ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๑๗
  6. /
  7. …
  8. /
  9. ขันธสังยุตต์
  10. /
  11. มัชฌิมปัณณาสก์
  12. /
  13. เถรวรรค
  14. /
  15. ๖. อัสสชิสูตร

๖. อัสสชิสูตร

เล่มที่ ๑๗ · ข้อ ๒๒๒ · บรรทัด ๒๘๐๐

คัดจากอรรถกถา ฉบับแปลไทย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อรรถกถาอัสสชิสูตรที่ ๖

พึงทราบวินิจฉัยในอัสสชิสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า กสฺสปการาเม ได้แก่ ในอารามที่กัสสปเศรษฐีให้สร้าง.

บทว่า กายสงฺขาเร ได้แก่ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก. ก็พระอัสสชินั้นระงับลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านั้นด้วยจตุตถฌานอยู่.

บทว่า เอวํ โหติ ความว่า บัดนี้ เมื่อข้าพระองค์ไม่ได้สมาธินั้น จึงมีความคิดอย่างนี้.

บทว่า โน จ ขฺวาหํ ปริหายามิ ความว่า เรายังไม่เสื่อมจากพระศาสนา แลหรือหนอแล.

ได้ยินว่า สมาบัติของท่าน แนบแน่น แน่วแน่แล้ว (เป็นอัปปนา) เสื่อมไป เพราะโทษคืออาพาธ เพราะฉะนั้น ท่านจึงคิดอย่างนี้.

(ปาฐะว่า ตสฺส กิร อาพาธโทเสน อปฺปิโต สมาปตฺติโต ปริหายิ ฉบับพม่าเป็น ตสฺส กริ อาพาธโทเสน อปปิตปฺปิตา สมาปตฺติ แปลตามฉบับพม่า.)

บทว่า สมาธิสารกา สมาธิสามญฺญา ความว่า สมาธินั่นแลเป็นสาระ และเป็นสามัญญผล แต่ในศาสนาของเรา ตถาคต ยังไม่ใช่สาระ วิปัสสนา มรรคและผลเป็นต้น (ต่างหาก) เป็นสาระ เธอนั้นเมื่อเสื่อมจากสมาธิ ไฉนจึงคิดว่า เราเสื่อมจากศาสนา.

(ปาฐะว่า กสฺมา จินฺเตสิ สมาธิโต สาสนโต ปริหายนฺโต นี้ ไม่มีในฉบับพม่า จึงแปลตามนัยของพม่า)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นปลอบโยนพระเถระอย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะทรงเริ่มแสดงธรรมมีปริวัฏ ๓ แก่พระเถระนั้น จึงตรัสคำว่า ตํ กึ มญฺญสิ เป็นต้น.

ต่อมา เมื่อจะทรงแสดงธรรมเครื่องอยู่ประจำแก่พระเถระนั้น ผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ในเวลาจบเทศนามีปริวัฏ ๓ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า โส สุขญฺเจ เวทนํ เวทยติ.

บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า อนภินนฺทิตา ปชานาติ พึงทราบอธิบายว่า :-

ถามว่า สุขเวทนามีความเพลิดเพลินยินดี จงยกไว้ก่อนเถิด (ส่วน) ทุกขเวทนามีความเพลิดเพลินยินดี เป็นอย่างไร?

ตอบว่า บุคคลประสบทุกข์แล้วย่อมปรารถนาสุข ซึ่งก็คือปรารถนาทุกข์นั่นเอง เพราะทุกข์มาถึงเพราะสุขแปรปรวนไป นักศึกษาพึงทราบความเพลิดเพลินยินดีในทุกข์อย่างนี้.

คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในตอนต้น นั่นแล. จบอรรถกถาอัสสชิสูตรที่ ๖

ที่มา: อรรถกถา ฉบับแปลไทย เล่มที่ ๑๗ ข้อ ๒๒๒ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๕. วักกลิสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๑๗เถรวรรคพระสูตรถัดไป๗. เขมกสูตร