม มคฺคํ ปฏิปนฺโน อนฺตรามคฺเค มคฺคมูฬฺหํ ปุริสํ ทิสฺวา อยฺโย กึ กโรนฺโต จรสีติ ปุจฺฉิ ฯ มคฺคมูฬฺโหมฺหิ สามีติ ฯ กึ ปน เต นามนฺติ ฯ ปนฺถโก นามาติ ฯ ปนฺถโกปิ มคฺคมูฬฺโห โหตีติ ฯ ปนฺถโกปิ อปนฺถโกปิ มคฺคมูฬฺโห โหติ นามํ นามปณฺณตฺติมตฺตํ ตฺวํ ปน พาโล มญฺเญติ ฯ โส นาเม อติมชฺฌตฺโต หุตฺวา โพธิสตฺตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา กึ ตาต นามํ โรเจตฺวา อาคโตสีติ วุตฺเต อาจริย ชีวกาปิ นาม มรนฺติ อชีวกาปิ ธนปาลิโยปิ ทุคฺคตา โหนฺติ ธนปาลิโยปิ ปนฺถกาปิ มคฺคมูฬฺหา โหนฺติ อปนฺถกาปิ นามํ นามปณฺณตฺติมตฺตํ นาเมน สิทฺธิ นตฺถิ กมฺเมเนว สิทฺธิ อลํ ยฺหํ อญฺเญน นาเมน ตเทว เม นามํ โหตูติ อาห ฯ โพธิสตฺโต น ทิฏฺฐญฺจ กตญฺจ สํสนฺเทตฺวา อิมํ คาถมาห
ชีวกญฺจ มตํ ทิสฺวา ธนปาลิญฺจ ทุคฺคตํ
ปนฺถกญฺจ วเน มูฬฺหํ ปาปโก ปุนราคโตติ ฯ
ตตฺถ ปุนราคโตติ อิมานิ ตีณิ การณานิ ทิสฺวา ปุน อาคโต ฯ รกาโร สนฺธิวเสน วุตฺโต ฯ
สตฺถา อิมํ อตีตํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปส นามสิทฺธิโกเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา นามสิทฺธิโก อิทานิปิ นามสิทฺธิโกเยว อาจริยปริสา พุทฺธปริสา อาจริโย ปน อหเมวาติ
นามสิทฺธิชาตกํ สตฺตมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗