มฆเทวชาดก
ว่าด้วยเทวทูต
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙ · บรรทัด ๕๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ทรงปรารภการเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อุตฺตมงฺครุหา มยฺหํ ดังนี้. การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์นั้นได้กล่าวไว้แล้วในนิทานกถาในหนหลังนั้นแล. ก็ในกาลนั้น ภิกษุทั้งหลายนั่งพรรณนาการเสด็จออกบรรพชาของพระทศพล.
ลำดับนั้น พระศาสดาเสด็จมายังโรงธรรมสภา ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายมิได้นั่งสนทนากันด้วยเรื่องอย่างอื่น แต่นั่งพรรณนาการเสด็จออกบรรพชาของพระองค์เท่านั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตออกเนกขัมมะในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ได้ออกเนกขัมมะแล้ว เหมือนกัน ภิกษุทั้งหลายจึงอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อตรัสเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำเหตุอันระหว่างภพปกปิดให้ปรากฏ ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล ในกรุงมิถิลา วิเทหรัฐ ได้มีพระราชาพระนามว่ามฆเทวะ เป็นพระมหาธรรมราชาผู้ดำรงอยู่ในธรรม พระเจ้ามฆเทวะนั้น ทรงให้กาลเวลาอันยาวนานหมดสิ้นไปวันหนึ่ง ตรัสเรียกช่างกัลบกมาว่า ดูก่อนช่างกัลบกผู้สหาย ท่านเห็นผมหงอกบนศีรษะของเราในกาลใด ท่านจงบอกแก่เราใน กาลนั้น ฝ่ายช่างกัลบกก็ได้ทำให้เวลาอันยาวนานหมดสิ้นไป วันหนึ่งเห็นพระเกศาหงอกเส้น หนึ่งในระหว่างพระเกศาทั้งหลาย้อนมีสีดังดอกอัญชันของพระราชา จึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระเกศาหงอกเส้น หนึ่งปรากฏแก่พระองค์. พระราชาตรัสว่า สหาย ถ้าอย่างนั้น ท่านจงถอนผมหงอกนั้นของเราเอามาวางในฝ่ามือ เมื่อพระราชาตรัสอย่างนั้น ช่างกัลบกจึงเอาแหนบทองถอนแล้วให้พระเกศาหงอกประดิษฐานอยู่ในฝ่าพระหัตถ์ของพระราชา ในกาลนั้น พระราชายังมีพระชนมายุเหลืออยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี แม้เมื่อเป็นอย่างนั้นพระราชาได้ทรงเห็นผมหงอกแล้ว ก็ทรงสำคัญประหนึ่งว่าพระยามัจจุราชมายืนอยู่ใกล้ ๆ และประหนึ่งว่าตนเองเข้ามาอยู่ในบรรณศาลาอันไฟติดโพลงอยู่ฉะนั้น ได้ทรงถึงความสังเวช จึงทรงพระดำริว่า ดูก่อนมฆเทวะผู้เขลา เจ้าไม่อาจละกิเลสเหล่านั้นจนทราบเท่าผมหงอกเกิดขึ้น เมื่อพระเจ้ามฆเทวะนั้นทรงรำพึงถึงผมหงอกที่ปรากฏแล้ว ความเร่าร้อนภายในก็เกิดขึ้น พระเสโทในพระสรีระไหลออก ผ้าสาฎกได้ถึงอาการที่จะต้องบิด (เอาพระเสโท) ออกพระเจ้ามฆเทวะนั้นทรงพระดำริว่า เราควรออกบวชในวันนี้แหละ จึงทรงประทานบ้านชั้นดีอันเป็นที่ตั้งขึ้นแห่งทรัพย์เจ็ดพัน แก่ช่างกัลบก แล้วรับสั่งให้เรียกพระโอรสพระองค์ใหญ่มาตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ผมหงอกปรากฏบนศีรษะของพ่อแล้ว พ่อเป็นคนแก่แล้ว ก็กามของมนุษย์พ่อได้บริโภคแล้ว บัดนี้ พ่อจักแสวงหากามอันเป็นทิพย์ นี้เป็นกาลออกบวชของพ่อ เจ้าจงครอบครองราชสมบัตินี้ ส่วนพ่อบวชแล้วจักอยู่กระทำสมณธรรมในอัมพวันอุทยานชื่อมฆเทวะ อำมาตย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระราชานั้นผู้มีพระประสงค์จะบวชอย่างนั้น แล้วทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพอะไรเป็นเหตุแห่งการทรงผนวชของพระองค์ พระราชาทรงถือผมหงอก ตรัสพระคาถานี้แก่อำมาตย์ทั้งหลายว่า.
ผมที่หงอกบนศีรษะ ของเรานี้เกิดแล้ว เป็นเหตุ นำวัยไป เทวทูตปรากฏแล้ว นี้เป็นสมัยแห่งการ บรรพชาของเรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุตฺตมงฺครุหา ได้แก่ผม จริงอยู่ ผมทั้งหลายเรียกว่า อุตฺตมงฺครุหา เพราะงอกขึ้นบนเบื้องสูงแห่งอวัยวะมีมือและเท้าเป็นต้น คือว่า บนศีรษะ. บทว่า อิเม ชาตา วโยหรา ความว่าพ่อทั้งหลาย จงดู ผมหงอกเหล่านั้นเกิดแล้ว ชื่อว่าเป็นเหตุนำเอาวัยไป เพราะนำเอาวัยทั้ง ๓ ไป โดยภาวะปรากฏผมหงอก. บทว่า ปาตุภูตา ได้แก่บังเกิดแล้ว.
มัจจุ ชื่อว่า เทวะ ที่ชื่อว่า เทวทูต เพราะเป็นทูตแห่งเทวะนั้นจริงอยู่ เมื่อผมหงอกทั้งหลายปรากฏบนศีรษะ บุคคลย่อมเป็นเหมือนยืนอยู่ในสำนักของพญามัจจุราช เพราะฉะนั้น ผมหงอกทั้งหลายท่านจึงเรียกว่า ทูตของเทวะคือมัจจุ ที่ชื่อว่า เทวทูต เพราะเป็นทูตเหมือนเทวะ ดังนี้ก็มี เหมือนอย่างว่า บุคคลย่อมเป็นเหมือนผู้อันเทวดาผู้มีทั้งประดับและตกแต่งแล้วยืนในอากาศกล่าวว่า ท่านจักตายในวันชื่อโน้น ฉันใดเมื่อผมหงอกทั้งหลายปรากฏแล้วบนศีรษะย่อมเป็นเช่นกับเทวดาพยากรณ์ฉันนั้น เหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมหงอกทั้งหลาย ท่านจึงกล่าวว่าเป็นทูตเหมือนเทพ ที่ชื่อว่าเทวทูตเพราะเป็นทูตของวิสุทธิเทพทั้งหลาย ดังนี้ก็มี. จริงอยู่พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ทอดพระนครเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต เท่านั้น ก็ถึงความสังเวช เสด็จออกบวช. สมดังที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนมหาบพิตร เพราะอาตมภาพเห็นคนแก่ คนป่วยไข้ได้ความทุกข์ คนตายอันถึงความสิ้นอายุ และบรรพชิตผู้ครองผ้ากาสาวะ จึงได้บวช ดังนี้
โดยปริยายนี้ ผมหงอกทั้งหลาย ท่านจึงเรียกว่าเทวทูต เพราะเป็นทตแห่งวิสุทธิเทพทั้งหลาย. ด้วยบทว่า ปพฺพชฺชาสมโย มมํ นี้ ท่านแสดงว่า นี้เป็นกาลแห่งการถือสมณเพศอันได้ชื่อว่าบรรพชา เพราะอรรถว่าออกจากความเป็นคฤหัสถ์ของเรา.
พระเจ้ามฆเทวะนั้น ครั้นตรัสอย่างนี้แล้วจึงสละราชสมบัติบวชเป็นฤาษีในวันนั้นเอง ประทับอยู่ในมฆอัมพวันนั้นนั่นแหละ เจริญพรหมวิหาร ๔อยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ดำรงอยู่ในฌานอันไม่เสื่อม สวรรคตแล้วบังเกิดในพรหมโลกจุติจากพรหมโลกนั้น ได้เป็นพระราชาพระนามว่า เนมิ ในกรุงมิถิลานั่นแหละอีก สืบต่อวงศ์ของพระองค์ที่เสื่อมลง จึงทรงผนวชในอัมพวันนั้นนั่นแหละ เจริญพรหมวิหาร กลับไปเกิดในพรหมโลกตามเดิมอีก.
แม้พระศาสดาก็ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตออกมหาภิเนษกรมณ์ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ได้ออกแล้วเหมือนกันครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประกาศอริยสัจ ๔ ในเวลาจบอริยสัจ ภิกษุบางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามีบางพวก. ได้เป็นพระอนาคามี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ๒ เรื่องนี้สืบต่ออนุสนธิกันด้วยประการดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ช่างกัลบกในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ บุตรในครั้งนั้น ได้เป็นพระราหุลในบัดนี้ ส่วนพระเจ้ามฆเทวะได้เป็นเราตถาคตแล.
จบ มฆเทวชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๒๐–๒๒๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๙ มฆเทวชาตกํ
อุตฺตมงฺครุหา มยฺหนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มหาภินิกฺขมนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ตํ เหฏฺฐา นิทานกถาย กถิตเมว ฯ ตสฺมึ ปน กาเล ภิกฺขู ทสพลสฺส เนกฺขมฺมํ วณฺณยนฺตา นิสีทึสุ ฯ อถ สตฺถา ธมฺมสภํ อาคนฺตฺวา พุทฺธาสเน นิสินฺโน ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิ ฯ ภนฺเต น อญฺญาย กถาย ตุมฺหากํเยว ปน เนกฺขมฺมํ วณฺณยมานา นิสินฺนมฺหาติ ฯ น ภิกฺขเว ตถาคโต เอตรหิเยว เนกฺขมฺมํ นิกฺขนฺโต ปุพฺเพปิ นิกฺขนฺโตเยวาติ อาห ฯ ภิกฺขู ตสฺสตฺถสฺสาวิภาวตฺถํ ภควนฺตํ ยาจึสุ ฯ ภควา ภวนฺตเรน ปฏิจฺฉนฺนํ การณํ ปากฏํ อกาสิ ฯ
อตีเต วิเทหรฏฺเฐ มิถิลายํ มฆเทโว นาม ราชา อโหสิ ธมฺมิโก ธมฺมราชา ฯ โส ทีฆมทฺธานํ เขเปตฺวา เอกทิวสํ กปฺปกํ อามนฺเตสิ ยทา เม สมฺม กปฺปก สิรสฺมึ ปลิตานิ ปสฺเสยฺยาสิ อถ เม อาโรเจยฺยาสีติ ฯ กปฺปโกปิ ทีฆมทฺธานํ เขเปตฺวา เอกทิวสํ รญฺโญ อญฺชนวณฺณานํ เกสานํ อนฺตเร เอกเมว ปลิตํ ทิสฺวา เทว เอกํ เต ปลิตํ ทิสฺสตีติ อาโรเจสิ ฯ เตนหิ เม สมฺม ตํ ปลิตํ อุทฺธริตฺวา ปาณิมฺหิ ฐเปหีติ ฯ เอวํ วุตฺเต สุวณฺณสณฺฑาเสน อุทฺธริตฺวา รญฺโญ ปาณิมฺหิ ปติฏฺฐาเปสิ ฯ ตทา รญฺโญ จตุราสีติวสฺสสหสฺสานิ อายุ อวสิฏฺฐํ อโหสิ ฯ เอวํ สนฺเตปิ ปลิตํ ทิสฺวา มจฺจุราชานํ อาคนฺตฺวา สมีเป ฐิตํ วิย อตฺตานํ อาทิตฺตปณฺณสาลํ ปวิฏฺฐํ วิย จ มญฺญมาโน สํเวคํ อาปชฺชิตฺวา พาลมฆเทว ยาว ปลิตสฺสุปฺปาทา นาม อิเม กิเลเส ชหิตุํ นาสกฺขีติ จินฺเตสิ ฯ ตสฺเสว ปลิตปาตุภูตํ อาวชฺเชนฺตสฺส อนฺโตทาโห อุปฺปชฺชิ สรีเร เสทา มุญฺจึสุ สาฏกา ปีเฬตฺวา อปเนตพฺพาการปฺปตฺตา อเหสุํ ฯ โส อชฺเชว มยา นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ กปฺปกสฺส สตฺตสหสฺสุฏฺฐานกํ คามวรํ ทตฺวา เชฏฺฐปุตฺตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตาต มม สีเส ปลิตํ ปาตุภูตํ มหลฺลโกมฺหิ ชาโต ภุตฺตา โข ปน เม มนุสฺสกามา อิทานิ ทิพฺพกาเม ปริเยสิสฺสามิ เนกฺขมฺมกาโล มยฺหํ ตฺวํ อิทํ รชฺชํ ปฏิปชฺช อหํ ปน ปพฺพชิตฺวา มฆเทวอมฺพวนุยฺยาเน วสนฺโต สมณธมฺมํ กริสฺสามีติ อาห ฯ ตํ เอวํ ปพฺพชิตุกามํ อมจฺจา อุปสงฺกมิตฺวา เทว กึ ตุมฺหากํ ปพฺพชฺชาการณนฺติ ปุจฺฉึสุ ฯ ราชา ปลิตํ หตฺเถน คเหตฺวา อมจฺจานํ อิทํ คาถมาห
อุตฺตมงฺครุหา มยฺหํ อิเม ชาตา วโยหรา
ปาตุภูตา เทวทูตา ปพฺพชฺชาสมโย มมนฺติ ฯ
ตตฺถ อุตฺตมงฺครุหาติ เกสา ฯ เกสา หิ สพฺเพสํ หตฺถปาทาทีนํ องฺคานํ อุตฺตเม สิรสฺมึ รุฬฺหตฺตา อุตฺตมงฺครุหาติ วุจฺจนฺติ ฯ อิเม ชาตา วโยหราติ ปสฺสถ ตาตา ปลิตปาตุภาเวน ติณฺณํ วยานํ หรณโต อิเม ชาตา วโยหรา ฯ ปาตุภูตาติ นิพฺพตฺตา ฯ
เทโวติ มจฺจุ ตสฺส ทูตาติ เทวทูตา ฯ สิรสฺมึ หิ ปลิเตสุ ปาตุภูเตสุ มจฺจุราชสฺส สนฺติเก ฐิโต วิย โหติ ตสฺมา ปลิตาติ มจฺจุเทวสฺส ทูตาติ วุจฺจนฺติ ฯ เทวา วิย ทูตาติปิ เทวทูตา ฯ ยถา หิ อลงฺกตปฏิยตฺตาย เทวตาย อากาเส ฐตฺวา อสุกทิวเส ตฺวํ มริสฺสสีติ วุตฺโต วิย ตเถว โหติ ฯ เอวํ สิรสฺมึ ปลิเตสุ ปาตุภูเตสุ เทวตาย พฺยากรณสทิสเมว โหติ ตสฺมา ปลิตานิ เทวสทิสา ทูตาติ วุจฺจนฺติ ฯ วิสุทฺธิเทวานํ ทูตาติปิ เทวทูตา ฯ สพฺพโพธิสตฺตา หิ ชิณฺณพฺยาธิมตปพฺพชิเต ทิสฺวาว สํเวคมาปชฺชิตฺวา นิกฺขมฺม ปพฺพชนฺติ ฯ ยถาห
ชิณฺณญฺจ ทิสฺวา ทุกฺขิตญฺจ พฺยาธิตํ
มตญฺจ ทิสฺวา คตมายุสงฺขฺยํ
กาสาววตฺถํ ปพฺพชิตญฺจ ทิสฺวา
ตสฺมา อหํ ปพฺพชิโตมฺหิ ราชาติ ฯ
อิมินา ปริยาเยน ปลิตานิ วิสุทฺธิเทวานํ ทูตตฺตา เทวทูตาติ วุจฺจนฺติ ฯ ปพฺพชฺชาสมโย มมนฺติ คิหิภาวโต นิกฺขมนฏฺเฐน ปพฺพชฺชาติ ลทฺธนามสฺส สมณลิงฺคคหณสฺส กาโล มยฺหนฺติ ทสฺเสติ ฯ
โส เอวํ วตฺวา ตํ ทิวสเมว รชฺชํ ปหาย อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ตสฺมึเยว มฆอมฺพวเน วิหรนฺโต จตุราสีติวสฺสสหสฺสานิ จตฺตาโร พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา อปริหีนชฺฌาเน ฐิโต กาลํ กตฺวา พฺรหฺมโลเก นิพฺพตฺติตฺวา ปุน ตโต จุโต มิถิลายเมว เนมิ นาม ราชา หุตฺวา โอสฺสกฺกมานํ อตฺตโน วํสํ ฆเฏตฺวา ตตฺเถว อมฺพวเน ปพฺพชิตฺวา พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา ปุน พฺรหฺมโลกูปโคว อโหสิ ฯ
สตฺถาปิ น ภิกฺขเว ตถาคโต อิทาเนว มหาภินิกฺขมนํ นิกฺขมนฺโต ปุพฺเพปิ นิกฺขนฺโตเยวาติ วตฺวา อิทํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ทสฺเสตฺวา จตฺตาริ อริยสจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน เกจิ โสตาปนฺนา อเหสุํ เกจิ สกทาคามิโน เกจิ อนาคามิโน ฯ อิติ ภควา อิมานิ เทฺว วตฺถูนิ กเถตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กปฺปโก อานนฺโท อโหสิ ปุตฺโต ราหุโล มฆเทวราชา ปน อหเมวาติ ฯ
มฆเทวชาตกํ นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗