กูฏวาณิชชาดก
ว่าด้วยคนผู้เป็นบัณฑิต
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๘ · บรรทัด ๖๔๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภพ่อค้าโกงผู้หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สาธุ โข ปณฺฑิโต นาม ดังนี้ :ความย่อว่า คนสองคนในเมืองสาวัตถี ร่วมทุนกันทำการค้าคุมขบวนเกวียนสินค้าไปสู่ชนบท ได้ของแล้วพากันกลับ ในพ่อค้าทั้งสองนั้น พ่อค้าโกงคิดว่า พ่อค้าผู้เป็นสหายเราคนนี้ตรากตรำด้วยการกินไม่ดี นอนลำบาก มาหลายวันแล้ว คราวนี้เขาจักกินโภชนะดี ๆ ด้วยรสเลิศต่าง ๆ ในเรือนของเขาจนพอใจ จักตายด้วยโรคอาหารไม่ย่อย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักแบ่งของนี้ออกเป็น ๓ ส่วน ให้เด็ก ๆ ของเขาส่วนหนึ่ง อีก ๒ ส่วนเราจักเอาเสียเอง เขาผลัดวันอยู่ว่า จักแบ่งในวันนี้ จักแบ่งในวันพรุ่งนี้ ดังนี้แล้ว ไม่อยากจะแบ่งภัณฑะเลย ฝ่ายพ่อค้าผู้เป็นบัณฑิต ก็คาดคั้นเขาผู้ไม่ปรารถนาจะแบ่ง ให้แบ่งจนได้ แล้วไปสู่พระวิหาร ถวายบังคมพระศาสดา ได้รับปฏิสันถารที่ทรงกระทำ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งถามว่า ดูท่านชักช้านักมาถึงพระนครนี้แล้ว กว่าจะมาสู่ที่เฝ้าก็นาน จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงทราบ พระบรมศาสดาตรัสว่าดูก่อนอุบาสก มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่นายพาณิชนั้นเป็นพาณิชโกง แม้ในกาลก่อนก็เคยเป็นพาณิชโกงมาแล้วเหมือนกัน. แต่ในครั้งนี้มุ่งจะลวงท่าน แม้ในครั้งก่อนก็ไม่อาจจะหลอกลวงบัณฑิตได้ อันอุบาสกกราบทูลอาราธนา แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพ่อค้า ในพระนครพาราณสี ในวันขนานนาม หมู่ญาติตั้งชื่อให้ท่านว่า บัณฑิตท่านเจริญวัยแล้ว เข้าหุ้นกับพ่อค้าอื่นทำการค้า พ่อค้านั้นชื่อว่าอติบัณฑิต ทั้งคู่ชวนกันบรรทุกภัณฑะด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่มไปสู่ชนบท ทำการค้าได้ของมามากมาย พากันกลับมายังพระนครพาราณสี ครั้นถึงเวลาที่จะแบ่งข้าวของกัน อติบัณฑิตก็กล่าวว่า ข้าพเจ้าควรได้สองส่วน พระโพธิสัตว์ถามว่า เพราะเหตุไรเล่า ? เขาตอบว่า ท่านชื่อบัณฑิต ข้าพเจ้าชื่ออติบัณฑิตบัณฑิตควรได้ส่วนเดียว อติบัณฑิตควรได้สองส่วน พระโพธิสัตว์ถามว่า ทุนที่ซื้อของก็ดี พาหนะมีโคเป็นต้นก็ดี แม้ของทั้งสองก็เท่า ๆ กันมิใช่หรือ เหตุใดเล่าท่านจึงควรจะได้สองส่วน ? เขาตอบว่า เพราะข้าพเจ้าเป็นอติบัณฑิต ทั้งสองคนโต้เถียงกันอยู่อย่างนี้ แล้วก็ทะเลาะกัน ลำดับนั้นอติบัณฑิตคิดได้ว่า ยังมีอุบายอยู่อีกอันหนึ่ง จึงให้บิดาของตนเข้าไปซ่อนอยู่ในโพรงไม้ต้นหนึ่ง สั่งไว้ว่า เวลาเราทั้งสองมาถึงละก็ คุณพ่อต้องพูดว่าอติบัณฑิตควรจะได้สองส่วนนะครับ แล้วไปหาพระโพธิสัตว์กล่าวว่า สหายรัก รุกขเทวดานั้นย่อมรู้การที่เราควรจะได้สองส่วน หรือไม่ควร มาเถิดท่าน เราจักถามรุกขเทวดานั้นดูแล้วพากันไปที่ต้นไม้นั้นแหละ กล่าวว่า ข้าแต่รุกขเทวดา ผู้เป็นเจ้าไพร เชิญตัดสินคดีของเราด้วยเถิด ครั้งนั้น บิดาของเขาก็เปลี่ยนเสียงให้เพี้ยนไป พูดว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงบอกเรื่องราว อติบัณฑิตก็พูดว่า ข้าแต่เจ้าไพร ท่านผู้นี้ชื่อบัณฑิตข้าพเจ้าชื่ออติบัณฑิต เราทั้งสองเข้าหุ้นกันทำการค้าขาย ในเรื่องนั้นเขาควรได้รับอย่างไร ? (มีเสียงดังขึ้นว่า) บัณฑิตได้ส่วนหนึ่ง อติบัณฑิตได้ ๒ ส่วน พระโพธิสัตว์ฟังคดีที่เทวดาวินิจฉัยแล้วอย่างนี้ คิดว่า เดี๋ยวเถอะ จะได้รู้กันว่า เป็นเทวดาหรือไม่ใช่เทวดา แล้วไปหอบฟางมาใส่โพรงไม้จุดไฟทันที บิดาของอติบัณฑิต เวลาที่เปลวไฟถูกตนก็ร้อน เพราะสรีระเกือบจะไหม้ จึงทะลึ่งขึ้นข้างบน คว้ากิ่งไม้โหนไว้แล้วโดดลงดินพลางกล่าวคาถาว่า " คนที่ชื่อบัณฑิตดีแน่ ส่วนคนที่ชื่อว่าอติบัณฑิตไม่ดีเลย เพราะว่า เจ้าอติบัณฑิตลูกเราเกือบเผาเราเสียแล้ว " บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ โข ปณฺฑิโต นาม ความว่าบุคคลผู้ประกอบด้วยคุณเครื่องความเป็นบัณฑิต รู้เหตุและสิ่งที่ไม่ใช่เหตุ จัดเป็นคนดีงามในโลกนี้. บทว่า อติปณฺฑิโต ความว่า คนโกง ๆ เป็นอติบัณฑิตด้วยเหตุสักว่าชื่อ ไม่ประเสริฐเลย. บทว่า มนมฺหิ๑ อุปกุฏฺิโต ความว่า เราถูกไฟไหม้ไปหน่อยหนึ่ง รอดพ้นจากการไหม้ตั้งครึ่งตัวมาได้อย่างหวุดหวิดทีเดียว. แม้คนทั้งสองนั้น ต่างก็แบ่งกันคนละครึ่ง ถือเอาส่วนเท่า ๆ กันทีเดียว แล้วต่างก็ไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำเอาเรื่องในอดีตนี้มาสาธกว่า แม้ในครั้งก่อนพาณิชนั้น ก็เป็นนายพาณิชโกงเหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า พ่อค้าโกงในครั้งนั้น ได้มาเป็นพ่อค้าโกงในปัจจุบันนี้แหละส่วนพ่อค้าผู้เป็นบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากูฏวาณิชชาดกที่ ๘๑. บาลีเป็น มนมฺหิ แต่อฏฺฐกถาเป็น ปนมฺหิ ฯ
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๗๕–๓๗๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
8. Kūṭavāṇijajātakaṃ
sādhu kho paṇḍito nāmāti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ kūṭavāṇijaṃ ārabbha kathesi.
Sāvatthiyaṃ hi dve janā ekatova vaṇijjaṃ karontā bhaṇḍasakaṭenādāya janapadaṃ gantvā laddhalābhā paccagamiṃsu. Tesu kūṭavāṇijo cintesi ayaṃ bahū divase dubbhojanena dukkhaseyyāya kilamanto idāni attano ghare nānaggarasehi yāvadatthaṃ subhojanaṃ bhuñjitvā ajīrakena marissati athāhaṃ imaṃ bhaṇḍaṃ tayo koṭṭhāse katvā ekaṃ tassa dārakānaṃ dassāmi dve koṭṭhāse attano gahessāmīti. So ajja bhājessāma sve bhājessāmāti Bhaṇḍaṃ bhājetuṃ na icchi. Atha naṃ paṇḍitavāṇijo akāmakaṃ nippīḷetvā bhājāpetvā vihāraṃ gantvā satthāraṃ vanditvā katappaṭisaṇṭhāro atipapañco te kato idhāgantvāpi cirena buddhupaṭṭhānaṃ āgatosīti vutte taṃ pavuttiṃ bhagavato ārocesi. Satthā na kho esa upāsaka idāneva kūṭavāṇijo pubbepi kūṭavāṇijoyeva idāni pana taṃ vañcetukāmo jāto pubbepi paṇḍitepi vañcetuṃ na ussahīti vatvā tena yācito atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto bārāṇasiyaṃ vāṇijakule nibbatti. Nāmagahaṇadivase cassa paṇḍitoti nāmaṃ akaṃsu. So vayappatto aññena vāṇijakena saddhiṃ ekato hutvā vaṇijjaṃ karoti. Tassa atipaṇḍitoti nāmaṃ ahosi. Te pana bārāṇasito pañcahi sakaṭasatehi bhaṇḍaṃ ādāya janapadaṃ gantvā vaṇijjaṃ katvā laddhalābhā puna bārāṇasiṃ āgamiṃsu. Atha nesaṃ bhaṇḍaṃ bhājanakāle atipaṇḍito āha mayā dve koṭṭhāsā laddhabbāti. Kiṃkāraṇāti. Tvaṃ paṇḍito ahaṃ atipaṇḍito paṇḍito ekaṃ laddhuṃ arahati atipaṇḍito dveti. Nanu amhākaṃ dvinnampi bhaṇḍamūlampi goṇādayopi samasamāyeva tvaṃ kasmā dve koṭṭhāse laddhuṃ arahasīti. Atipaṇḍitabhāvenāti. Evaṃ te kathaṃ vaḍḍhetvā kalahaṃ akaṃsu. Tato atipaṇḍito attheko upāyoti cintetvā attano pitaraṃ ekasmiṃ susirarukkhe pavesetvā tvaṃ amhesu āgatesu atipaṇḍito dve koṭṭhāse laddhuṃ arahasīti Vadeyyāsīti vatvā bodhisattaṃ upasaṅkamitvā samma mayhaṃ dvinnaṃ koṭṭhāsānaṃ yuttabhāvaṃ vā ayuttabhāvaṃ vā esā rukkhadevatā jānāti ehi taṃ pucchissāmāti taṃ tattheva netvā ayye rukkhadevatā amhākaṃ aṭṭaṃ pacchindāhīti āha. Athassa pitā saraṃ parivattetvā tenahi kathethāti āha. Ayye ayaṃ paṇḍito ahaṃ atipaṇḍito amhehi ekato vohāro kato tattha tena kiṃ laddhabbanti. Paṇḍitena eko koṭṭhāso atipaṇḍitena dve koṭṭhāsā laddhabbāti. Bodhisatto evaṃ vinicchitaṃ aṭṭaṃ sutvā idāni devatābhāvaṃ vā adevatābhāvaṃ vā jānissāmīti palāsaṃ āharitvā susiraṃ pūretvā aggiṃ adāsi. Atipaṇḍitassa pitā jālāya phuṭṭhakāle aḍḍhajjhāmena sarīrena dayhamāno upari āruyha sākhaṃ gahetvā olambento bhūmiyaṃ patitvā imaṃ gāthamāha
sādhu kho paṇḍito nāma na tveva atipaṇḍito
atipaṇḍitena puttena panamhi upakuṭṭhitoti.
Tattha sādhu kho paṇḍito nāmāti imasmiṃ loke paṇḍiccena samannāgato kāraṇākāraṇaṃ ñatvā puggalo sādhu sobhano. Atipaṇḍitoti nāmamattena atipaṇḍito kūṭapuriso na tveva varaṃ. Panamhi upakuṭṭhitoti thokenamhi jhāmo aḍḍhajjhāmatova muttoti attho.
Te ubhopi majjhe bhinditvā samaṃyeva koṭṭhāsaṃ gaṇhitvā yathākammaṃ gatā.
Satthā pubbepesa kūṭavāṇijoyevāti imaṃ atītaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā kūṭavāṇijo paccuppannepi kūṭavāṇijova paṇḍitavāṇijo pana ahamevāti.
Kūṭavāṇijajātakaṃ aṭṭhamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗